ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 95 : ออกเดินทางสู่แผ่นดินใหญ่

    เส้นทางสายหลักมีรถม้าหนึ่งคันที่วิ่งผ่านกลุ่มทหารเฝ้ายาม รถม้าคันนี้เคลื่อนตัวไปยังทิศเหนือ ที่ซึ่งจุดหมายปลายทางคือประตูเมืองของเมืองหยางโจว


    ภายในรถม้าคือร่างในอาภรณ์สีขาวของชายหนุ่มที่มีใบหน้าธรรมดา กำลังเมียงมองเส้นทางด้วยรอยยิ้มบางๆ “ลาก่อนเมืองหยางโจว”


    เขาคือจางหลินที่ได้เปิดใช้งานทักษะยุทธ์การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ ให้กลายเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าที่ไม่โดดเด่นและไม่สะดุดตา


    จางหลินได้ใช้อัตลักษณ์ของหนึ่งในสมาชิกจากกลุ่มบัญญัติสวรรค์ที่ถูกฆ่าตายไป เพราะชายผู้นี้ไม่มีภูมิหลังที่แน่ชัด และเขาก็เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไม่มีที่ซุกหัวนอนก่อนจะมาเจอกับจางหลิน


    ด้วยตัวตนนี้เขาสามารถโลดแล่นในแคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่ได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่ต้องระแวดระวังว่าใครจะรู้จักหรือจำเขาได้


    แต่สิ่งที่เขาต้องกังวลหลังจากออกจากเมืองหยางโจวก็คือชายที่เรียกขานตนเองว่าจักรพรรดิไร้บัลลังก์! 


    ความแข็งแกร่งของชายผู้นั้นเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะเข้าใจ


    สัญชาตญาณบอกเขาว่า จักรพรรดิไร้บัลลังก์ผู้นั้นสามารถตบหยุนเหวินให้ตายได้ในฝ่ามือเดียว!


    หากจักรพรรดิไร้บัลลังก์มีตัวตนอยู่ที่ไหนสักแห่ง เขายิ่งต้องระวังตัวมากยิ่งขึ้น และเขาหวังว่าทักษะยุทธ์การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการจะช่วยเขาให้รอดพ้นจากสายตาของจักรพรรดิไร้บัลลังก์ได้


    นี่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เขาออกมาจากเมืองหยางโจว ที่ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา 


    ไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีอะไรรอเขาอยู่ที่โลกภายนอกนั่น


    จากที่จางหลินได้ศึกษามา ว่ากันว่าแคว้นฉู่ถูกแบ่งออกเป็นสี่มณฑลใหญ่ และมณฑลที่เขากำลังไปคือ【มณฑลหนาน】โดยมีสำนักจักรพรรดิดาราตั้งอยู่ใจกลาง และมีเมืองหยางโจว เมืองอู่โจว เมืองกวงโจวอยู่ในขอบเขตของมณฑลหนาน


    และยังมี【มณฑลเหอ】ที่เป็นที่ตั้งของสำนักจักรพรรดิพิรุณ และมี【มณฑลจิง】โดยมีสำนักจักรพรรดิเหมันต์เป็นศูนย์กลาง


    มณฑลสุดท้ายคือมณฑลที่มีเพียงเชื้อพระวงศ์และขุนนางราชบริพารเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปได้ ที่แห่งนั้นถูกเรียกว่า【มณฑลหลวงต้าฉู่】


    แม้เมืองหยางโจวจะถูกเรียกรวมกันว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ของแคว้นฉู่ แต่ในความเป็นจริงเมืองหยางโจวถูกปกครองโดยคนจากสำนักจักรพรรดิดารา และผู้ที่อยู่นอกแผ่นดินใหญ่จะไม่ถูกนับว่าเป็นพลเมืองของแผ่นดินใหญ่อย่างเป็นทางการ


    หรือจะเรียกได้ว่าเมืองหยางโจว เมืองอู่โจวและเมืองกวงโจวเป็นพื้นที่อันห่างไกลที่ถูกทอดทิ้ง


    ในแคว้นฉู่แผ่นดินใหญ่ แม้ว่าจะมีสำนักฝึกฝนปราณที่เปรียบได้ดั่งจุดศูนย์กลาง แต่ก็ยังมีองค์กรต่างๆที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสามสำนักอาศัยอยู่เช่นกัน


    อาชีพที่ถือได้ว่าหายากที่สุดในแคว้นฉู่ก็คือนักพยากรณ์, ปรมาจารย์เครื่องรางและปรมาจารย์จารึก


    อาชีพเหล่านี้ไม่สามารถสอนสั่งไปยังบุคคลทั่วไปได้ นอกเสียจากต้องสืบทอดผ่านรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น 


    โดยเฉพาะกับนักพยากรณ์ที่ถือได้ว่าเป็นอาชีพที่มีเพียงหนึ่งในสิบล้าน และโดยส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นนักพยากรณ์มักจะไม่เปิดเผยตัวตน นอกเสียจากจะถูกเรียกโดยอ๋องฉู่เพื่อให้ทำนายดวงเมืองเท่านั้น


    แม้นักพยากรณ์จะเป็นอาชีพที่ดูไม่หวือหวา แต่ความสามารถของพวกเขานั้นทำให้แคว้นฉู่ชนะสงครามมาหลายต่อหลายครั้ง และหลีกเลี่ยงการล่มสลายไปได้หลายหน 


    ฉะนั้นไม่ผิดเลยหากจะกล่าวว่า นักพยากรณ์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ช่วยค้ำจุนแคว้นฉู่ไว้จากผู้ที่ไม่ประสงค์ดี 


    ส่วนอาชีพที่อยู่นอกเหนือจากนั้นก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่อาชีพที่เป็นที่ต้องห้ามสำหรับสามสำนักก็คือนักฆ่าและองค์กรค้ามนุษย์ รวมถึงผู้ที่ปกครองพื้นที่ของตลาดมืด 


    พวกเขาเหล่านี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับความมั่นคงภายในมณฑลทั้งสี่ เนื่องจากว่าสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาไร้กฎระเบียบเกินไป และสามสำนักก็ถูกห้ามไม่ให้พัวพันกับผู้ที่ทำอาชีพมืดเหล่านี้


    ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเพียงผิวเผินที่จางหลินได้อ่านมาจากตำราที่มีอยู่ในคฤหาสน์เจ้าเมือง และเขาก็พอจะรับรู้มาบ้างว่ากฎเกณฑ์ที่แท้จริงของแผ่นดินใหญ่นั้นไม่ต่างจากเมืองหยางโจว


    ขอเพียงแค่มีความแข็งแกร่ง! ทุกสิ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย!


    จางหลินยังคงอ่านตำราในระหว่างเดินทาง จู่ๆคนขับรถม้าก็หันมาเอ่ยถามจางหลินด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม “เจ้าหนู เจ้าจะให้ข้าไปส่งที่ไหน?”


    จางหลินเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยและตอบไปว่า “ไปที่ศาลาพลเรือนมณฑลหนาน ข้าต้องการหยกตัวตน”


    “หืม?” คนขับรถม้าอุทานอย่างสงสัย “เจ้ายังไม่เคยลงทะเบียนหยกตัวตนพลเมืองของแผ่นดินใหญ่มาก่อนงั้นรึ?”


    จางหลินตอบอย่างซื่อๆ “ข้าอาศัยอยู่ในเมืองหยางโจวมาตั้งแต่เกิด จะไปมีหยกพลเมืองของแผ่นดินใหญ่ได้อย่างไร?”


    “โอ้? เป็นเช่นนั้น” คนขับรถม้าไม่ได้ถามอะไรอีก ก่อนที่เขาจะกุมบังเหียนม้าและตรงไปยังทางเข้าของมณฑลหนานแผ่นดินใหญ่ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลากว่าครึ่งวัน


    หลังจากเดินทางมานาน พวกเขาก็ได้แวะที่โรงเตี๊ยมข้างทางเพื่อให้อาหารม้า รวมถึงการกักเก็บเสบียงให้เพียงพอต่อการเดินทางไปถึงมณฑลหนานโดยที่ไม่ต้องแวะโรงเตี๊ยมแห่งที่สอง


    จางหลินลงจากรถม้ามาล้างหน้าล้างตา แต่ทว่าหางตาของเขากลับเหลือบมองไปยังรถม้าหรูหราที่ตั้งพักอยู่ไม่ไกล 


    ดูเหมือนว่าคนขับรถม้าคันข้างๆเองก็ต้องการให้ม้าของตนมาแวะพักและเตรียมเสบียงด้วยเช่นกัน


    เขามองไปรอบๆและพบว่าคนขับรถม้าหรูหรากำลังข้ามไปซื้อสุราที่โรงเตี๊ยมอีกฝากของถนน


    จู่ๆ จางหลินก็บังเอิญได้ยินบทสนทนาที่ดังออกมาจากรถม้าหรูหราคันนั้น


    “คิดไม่ถึงเลยว่าจางหลินจะตายไปแล้ว พวกเรามาประจำการที่เมืองหยางโจวให้เสียเที่ยวจริงๆ”


    “อย่าบ่นไปเลยน่า ถึงอย่างไรพวกเราก็ได้ค่าตอบแทนเป็นเม็ดยาระดับ 3 อยู่ดี แค่การประจำการอยู่ที่เมืองหยางโจวไม่เห็นจะเป็นงานยากอะไร”


    “แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน พวกเราจะได้มีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง อยู่ในสำนักตลอดเวลาก็น่าเบื่อเกินไป”


    “และอีกอย่างการประลองจัดอันดับกำลังก็ใกล้จะมาถึงแล้ว หากผู้เฒ่าซูหยานไม่เรียกพวกเรากลับไป พวกเราจะสั่งสอนศิษย์ใหม่พวกนั้นได้อย่างไร?”


    “ศิษย์ใหม่งั้นรึ? ว่ากันว่าทางสำนักจักรพรรดิดารามีศิษย์นอกสำนักสามคนที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่ แต่ถูกเคลื่อนย้ายให้กลายเป็นศิษย์ชั้นในโดยที่ไม่จำเป็นต้องสอบหรือแข่งขันอะไรเลย คิดไม่ถึงเลยว่าการประเมินของสำนักจักรพรรดิดาราจะตกต่ำได้ถึงขนาดนี้”


    “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว การเคลื่อนย้ายศิษย์นอกสำนักสามคนนั้นไม่ได้มาจากการประเมินของผู้อาวุโสชั้นใน แต่ทั้งสามคนถูกเคลื่อนย้ายโดยพลการจากความต้องการของผู้อาวุโสหยุนเท่านั้น เพราะพวกเขาคือผู้รอดชีวิตที่เหลือสามคนสุดท้ายของตระกูลจาง”


    “ตระกูลจางงั้นรึ? ผู้อาวุโสหยุนช่างมีเมตตาเสียจริง”


    “.....”

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน