“พระองค์ตรัสอันใดนะเพคะ?”
ฮวาเหยียนได้ยินไม่ชัดว่าตี้หลิงหานกล่าวสิ่งใดนางจึงกางหูรอฟังพลางเอ่ยถาม
ทว่าตี้หลิงหานกลับก้มศีรษะลงไม่กล่าวคำใดออกมาอีก ฮวาเหยียนรออยู่เป็นนาน แต่รอไม่ถึงตอนที่เขาส่งเสียงอีกครั้ง
ฮวาเหยียนก็พูดไม่ออกเช่นกันคนที่เปิดประเด็นก็คือเจ้า คนที่จบหัวข้อก็ยังเป็นเจ้า ที่แท้แล้วพวกนางสองคนไม่เหมาะจะสนทนากันอย่างใจเย็นจริงๆ
“ประสาท”
หลังโยนคำสองพยางค์นี้ใส่ฮวาเหยียนก็ไม่สนใจเขาอีก
นางหยัดกายยืนขึ้นและขยับข้อมือไปมาทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าพุ่งตรงมายังที่แห่งนี้ ฮวาเหยียนลืมตาขึ้นมองคิดว่าผู้ที่มาคงเป็นบิดาและหยวนเป่า ดังนั้นนางจึงก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างอดมิได้...
ทว่าท้ายที่สุดกลับไม่ใช่ ผู้ที่มาคือคนคุ้นเคย
“หลงจู้จี?”
ฮวาเหยียนตกตะลึงดึกดื่นเพียงนี้ หลงจู้แห่งหออู๋หมิงมาที่นี่ได้อย่างไร? เมื่อมองอั้นปาซึ่งถูกเขาพยุงไว้องครักษ์เงามีท่าทีหลับใหลไม่ได้สติ ฮวาเหยียนมองจีอู๋ซวงที มองอั้นปาทีดวงตาของนางกวาดมองใบหน้าของคนทั้งสอง ทันใดนั้นก็ราวกับมีบางเรื่องที่นางมองข้ามไปฉายวาบขึ้น
คุณชายอู๋ซวงคือหมอผู้อยู่ข้างกายตี้หลิงหาน
จีอู๋ซวงคือคุณชายอู๋ซวงท่านนี้ทั้งยังเป็นหลงจู้ของหออู๋หมิง
เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีอู๋ซวงกับตี้หลิงหานยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่งอีกทั้งจีอู๋ซวงยังมีเจ้านายผู้อยู่เบื้องหลัง และหออู๋หมิงกับราชวงศ์ก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันงบประมาณทางกองทัพ แท้จริงแล้วมาจากเงินของหออู๋หมิง
เช่นนั้น...
ตลอดสามวันที่ผ่านมาทุกสิ่งที่นางกระทำในหออู๋หมิง ตี้หลิงหานล้วนทราบทุกอย่าง ทุกการเคลื่อนไหวของนางล้วนอยู่ในสายตาของตี้หลิงหานทั้งสิ้น
ฮวาเหยียนเป็นคนฉลาดเพียงพบหน้า นางก็สามารถคาดเดาทุกเรื่องได้แล้วต้องโทษที่นางไม่ได้ใส่ใจจดจำนามของจีอู๋ซวง เรียกขานเขาแค่ว่าหลงจู้จีเสมอดังนั้นตอนที่อั้นปากล่าวว่าจะไปเชิญ ‘คุณชายอู๋ซวง’ มา นางจึงคิดไม่ถึงว่าคุณชายอู๋ซวงที่เขาพูดถึงคือจีอู๋ซวง
...
เมื่อจีอู๋ซวงเผชิญหน้ากับฮวาเหยียนเขาเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ยามนี้อั้นปายังคงหมดสติ เรื่องราวอันใดล้วนมิได้บอกกล่าวอย่างชัดเจนจึงทำให้เขาไม่ทันตั้งตัว
เมื่อเขาเห็นดวงตาตื่นตกใจของฮวาเหยียนเขาก็รู้ได้ทันทีว่าแม่นางผู้นี้ทราบทุกสิ่งแล้ว
ทว่าจีอู๋ซวงยังคงดิ้นรนแสร้งทำเป็นไม่รู้จักฮวาเหยียน หลังจากการแลกเปลี่ยนสายตาในช่วงเวลาสั้นๆดวงตาแข็งตึงของเขาก็เสมองไปทางตี้หลิงหาน เพียงเห็นสภาพของผู้เป็นองค์รัชทายาทในใจเขาพลันหนาวสะท้าน มิคิดเรื่องเลอะเทอะอันใดอีก เขาพาร่างของอั้นปาฝากไว้ในอ้อมแขนของอั้นสือเอ้อร์ก่อนจะรีบวิ่งไปด้านข้างตี้หลิงหานทันที
เมื่อมองดูดวงตาสีแดงโลหิตเขาสูดลมหายใจเย็นเข้าปอด “ยังมิถึงเวลา เหตุใดพิษจึงออกฤทธิ์เล่า?”
สีหน้าของจีอู๋ซวงเปลี่ยนไปมากเร่งร้อนเข้าไปตรวจชีพจรของตี้หลิงหาน “อาหานพิษของเจ้า เจ้า...ข้าจะฝังเข็มให้เจ้าเดี๋ยวนี้”
“ไม่รีบ”
ตี้หลิงหานจับมืออีกฝ่ายไว้พลางส่ายหัว
ดวงตาของจีอู๋ซวงเปลี่ยนเป็นสีแดง“ไม่รีบได้อย่างไร? ชัดเจนว่ายังมิถึงเวลายังมีเวลาอีกสองวันกว่าวันที่พิษออกฤทธิ์จะมาถึง เหตุใดจึงมาเร็วกว่ากำหนดได้ ทั้งยังรุนแรงถึงเพียงนี้พลังปราณที่ไหลเวียนอยู่ในกายเจ้าวุ่นวายแตกซ่าน อวัยวะภายในทั้งห้าและอวัยวะกลวงทั้งหกล้วนถูกเหล่านักฆ่าสารเลววางยาจะ เจ้า...เช่นนี้ไม่ถูกต้อง เป็นไปได้อย่างไร เจ้าทานสิ่งใดเข้าไป?”
จีอู๋ซวงพูดจามั่วซั่วไม่ต่อเนื่องเห็นได้ชัดว่าอาการของตี้หลิงหานย่ำแย่เป็นอย่างยิ่งจึงทำให้เขาตื่นตระหนกแต่ยิ่งเขาตรวจชีพจรก็ยิ่งรู้สึกว่าผิดปกติ อาการเช่นนี้ของตี้หลิงหานเดิมทีคงรอจนเขามาถึงไม่ไหวอวัยวะภายในทั้งห้าและอวัยวะกลวงทั้งหกได้รับความเสียหายรุนแรงถึงชีวิตทว่าร่างกายของอีกฝ่ายที่ราวกับอยู่ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ภายในกลับมีแรงที่มองไม่เห็นปกป้องเอาไว้เป็นอย่างดีพิษยังคงอยู่ แต่พลังปราณที่แตกซ่านกลับไม่ทำอันตรายใด ดั่งมีกองกำลังปกป้องพุ่งเข้าชนแทนเช่นนั้น...
เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?
สีหน้าตกใจของจีอู๋ซวงมิอาจปกปิดได้ทว่าเขากลับเห็นตี้หลิงหานเงยหน้าขึ้นมองฮวาเหยียน“เป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ที่ลงมือ”
เขากล่าว
เวลานี้ใบหน้าของฮวาเหยียนบูดบึ้งดวงตาของนางมีไฟลุกโชนอย่างเห็นได้ชัด ได้ยินเพียงเสียงพ่นลมหายใจเย็นชาของนางก่อนที่นางจะเปิดปากกล่าวว่า “ตี้หลิงหาน เป็นอย่างไรเล่าเพคะ?มองดูหม่อมฉันวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อรวบรวมเงินสนุกเป็นพิเศษเลยใช่หรือไม่?
ดูหม่อมฉันปิดซ่อนตัวตนแต่กลับวิ่งไปที่ของพระองค์เพื่อขายหญ้าพลังวิญญาณและผลไม้พลังวิญญาณมิใช่ว่าน่าขันเป็นอย่างยิ่งหรอกหรือ!
พระองค์ทรงทราบตั้งแต่แรกว่าหม่อมฉันรวบรวมเงินสามล้านตำลึงได้ครบตั้งแต่วันที่สองทว่ากลับยั้งทัพ รอจังหวะบุก คิดจะโจมตีหม่อมฉันเป็นคราสุดท้ายใช่หรือไม่ รอให้หม่อมฉันไปรับเงินที่หออู๋หมิงจากนั้นก็เบี้ยวเงินไม่ยอมให้หออู๋หมิงจ่ายให้หม่อมฉันใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงของฮวาเหยียนสงบนิ่งทว่ากลับแฝงไปด้วยความเย็นชาอันไร้ขอบเขต สีหน้าของนางดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง
“มิใช่ว่าตอนกลางวันที่หม่อมฉันมาเยือนจวนของพระองค์กระทบกระทั่งพระองค์อย่างโอหัง พระองค์จะเห็นเป็นเพียงเรื่องขบขันใช่หรือไม่เพคะ?”
ฮวาเหยียนส่งเสียงเย้ยหยันอีกหน
บรรยากาศเย็นยะเยือกแม้แต่เสียงร้องของนกและแมลงยามค่ำคืนก็ยังเงียบสงบลง
ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากคล้ายจะรู้สึกถึงความโกรธที่ถูกนางกดเอาไว้ ทว่าก็สามารถระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
“มิใช่ แม่นางมู่เจ้าเข้าใจ...” ผิดแล้ว...
แม้จีอู๋ซวงจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นในค่ำคืนนี้แต่เขาก็หาใช่คนโง่ เพียงไตร่ตรองเล็กน้อยก็สามารถคาดเดาบางสิ่งได้ ทว่าสตรีเบื้องหน้าเขาผู้นี้เข้าใจผิดอย่างเห็นได้ชัดนางเข้าใจผิดแล้วจริงๆ
เป็นความจริงที่เขาซ่อนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอาหานปิดบังว่าอาหานต่างหากที่เป็นเจ้าของหออู๋หมิงตัวจริงทว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องบอก
“หุบปากของท่านเสีย”
เมื่อได้ยินเสียงของจีอู๋ซวงดวงตาของฮวาเหยียนพลันทอประกายเย็นชา นางส่งสายตาราวกับมีดพุ่งแทงไปยังจีอู๋ซวงพาให้เขากลืนคำที่เหลือด้วยความตกใจ ไม่กล้าพูดอันใดออกมาอีก
ดวงตาของแม่นางตระกูลมู่ผู้นี้เย็นชาจนแทบจะแช่เขาให้กลายเป็นน้ำแข็ง
“ท่านคงรู้ตัวตนของข้าตั้งแต่แรกแล้วกระมังเปิดปากแต่ละคราขานเรียกข้าว่าแม่นางเหยียน การเสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้สนุกหรือไม่?”
ฮวาเหยียนหรี่ตามองจีอู๋ซวงพลางกล่าวอย่างเย้ยหยัน
หลังจากที่นางถามจบก็ไม่รอให้จีอู๋ซวงพูดอันใดนางยกเท้าขึ้นเดินไปทางตี้หลิงหาน และเพราะเขานั่งอยู่บนก้อนหินฮวาเหยียนจึงต้องนั่งยองๆ เพื่อเข้าใกล้อีกฝ่าย ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นเช่นกันดวงตาสองคู่สบประสาน ตี้หลิงหานมีท่าทีสงบเมื่อเทียบกับโทสะในดวงตาของฮวาเหยียน
“ตี้หลิงหานในเมื่อหม่อมฉันทำตัวราวกับตัวตลกต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ เกรงว่าพระองค์คงทรงทราบเรื่องที่เงินจำนวนสามล้านตำลึงของหม่อมฉันถูกราชสำนักยืมไปใช้แล้วใช่หรือไม่! อาณาจักรนี้เป็นของตระกูลฉู่เช่นพระองค์ เป็นขององค์รัชทายาทตี้หลิงหานเช่นพระองค์
เดิมหออู๋หมิงสามารถใช้เงินจำนวนนี้ได้เพื่อให้ทางกองทัพหยิบยืมเงินนี้ได้โดยตรง ขอเพียงพระองค์ตรัสกับหม่อมฉันสักคำให้สัญญาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ยอมรับว่าหม่อมฉันได้รวบรวมเงินสามล้านตำลึงจนครบแล้วการแลกเปลี่ยนครั้งนี้คืนหนี้คืนสินกันสำเร็จ
ทว่าพระองค์ทรงทำหรือไม่? พระองค์มิได้ทำ...
งบประมาณทหารขาดแคลนพระองค์ทรงเมินเฉยมิให้ความสำคัญ ทว่ากลับมองดูหม่อมฉันบริจาคเงินสามล้านให้แก่ราชวงศ์ในใจของพระองค์คงเยาะเย้ยหม่อมฉันอยู่กระมัง จากนั้นพระองค์ก็ทรงรอจนถึงรุ่งสาง รอให้หม่อมฉันมิอาจนำเงินสามล้านตำลึงออกมาได้ถึงเวลาก็จำต้องคุกเข่าให้แก่พระองค์ ปล่อยให้พระองค์ทำให้หม่อมฉันอับอายขายหน้าให้หม่อมฉันกลายเป็นคนรับใช้ของพระองค์ ใช่หรือไม่?”
“และในราตรีนี้ตอนที่หม่อมฉันช่วยพระองค์ พระองค์ยังกล้าตรัสว่าให้สัญญาเป็นโมฆะ! ตี้หลิงหาน ในใต้หล้านี้จะมีผู้ใดหน้าหนาไร้ยางอายเช่นพระองค์ได้อีกหรือ?”
ทุกคำที่ฮวาเหยียนกล่าวออกมานางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ดวงตาแดงก่ำดั่งโลหิต แทบจะมิอาจระงับโทสะเอาไว้ได้
ในทางกลับกันตี้หลิงหานเม้มริมฝีปากแน่น มิส่งเสียงตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่อธิบายอันใดแม้แต่น้อย
การกระทำนี้ราวกับกำลังบอกว่าเจ้าพูดเช่นไรย่อมเป็นเช่นนั้นและยิ่งเพิ่มพูนโทสะให้รุนแรงยิ่งขึ้น
ความอับอายความคับข้องใจ ความขุ่นเคือง และอารมณ์หนักหน่วงจนแทบทำให้ฮวาเหยียนจมน้ำตายความโกรธพลันปะทุออกมาจากดวงตาของนาง พริบตาต่อมานางก็พุ่งเข้าไปบีบคอของตี้หลิงหาน“ตี้หลิงหาน คิดว่าหม่อมฉันมิกล้าฆ่าพระองค์ใช่หรือไม่...!”