อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 พบศัตรู


            ลึกเข้าไปในป่าทึบรกชัฏ ต้นไม้ตั้งสูงตระหง่าน ใบไม้แห้งเหี่ยวกองเต็มพื้น ภายในกลุ่มใบไม้หนาแน่นบนลำต้นมีเงาร่างสีดำที่เต็มไปด้วยความอันตรายปรากฏขึ้นให้เห็นเลือนราง

             

            บนพื้นที่โล่งในป่า โจวหยวนก้มตัวลงต่ำเกร็งทั่วร่างกายแล้วจับจ้องไปยังด้านหน้า ทางนั้นมีร่างสีดำของอสูรหยวนเขาสีเงินกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาเยือกเย็น

             

            นี่คืออสูรเขาเงิน อสูรหยวนระดับหนึ่ง

             

            กรร!

             

            ร่างของอสูรเขาเงินคืบคลานอย่างช้าๆ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็พุ่งโจมตีเข้ามา เสมือนเงาดำร่างหนึ่งที่พุ่งมายังโจวหยวนด้วยแรงอาฆาตพร้อมกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง

             

            “มังกรเยื้องย่าง!”

             

            อสูรเขาเงินมีความเร็วที่ว่องไวปราดเปรียว โจวหยวนไม่กล้าประมาท เขาก้าวเท้าเฉียงออกจากนั้นเงาร่างก็ค่อยๆ เลือนราง

             

            ฟึ่บ!

             

            กรงเล็บแหลมคมของอสูรเขาเงินวาดมาที่ใบหน้าของโจวหยวน

             

            โจวหยวนกำหมัดแน่น พลังหยวนพันรอบหมัดพุ่งกระแทกอัดเข้าใส่ลำตัวของอสูรเขาเงินอย่างรุนแรง

             

            ตึง!

             

            อสูรเขาเงินร้องโอดครวญ กระแทกลงกับพื้นอย่างแรงจนพื้นเป็นหลุม แต่พอล้มลงหางของมันที่คล้ายกับแส้เหล็กก็สะบัดฟาดมาที่แขนของโจวหยวนทันที

             

            ร่างของโจวหยวนถูกกวาดออก ฝ่าเท้าเหยียบย่ำไปบนพื้นหลายสิบก้าวจนมั่นคง

             

            โดยไม่คำนึงถึงความเจ็บปวดแสบชาบนแขน โจวหยวนก็พุ่งตัวออกไปอีกครั้ง ฝ่ามือกวาดออก พลังหยวนนับไม่ถ้วนในร่างไหลไปตามทางเดินเลือดลมเข้าสู่ฝ่ามือ

             

            “มังกรหัตถ์ศิลา พังภูผา!”

             

            เสียงแผดร้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงลมแหวกอากาศ ท่ามกลางความคลุมเครือเหมือนมีเสียงระเบิดแผ่วเบา

             

            ปัง!

             

            อสูรเขาเงินยังไม่ทันลุกขึ้นมาโจวหยวนก็ปล่อยหมัดรุนแรงกระแทกบนหัวของมันอย่างหนักหน่วง ทันใดนั้นกะโหลกที่แข็งก็แตกละเอียด ร่างของอสูรเขาเงินล้มลงกับพื้นทันที

             

            หลังจากสยบอสูรเขาเงินได้ด้วยหนึ่งหมัดโจวหยวนก็ถอนหายใจ ร่างที่ตึงเกร็งก็คลายตัวลง

             

            ฟุ่บ!

             

            หากแต่เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวที่เขาผ่อนคลายจู่ๆ ก็มีเงาดำพุ่งเข้ามาจากในเงาต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง เขี้ยวแหลมคมเปล่งประกายเย็นยะเยือกพุ่งตรงเข้ามากัดที่คอของโจวหยวน

             

            “รูปแบบบู๊!”

             

            เสียงคำรามแหบต่ำแผดร้องดังขึ้นทันที

             

            แสงสว่างพวยพุ่งขึ้นมาจากในมือโจวหยวน พู่กันสีดำเปรอะเปื้อนหลายวาปรากฏออกมา แลเห็นขนปลายพู่กันสีขาวรวมตัวคล้ายกับปลายทวนแหลมคมไร้เทียมทานพร้อมพลังหยวนที่พันรอบด้าม เสียงลมแหวกอากาศดังขึ้นคราหนึ่ง พุ่งแทงเข้าไปในปากที่อ้ากว้างของเงาดำจนทะลุไปปักลงบนต้นไม้

             

            โจวหยวนจับปลายด้ามพู่กันรวมสวรรค์แล้วเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเป็นงูดำร่างหนาตัวหนึ่งถูกปักติดอยู่บนลำต้นจนเลือดสาดกระเซ็น

             

            นี่คืองูหลามเงา อสูรหยวนระดับหนึ่งเช่นกัน

             

            “ยังมีตัวไหนอยากเข้ามาอีก?” โจวหยวนยิ้มให้ซากงู เมื่อตอนเริ่มต้นเขาเสียเปรียบไม่น้อย หากไม่ใช่ว่าจิตวิญญาณของเขาก้าวเข้าสู่สภาวะลวงทำให้รับรู้ได้อย่างเฉียบคมแล้วละก็ เกรงว่าเมื่อเจอเป็นครั้งแรกเขาคงถูกเขมือบไปแล้ว

             

            โจวหยวนดึงพู่กันรวมสวรรค์ออกแล้วเปลี่ยนกลับเป็นรูปแบบบุ๋นก่อนจะเก็บเอาไว้ที่เอว จากนั้นก้มลงแบกซากของอสูรเขาเงินและซากงูเหลือมขึ้นมา ค่อยๆ เดินออกไปจากป่า

             

            พอออกจากป่าแล้วเดินต่อไปอีกสิบกว่านาทีก็เดินมาถึงในหุบเขา เหนือธารน้ำสายเล็กนั่นเยาเยากำลังนั่งอยู่บนโขดหินสีเขียว นางเปลือยเท้าจุ่มลงในธารน้ำเย็นเล่นน้ำอย่างผ่อนคลาย ส่วนในธารน้ำทุนทุนก็กำลังเคลื่อนไหวไปมาคอยไล่จับฝูงปลา

             

            เมื่อได้ยินเสียงเยาเยาก็หันกลับมามองแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ครานี้ไม่เลว อย่างน้อยก็ไม่บาดเจ็บ”

             

            โจวหยวนวางซากอสูรหยวนสองตัวนี้ลง ได้ยินแล้วก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขาอยู่ในเทือกเขาเฮยหลินเป็นวันที่ห้าแล้ว นับว่าปรับตัวกับการต่อสู้กับอสูรหยวนได้บ้าง

             

            แต่วันแรกเขาบาดเจ็บไปทั้งตัว หน้าอกมีรอยข่วนลึกจนเห็นกระดูก ในเวลานั้นเองโจวหยวนจึงเรียนรู้ว่าอะไรขาดหายไประหว่างการต่อสู้เพื่อแลกเปลี่ยนวิชากันและการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

             

            อสูรหยวนเหล่านี้ล้วนผ่านการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดมา แต่ละตัวต่างเจ้าเล่ห์และเหี้ยมโหด หากปฏิบัติกับพวกมันเหมือนหมูเหมือนแกะที่ถูกเลี้ยงไว้ในคอกซึ่งสามารถฆ่าตายได้อย่างง่ายดายละก็ เช่นนั้นเกรงว่าโจวหยวนคงก้าวออกไปจากเทือกเขาแห่งนี้ไม่ได้แล้ว

             

            ทว่าแม้การต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายวันนี้จะอันตรายเป็นอย่างมากแต่โจวหยวนกลับเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย โจวหยวนในอดีตนั้นให้บรรยากาศเป็นหนอนหนังสือคนหนึ่ง คล้ายกับนักปราชญ์ที่อ่อนแอ

             

            แต่วันนี้พอเข้าสู่สภาวะต่อสู้กลับมีพลังน่าเกรงขาม

             

            “รีบเก็บเลือดอสูรเถอะ เอาแค่เลือดหัวใจเท่านั้น เลือดจากหัวใจมีพลังดุร้ายที่แข็งแกร่งที่สุด” เยาเยาวางขวดหยกสองขวดแล้วพูดขึ้น

             

            โจวหยวนรับไปพร้อมพยักหน้า จากนั้นใช้ดาบสั้นที่คุ้นเคยกรีดผิวหนังของอสูรหยวนสองตัวนั้นออก เก็บเลือดหัวใจออกมาใส่ในขวดหยก

             

            “เวลานี้พอแค่นี้ เจ้าฆ่าไปแล้วสิบห้าตัว ยังขาดอีกสิบเอ็ดตัว” เยาเยาลุกขึ้น เรียวเท้าขาวเนียนเปล่งปลั่งราวหิมะเหยียบลงบนโขดหินส่งให้สภาพแวดล้อมรอบข้างดูมืดสลัวลงเล็กน้อย

             

            โจวหยวนพยักหน้า สิ่งที่เรียกว่า ‘อักขระโลหิตสามสิบหกอสูร’ ต้องการอสูรหยวนระดับหนึ่งที่แตกต่างกันสามสิบหกชนิด ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาประมาณหนึ่ง แต่เรื่องนี้ไม่รีบร้อนอะไรนัก ถึงอย่างไรเขาก็จะอยู่ที่นี่สักระยะเพื่อขัดเกลาตัวเองพอดี

             

            เขารู้สึกได้ว่าในแต่ละวันที่อยู่ในที่แห่งนี้เขาแข็งแกร่งขึ้นในทุกๆ วัน ไม่ใช่ความแข็งแกร่งทางด้านพละกำลัง แต่เป็นความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจ เขามั่นใจว่าหากเผชิญหน้ากับตัวเองที่เพิ่งเข้าเทือกเขาเฮยหลินมาเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาในตอนนี้จะสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย

             

            ...

             

            ในขณะที่โจวหยวนไล่ฆ่าอสูรหยวนทีละตัวในเทือกเขาเฮยหลิน ภายในเมืองต้าโจวก็เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดคือจวนฉีอ๋องพบหัวขโมย เล่ากันว่าของสำคัญสูญหาย ทั่วทั้งจวนฉีอ๋องพลิกหาตัวหัวขโมยรอบเมืองจนวุ่นวายไปหมด

             

            แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับจวนฉีอ๋องนั้นทุกคนได้แต่มองดู หลังจากที่นำไปเล่าลือกันอย่างสนุกปากพอหอมปากหอมคอก็ต่างแยกย้ายไม่ได้ไปสนใจอีก

     

            วันที่สองหลังจากที่จวนฉีอ๋องถูกขโมยของฉีหลิงพ่อบ้านประจำจวนฉีอ๋องก็พาทหารออกนอกเมืองมุ่งหน้าสู่เทือกเขาเฮยหลิน เล่ากันว่าพบร่องรอยของหัวขโมยเข้าไปยังที่นั่น

             

            ฉีหลิงยืนเอามือไพล่หลังอยู่บริเวณทางเข้าเทือกเขาเฮยหลิน แววตาลึกโหลดูดุร้ายจ้องมองไปที่เทือกเขา

             

            “ใต้เท้าฉี ส่งคนเข้าไปในเทือกเขาเฮยหลินเรียบร้อยแล้วขอรับ ทั้งยังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ประชิดที่อยู่ของเป้าหมายแล้วขอรับ” มีคนเข้ามากระซิบรายงานเขาจากด้านหลัง

             

            ฉีหลิงพยักหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า “เตรียมค้นภูเขา ทำให้วุ่นวายเอิกเกริกสักหน่อย พวกเราไปทางทิศที่ลู่เถี่ยซานอยู่”

             

            “ขอรับ!” เสียงตอบรับดังขึ้นจากด้านหลัง จากนั้นเพียงโบกมือคราหนึ่งก็มีร่างกว่าสิบร่างพุ่งออกไป มุ่งตรงสู่เทือกเขา

             

            ผ่านไปครึ่งวัน

             

            ที่ไหนสักแห่งในเทือกเขา ลู่เถี่ยซานที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านหน้าต้นไม้ใหญ่ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้น แววตาน่าเกรงขามจ้องมองเข้าไปในป่าพร้อมตวาดเสียงกร้าว “ใคร?!”

             

            ด้านหลังมีร่างหลายร่างกุมกระบี่และดาบข้างกาย พลังหยวนไหลเวียนในร่าง

             

            “ฮ่าๆ พี่ลู่อย่าได้กังวล เป็นข้าเอง” มีเสียงหัวเราะดังออกมาในป่า ฉีหลิงพาคนเดินออกมา

             

            “ฉีหลิง?” ลู่เถี่ยซานชะงักไปนิดหนึ่ง ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “เจ้าเข้ามาที่นี่ทำไม?”

             

            “จวนอ๋องพบขโมย ดูเหมือนว่าคนร้ายจะหลบเข้ามาในเทือกเขาเฮยหลิน ข้าจึงพาคนไล่ตามมา” ฉีหลิงตอบอย่างจำใจ

             

            ลู่เถี่ยซานคลายคิ้วที่ขมวดเป็นปมลง เรื่องของจวนฉีอ๋องสองวันนี้เขาก็ได้ยินมา ถึงเขาจะดูร่างกายกำยำเหมือนหมีแต่กลับรอบคอบ ไม่อย่างนั้นคงเป็นผู้บัญชาการไม่ได้ ดังนั้นมุมปากจึงคลายความระแวงลง แต่ยังคงหันไปกล่าวกับทหารที่อยู่ข้างหลัง “ส่งสองคนไปอารักขาองค์ชาย”

             

            พอทหารสองนายได้ยินก็รีบตอบรับแล้วรุดออกไปทันที

             

            ฉีหลิงมองดูฉากนี้ด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วส่งยิ้มให้ลู่เถี่ยซาน มือที่ไขว้อยู่ด้านหลังโบกเบาๆ เป็นสัญญาณ จากนั้นในมุมมืดก็เหมือนมีเงาดำแยกออกไป

             

            ...

             

            ในหุบเขา เยาเยาอุ้มทุนทุนนั่งอยู่บนโขดหิน ขาเรียวยาวงอพับขึ้น เส้นผมสะบัดออก ด้านหลังเป็นต้นสนเก่าแก่โบราณที่มีใบไม้แห้งสีเหลืองร่วงหล่นลงจากต้น ภาพเช่นนี้ช่างงดงามดั่งภาพวาด

             

            โฮก!

             

            ทันใดนั้นทุนทุนที่บิดตัวขี้เกียจอยู่ในอ้อมกอดของเยาเยาก็ลืมตาขึ้น มันจ้องมองไปทางทิศของเงาดำที่อยู่ไกลออกไปพลางส่งเสียงคำรามในลำคอ

             

            เยาเยาขมวดคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางนั้น

             

            “แหะๆ นิดไม่ถึงว่าในเขาลึกจะพบหญิงสาวงดงามเช่นนี้” เสียงชั่วร้ายดังออกมาจากมุมมืด จากนั้นร่างสองร่างก็เดินออกมาช้าๆ

             

            ร่างของคนสองคนนี้มีรูปร่างกำยำ คนแรกมีรอยสักบนใบหน้า แววตาเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ขณะนี้เขากำลังจ้องมองเรือนร่างงดงามที่อยู่ไม่ไกลด้วยแววตาเร่าร้อน คล้ายกับอยากจะกลืนกินนาง

             

            “หลัวถ่ง เจ้าไปจัดการเป้าหมายนั่น เขาอยู่ไม่ไกล” คนที่มีรอยสักบนใบหน้าชี้นิ้วเข้าไปในป่าไม่ไกลให้อีกคนหนึ่งแล้วพูดขึ้น

             

            แม้กำลังพูดอยู่แต่สายตาของเขากลับจ้องมองบนตัวเยาเยาไม่ขยับไปไหน

             

            “เจ้าหมอนั่นคงเปิดลมปราณเส้นที่สี่แล้ว ด้วยพลังเปิดลมปราณเส้นที่หกของเจ้าย่อมจัดการได้สบาย”

             

            พอชายที่ชื่อหลัวถ่งได้ยิน แม้ไม่ยินยอมอยู่บ้างแต่ก็ไม่กล้าขัดถ้อยคำของชายผู้มีรอยสัก เพราะว่าเขาเข้าสู่สภาวะหล่อเลี้ยงพลังแล้ว

             

            “พี่ใหญ่ ของล้ำค่าเช่นนี้แบ่งให้ข้าด้วยสิ ทั้งชีวิตข้ายังไม่เคยเจอหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้มาก่อนเลย” หลัวถ่งแลบลิ้นเลียริมฝีปากพูด

             

            “ฮ่าๆ อย่าห่วงไป ข้ารอเจ้ากลับมาแน่ แต่รีบหน่อยก็แล้วกัน” ชายผู้มีรอยสักแววตาเปล่งประกายแล้วหัวเราะ

             

            “ได้” หลัวถ่งได้ยินก็พยักหน้าเต็มใจ จากนั้นพุ่งเข้าไปในป่า

             

            เห็นหลัวถ่งหายไป ชายผู้มีรอยสักพลันยิ้มแล้วเดินเข้ามาหาเยาเยาที่นั่งนิ่งไม่ขยับ เขามองใบหน้างดงามที่มีเสน่ห์ของนางจนชวนขาดอากาศหายใจ ไฟเร่าร้อนปะทุขึ้นในร่างกาย

             

            “แม่นางคนสวย มาเล่นกับข้ามา ข้าจะเอ็นดูเจ้าอย่างดี” ชายผู้มีรอยสักไม่รับรู้การเคลื่อนไหวของพลังหยวนบนตัวเยาเยาแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่หวาดกลัว แววตากวาดมองเรือนร่างของเยาเยาอย่างไร้ยางอายแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม

             

            เยาเยามองเขาแวบหนึ่งด้วยความเย็นชา ในแววตาคู่นั้นกลับนิ่งสงบไร้ซึ่งความหวั่นไหวใดๆ ทำให้ชายผู้มีรอยสักหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

             

            “ทุนทุน”

             

            แต่ยังไม่ทันลงมือเยาเยาก็เอ่ยปาก เสียงที่สดใสขณะนี้กลับเยือกเย็น

             

            พอถ้อยคำของเยาเยาจบลงชายผู้มีรอยสักก็รูม่านตาหดลงทันที จากนั้นสีหน้าสยดสยองก็ผุดขึ้น ร่างเล็กของทุนทุนที่เหมือนสัตว์เลี้ยงในอ้อมกอดเยาเยาตัวนั้นเริ่มขยายใหญ่ หางที่สั่นไปมาแทนที่ด้วยเกล็ดสีแดงชาด ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นดุร้ายโหดเหี้ยม มันอ้าปากออกอย่างช้าๆ ปรากฏเป็นแสงสีดำเลือนรางคล้ายกับกลืนกินได้ทุกสรรพสิ่ง

             

            ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวสัตว์ตัวน้อยที่เคยน่ารักกลับเปลี่ยนกลายเป็นอสูรร้ายลึกลับ ความอึดอัดกดดันที่น่าตกใจนี้ค่อยๆ แผ่ออกมาจากร่างกายของมัน