ทั่วทั้งเมืองชิงเฟิงนี้มีหมอยาไม่กี่คนที่หลอมโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีได้ ไม่ต้องพูดถึงคนที่หามาได้ทีละยี่สิบขวดเช่นนี้ขนาดสามตระกูลใหญ่ก็ยังมีไม่ถึงยี่สิบขวด และมักจะสงวนไว้ให้คนสำคัญในตระกูลเท่านั้น
จึงไม่แปลก ที่จีหย่าจะรู้สึกประหลาดใจ
กระทั่งฟางหรูไห่ก็ยังนึกพิศวง เดิมที ยังคิดว่าหากลู่เฉินนำยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีออกมาสองสามขวดก็นับว่าเป็เื่น่ายินดีแล้ว นึกไม่ถึงว่าทันทีที่เขาเอ่ยปาก จะกลายเป็ยี่สิบขวด
ขณะนี้เขามั่นใจแล้ว ว่าผู้ที่อยู่เื้ัลู่เฉินมิใช่หมอยาระดับสูงของตระกูลลู่เป็แน่ เพราะเขารู้ดี ว่าคนผู้นั้นยังไม่อาจหลอมโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีออกมาได้
“ข้าจะออกใบรับของให้เ้าค่ะ!” จีหย่ารีบบอก
“ผู้ดูแลจีหย่าไม่จำเป็ต้องออกหนังสืออะไรหรอกขอรับ ข้าไว้ใจในความซื่อสัตย์ของหอว่านเป่า”ลู่เฉินพูด “ตอนนี้ ขอแค่ท่านช่วยเพิ่มยาพวกนี้ไปในรายการก็พอ”
ว่าแล้ว ก็หยิบโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีออกมาวางเรียงจนครบยี่สิบขวดตามความเห็นของเขา หอว่านเป่าคงจะไม่ทำลายชื่อเสียงของตนเพื่อยาชั้นดียี่สิบขวดนี้แน่เพราะอย่างไรเสีย ในอนาคตลู่เฉินก็ยังหลอมยาเพิ่มได้อีกมากหอว่านเป่าไม่น่าจะตัดรอนความสัมพันธ์เพียงเพราะยาอายุวัฒนะจำนวนน้อยนิดเช่นนี้
“เช่นนั้น ข้าขอตรวจสอบโอสถสักหน่อยนะเ้าคะ”จีหย่ากล่าวอย่างนอบน้อม
นี่เป็เื่เกี่ยวข้องกับสินค้าทั้งยังเป็ยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดี นางย่อมไม่กล้าสะเพร่า
จีหย่าลงมืออย่างว่องไวไม่นานก็ตรวจคุณภาพยาทั้งยี่สิบขวดเสร็จ
“ไม่มีสิ่งใดผิดพลาด เป็โอสถล้างไขกระดูกชั้นดีทั้งหมด ประเดี๋ยวข้าจะนำไปแทรกในรายการประมูลตามที่ท่านขอเสียดายที่คุณชายลู่มากะทันหันไปหน่อย หากเป็ก่อนหน้านี้สักสองสามวัน เราคงประชาสัมพันธ์ให้ได้ด้วยความพิเศษของยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีเหล่านี้ กองกำลังหรือคนในตระกูลต่างๆทั่วเมืองชิงเฟิง จะต้องส่งคนมาประมูลแข่งกันมากมายเป็แน่” จีหย่าพูดเสียงอ่อน
หากมีการประชาสัมพันธ์ ราคาการประมูลก็จะพุ่งสูงขึ้น
“ไม่เป็ไร”ลู่เฉินพูดอย่างไม่แยแส
“จีหย่าเ้าเป็ประธานในการประมูลครั้งนี้ก็แล้วกัน” ฟางหรูไห่บอกทันที
จีหย่าเบิกตากว้าง ก่อนพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
ทุกปี ในงานประมูลใหญ่ที่หอว่านเป่าจัดขึ้นมักจะมีจีหย่าเป็ประธานเสมอ ส่วนงานเล็กๆ แบบนี้ จะให้ผู้อื่นเวียนกันทำหน้าที่ไปตามโอกาส
ทว่าครั้งนี้ ฟางหรูไห่กลับให้จีหย่าเป็ประธานเห็นได้ชัดว่าให้ความสำคัญกับการประมูลเป็อย่างมาก เหตุผลก็เพราะยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดียี่สิบขวดเหล่านี้นี่เอง
พอคล้อยหลังลู่เฉิน จีหย่ากับฟางหรูไห่ก็กลับไปที่นั่งในห้องกระจก
“จีหย่าเ้าคิดว่าลู่เฉินผู้นี้เป็อย่างไร?” ฟางหรูไห่เหลือบมองลู่เฉิน ที่เพิ่งกลับเข้าไปนั่งเป็แขกในงานก่อนเอ่ยถามลูกน้องคนสนิท
“แปลกยิ่งนักเ้าค่ะข้าไม่รู้เพราะเหตุใด แต่ทุกครั้งที่ได้พบ รู้สึกว่าเขาต่างไปจากครั้งก่อนๆ ทุกทีหรืออาจเป็ข้าที่มองผิดไป พอถามเขาว่าใครเป็คนหลอมโอสถ เขาก็ตอบว่าหลอมเองตอนนี้ กระทั่งยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกยังมีแล้ว ข้าไม่ทราบจริงๆ ว่าต่อไปเขาจะนำโอสถใดมาให้เราอีก”จีหย่าพูดอย่างจริงจัง
“เป็เด็กน้อยคนนี้ไม่ง่ายแต่ยาพวกนี้ได้มาอย่างไร เขาคงมีวิธีที่เราไม่รู้ สำหรับเด็กคนนี้แล้ว เ้าต้องใส่ใจสักหน่อย”ฟางหรูไห่กำชับเสียงเคร่งขรึม
แววตาจีหย่าเปลี่ยนไป แล้วเอ่ยถาม“นายท่าน อยากส่งคนไปตรวจสอบลู่เฉินหรือไม่เ้าคะ?”
“ไม่จำเป็ ถ้าเด็กผู้นั้นรู้ว่าเรากำลังตรวจสอบเขาอาจไม่พอใจได้ หอว่านเป่าเราไม่คุกคามคู่ค้า ผู้ที่หลอมโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีได้ต้องเป็คนที่โดดเด่นและสำคัญต่อเราแน่” ฟางหรูไห่ตอบ พลางส่ายศีรษะ
เขายังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับปรมาจารย์ที่อยู่เื้ัลู่เฉินคนผู้นั้นจะเป็ผู้ฝึกตนระดับสุญตาหรือไม่ ถ้าใช่ ก็คงจะน่าทึ่งขึ้นไปอีก
“เห็นด้วยเ้าค่ะ”จีหย่าพยักหน้า แล้วหันไปมองลู่เฉินที่นั่งอยู่ด้านล่าง ท่ามกลางแสงสลัว
...
“ลู่เฉิน เ้าไปคุยเื่ใดกับผู้ดูแลจีหย่า”ลู่ปิงเยวี่ยกระซิบถามด้วยความสนใจใคร่รู้
“ไม่มีอะไร แค่วางแผนจะขายของหาเงินประมูลผลจื่อฮวาเท่านั้นข้ายังไม่อยากหมดตัวกลับเรือนน่ะ” ลู่เฉินพูดทั้งรอยยิ้ม
“ข้าจะช่วยประมูลผลจื่อฮวาให้เ้าอีกแรงข้ามีเงินนะ” ลู่ปิงเยวี่ยบอก
นางเป็คนพาลู่เฉินมางานนี้ย่อมต้องคิดจะช่วยเขาประมูลผลจื่อฮวาอยู่แล้ว
“พี่ปิงเยวี่ยไม่ต้องกังวลเื่นั้นหรอก” ลู่เฉินยิ้ม
ขณะที่ลู่เฉินกำลังพูดคุยกับลู่ปิงเยวี่ยสายตาของใครหลายคนก็มองมายังพวกเขา คนเหล่านี้เห็นลู่เฉินเดินตามจีหย่าไปด้วยตาตัวเองก็พากันอยากรู้ว่าลู่เฉินทำได้อย่างไร แต่คงยากที่พวกเขาจะเดาเหตุผลที่แท้จริงได้
ผ่านไปหนึ่งจิบชา งานประมูลก็เริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ
จีหย่าเดินออกมาในชุดสีฟ้าครามดึงดูดสายตานางยืนประจำที่บนเวทีประมูล และยิ้มอ่อนโยนดุจบุปผา พลางกวาดสายตาไปทั่ว บัดนี้ จำนวนแขกที่อยู่ในงานรวมแล้วมากกว่าหนึ่งร้อยคนซึ่งส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อย และเป็ผู้ฝึกตนในขั้นต่ำกว่าระดับก่อ์ เห็นได้ชัดว่ามาเพราะผลจื่อฮวา
“แขกผู้มีเกียรติทุกท่านหอว่านเป่ายินดีต้อนรับเข้าสู่การประมูล ข้ามีนามว่าจีหย่า เป็ผู้ดำเนินการตลอดงานประมูลครั้งนี้”
“ข้าแน่ใจ ว่าพวกท่านกำลังตั้งตารอให้เปิดงานประมูลดังนั้นข้าจะไม่พูดพล่ามไร้สาระ แต่ก่อนที่จะไปประมูลกัน ข้ามีเื่จะแจ้ง งานประมูลครั้งนี้ถือว่าพิเศษยิ่งเพราะทางเรามียาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีอยู่ในรายการด้วย หากทุกท่านสนใจ โปรดเตรียมเหรียญทองในมือไว้ให้ดีนะเ้าคะ”จีหย่ากระตุ้นทิ้งท้าย
“อะไรนะ?”
“โอสถล้างไขกระดูกชั้นดี?”
“มียาตัวนี้อยู่ในรายการประมูลด้วยหรือ? ข้าไม่รู้มาก่อนเลย!”
“บ้าไปแล้ว! ที่นี่คือหอว่านเป่านะ สิ่งที่ผู้ดูแลจีหย่าเอ่ยปากจะเป็เื่โกหกได้หรือ? อา! ข้าต้องรีบแจ้งเื่นี้ให้ตระกูลทราบแล้วมียาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีเช่นนี้ ประมุขตระกูลและผู้าุโต้องสนใจเป็แน่”
มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือด
ระหว่างฟังเสียงเซ็งแซ่เ่าั้ลู่เฉินพลันกระตุกยิ้มมุมปาก
ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มางานประมูลพร้อมคนรับใช้ส่วนตัวจึงไม่จำเป็ต้องออกจากงานประมูลด้วยตัวเอง แค่สั่งให้คนรับใช้สักคนไปรายงานให้ตระกูลหรือกองกำลังของตนทราบก็พอ
“สินค้าชิ้นแรกที่อยู่รายการประมูลเป็…”
ขณะจีหย่ากำลังพูดอยู่นั้นประตูที่อยู่ข้างๆ ก็มีพนักงานคนหนึ่งถือสินค้าออกมา
“เป็อาวุธ!”
“สินค้าชิ้นแรกน่าจะดีไม่รู้ว่าเป็อาวุธพิสดารอันใด”
ท่ามกลางสายตาผู้ชม พนักงานเดินออกมาพร้อมถือของบางอย่างที่มีผ้าคลุมเอาไว้ดูจากลักษณะแล้ว น่าจะเป็อาวุธ
ตามธรรมเนียม สินค้าในรายการประมูลชิ้นแรกควรจะเป็ของดีที่ดึงดูดความสนใจ และสร้างบรรยากาศให้ลุ้นระทึก หากสินค้าชิ้นแรกไม่อาจดึงดูดความสนใจได้การประมูลรายการต่อๆ ไป ก็ย่อมได้รับผลกระทบ
ลู่เฉินจับจ้องไปยังสิ่งของที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำโดยไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใด
หากเป็อาวุธจริง ลู่เฉินก็อยากได้แม้ว่ากระบี่ตัดวารีที่เขาใช้อยู่จะไม่เลว แต่ก็เป็เพียงกระบี่ธรรมดา ไม่เพียงพอต่อความ้าของลู่เฉินเพราะเมื่อผู้ฝึกตนแข็งแกร่งขึ้น ก็ต้องใช้อาวุธที่มีคุณภาพสูงขึ้นเนื่องจากอาวุธคุณภาพต่ำจะไม่อาจทนพลังิญญาที่แข็งแกร่งขึ้นของผู้ฝึกตนได้ตัวอย่างเช่นกระบี่ตัดวารีของลู่เฉิน หากผู้ใช้งานเป็ผู้ฝึกตนระดับก่อ์ แค่เหวี่ยงฟันครั้งเดียวก็พังแล้วระดับของอาวุธจึงต้องสอดคล้องกับพลังของผู้ฝึกตนด้วย
“ข้าเชื่อว่าหลายคนคงจะคาดเดาได้ว่าสินค้าชิ้นแรกที่นำมาประมูลในครั้งนี้ คืออาวุธ”
“ถูกต้อง มันเป็กระบี่นามว่ากระบี่เยือกแข็ง” จีหย่าคลี่ยิ้ม พลางพูดเสียงก้อง
ก่อนที่นางจะเอ่ยราคาเริ่มต้นหลายคนก็เตรียมจะประมูลแล้ว
“กระบี่เยือกแข็งเป็อาวุธระดับหวงจี๋สุดแข็งแกร่งถึงจะอยู่ในมือของผู้ฝึกตนระดับกายเบาก็ไม่เป็ปัญหา” จีหย่ายื่นมือออกไปเปิดผ้าคลุมเพื่อให้เห็นกระบี่เยือกแข็งที่มีสีเขียวมรกตทั้งเล่ม
ลู่เฉินที่นั่งอยู่แถวแรกรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวกระบี่
“กระบี่ดี!” ลู่เฉินใจเต้น
อาวุธระดับหวงจี๋!
เป็อย่างที่หลายคนคาดไว้ว่าสินค้าชิ้นแรกในงานประมูลต้องไม่ธรรมดา ถึงจะเป็อาวุธระดับหวงจี๋ซึ่งมีคุณภาพต่ำสุดแต่เมื่อนำมาประมูลแล้ว ราคาก็พุ่งพรวด แม้กระบี่ของลู่เฉินจะถือว่าดีเยี่ยม แต่เมื่อเทียบกับอาวุธในงานประมูลแล้วย่อมไม่ต่างจากขยะ
เหนือระดับหวงจี๋ ยังมีเสวียนจี๋เหนือขึ้นไปอีกคือตี้จี๋และเทียนจี๋ ซึ่งน่าครั่นคร้ามเป็อย่างยิ่งแต่ต่อให้มองไปทั่วเมืองชิงเฟิง ก็ยังไม่พบอาวุธระดับตี้จี๋สักชิ้น ถึงจะมีก็ไม่มากมายนักและเกือบทั้งหมดก็อยู่ในมือของคนตระกูลใหญ่ทั้งสิ้น
“เป็อาวุธระดับหวงจี๋จริงๆ!”
“งานประมูลในเมืองชิงเฟิงไม่มีอาวุธระดับนี้มาระยะหนึ่งแล้ว”
“อาวุธระดับหวงจี๋ชิ้นนี้เป็กระบี่น่าเสียดายที่ข้ามิได้ใช้กระบี่ ไม่อย่างนั้นคงจะประมูลแน่นอน”
รอบห้องเต็มไปด้วยเสียงสนทนาไม่รู้จบ
ลู่เฉินจับจ้องกระบี่เยือกแข็งรู้สึกค่อนข้างสนใจทีเดียว เพราะอาวุธที่เขาใช้อยู่ตอนนี้คือกระบี่ วรยุทธ์ที่กำลังร่ำเรียนอยู่ก็เป็กระบี่หากเขาได้กระบี่เยือกแข็งเล่มนี้มา คงจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
“ราคาประมูลกระบี่เยือกแข็งเริ่มต้นที่หนึ่งหมื่นเหรียญทอง ตอนนี้ทุกท่านสามารถประมูลได้ การประมูลแต่ละครั้งต้องมียอดเงินเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยเหรียญทอง” จีหย่าหยิบกระบี่เยือกแข็งมากวัดแกว่งเล็กน้อย
เพียงเท่านั้น ปราณกระบี่สีฟ้ากลับแผ่กระจายคล้ายสายน้ำที่สาดกระเซ็น
สำหรับคนส่วนใหญ่ในงานแล้วแน่นอนว่าเงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองนับว่าไม่มาก หากนำไปแลกกับอาวุธระดับหวงจี๋ แต่หนึ่งหมื่นเหรียญทองก็หาใช่เงินจำนวนเล็กน้อยที่พวกเขาจะใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ
“หนึ่งหมื่นหนึ่งร้อยเหรียญทอง!”
…
“หนึ่งหมื่นห้าร้อยเหรียญทอง!”
“หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเหรียญทอง!”
“ข้าให้หนึ่งหมื่นสองพันเหรียญทอง!”
…
“ข้าต้องได้กระบี่เยือกแข็งข้าให้หนึ่งหมื่นสามพันเหรียญทอง!”
เพียงอึดใจ ราคาของอาวุธระดับหวงจี๋ก็พุ่งทะยานไปถึงหนึ่งหมื่นสามพันเหรียญทองแล้วโดยมีอย่างน้อยสิบคนสนใจร่วมประมูล
ลู่เฉินไม่รีบร้อนคนส่วนใหญ่ที่เสนอราคาประมูลในตอนนี้ สุดท้ายอาจจะมิได้กระบี่เยือกแข็ง
“อืม ข้าให้หนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญทองใครกล้าแข่ง!” หวังเสี้ยวเทียนที่นั่งอยู่แถวแรกยืนขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง ก่อนกวาดตาไปรอบๆ
คนผู้นี้ใช้กระบี่ และยามนี้เขาก็มีกระบี่สีดำอยู่ในมือ