ดัสก์บอร์น & เกียร์ (Duskborn & Gear)

    ตอนที่ 39 คดีฆาตกรรมต่อเนื่องบนเรือสำราญ : L

              "กัปตัน! เฮนรี่! ฟังผม!" ผมโพล่งขึ้นพลางพุ่งไปคว้าไหล่ของทั้งคู่"ผมรู้ตัวคนร้ายแล้ว และตอนนี้เหยื่อรายที่สาม... บาทหลวงมอร์โรว์กำลังถูกพาตัวออกไป เราต้องตามหาเขาเดี๋ยวนี้!"

              กัปตันเรือหน้าซีดเผือด"จะ...จะไปหาที่ไหนครับคุณดัสก์บอร์น? เรือลำนี้กว้างมากแถมข้างนอกนั่นพายุก็ยังไม่สงบ!"

              "เรียกคนงานทุกคนออกมา กระจายกำลังไปตามทางเดินให้หมด!"ผมสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดกัปตันรีบพยักหน้าแล้วสั่งการผ่านวิทยุสื่อสารที่เหลือเพียงเครื่องเดียวให้คนงานเริ่มปูพรมค้นหาทันที

              ในขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งวุ่นผมกลับหยุดยืนนิ่ง สมองทำงานอย่างหนักเพื่อหาจุดเชื่อมโยงคนร้ายไม่ได้ต้องการแค่ฆ่า แต่เธอต้องการปิดบัญชีแค้นอย่างสมบูรณ์แบบ...สถานที่ที่เธอเลือกต้องมีความหมายมากกว่าแค่ซอกมืดของเรือ

              ผมหันไปหาบีทริซที่ยังยืนตัวสั่นกอดเครื่องพิมพ์ดีด"คุณโอ๊กส์! ในข่าวที่คุณเคยสืบ... ที่ดินผืนนั้นอยู่ที่ไหน?"

              "เอ๊ะ? อ๋อ... อยู่แถบชานเมืองลอนดอนค่ะเป็นป่าสนโบราณ" เธอตอบอย่างมึนงง"แต่มันจะไปเกี่ยวอะไรกับบนเรือลำนี้ล่ะคะ?"

              "ไม่ใช่..." ผมพึมพำ "ความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่ไม่มี แต่ความเชื่อมโยงทางสัญลักษณ์ล่ะ?"

              ผมพยายามเค้นความคิดอะไรคือสิ่งที่ทำให้ฆาตกรแค้นฝังหุ่นขนาดนี้? ผมตัดสินใจถามบีทริซอีกครั้งด้วยคำถามที่เจาะจงกว่าเดิม"คุณโอ๊กส์! นึกให้ออกในบันทึกฉบับนั้นระบุไหมว่าพวกวานซ์บีบบังคับให้เจ้าของที่เซ็นสัญญาขายที่ดินที่ไหน?สถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของครอบครัวนั้นน่ะ!"

              บีทริซหลับตาแน่นพยายามขุดคุ้ยความทรงจำ "สัญญา... ใช่ค่ะ! ฉันจำได้แล้วในบันทึกบอกว่าพวกเขาไม่ได้นัดเจอกันที่สำนักงานแต่พวกวานซ์ใช้เล่ห์เหลี่ยมเชิญเจ้าของที่ขึ้นไปบนเรือส่วนตัวของเขา...เพื่อไปดูผลงานการต่อเรือลำใหม่ของเจ้าของที่คนนั้น เพราะครอบครัวนั้นน่ะ...ทำธุรกิจอู่ต่อเรือ"

              คำพูดนั้นเหมือนค้อนที่ทุบลงบนกองเศษเหล็กจนกระจาย"เซ็นสัญญากันบนเรือ... ที่จุดไหน?"

              "ดาดฟ้าเรือค่ะ! พวกเขาบอกว่าวิวบนนั้นสวยที่สุดเหมาะแก่การทำธุรกิจ..."

              "นั่นไงล่ะ!" ผมหันขวับไปมองทางเดินที่มุ่งหน้าสู่ด้านบนเรือ"เวทีสำหรับบทสุดท้ายถูกจัดเตรียมไว้แล้ว"

              ผมหันไปตะโกนบอกเฮนรี่และกัปตันที่เพิ่งวิ่งกลับมา"เลิกหาข้างล่างนี้ได้แล้ว! ทุกคนตามผมมาที่ดาดฟ้าเรือด่วนที่สุดก่อนที่ความแค้นสิบกว่าปีจะถูกปิดลงด้วยเลือดของบาทหลวงมอร์โรว์!"

              "เกี๊ยะ! นายท่าน... ดาดฟ้าตอนนี้มันนรกชัดๆ เลยนะเกี๊ยะ!ลมพัดแรงขนาดนี้ถ้าก้าวพลาดนิดเดียวคือจบเห่!"เกียร์เตือนด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น แต่มันก็โผบินขึ้นนำไปก่อนแล้ว

              ผมไม่รอช้าพุ่งตัวออกไปทางบันไดที่มุ่งสู่ดาดฟ้าชั้นบนสุด

              ในขณะที่พวกเรากำลังกวดฝีเท้าเฮนรี่ที่วิ่งตามมาด้วยอาการหอบถี่ตัดสินใจถามสิ่งที่ค้างคาใจที่สุดออกมา"คุณดัสก์บอร์น!จนถึงตอนนี้คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าคนร้ายที่คุณว่าคือใครกันแน่?!"

              ผมหันไปสบตาเขาเพียงชั่วครู่แววตาของผมเรียบนิ่งทว่าจริงจัง "เธอเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวคุณยิ่งกว่าใครเลยล่ะเฮนรี่...ฆาตกรที่พวกเราตามหาคือ เลขาเกรย์"

              คำตอบของผมเหมือนสายฟ้าฟาดกลางโถงทางเดินทุกคนยกเว้นผมหยุดกะทันหันราวกับถูกแช่แข็ง เฮนรี่อ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ "ตะ...แต่ว่า... มันจะเป็นไปได้ยังไงครับ?!"

              "อย่าเพิ่งหยุดวิ่ง! เราไม่มีเวลาแล้ว!"ผมตะโกนเตือนสติให้เขาก้าวเท้าต่อเฮนรี่รีบสับฝีเท้าตามมาพลางถามต่อด้วยเสียงที่สั่นเครือ"แต่มันขัดแย้งกันนะครับ คุณไบรซ์เสียชีวิตช่วงตี 2ถึงตี 3ตอนนั้นคุณก็เป็นคนยืนยันเองว่าคนร้ายต้องเป็นคนที่ไม่ได้นอนในเลาจน์แต่เลขาเกรย์... เธออยู่ที่นั่นกับเราตลอดทั้งคืนเธอไม่ได้ก้าวออกจากห้องเลยแม้แต่วินาทีเดียว พยานทุกคนเห็นตรงกันนะครับ!"

              ผมกระตุกยิ้มที่มุมปาก"เรื่องนั้น... ผมว่าให้คุณหมอเป็นคนอธิบายจะเห็นภาพชัดกว่านะครับ"

              ผมหันไปทางดร.คอลด์เวลล์ ที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมา "คุณหมอครับ รบกวนหน่อย ในทางนิติเวชมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การระบุเวลาตายคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงได้มากที่สุด?"

              คุณหมอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบตอบ"โดยปกติแล้วเราประเมินจากอุณหภูมิร่างกายและการแข็งตัวของศพครับแต่มันมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้หลายอย่าง... โดยเฉพาะ ความเย็นครับ ถ้าศพอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนาวจัดอุณหภูมิร่างกายจะลดฮวบลงเร็วกว่าปกติทำให้ศพดูเหมือนเสียชีวิตมานานกว่าความเป็นจริง!"

              คุณหมอนิ่งไปเพียงอึดใจแววตาของเขาซ้อนทับกับภาพเหตุการณ์ในห้องพัก "หน้าต่าง!ในห้องนั้นเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ท่ามกลางพายุ!"

              "ถูกต้องครับคุณหมอ" ผมกล่าวขณะกระโดดข้ามขั้นบันได"หลังจากที่เธอลงมือสังหารไบรซ์แล้วเธอไม่ได้เปิดหน้าต่างเพียงเพื่อโยนมีดทิ้ง แต่นั่นคือหัวใจสำคัญของแผนการเธอใช้ลมพายุที่หนาวเหน็บข้างนอกนั่นเป็นตัวช่วยบิดเบือนเวลาเพื่อสร้างพยานยืนยันที่อยู่ที่น่าเชื่อถือที่สุด และพยานคนนั้นก็คือผมเองที่นั่งเฝ้าเธออยู่ในเลาจน์ช่วงตีสอง"

              ผมเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อสูดหายใจ"ความจริงคือ คุณไบรซ์น่าจะเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เขาขอกลับไปเฝ้าเอกสารที่ห้องแล้วหรือก็คือก่อนที่ทุกคนจะย้ายมานอนรวมกันที่เลาจน์"

              เฮนรี่หน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทาความจงรักภักดีที่เขาเคยมีต่อเลขาคู่ใจพังทลายลงในพริบตา "ไม่จริง...เธอกับผม... เธอทำงานให้คุณปู่มานานและช่วยผมจัดการทุกอย่างอย่างหนักมาตลอด..."

              "นั่นแหละครับคือประเด็น เฮนรี่..." ผมเอ่ยพลางเหลือบมองเขาด้วยสายตาเห็นใจแต่เด็ดขาด"เพราะความขยันและหน้าที่ผู้ดูแลของเธอนั่นแหละที่เป็นอาวุธชั้นดีในกรณีของคุณวานซ์ เธออาศัยโอกาสที่ต้องดูแลแขกทุกคนเข้าไปสลับยาที่เตรียมไว้ให้เขาโดยทำทีเป็นเข้าไปจัดเสื้อผ้าและเนกไทให้ดูเรียบร้อยในระหว่างงานเลี้ยงใครจะไปสงสัยเลขาสาวที่กำลังทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งกันล่ะ?"

              ผมหยุดกึ่งกลางบันไดแล้วหันไปหาทุกคน"และนี่คือจุดที่ผมระบุตัวเธอได้ชัดเจนที่สุด ในงานเลี้ยงเมื่อคืนมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่เดินวนเวียนไปจัดความเรียบร้อยของชุดให้แขกเกือบทุกคนมันดูเป็นเรื่องปกติจนทุกคนมองข้าม แต่ในสายตาของผม...นั่นคือการประทับรอยนิ้วมือลงบนที่เกิดเหตุ"

              ผมหวนนึกถึงตอนที่ถามเกียร์เพื่อความมั่นใจครั้งสุดท้ายเลดี้เซลินาแทบไม่ขยับจากที่นั่งเลยตลอดงาน แต่เลขาเกรย์... เธอเดินไปทั่วห้องเลยและนั่นคือสิ่งที่ทำให้เลดี้เซลินาหลุดจากวงโคจรผู้ต้องสงสัยและชี้เป้าไปที่เลขาเกรย์เพียงคนเดียว

              เฮนรี่ส่ายหน้าอย่างคนเสียขวัญ"แต่... แต่วิทยุสลับซับซ้อนขนาดนั้น ระบบนำทางที่ถูกทำลายอีกล่ะเธอจะเป็นคนทำได้ยังไง?"

              ผมหันไปหากัปตันที่วิ่งกระหืดกระหอบอยู่ข้างๆ"กัปตันครับ ทริปเดินเรือครั้งนี้ใครเป็นคนวางแผนเส้นทางและกำหนดวันเวลาทั้งหมด?"

              "เลขาเกรย์ครับ!" กัปตันตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด"เธอเป็นคนจัดการตารางเดินเรือทั้งหมดมาให้ผมเซ็นรับทราบ"

              "นั่นไงครับคำตอบ" ผมหันกลับมาหาเฮนรี่"เธอศึกษาเส้นทางเดินเรือลำนี้มาอย่างละเอียด เพราะครอบครับของเธอมีธุรกิจค้าขายเรือและเธอรู้ดีว่าพายุจะเข้าวันไหน เวลาไหนโดยเช็กจากการพยากรณ์อากาศล่วงหน้าอย่างแม่นยำเพื่อให้มันสอดคล้องกับแผนการสังหารศพที่สองที่ต้องใช้ความเย็นเป็นตัวช่วยและเธอนั่นแหละที่เป็นคนพังวิทยุกับระบบนำทางทิ้งเพราะเธอรู้เส้นทางเดินเรือลำนี้ดีกว่าใคร เธอมั่นใจว่าต่อให้ไม่มีเครื่องนำทางเธอก็สามารถควบคุมสถานการณ์และทางช่างเทคนิคของเรือจะสามารถซ่อมมันได้!"

              คำพูดของผมทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมกลุ่มที่กำลังวิ่งอยู่ชั่วอึดใจความจริงมันช่างน่าขนพองสยองเกล้า เลขาสาวที่ดูอ่อนโยนกลับวางแผนฆาตกรรมต่อเนื่องอย่างเลือดเย็นมานานนับเดือน

              "เราถึงแล้ว!" ผมตะโกนพร้อมกับถีบประตูเหล็กหนักๆ ออกสู่ดาดฟ้าเรือ

              ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความบ้าคลั่งของมรสุมละอองฝนและลมแรงพัดพากลิ่นอายทะเลเข้าปะทะหน้าจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ท่ามกลางแสงฟ้าผ่าที่แลบพรายเป็นระยะผมเห็นเงาร่างสองร่างอยู่ที่ริมขอบเรือด้านหน้า

              ร่างหนึ่งคือบาทหลวงมอร์โรว์ที่กำลังคุกเข่าลงกับพื้นพรมที่เปียกชุ่มและอีกร่างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลังเขา... คือหญิงสาวในชุดเลขาที่ดูเรียบร้อยทว่าในมือของเธอกลับถือมีดสั้นเล่มบางที่สะท้อนแสงไฟพายุอย่างน่ากลัว

              เลขาเกรย์หันมามองพวกเรา ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มจอมปลอมบัดนี้เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและชัยชนะที่แสนเจ็บปวด

              "มาทันเวลาพัสดุชิ้นสุดท้ายพอดีเลยนะ... คุณดัสก์บอร์น!"เธอตะโกนแข่งกับเสียงพายุสิ้นเสียงประกาศกร้าว เกรย์ไม่ได้รอช้าเธอเงื้อมีดสั้นในมือขึ้นหมายจะปักลงบนลำคอของบาทหลวงมอร์โรว์ที่นั่งคุกเข่ารอความตายอยู่อย่างสงบ

              "เกียร์!สกัดไว้!" ผมแผดเสียงสั่งการ

              เกียร์บนไหล่พุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรเหล็กมันใช้ความเร็วสูงสุดโฉบลงไปกระแทกเข้าที่ข้อมือของเกรย์อย่างแม่นยำ แรงปะทะทำให้แขนของเธอสะบัดออกมีดสั้นเล่มบางร่วงหลุดจากมือตกลงบนพื้นเหล็กเสียงดังกิ๊งก่อนจะถูกกระแสลมพัดหายไปในความมืด

              "พอได้แล้วครับคุณเกรย์!ยอมมอบตัวเถอะ!" ผมตะโกนพลางก้าวฝ่าสายฝนเข้าไปหาเธอ"ความตายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยให้ดวงวิญญาณของพ่อคุณสงบสุขหรอก และอีกอย่าง...คุณก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่าบาทหลวงพยายามไถ่บาปให้ครอบครัวคุณมานานแค่ไหนแล้ว!"

              เลขาเกรย์ยืนนิ่งก้มหน้าปล่อยให้หยาดฝนชะล้างใบหน้า เส้นผมที่เปียกปอนลู่ลงมาปิดบังสายตาเธอเงียบไปอึดใจใหญ่ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองพวกเราด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว

              "ฉันรู้ค่ะ...ฉันรู้ดีกว่าใครทั้งหมด" เสียงของเธอสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด"เพราะฉันเฝ้ามองเขามาตลอด 15 ปีนี้ยังไงล่ะ!ฉันรู้ว่าเขาพยายามตามหาลูกสาวของเหยื่อที่เขาเคยทำลายฉันรู้แม้กระทั่งว่าเขาเอาเงินเหล่านั้นไปสร้างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อรอให้ฉันปรากฏตัว...แต่ฉันนั่นแหละที่เป็นคนหลบหนีเขามาตลอด!คุณจะให้ฉันทำใจยอมรับความเมตตาจากคนที่ร่วมมือบีบบังคับจนพ่อฉันต้องตายลงตรงที่แห่งนี้ได้ยังไงกัน!"

              บาทหลวงมอร์โรว์เบิกตากว้างน้ำตาไหลพรากปนไปกับสายฝน "ที่แท้... เป็นลูกจริงๆ ด้วยสินะ เกรย์...พ่อขอโทษ..."

              "ตอนนั้นฉันเกือบจะใจอ่อนแล้ว...ฉันเกือบจะยอมปล่อยคุณไปแล้วด้วยซ้ำ หลวงพ่อ!"

              เกรย์ตะโกนขัดขึ้นมาเสียงของเธอเปลี่ยนจากเลขาผู้สุภาพอ่อนหวานกลายเป็นความโกรธแค้นที่ระเบิดออกมาจนตัวสั่นแววตาของเธอแดงก่ำจ้องตรงไปที่บาทหลวงมอร์โรว์ที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอน

              "ตอนที่ฉันปลอมตัวเข้ามาทำงานในบริษัทท่ามกลางความเงียบสงบในโบสถ์ ฉันเห็นความทุกข์ทรมานของคุณฉันเห็นคุณคุกเข่าสวดมนต์หลั่งน้ำตาสำนึกผิดในสิ่งที่คุณเคยทำลงไป...น้ำตาพวกนั้นมันเกือบจะทำให้ฉันยอมหันหลังกลับและปล่อยให้คุณได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับการไถ่บาป!แต่พระผู้เป็นเจ้าของพวกคุณไม่มีจริงหรอก!เพราะทันทีที่ฉันเห็นหน้าไอ้วานซ์กับไอ้ไบรซ์เดินเชิดหน้าชูตาในงานสังคม...ความแค้นที่หมักหมมอยู่ในอกมันก็ปะทุขึ้นมาจนทะลักเพดาน!"

              เธอก้าวเข้ามาข้างหน้าน้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลอาบแก้มแต่กระแสเสียงยังคงเต็มไปด้วยแรงอาฆาต

              "ตอนนั้นครอบครัวเราเป็นแค่พ่อลูกธรรมดาๆสองคนเท่านั้น! เราไม่เคยต้องการความร่ำรวย เงินทองพรรค์นั้นเราไม่เคยอยากได้!เราแค่ต้องการ ‘บ้าน’ ของเรา... บ้านที่มีความทรงจำของแม่บ้านที่มีเสียงหัวเราะของพวกเรา! แล้วทำไม... ทำไมพวกคุณถึงร่วมมือกันทำลายมัน!ทำไมพวกคุณถึงขับไล่เราเหมือนหมูเหมือนหมาจนพ่อต้องตรอมใจตาย!ในเมื่อพวกมันสองคนตายโดยไม่ได้สำนึกผิด...แล้วจะให้ฉันให้อภัยกุญแจสำคัญที่เปิดทางให้พวกมันอย่างคุณได้ยังไง...หลวงพ่อ!"     

              "แล้วคุณรู้ไหม...ว่าทำไมฉันต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดของยัยนักข่าวหน้าโงนั่น!"

              เกรย์ตวัดสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นไปทางบีทริซที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ด้านหลังที่เพิ่งวิ่งตามขึ้นมา"เพราะผู้หญิงคนนี้เคยหยิบยื่นความหวังให้ฉัน!หล่อนบอกว่าจะช่วยแฉความชั่วช้าของไอ้พวกสารเลวสามคนนี้ให้สังคมรับรู้หล่อนบอกว่าจะคืนความยุติธรรมให้พ่อของฉัน! แต่แล้วเป็นยังไง...พอหล่อนได้สิ่งที่ต้องการ พอหล่อนโดนเงินปิดปาก หรือโดนขู่ขวัญนิดหน่อยหล่อนก็ตัดการติดต่อหนีหายไปเฉยๆทิ้งให้ฉันจมอยู่กับซากปรักหักพังของครอบครัวอยู่คนเดียว!"

              น้ำตาของเกรย์ไหลพรากผสมกับหยาดฝนที่สาดซัดเข้ามาจากด้านนอก"ในเมื่อหล่อนเป็นคนดับแสงสว่างดวงสุดท้ายของฉัน...ฉันก็แค่ใช้เครื่องมือทำมาหากินของหล่อนนี่แหละลากหล่อนลงนรกมาเป็นแพะรับบาปในคดีนี้ด้วยกัน!ถ้าหล่อนไม่ทรยศความเชื่อใจของฉันตั้งแต่แรกเรื่องมันคงไม่ตกลงมาอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชแบบนี้!"         

              เธอกวาดสายตามองทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแตกสลายสิ้นหวัง และเหนื่อยล้าเกินทนทันทีที่หันไปมองบาทหลวงมอร์โรว์ที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสก็ระเบิดออกมาทางน้ำตา

              "ในโลกที่ความยุติธรรมไม่มีอยู่จริง...แม้แต่โอกาสสุดท้ายที่จะล้างแค้นให้พ่อ ฉันก็ยังทำมันไม่สำเร็จ!พวกคนชั่วช้ายังคงลอยน้าลอยตา ส่วนคนบริสุทธิ์กลับต้องตายอย่างโดดเดี่ยว...น่าสมเพชสิ้นดี!"

              เกรย์แค่นยิ้มทั้งน้ำตาเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและว่างเปล่าราวนึกสมเพชในโชคชะตาของตัวเอง

              "แต่ฉันจะไม่ยอมให้พวกคุณลากตัวฉันไปขึ้นศาลหน้าไหว้หลังหลอกพรรค์นั้นเด็ดขาดในเมื่อโลกนี้มันมืดบอดนัก... ฉันก็จะไปหาพ่อด้วยมือของฉันเอง!"

              เธอแผดเสียงร้องอย่างสุดกลั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังกลับวิ่งตรงไปยังริมระเบียงดาดฟ้าเรือที่ไม่มีเครื่องกั้นพายุแผ่นหลังบางปลิวไสวท้าทายกระแสลมบ้าคลั่งที่พร้อมจะฉีกทุกอย่างเป็นชิ้นๆก่อนจะทิ้งตัวดิ่งลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่างทันที

              "เกรย์!อย่า!" เฮนรี่ตะโกนเรียกสุดเสียงด้วยความตกใจพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าแต่ระยะห่างนั้นไกลเกินไป

              ทว่าสายตาของผมล็อกเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกแล้ว    

              "เกี๊ยะ!รับทราบ! เร่งเครื่องยนต์เต็มกำลัง!"

              เกียร์พุ่งตัวลงมากลางอากาศมันกางปีกออกกว้างพร้อมกับปล่อยลวดสลิงเส้นบางแต่แข็งแรงทนทานออกมาจากใต้ลำตัวเพื่อยึดร่างของผมไว้กับเสากระโดงเรือแรงดึงนั้นทำให้ผมสามารถร่อนลงไปคว้าตัวเกรย์ได้ทันทีก่อนที่เธอจะสัมผัสผิวน้ำที่เย็นเฉียบผมรวบร่างที่สั่นเทาของเธอไว้แน่นในอ้อมแขนขณะที่คนที่เหลือพยายามลากพวกเรากลับขึ้นมาบนดาดฟ้า

              เมื่อเท้าสัมผัสพื้นเรืออีกครั้งผมประคองร่างที่เปียกปอนของเกรย์ลงบนพื้นเหล็กเธอทรุดตัวลงคุกเข่าแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไปเสียงร้องไห้ของเธอดังแข่งกับเสียงฟ้าคะนอง มันไม่ใช่เสียงของฆาตกรที่พ่ายแพ้แต่เป็นเสียงของเด็กสาวที่แบกรับความเจ็บปวดมานานเกินไป

              ผมหันไปมองเฮนรี่กัปตัน และบาทหลวงมอร์โรว์ที่ดูอาการของเธออยู่ "พาเธอลงไปข้างล่างครับ...หาที่กักตัวเธอไว้และเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด อย่าให้เธออยู่คนเดียวเด็ดขาด"

              "แล้วเรื่องแขกคนอื่นๆล่ะครับ?"กัปตันถามด้วยน้ำเสียงกังวล

              "ประกาศแจ้งแขกทุกคนว่าคนร้ายถูกจับกุมเรียบร้อยแล้วเพื่อให้พวกเขาสบายใจ"ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "แต่... ไม่ต้องบอกว่าใครคือคนร้าย เก็บชื่อของเธอไว้เป็นความลับระหว่างพวกเราก่อนจนกว่าเราจะเข้าเทียบท่า"

              เฮนรี่และบาทหลวงมอร์โรว์มองหน้าผมด้วยความซาบซึ้งใจบาทหลวงก้มศีรษะให้ผมด้วยความเคารพ "ขอบพระคุณมากครับคุณดัสก์บอร์น...ที่ยังให้โอกาสเธอได้มีที่ยืนในสังคมหลังจากนี้ แม้ว่าสิ่งที่เธอทำจะหนักหนาก็ตาม"

              "ผมทำเพื่อความสงบของเรือลำนี้ครับ"ผมตอบสั้นๆ

              ในขณะที่เฮนรี่กำลังพยุงเกรย์ที่ยังคงสะอึกสะอื้นออกไปเขาหยุดเดินแล้วหันมามองผมที่จู่ๆก็หยุดเดิน"คุณไม่ลงไปพร้อมกับพวกเราเหรอครับคุณดัสก์บอร์น?ข้างบนนี้ลมแรงและอันตรายมากนะ"

              ผมมองไปที่ท้องฟ้าที่มีดวงดาวนับล้านดวงลอยอยู่"พวกคุณลงไปก่อนเถอะครับ...พอดีผมมีธุระที่ต้องจัดการตรงนี้อีกสักหน่อย"

              เฮนรี่มองผมด้วยสายตางุนงงเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ เขาพยักหน้าแล้วพากันเดินลงจากดาดฟ้าไปทิ้งให้ผมยืนอยู่ท่ามกลางลมพายุที่เริ่มสงบลง

              ความเงียบเข้าปกคลุมดาดฟ้าเรือทันทีที่เสียงฝีเท้าของพวกเฮนรี่จางหายไปลมพายุที่เคยบ้าคลั่งหลงเหลือเพียงสายลมเอื่อยที่พัดเอาหยาดฝนให้เจือจางลงผมยืนนิ่งอยู่กลางความมืดมิดที่เริ่มถูกขับไล่ด้วยแสงสีเงินของดวงจันทร์

              "เกี๊ยะ... นายท่าน ก็รู้สึกเหมือนกันใช่มัย" เกียร์กระซิบพลางหันหัวไปมาอย่างระแวดระวัง

              ผมพยักหน้าให้มันแล้วเงยหน้าขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่ากังวานฝ่าความเงียบ "ซ่อนตัวอยู่บนนั้นมานานพอแล้วมั้งครับ...เลดี้เซลินา"

              ไม่มีเสียงตอบรับจากความมืดมีเพียงเสียงคลื่นที่กระทบตัวเรือ

              "หรือจะให้ผมเรียกคุณด้วยรหัสลับเหมือนกับพวกเขาทั้งสี่คนดีล่ะ?"ผมเงยหน้าขึ้นมองไปยังเงาที่มืดที่สุด"น่าเสียดายที่ผมยังไม่รู้โค้ดเนมของคุณเลยไม่อย่างนั้นบทสนทนาของเราคงจะราบรื่นกว่านี้เยอะ"

              จู่ๆเสียงหัวเราะที่ใสกระด่าง ทว่าแฝงไปด้วยเสน่ห์อันเยือกเย็นก็ดังแว่วมาจากเบื้องบนผมมองตามเสียงนั้นไปจนเห็นร่างอันสง่างามของเลดี้เซลินายืนตระหง่านอยู่บนยอดเสากระโดงเรือที่สูงลิบลิ่วกระโปรงยาวสีเข้มพัดปลิวไปตามลมอย่างพริ้วไหวราวกับปีกของวิหคราตรีเธอไม่ได้ดูตระหนกแม้แต่น้อยที่ถูกผมค้นพบ

              "เกี๊ยะ! ยัยราชินีหิมะขึ้นไปยืนทำอะไรบนนั้นน่ะ!นั่นมันที่ของนกอย่างข้านะ!" เกียร์โวยวายด้วยความตกใจ

              เลดี้เซลินามองลงมาที่ผมจากความสูงที่น่าหวาดเสียวเธอกระโดดลงมาจากยอดเสาด้วยท่วงท่าที่เบาหวิวราวกับขนนกก่อนจะร่อนลงตรงหน้าผมอย่างมั่นคงโดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า เธอขยับยิ้มบางๆที่ดูสนุกสนานผิดกับภาพลักษณ์ผู้ดีลอนดอนที่สร้างมาตลอดทาง

              เธอก้าวเข้ามาใกล้พลางโน้มตัวมากระซิบที่ข้างหูผมทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของดอกไม้อันตรายและการประกาศตัวตนที่แท้จริง

              "L...ชื่อของฉันคือ L"   สิ้นเสียงนุ่มนวลนั้น มือเรียวของเธอก็ตวัดวูบ ชักมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาหมายจะปักเข้าที่กลางใบหน้าของผมด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์!

    คล้ายกับเรื่องดัสก์บอร์น & เกียร์ (Duskborn & Gear) ที่คุณอ่าน