ยามสาย ทั้งสำนักดาราสวรรค์ก็เข้าสู่สภาวะ ‘ปั่นป่วน’
แทบทุกที่ที่เดินผ่านไปจะพูดถึงเรื่อง ‘ประชุมใหญ่ดาวชิงดวง’ เมื่อคืนกันทั้งสิ้น นอกเหนือจากประเด็นนี้แล้ว ฉู่เหินก็กลับกลายเป็นเป้าสายตาของฝูงชนไม่ว่าจะเหยียบย่างไปแห่งหนใดอีกด้วย
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน รีบไปเร็วเข้า อาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยให้พวกเราไป ‘หอเมฆดารา’ เพื่อรับ ‘ค่าคะแนนดาว’ ชุดใหม่นะ”หลี่ฮุยเย่บอกกับฉู่เหินอย่างตื่นเต้น
“ค่าคะแนนดาวชุดใหม่หรือ?” ฉู่เหินนึกพิศวง
“อื้มอาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยบอกแล้วว่าศิษย์ใหม่ที่ไปเข้าร่วมประชุมใหญ่ดาวชิงดวงเมื่อวานจะได้รับค่าคะแนนดาวกันทั้งหมดเสียงข่าวว่าคะแนนหนนี้เยอะกว่าที่ผ่านมาด้วย!”
“เยอะเท่าใดกัน?” มู่เฟิงเหล่ถาม
“อย่างน้อยที่สุดก็พันคะแนน”
“โอ๊ะ? แล้วอย่างมากที่สุดเล่า?” มู่เฟิงถามพลางชำเลืองมองฉู่เหินข้างกัน
“ไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง”
...
หอเมฆดารา!
สิ่งปลูกสร้างให้กลิ่นอายโบราณอันใหญ่โตโอ่อ่า กระเบื้องหินศิลาเขียวระเบียงทางเดินยาวล้อมด้วยศาลา เรียบง่ายเก่าแก่แต่ไม่สิ้นเค้าความโอ่โถง
ในเวลานี้ลานเต๋าหน้าประตูหอเมฆดาราเต็มไปด้วยแถวคนเรียงรายยาวเป็นหางว่าวฝูงชนที่เข้าแถวกันอยู่นี้ล้วนคือศิษย์ใหม่ที่เข้าร่วมประชุมใหญ่ดาวชิงดวงเมื่อคืนนั่นเอง
ฝูงชนไม่น้อยมามุงดูกันอยู่รอบลานด้วย
โดยมากไม่พ้นมีสีหน้าเสียใจและหงุดหงิด
“เฮ้อ เสียใจภายหลังชะมัดเลยข้า ถ้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้เมื่อวานคงไปหอจวินไหลไปแล้ว”
“จะโทษใครได้เล่า? ใครใช้ให้เจ้าไม่ไป? ศิษย์พี่หลี่ฮุยเย่แทบจะโค้งขอร้องเจ้า แต่เจ้าก็ยังทำเมินใส่เขาอีกตอนนี้รู้จักเสียใจภายหลังแล้วล่ะสิ!”
“ฮึ เจ้าเอาอะไรมาพูด? เจ้าเองก็ไม่ได้ไปไม่ใช่หรือ?”
“ข้า ข้าก็อยากไป แต่เห็นพวกเจ้าไม่ไปกัน ข้าก็เลย...”
“พอที เจ้ามันก็แค่พวกห้าสิบก้าวหัวเราะร้อยก้าวเท่านั้นปะไร”
...
ศิษย์ใหม่ที่ไปหอจวินไหลเมื่อคืนนี้มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสิบของศิษย์ใหม่ทั้งหมดในปีนี้ของสำนักดาราสวรรค์ด้วยซ้ำไป
ในสายตาพวกเขานั้น ศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์ที่ไปเข้าร่วมประชุมใหญ่ดาวชิงดวงก็เท่ากับไปเพื่อ ‘รับความอัปยศ’ เป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวร่ออย่างแท้จริง
แต่ใครเล่าจะคาดฝันว่าฉู่เหินจะยึดครองความเป็นหนึ่งในบรรดาศิษย์ใหม่ทั้งปวงได้
สำนักดาราสวรรค์ได้ปลดปล่อยโดยแท้ ทั้งยังพลิกชื่อจาก ‘ประชุมใหญ่อัปยศ’ มาเป็น ‘ศึกพลิกโฉม’ ปลุกระดมใจให้ฮึกเหิมแทนด้วย
และศิษย์ใหม่ที่กลัวจนไม่กล้าไปเข้าร่วมประชุมใหญ่ก็เป็นอันต้องเสียใจภายหลังอย่างสุดซึ้งไปตามๆกัน
“ศิษย์พี่ฉู่เหินมาแล้ว!”
เสียงโพล่งตื่นเต้นดังจากลาน ผู้คนเหลียวซ้ายแลขวา เห็นฉู่เหิน มู่เฟิงหลี่ฮุยเย่ โจวลู่ เป็นต้น เดินตรงมาทางนี้
บุรุษหนุ่มทรหดโครงหน้าคมสันได้สัดส่วน กายาสูงใหญ่หยัดตรงราวกับหอกยาวก็มิปาน
ศิษย์สาวมากมายเห็นฉู่เหินแล้วเป็นต้องหน้าแดงหว่างคิ้วส่อเค้าเขินอายอ่อนๆ
มู่เฟิงสะบัดผมด้วยหลงว่าตนเลอโฉม เอื้อนเอ่ยอย่างวางท่า“เกิดมาหล่อมันก็กดดันเช่นนี้แล ไปแห่งหนไหนก็กลายเป็นเป้าสายตาผู้คนไปเสียหมดพวกเจ้าทั้งหลายถึงได้พลอยได้ส่วนบุญจากข้าไปด้วย”
หลี่ฮุยเย่และโจวลู่ลอบส่ายหน้าถอนใจ ในใจด่าทอว่า หน้าไม่อาย!
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน ศิษย์พี่มู่เฟิง พวกท่านมากันแล้ว”บุรุษหนุ่มหน้าตาเรียบร้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาจากฝูงชน เอื้อนเอ่ยแสนสุภาพ“ศิษย์พี่ทุกท่าน เชิญก่อน!”
ฝูงชนทั้งหลายที่ต่อแถวกันหน้าประตูหอเมฆดาราหลีกทางให้พวกเขาด้วยตัวเอง
“ขอบคุณมาก” ฉู่เหินยิ้ม ไม่ปฏิเสธ
ในเมื่อมีถึงสี่ห้าสิบคนต่อแถวอยู่เบื้องหน้าขืนต่อตามคงไม่รู้ต้องรออีกถึงเมื่อไร นับประสาอะไรกับที่ หากฉู่เหินคิดจะต่อแถวพวกเขาก็ไม่ยอมอยู่ดี
ฉู่เหินผู้เป็นดั่งหยาดน้ำฟ้าชโลมใจ ผู้นำสำนักดาราสวรรค์เมื่อวานนี้ย่อมจะได้รับการปฏิบัติอย่างพิเศษเป็นธรรมดา
พลันนั้น ท่ามกลางสายตาอิจฉาในความเฉิดฉาย ฉู่เหิน มู่เฟิง และอีกสองคนก็เข้าหอเมฆดาราไปก่อนเครื่องเรือนและการจัดวางภายในดูเก่าแก่และเรียบง่ายเป็นอันมากให้ความรู้สึกขรึมขลังเป็นทางการอย่างบอกไม่ถูก
ถัดไปด้านหน้าอีกสองสามเมตรคือแท่นหินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแท่นหนึ่งแท่นหินสูงกว่าอกคน สร้างจากหินแกรนิตสีเข้มที่แข็งแรงเป็นอย่างยิ่ง
ข้างแท่นหินยังมีทางเดินพาดผ่านเชื่อมต่อไปถึงข้างในหากเงยหน้ามองจะเห็นแท่นวางเรียงรายเป็นระเบียบอยู่ในหอ
แท่นวางเหล่านั้นจัดแสดงสิ่งของต่างๆ มากมายไว้อย่างเป็นระเบียบแบบแผนเช่น ม้วนคัมภีร์ เครื่องกระเบื้อง ศาสตราวุธ และของเลอค่าเลื่องชื่อทุกชนิดไม่ว่าสำนักยุทธขั้นสูงใดในนครหลวงแห่งนี้ต่างก็เก็บสมบัติพัสถานล้ำค่าไว้มากมาย
ในบรรดาของเหล่านั้น ห้ามหาสำนักอย่างยุทธจักรพรรดิ วายุจักรพรรดิจันทร์สกาว มหาหัสดี และแรดวิญญาณถือเป็นที่สุด
สำนักยุทธขั้นสูงดีๆ นั้นนอกเหนือจากจะมีบรรดาคณาจารย์ที่โดดเด่นดึงดูดผู้คนในถิ่นที่แล้วก็ยังมีทรัพยากรพร้อมให้ศิษย์ในสำนักได้ใช้ด้วย
วิถีแห่งวรยุทธ์ ยากเย็นและแสนเข็ญ!
ต้องมีวิชากระบวนยุทธ์ หินผลึกหยวน ศาสตราวุธป้องกันตัว และหยูกยาไว้ช่วยเสริมอย่างไม่อาจขาดไปได้
ของเหล่านี้กลับมากองละลานตาอยู่เบื้องหน้าพวกฉู่เหินเสียอย่างนั้น
“พับผ่า ไม่ใช่แล้วกระมัง ไม่มีคนเฝ้าประตูสักคนเลยหรือ?ไม่กลัวจะถูกขโมยหรือ!”มู่เฟิงกวาดตามองรอบด้านที่เปล่าเปลี่ยวแล้วก็ลูบจมูกตนเอง ก้าวเดินไปยังเส้นทางเบื้องหน้าไม่ยี่หระ
“ศิษย์พี่มู่เฟิง อย่าเข้าไป” หลี่ฮุยเย่ตะโกนห้ามไว้
“ทำไมเล่า? ข้าแค่จะเข้าไปดูเท่านั้นเอง”
“หากไม่ได้รับอนุญาตไม่มีทางข้ามผ่านแท่นวางพวกนี้ไปเองได้หรอกผู้เฝ้าดูที่นี่คือ ‘ผู้อาวุโสอิง’ ” หลี่ฮุยเย่เดินมาข้างกายมู่เฟิง กดเสียงต่ำเบา“ผู้อาวุโสอิงเป็นผู้อาวุโสที่พิลึกกึกกือไม่น่ายั่วโมโหด้วยที่สุดในสำนักดาราสวรรค์แล้วหากท่านกล้าแตะต้องสิ่งของที่นี่สุ่มสี่สุ่มห้าต่อหน้าเขา ถูกตัดมือขาดยังถือเป็นโทษสถานเบาเลยนะ”
“หือ? โหดขนาดนั้นเชียว” มู่เฟิงตกใจจนหดคอกลับหันรีหันขวางพลางว่า “เขาอยู่ไหนเล่า?”
“ข้าไม่รู้หรอกแต่ทุกการกระทำที่นี่ของพวกเราล้วนอยู่ในสายตาของผู้อาวุโสอิงทั้งนั้น”หลี่ฮุยเย่ไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นเลย เขาจริงจังอย่างที่สุด
“แล้วไยไม่ออกมา?”
“รออีกสักพักก่อนเถิด ปกติผู้อาวุโสอิงจะออกมาในเวลาที่กำหนดพวกเราคงมาเร็วเกินไป”
“ก็ได้ รู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้องอย่างไรไม่รู้ไม่สบายใจเอาเสียเลย” มู่เฟิงพึมพำไม่พอใจ
...
ฉู่เหินกลับสุขุมนุ่มลึกยิ่งนัก เขากวาดสายตามองโดยรอบ
ทันใดนั้น ทิวทัศน์หนึ่งก็ปรากฏบนกำแพงแก่คลองสายตา
“นั่นมัน?”
“อะไรกัน? ฉู่เหิน!”โจวลู่โพล่งถาม
พวกที่เหลือมองไปตามเขา เห็นแผ่นป้ายหยกสามสิบแผ่นแขวนอยู่บนกำแพงด้านซ้ายป้ายหยกขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ ด้านบนป้ายสลักตัวเลขจาก ‘หนึ่ง’ ถึง ‘สามสิบ’
และด้านหน้าของป้ายก็สลักเป็นชื่อของคนแตกต่างกันออกไป
“โอ้ นี่คือสามสิบอันดับแรกของอันดับคะแนนดาว...” หลี่ฮุยเย่บอก
สามสิบอันดับแรก?
ฉู่เหินประหลาดใจเล็กน้อย ด้วยอารามสงสัยใคร่รู้ เขาจึงเดินไปเบื้องหน้า
“สามสิบคนที่แกร่งที่สุดอย่างนั้นหรือ?” มู่เฟิงถามไปด้วยอยากรู้อยากเห็น
“จะเข้าใจเช่นนั้นก็ได้”
...
ฉู่เหินเพ่งความสนใจไปที่ป้ายหยกแผ่นแรกแรงพู่กันเฉียบคมสลักเป็นอักษรสองตัวอันคมกริบ
“จีเสียน...”
“ศิษย์พี่จีเสียนเป็นอันดับหนึ่งของสำนักดาราสวรรค์ เขาเป็นศิษย์สายตรงที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในบรรดาศิษย์ของอาจารย์ซีหลานแต่ศิษย์พี่จีเสียนออกไปแสวงหาประสบการณ์ที่โลกภายนอกมาหนึ่งปีแล้วจนตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา”
โจวลู่เปิดปากอธิบายให้ฟังโดยคร่าว
มองออกว่านางค่อนข้างเข้าใจในสถานการณ์ของสำนักดาราสวรรค์เป็นอย่างดี
“และข้าก็ยังได้ยินมาว่าศิษย์พี่จีเสียนมีค่าคะแนนดาวเกินหนึ่งแสนแล้วถือเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักดาราสวรรค์เลย” หลี่ฮุยเย่เสริม
ค่าคะแนนดาวเกินหนึ่งแสน!
ฉู่เหินตะลึงงัน ช่างน่ากลัวเสียจริง
นอกเหนือจากไม่คาดฝันแล้วฉู่เหินก็ทึ่งที่อาจารย์ซีหลานผู้นั้นช่างสมคำร่ำลือนักอายุยังน้อยแต่กลับสอนสั่งศิษย์ที่พรสวรรค์เลอเลิศเช่นนี้ออกมาได้
พวกเขาไปดูป้ายหยกแผ่นที่สองต่อ
“เส้าเหยียน...”
“ศิษย์พี่เส้าเหยียนเป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ซ่งเฉิงเลี่ยเขาเองก็เก่งฉกาจยิ่งนัก ว่ากันว่าค่าคะแนนดาวก็เกือบทะลุหนึ่งแสนแล้วออกไปฝึกวิชาหาประสบการณ์อยู่เช่นกัน” หลี่ฮุยเย่สาธยาย
โจวลู่เลิกคิ้วหลิว นางเสริมทัพอีกว่า “ศิษย์พี่เส้าเหยียนคนจริงน่าดู! จำได้ว่าปีก่อนตอนไปที่งานประลอง ‘ประลองยุทธ์สรรพสำนัก’ ศิษย์พี่เส้าเหยียนสู้กับคนจริงสำนักยุทธจักรพรรดินามถงเฟยศิษย์พี่เส้าเหยียนทั้งๆ ที่เจ็บสาหัสก็ยังตัดแขนถงเฟยทิ้งได้หนึ่งข้าง จากนั้นก็ลากสังขารที่เจ็บหนักต่อสู้กับ ‘กระบี่ดอกเหมย’ สำนักแรดวิญญาณอย่างเสิ่นอวิ๋นซีต่อแต่เพราะบาดเจ็บหนักเกินไป สุดท้ายก็เลยพ่ายให้เสิ่นอวิ๋นซีอย่างน่าเสียดาย”
กระบี่ดอกเหมย เสิ่นอวิ๋นซี?
ได้ยินนามนั้นแล้วฉู่เหินก็ชะงักไปเล็กน้อย
เสิ่นอวิ๋นซี นามนี้คุ้นหูนัก เหมือนจะเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนไม่นานฉู่เหินก็นึกขึ้นได้ว่าในบรรดาสามศิษย์สำนักแรดวิญญาณที่ไล่ล่าเขาที่เทือกเขาไร้กระดูกนั้น เด็กสาวนาม ‘ซินเหวิน’ เหมือนจะบอกว่าพี่ชายของนางคือเสิ่นอวิ๋นซีหนำซ้ำยังประกาศลั่นว่าหากฉู่เหินกล้าแตะต้องนางเสิ่นอวิ๋นซีต้องไม่ปล่อยเขาไปแน่...
“เห็นทีจะเป็นคนที่น่าปวดหัวจริงๆ”
ฉู่เหินตรึกตรองลับๆ เห็นทีเขาคงไปก่อหวอดความวุ่นวายครั้งใหม่โดยไม่รู้ตัวเสียแล้วแต่บุรุษหนุ่มก็หาได้กังวลใจจนเกินไปไม่ นครหลวงตั้งใหญ่โตสำนักยุทธขั้นสูงมากมายหลายสิบสำนักหากอีกฝ่ายไม่รู้จักเขาแล้วไซร้จะตามหาตัวเขาเจอได้อย่างไร?
นับประสาอะไรกับการที่ในยามนั้นฉู่เหินไม่ได้สังหารพวกเขานับว่าเมตตากรุณามากพอแล้ว หากเป็นคนที่มีหลักการและเหตุผลมากพอคงไม่มีทางกัดไม่ปล่อย
เรื่องนี้จึงไม่น่ากังวลอันใดนัก
แน่นอนว่าฉู่เหินก็ไม่ใช่ผู้ที่กลัวคนอยู่แล้ว
...
“เอ๋ ไป๋อวี่เยว่อยู่อันดับสามหรือ?” เสียงประหลาดใจไม่เบาของมู่เฟิงลอยมาเขาเบิกตา ดวงตาเป็นประกายอ่อนๆ
ฉู่เหินช้อนตามองป้ายหยกถัดจากของเส้าเหยียน
ป้ายนั้นสลักนาม ‘ไป๋อวี่เยว่’ สามคำนี้ไว้จริงๆ
………………………..