สายวันหยุดสัตวแพทย์หญิงไปรับนักศึกษาฝึกงานที่ท่ารถและส่งยังที่พัก พรุ่งนี้ต้องพาออกหน่วยตรวจรักษาสัตว์เสร็จธุระแล้วแวะตลาดน้ำพุ จริง ๆ ไม่อยากมาแถวนี้เพราะอยู่บริเวณเดียวกับไอโซราเพิร์ล แต่คุณดวงแก้วสั่งให้ซื้อกุ้งเสียบเ้าประจำที่กุ้งใหม่ไว้ใจได้ห้ามใกล้ตรงไหนซื้อตรงนั้น ไม่งั้นเย็นนี้อดกินต้มยำกุ้งเสียบเธอตรงไปรีบซื้อรีบกลับ ขณะรับเงินทอนจากแม่ค้ามีเสียงเรียกอย่างดีใจหันไปเจอทนายวิกรมยิ้มรื่นรอ เธอไหว้ไม่ทันคลายมือก็ถูกดึงตัวไป
คุณอาทนายพาขึ้นลิฟต์มาหยุดหน้าห้องหนึ่งของไอโซราแล้วจึงเฉลยว่าให้ช่วยดูคุณอ้วนหน่อย อยู่ในห้องเงียบั้แ่เมื่อคืนยังไม่ออกมา อาหารก็ไม่ได้สั่งเข้าไป
เธอเบ้ปาก“โตป่านนี้ดูแลตัวเองไม่ได้ก็ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละค่ะ”
ชายาุโหัวเราะลงลูกคอ“ท่านประธานไม่คิดแบบนั้นสิครับ” แล้วพยักหน้าสั่งพนักงานผู้ถือคีย์การ์ดสำรองให้เปิดประตูพนักงานมองหญิงที่ทนายเก่าแก่พามา แย้งเสียงอ่อนว่ารอถามผู้จัดการอีกคนก่อนดีไหม เปิดห้องโดยพลการถูกตำหนิขึ้นมาจะรับผิดชอบไม่ไหว
“จริงค่ะ”คนนอกรีบออกตัวสนับสนุน “จะรบกวนเวลาพักผ่อนของเขาเปล่า ๆ จ้ากลับดีกว่า”
“เรากดกริ่งเรียกแต่เงียบกริบท่านรองเป็อะไรไปก็รับผิดชอบกันไม่ไหวเหมือนกัน”
ทนายคว้าคีย์การ์ดจากมือพนักงานมาเสียบช่องยิ้มไปทางหญิงสาว “จะเป็ไรเล่าคุณคนนี้วิ่งเล่นในโรงแรมั้แ่เล็กแล้ว” พอประตูเปิดมือหนาใหญ่ก็ดันเธอเข้าไป“คุณอ้วนว่าคุณหนูจ้าก็จัดการเลยสิครับ”
เสียงปิดประตูดังตามหลังค่อยๆ หญิงสาวมองรอบห้องโอ่โถงหรูหราอย่างลังเลวันนี้ยังมีบางคนปฏิบัติราวกับเธอถูกวาง ณ ที่เดิมในอดีต บางคราวเธอยิ้มรับเช่นตอนชมภาพถ่ายสมัยเด็กและระลึกถึงเวลานั้นแต่ไม่ใช่สำหรับครั้งนี้ ระหว่างเด็กสองคนไม่มีอะไรเหมือนเดิมปลายนิ้วระเฟอร์นิเจอร์ในห้องสวีท...คุณชายอยู่ที่แบบนี้เอง
เปิดประตูบานหนึ่งภายในห้องอับแสงเพราะปิดม่านหนาทึบหมด มองจากปลายเตียงเ้าของห้องนอนซมหน้าแดงก่ำด้วยพิษไข้
แววตาเธออ่อนลงคุณชายกระหม่อมบางไม่สบายอีกแล้ว
ก้าวไปข้างเตียงโน้มลงพินิจใบหน้าเพิ่งได้เพ่งตรง ๆ ชัด ๆ ก็คราวนี้ นึกอยากปัดผมชื้นเหงื่อปกหน้าผากเอื้อมมือแต่ชะงักถอยไปรูดม่านเปิดหน้าต่างระบายอากาศ วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ปิดแอร์แล้วไปตวัดผ้าห่มออกครึ่งตัวเขาดูกระสับกระส่ายไม่สบายตัว ควรเปลี่ยนเสื้อแต่ไม่รู้สึกว่าจะทำอย่างนั้นได้จึงหาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดคอ สอดผ้าใต้เสื้อถูลำตัวก่อนจับนอนตะแคงถูแผ่นหลังพอเช็ดแขนเขาหดหนีเหมือนว่าเจ็บ
แขนไปโดนอะไรมา...
ขณะเอี้ยวไปชุบผ้าในอ่างน้ำรู้สึกบางสิ่งร้อนวาบััใบหน้าเธอผงะ หันหาคนไข้ หลังมือเขาที่แนบหน้าเธอเคลื่อนมาลูบเปลือกตาและกำลังลืมตาปรือพึมพำ“ตาเนี่ยจะมองพี่แข็ง ๆ ไปถึงเมื่อไหร่”
ปลายนิ้วเลื่อนลงแตะริมฝีปาก“ยิ้มให้พี่บ้างสิ”
ผิวเนื้อร้อนผ่าวไล้แก้มเบาๆ “เลิกเมินหน้าหนีได้ไหม”
ครั้นรู้สึกตัวเธอปัดมือนั้นตกข้างเตียงทันทีภาพเขานอนป่วยคุ้นตา เป็พี่อ้วนคนเดิมไม่มีผิดแต่ตอนเขาคลอเคลียใบหน้ากลายเป็ชายไม่รู้จัก สะบัดร้อนสะบัดหนาวพิกลรีบฉวยผ้าพันคอฝีมือแม่ถักที่กองบนโต๊ะหัวเตียงติดไปด้วย
เวลาผ่านไปไม่รู้เนิ่นนานหรือเพียงครู่คนไข้ลืมตาตื่นขึ้นเห็นชายแปลกหน้า ตามด้วยคุณกิตติพันธ์โน้มลงแจ้งว่าพาหมอมาเขาเบือนหน้าหนีตอนหมอฉีดยาที่ต้นแขน
“เป็ไข้หวัดใหญ่ครับปิดแอร์เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทดีแล้ว”
คนนอนซมพลิกศีรษะไปทางหน้าต่างที่ลมพัดม่านไหวนายแพทย์กล่าวต่อไปว่านอนอีกสักตื่นจะดีขึ้น สองสามวันก็ทุเลา อย่าเพิ่งอาบน้ำเย็นอาบน้ำอุ่นสักอาทิตย์หนึ่ง ตอนนี้ให้คนมาเช็ดตัวอุณหภูมิจะได้ลดผู้จัดการกิตติพันธ์ลุกไปห้องน้ำทันที คนไข้ยกมือจะห้ามแต่เจ็บแขนแปลบครู่เดียวอีกฝ่ายก็ออกมาบอก
“สงสัยคุณหนูจ้าเช็ดตัวให้ครับผ้าขนหนูเปียกตากอยู่ เมื่อกี้สวนกันแวบ ๆ ตรงล็อบบี้เรียกไม่ทัน ไม่ได้เจอตั้ง...อู้ เหยียบสิบปี ผมจำเกือบไม่ได้เห็นครั้งสุดท้ายที่งานนายหัวจารุวัฒน์ยังเด็กอยู่เลย”
หลังนายแพทย์ลากลับพร้อมผู้จัดการคนไข้ยันตัวขึ้นนั่งเอนหลังมองทางหน้าต่าง ลมโชยมาอ่อน ๆ เขาสูดหายใจรับอากาศบริสุทธิ์หลับตานึกภาพแล้วพิศวงระคนอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ร่างพร่าเลือนที่เห็นอยู่ข้างเตียงนั่น...
เย็นวันต่อมา ทันทีที่ลูกสาวกลับจากทำงานแม่ตรงเข้าสั่งให้ไปดูพี่อ้วนหน่อย เขามาจากต่างประเทศแล้วแต่นอนป่วยอยู่เ้าตัวบุ้ยปาก แม่ร่ำ ๆ จะให้โทร.หาเขาั้แ่เมื่อวาน เื่อะไรจะโทร.เธอรู้แก่ใจว่าอยู่โรงแรมแถมยังเช็ดตัวให้กับมือแล้วตานั่นละเมอเรื่อยเปื่อยอะไรไม่รู้ นึกพลันหน้าร้อนวูบ บ่ายเบี่ยงว่าเขาไม่สบายเราไปดูก็ไม่หายหรอกรบกวนให้รับแขกเปล่า ๆ
แม่ขวางหูขวางตาที่ลูกสาวชอบพูดจาเหินห่างโต้ตอบว่าพี่อ้วนมาบ้านเรา เขาไม่ใช่แขก เราไปเยี่ยมก็เหมือนมีญาติดูแลแกท่ามากงั้นฉันไปเอง ว่าแล้วดิ่งเข้าครัวคว้าถุงใส่ของฝากที่เตรียมไว้ขาออกมาลูกปรายตามอง
“จะหิ้วไอ้ถุงนี่เดินถามหาผู้บริหารโรงแรมเรอะคุณดวงแก้ว”
“งั้นสิยะไม่ถามพนักงานจะเจอไหมพี่อ้วน ห้องเป็ร้อย”
“แม่โทร.ไปก่อนสิ”
“พี่อ้วนก็เกรงใจบอกไม่ต้องไป”
“นี่อะไรบานเบอะ”เธอชี้กระติกกับกล่องหลายใบในถุงผ้า “แม่เป็หมอเรอะ ต้มยาเถื่อนจ้าจะเรียกตำรวจจับ”
“สมุนไพรพื้นบ้านย่ะแล้วก็ชาตะไคร้ กระเจี๊ยบ คาโบไมล์ให้จิบ มีของกินบำรุง และ...”
“โอ๊ยยย...แม่เขาอยู่โรงแรม”
“อยู่โรงแรมแล้วทำไมยะ!”
“กระดิกนิ้วเดียวทั้งครัวไทยครัวฝรั่งภัตตาคารจีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน เวียดนาม โอ้ย...สารพัดจะเลือกกินดูของแม่อย่างกับไปเยี่ยมทหารเกณฑ์ชายแดน”
“ไม่ไปก็ไม่ต้องเอาเท้าราน้ำฉันจะให้เ้าโมนขับรถพาไปเอง”
“แม่จะไปให้คนเขาแตกตื่นทำไม”
“เอ๊ะ! เ้านี่ ฉันไม่ได้พ่วงขบวนแห่แตรวงไปด้วย”
ลูกสาวหน้างอคว้าถุงของฝากจากมือแม่ขึ้นรถเร่งเครื่องออกไปโดยไม่ฟังเสียงแม่เรียกให้เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนถึงโรงแรมก็ดุ่ยไปที่ลิฟต์แล้วค่อยนึกได้ว่าจะขึ้นชั้นวีไอพีต้องใช้คีย์การ์ด ต้องย้อนไปแจ้งประชาสัมพันธ์ว่าขอพบคุณภารินธรสิรินเภตรา
ประชาสัมพันธ์สาวมองผู้มาติดต่อเล็กน้อย“นัดไว้หรือเปล่าคะ”
เธอส่ายหน้า
“ไม่ได้นัดคงลำบากขอประทานโทษค่ะ ไม่ทราบว่าขอพบเื่อะไร”
“มาเยี่ยมไข้ค่ะ”
ประชาสัมพันธ์เหลือบตายังถุงที่หิ้วมาแวบหนึ่งเธอรู้จากสายตานั้นทันที ไม่ได้ ! เลยขอให้ช่วยแจ้งคุณภารินธรว่ามีคนจะนำของเยี่ยมขึ้นไปให้คำตอบคือให้เธอโทร.เข้าเครื่องท่านรองเองจะดีกว่า เ้าหล่อนดักทางถูก อันที่จริงเธอมีเบอร์เขาติดอยู่ในมือถือแต่ไม่ได้พกมาด้วยี้เีรับสายแม่ที่โทร.จี้ถี่ยิบแน่ ๆ ประชาสัมพันธ์คนสวยยิ้มมุมปากเชิงว่าจับไต๋ได้
เธอถอดใจฝากของเยี่ยมไข้ไว้ที่เคาน์เตอร์แม่คาดโทษว่าต้องส่งให้ถึงมือคุณอ้วน ช่วยไม่ได้ท่านผู้บริหารพบตัวยากเสียเหลือเกิน เธอพึมพำเดินไปประตูทางออก“กลับบ้านโดนแม่เฉ่งหูเฉาแหง ๆ ...”
“บ่นอะไรคนเดียวครับ”
เธอเหลียวหลังไปทางเสียงคนทักยิ้มกว้างรออยู่แล้ว
“นึกแล้วเชียวต้องเจอคุณหนูจ้าอีก”
ครู่ต่อมาประตูลิฟต์เปิดที่ชั้นวีไอพีผู้จัดการกิตติพันธ์ส่งถุงที่ช่วยถือคืนเ้าของ เธอออกจากลิฟต์ไปหยุดหน้าจุดหมายกดกริ่งข้างประตูห้อง บานไม้เนื้อดีเปิดกว้างพอแค่เห็นหญิงผู้ถือผลกีวีซึ่งปอกค้างในมือ
คนหน้าห้องตะลึงมองนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นผู้หญิงคนนี้ ! แต่เป็ครั้งแรกที่เห็นเต็มตาใกล้ ๆหญิงผู้เปิดประตูอึ้งมองไม่แพ้กัน นึกไม่ออกว่าหญิงแต่งกายอย่างคนทำงานสวนขึ้นมาถึงห้องพักผู้บริหารได้ด้วยธุระอะไร
“เอ่อ...นี่ห้องเอ่อ...อ ห้อง...คุณอ้วนใช่ไหม”
หญิงสาวประหลาดใจขึ้นอีกไม่คาดคิดว่าเธอผู้นี้จะเรียกชื่อเล่นเ้าของห้อง “ใช่ค่ะมีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ คือ...”
คนหน้าห้องรีบยื่นถุงให้“ช่วยบอกเขาว่าน้าแก้วฝากมา น้ำสมุนไพรดื่มตามอาการที่ติดป้าย ขอบคุณค่ะ”
สั่งความแล้วเ้าตัวแน่วไปเลยหญิงสาวยกถุงผ้าหนักอึ้งไปวางบนโต๊ะเตี้ยข้างโซฟาที่พี่อ้วนนอนกางหนังสือปิดหน้าเสียงแหบพร่าดังลอดมา
“ไม่ลงไปหาของทานข้างล่างล่ะอยู่แต่ในห้องอุดอู้แย่ พี่แค่มึนหัวนิดหน่อยเอง”
“ไม่ใช่รูมเซอร์วิสหรอกค่ะคนมาส่งของ บอกว่าน้าแก้วฝากมาให้”
เขาดึงหนังสือลงมองถุงผ้าบนโต๊ะ“ใครมาส่ง พนักงานหรือเปล่า”
“ไม่ใช่ค่ะผู้หญิงที่มาน่าจะรุ่นเดียวกับแพม เรียกชื่อเล่นพี่อ้วนด้วย เขาเรียกคุณอ้วน”
ขาดคำเขาลุกพรวดไปทันทีแต่ศีรษะหมุนทรุดลงแค่ตรงหน้าลิฟต์ ไม่ทันแม้แต่เงาคนมาส่งของกลับเข้าห้องแล้วน้องแพมยกอ่างน้ำมาจะช่วยเช็ดตัวลดไข้ แต่เขาขอทำเองหญิงสาวเม้มปากมองแขนที่เจ็บ คุณป้าหญิงไม่ลงมาดูลูกชายด้วยเหตุผลว่าต้องคุมงบจัดซื้อเรือปลีกตัวลำบากเธอเป็ห่วงจึงอาสามาดูแลแทน นึกแล้วน้อยใจแต่ก้มหน้าหยิบของในถุงออกจัดวาง
“น้าแก้วที่ส่งของมาให้ใครเหรอคะ”
“ญาติผู้ใหญ่ของพี่”
เขาคว้าโทรศัพท์ต่อสายหาน้าแก้วว่าได้รับของเรียบร้อยเสียงตอบกลับมา “ข้าวต้มกับเครื่องกินก่อนเลยนะ ทำเสร็จกินใหม่ ๆ ถึงจะดี”
“ครับเดี๋ยวทานเลย”
“น้องยังอยู่หรือเปล่าลูก”
“กลับไปแล้วครับ”
“เ้านี่สั่งให้ส่งของถึงมือก็ทำเท่านั้นจริง ๆ ดูสิ น้าให้ไปดูแลอ้วน”
“แค่เห็นของที่น้าแก้วฝากมาก็ดีใจแล้วอย่าเอ็ดหนูจ้าเลยครับ อุตส่าห์หิ้วมาให้ยังโดนดุอีก”
มือเล็กบอบบางที่กำลังรินชาคาโบไมล์สั่นนิดๆ หญิงสาวเคยได้ยินชื่อ ‘หนูจ้า’จากเสียงฝากข้อความในโทรศัพท์ซึ่งเข้าใจผิดว่าพี่อ้วนซื้อให้ หญิงหน้าห้องคนนั้นหรือ...ผู้ได้เป็เ้าของโทรศัพท์สีไลแลคและพี่อ้วนส่งข้อความที่ใช้ถ้อยคำชวนสงสัยในความสัมพันธ์ให้
ปฏิกิริยาเขาเมื่อรู้ว่าใครมาส่งของ...ยิ่งตอกย้ำความระแวง
คราวไปทำงานกันที่นอร์เวย์เธอทราบข่าวจากมารดาในตอนเช้าว่าพี่อ้วนกลับเมืองไทยแล้วเมื่อรู้ว่าเขาผลุนผลันเดินทางทั้งที่ยากลำบาก เธอก็ทนติดอยู่ที่นั่นต่อไปโดยไม่รู้กำหนดไม่ได้ต้องรบเร้าขอบิดากลับและท่านยินยอมหลังทราบว่าจะมีเครื่องบินกองทัพมาส่งทูตทหารอากาศซึ่งมีภารกิจด่วนที่สิงคโปร์ติดต่อประสานไปพบว่ามีที่นั่งเหลือ ท่านผู้บัญชาการอนุญาตให้นำคนไทยที่ตกค้างติดเครื่องไปตอนขาบินกลับได้เธอจึงเดินทางไปลงสนามบินชางงีก่อนต่อเครื่องลำดังกล่าวไปลงกองบิน ๖ ดอนเมือง
ถึงกรุงเทพฯยังติดต่อพี่อ้วนไม่ได้ เธอกระวนกระวายไปหาคุณป้าหญิงและต้องแปลกใจที่เขาไม่ได้มากรุงเทพฯแต่อยู่ภูเก็ตแล้ว คุณป้ารีบว่าเพราะเครื่องบินลงสุวรรณภูมิไม่ได้จึงลงใต้เลยก่อนหน้านี้ท่านก็ติดต่อลูกชายไม่ได้ คิดว่ายังติดอยู่ต่างประเทศพอลองสอบถามผู้จัดการจึงรู้ว่าเขามาถึงโรงแรมแล้ว พนักงานเห็นมารถรับจ้างแขนพันผ้าไว้น่าจะาเ็ ในใจเธอร้อนรุ่มทรมานพี่อ้วนดั้นด้นจะกลับให้ได้ไม่รั้งรอหรือห่วงตัวเอง นี่ต้องเกี่ยวกับหนูจ้าคนนั้นอย่างที่นึกไหวหวั่น
วันนั้นเธอโพล่งถามออกไป‘หนูจ้าเป็ใคร’
ยังจำสีหน้าคุณป้าหญิงได้ดีใบหน้าซีดเจื่อนคล้ายจนมุมนั้นตอบไม่เต็มเสียง‘เขาเป็...เป็เพื่อนสมัยเด็กของพี่อ้วน’
เมื่อพี่อ้วนวางสายที่สนทนากับน้าแก้วเธอเปรยถึงเื่ที่ทราบจากคุณป้าว่าหลังจากย้ายไปกรุงเทพฯท่านก็ไม่ได้มาที่นี่อีก เธอจึงคิดว่าครอบครัวเขาไม่มีญาติที่ภูเก็ตแล้ว
“แต่แพมจำได้สมัยเรียนพี่อ้วนเคยกลับมาหนนึง วันงานเดบูตองส์ของแพมคุณป้าโทร.ตามพี่อ้วนจากภูเก็ตใช่ไหมคะ ทำไมตอนนั้นพี่อ้วนมาคนเดียว”
ภารินธรนิ่งงันไปชั่วขณะเื่แม่ตัดรอนคนที่นี่แสลงใจเขาเสมอ
“เพราะ...คุณแม่พี่ไม่มีญาติเหลือที่นี่อย่างที่น้องแพมเข้าใจนั่นแหละแต่สำหรับพี่ น้าแก้วเป็แม่อีกคน”
คนถามเลิกคิ้วประหลาดใจ“ปิดเทอมคราวนั้น พี่อ้วนยกเลิกตารางไปเดนมาร์กเพราะตั้งใจมาภูเก็ตเหรอคะ”
“อื้อแต่ก็ไม่ได้เจอน้าแก้วกับหนูจ้า”
ในที่สุดได้ยินพี่อ้วนเอ่ยถึง‘เธอคนนั้น’ จากปากต่อหน้า โอกาสถามให้หายคลางแคลงใจมาถึงเธอคุมเสียงให้ปกติทั้งแทบจะกลั้นหายใจรอฟัง
“หนูจ้า...ใครเหรอคะ”
“ลูกน้าแก้วน้องสาวพี่เอง”