เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 132 ดาบของหลินเฟิง

            “ไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”

            เสียงกรีดร้องของกลิ่นอายอันหนาวเหน็บส่งเสียงดังก้องรอยยิ้มชั่วร้ายที่อยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มได้จางหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยสายตาคมกริบราวกับเป็นดาบที่แหลมคม

            “ข้าจะให้โอกาสสุดท้ายแก่เจ้า เอาหินหยวนระดับกลาง12 ก้อนมาให้ข้าซะ!”

            น้ำเสียงอันเฉยชาได้ออกมาจากปากของชายหนุ่มผู้แบกดาบอยู่ด้านหลังพลันปล่อยเจตจำนงดาบที่หนาวสะท้านออกมา แล้วโจมตีหลินเฟิงทันที

            “นักดาบ”

            ผู้คนที่อยู่ไม่ไกลต่างตกตะลึง ลมปราณดาบเหมือนกับของหลินเฟิง คนคนนี้เป็นผู้มีจิตวิญญาณแห่งดาบนักดาบสามารถโจมตีได้อย่างทรงพลัง

            “เจ้าคิดว่าอาศัยอำนาจดาบก็เพียงพอแล้วหรือ? ไม่ใช่มีแค่เจ้าคนเดียวที่มีอำนาจดาบหรอกนะ”

            สิ้นเสียงพูดของชายหนุ่มอีกครั้ง ทันใดนั้นอำนาจดาบอันทรงพลังที่ถูกปลดปล่อยอย่างบ้าคลั่งแผ่กระจายไปทั่วอากาศจนเกิดเสียงกรีดร้องขึ้นมา

            อำนาจดาบแผ่กระจายไปในอากาศราวกับว่าสามารถทำลายทุกสิ่งได้

            ชายหนุ่มที่แบกดาบไว้ด้านหลัง มีระดับขอบเขตที่แข็งแกร่งมากกว่าหลินเฟิงที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่4 นอกจากนี้สิ่งที่เหมือนกับหลินเฟิงก็คือ อำนาจดาบ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงหยิ่งผยองเช่นนี้ที่กล้ารอให้หลินเฟิงใส่หินหยวนเข้าไป จากนั้นก็พูดจาข่มขู่และแย่งชิงหินหยวนจากเขา

            ถ้าหากหลินเฟิงไม่มอบหินหยวนให้ เขาจะแย่งชิงห้องฝึกจากหลินเฟิง

            “ดีจริงๆ ที่เมื่อครู่นี้ข้าไม่ได้ไปแย่งชิงห้องฝึก”

            คนในฝูงชนบางคนกล่าวอย่างมีความสุขที่หลินเฟิงทำให้พวกเขาหวาดกลัวมิฉะนั้นพวกเขาคงได้ต่อสู้กับชายหนุ่มที่เพิ่งปลดปล่อยอำนาจดาบออกมาอย่างน่าเหลือเชื่อเขาอยู่ขอบเขตจิตวิญญาณขั้นที่ 4 และรู้วิธีควบคุมอำนาจดาบพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอที่จะสู้กับชายหนุ่มตรงหน้า

            หลินเฟิงต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยแต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าหลินเฟิงจะเลือกทำเช่นไร

            “เจ้าพูดถูก! เจ้าคิดว่าการอาศัยอำนาจดาบมันเพียงพอแล้วงั้นหรือ?”

            หลินเฟิงใช้คำพูดของชายหนุ่มพูดกลับ เขาก้าวไปข้างหน้า ทันใดนั้นดาบปลิดวิญญาณเริ่มแหวกว่ายไปในอากาศและพุ่งไปข้างหน้าทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง

            ในสถานการณ์เช่นนี้หลินเฟิงไม่ได้คิดเรื่องมอบหินหยวนให้แก่ชายหนุ่มและไม่คิดจะมอบห้องฝึกให้ กลับกันเขากลายเป็นดุดันมากขึ้น!

            ชายหนุ่มรู้สึกตกตะลึงเช่นกัน เขาไม่คิดว่าหลินเฟิงจะกล้าสู้กับเขาเช่นนี้

            “มาถึงทางตันแล้วงั้นข้าจะทำให้เจ้าไม่สามารถจับดาบได้อีก”

            ชายหนุ่มแสยะยิ้มจากนั้นก็ดึงดาบออกมาจากด้านหลัง ทันใดนั้นมีแสงสีทองเปล่งประกายระยิบระยับ 

            “ดาบทองคำ!”

            ไม่มีใครคาดคิดว่าดาบยาวของชายหนุ่มจะกลายเป็นสีทอง และปลดปล่อยลำแสงที่งดงามราวกับแสงแดดในยามเช้า

            “ดาบห่าฝน!”

            ชายหนุ่มตะโกน ทันใดนั้นประกายแสงที่ล้อมรอบคมดาบ ก็ยิ่งทำให้ดาบของเขาเปล่งแสงสว่างไสวขึ้น

            “ทักษะดาบช่างตระการตายิ่งนัก นี่มันเหนือกว่าข้ามาก”

            ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 บางคนต่างตกตะลึงชายหนุ่มคนนี้เป็นคนที่หยิ่งยโสได้ด้วยระดับทักษะของเขา

            หลินเฟิงกำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถ้าหากเป็นพื้นที่กว้างๆ ก็ยังพอตอบโต้ไปได้แต่ในพื้นที่แคบๆ เช่นนี้ นอกจากหลินเฟิงจะไม่มีหนทางให้หนีแล้ว ยังไม่สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีจากฝั่งตรงข้ามได้

            “ข้าจะทำให้เจ้ากระจ่างเองว่า นักดาบมันเป็นยังไง”

            ชายหนุ่มกล่าวอย่างหยิ่งยโส พร้อมทั้งรอยยิ้มอันเย็นชาที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า

            ดาบห่าฝนร่วงโรยลงมา ไม่ว่าจะมุมไหนต่างถูกปิดผนึกไว้หมด

            อำนาจดาบของหลินเฟิงที่ปลดปล่อยออกมาจู่ๆ ก็จางหายไป แค่ชั่วพริบตาก็อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย

            “แค่นี้ก็ยอมแพ้แล้ว?”

            บางคนในฝูงชนกล่าวขึ้นเมื่อพวกเขาเห็นอำนาจดาบของหลินเฟิงหายไป ทำให้พวกเขาต่างสับสนชายหนุ่มแข็งแกร่งมากและทำให้หลินเฟิงยอมแพ้ได้ หรือหลินเฟิงหยุดใช้อำนาจดาบของเขาเสียเองเพราะรู้ว่าสู้ต่อไปก็ไร้ความหวัง

            ไม่เพียงแต่ฝูงชนเท่านั้นที่มึนงง แต่ชายหนุ่มก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดหลินเฟิงถึงหยุดปลดปล่อยอำนาจดาบของเขา?

            ทันใดนั้นสีหน้าที่หยิ่งผยองก็กลายเป็นตกตะลึง

            ขณะนั้นลมปราณที่สมบูรณ์แบบได้ปกคลุมร่างกาย จนเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

            “นี่มันอะไรกัน?”

            ม่านตาของชายหนุ่มหดลง ในขณะที่กลิ่นอายดาบปริศนากลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นมันเกือบทำให้เขาขาดอากาศหายใจ

            นี่คือดาบของเขา อำนาจดาบ เจตจำนงดาบ กลิ่นอายดาบต่างหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

            ชายหนุ่มมองหลินเฟิงที่ยังเฉยเมยเหมือนก่อนหน้านี้หัวใจของชายหนุ่มเริ่มเต้นระรัวเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            “ขอบเขตการผสานดาบ”

            ชายหนุ่มก็เป็นนักดาบเช่นกัน เขาจึงทราบได้อย่างรวดเร็วว่านี่คือ ‘ขอบเขตการผสานดาบ’ ซึ่งเกิดจากการหลอมรวมของอำนาจดาบกลิ่นอายของดาบและลมปราณ จนเกิดเป็นกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม

            คาดไม่ถึงว่านอกจากหลินเฟิงจะบรรลุการผสานอำนาจแล้ว ยังรู้แจ้งถึงขอบเขตการผสานดาบอีกคนผู้นี้ช่างมีพรสวรรค์ที่น่ากลัวนัก  

            ขอบเขตการผสานดาบ เป็นอำนาจอันทรงพลังที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้

            ถึงการโจมตีของหลินเฟิงจะดูไม่ค่อยพิเศษนัก ทันใดนั้นก็ได้ปรากฏหลุมบนดาบของชายหนุ่มและทำให้ดาบของเขาแตกหักทันที

            สิ่งที่เกิดขึ้นต่างทำให้ฝูงชนต้องตกตะลึง

            เป็นไปได้อย่างไรกัน?

            หลินเฟิงกวัดแกว่งดาบธรรมดาๆ แต่กลับทำลายทุกอย่างได้แต่มันเพียงพอที่จะทำลายดาบห่าฝน

            “หนี!”

            การแสดงออกของชายหนุ่มจู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเขาไม่มีเวลามากพอที่จะโจมตีอีกครั้งเพราะในเวลานั้นพลังดาบของหลินเฟิงได้กดทับตัวเขา ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถป้องกันได้

            พายุราวกับน้ำวนที่ถูกสร้างจากพลังดาบออกมาจากร่างกายหลินเฟิง มันพุ่งตรงไปยังชายหนุ่มจึงทำให้ชายหนุ่มต้องแข็งทื่อและทรุดตัวลงกับพื้น

            ในเวลาเดียวกัน ดาบของหลินเฟิงก็อยู่ตรงหัวใจของเขาแล้ว

            ทุกๆ คนต่างก็ประหลาดใจจนร่างกายสั่นเทา ทุกสิ่งล้วนเกินความคาดหมายของพวกเขาหลินเฟิงเพียงแค่โจมตีครั้งเดียวก็สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ ในตอนนี้ชีวิตของชายหนุ่มก็อยู่ในกำมือของหลินเฟิงแล้ว

            “เจ้ามีความแข็งแกร่งแค่ระดับนี้ แต่ยังกล้าโอ้อวดให้ข้ารู้ว่าอะไรคือนักดาบ?”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างเฉยชา ทำให้สีหน้าของชายหนุ่มถึงกับแข็งทื่อและพูดไม่ออก

            ความจริงแล้วเขาได้ทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 แล้ว และสามารถใช้อำนาจดาบได้แต่หลินเฟิงเพิ่งจะทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ได้ และยังบรรลุขอบเขตการผสาน จึงมีพละกำลังเพิ่มขึ้น   

            “เพลงดาบของเจ้านอกจากไม่เฉียบคมแล้วมันก็เป็นเพียงเพลงดาบที่ตาบอดจากความหยิ่งผยองของตัวเจ้าจึงทำให้เพลงดาบขาดความงดงามอย่างที่ควรจะเป็น คนอย่างเจ้าย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกตัวเองว่านักดาบได้”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส ในมุมมองของเขานักดาบนั้นควรไล่ตามจุดสูงสุดอย่างไม่ย่อท้อใช้ความทะเยอทะยานอันแหลมคมฟาดฟันทุกอุปสรรค มีจิตใจอันแน่วแน่ไม่วอกแวก และไม่หวาดกลัวต่อสิ่งที่ต้องเผชิญ

             นักดาบควรมีอำนาจแห่งดาบที่แข็งแกร่งในขณะเดียวกันก็หมั่นเพิ่มเจตจำนงแห่งดาบ คมดาบจึงจะไม่แตกหักและไร้เทียมทาน

             แต่หากนักดาบที่เก่งกาจเลือกเดินไปในทางที่ผิดผลที่ตามมาคงมากเกินความคาดหมาย

            “เจ้าจะทำอะไรข้า?”

            อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่สนใจคำพูดของหลินเฟิง แต่นัยน์ตากลับจ้องเขม็งไปที่เขาในใจของชายหนุ่มสนใจแต่ว่าจะหลินเฟิงสังหารเขาอย่างไร

            เมื่อมองไปที่ชายหนุ่ม หลินเฟิงถึงกับส่ายหน้า “เมื่อครู่เขาเพิ่งโวยวายไปถ้าหากนักดาบไล่ตามเส้นทางแห่งนักรบ ถึงแม้วิธีการของเจ้ามันจะเลวทรามต่ำช้าแค่ไหนข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่ทว่าเจ้าทำให้ข้าผิดหวัง เจ้ามันทั้งน่าเวทนาและต่ำทรามและยังหยิ่งผยองกับนักดาบ เจ้าก็ไม่สมควรที่จะจับดาบอีกต่อไป”

            เมื่อหลินเฟิงพูดจบ ดาบยาวของเขาก็เปล่งประกายแสงและแทงออกไปทันใดนั้นได้มีเสียงกรีดร้องดังไปทั่ว จากนั้นพบว่าดาบได้ตัดไปที่แขนของชายหนุ่ม 

            “โหดร้าย ไร้ความปรานี” เหล่าผู้คนเริ่มสั่นสะท้าน ในใจต่างคิดว่าดีที่เมื่อครู่ไม่ได้ทำให้หลินเฟิงโกรธคนคนนี้ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว

            เมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของอีกฝ่าย หลินเฟิงจึงกล่าวว่า “ไม่ต้องมองมาที่ข้า เมื่อครู่นี้เจ้าพูดเองนะว่า จะทำให้ข้าไม่สามารถจับดาบได้อีกข้าก็ทำมันแล้วนี่ไง ถ้าเจ้าอยากจะเกลียดข้าล่ะก็ จงเกลียดความน่ารังเกียจและความเหี้ยมโหดของตัวเจ้าเองเถอะ”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาหันหน้าเดินตรงเข้าไปในห้องฝึกโดยไม่สนใจอีกฝ่าย

            เมื่อผู้คนได้ยินคำพูดของหลินเฟิงแล้วต่างก็ต่างพยักหน้า ใช่แล้ว… ถ้าหากเปลี่ยนมุมมองเป็น หลินเฟิงพ่ายแพ้ให้กับอีกฝ่าย ก็เกรงว่าผลที่ได้รับคือหลินเฟิงต้องแขนหักหลินเฟิงนั้นไม่ใช่คนที่เหี้ยมโหด แต่เป็นอีกฝ่ายที่ไปยั่วยุเขาก่อนต่างหาก

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน