ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ตอนที่ 48 ประมือ

            เมื่อเสี่ยวเอ้อเห็นถึงท่าทีใจเย็นไร้ซึ่งความหวาดกลัวของชายหนุ่มเบื้องหน้า ถึงจะรู้สึกแปลกใจแต่มันคิดเพียงว่าบุรุษผู้นี้ต้องการแสดงความกล้าหาญออกมา ต่อหน้าหญิงงามจึงได้กล่าวตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ

     

            “ข้าจะตอบคำถามสุดท้ายของเจ้าเพื่อที่เจ้าจะได้ตายไปอย่างไม่ต้องกังวลใจ เป็นเพราะมีศิษย์จากสำนักได้มาพักอาศัยในคืนนั้น ทำให้ข้าไม่สะดวกที่จะลงมือ และวันนี้…กลับมีสินค้าชั้นดีมาถึงที่..จะให้ข้าพลาดไปได้เยี่ยงไร”  หลังกล่าวจบเสี่ยวเอ้อผู้นั้นค่อยๆเลียริมฝีกปากตนเองคล้ายพบเหยื่อพร้อมหันไปทางหลี่ฟางซิ่น

     

            ถึงมันจะมีความสามารถที่จะสังหารศิษย์จากสำนักต่างๆ แต่ไม่สามารถลงมือโดยไม่คิดเพราะหากศิษย์ภายในสำนักที่ออกมาทำภารกิจได้หายตัวไปและเหล่าผู้อาวุโสได้ออกติดตาม ย่อมเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับมัน

     

            เมื่อหลี่ฟางซิ่นเห็นสายตาดังกล่าวที่จ้องมองมาความหวาดกลัวได้ผุดขึ้นมาจากภายใน เผยแววตาที่สั่นไหวด้วยความกังวล

     

            หลังจากจูเยว่ได้ฟังถึงเหตุผลจึงได้ลอบถอนหายใจ และรู้สึกขอบคุณในโชคชะตาของตน เพราะหากวันนั้นไม่มีศิษย์มีสำนัก มาพำนักยังโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้วละก็...

     

            ขณะที่จูเยว่ยังคงครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงจากด้านหน้ากลับดังขึ้นมาอีกครั้ง

     

            “หมดเวลาตอบคำถามสำหรับพวกเจ้าแล้วเช่นนั้น คงถึงเวลาที่เจ้าทั้งสองจะได้ไปเยือนยมโลก ส่วนแม่นางผู้นี้ข้าจะดูแลให้เป็นอย่างดี...”

     

            แต่เพียงมันพูดจบประโยคจูเยว่ได้กล่าวขึ้นมาเช่นกัน

     

            “ใช่แล้วมันถึงเวลาตาย... แต่คิดว่าไม่ใช่ของพวกข้าละนะ”พร้อมมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นมาอย่างเย้ยหยัน

     

            เมื่อได้ยินคำกล่าวและท่าทางอวดดีเสี้ยวเอ้อไม่คิดจะต่อปากต่อคำอันใดอีกต่อไป มันเริ่มหมุนเวียนพลังลมปราณขึ้นมาเตรียมพร้อมที่จะสังหารชายหนุ่ม ที่ดูหยิ่งยโสเบื้องหน้าเป็นรายแรก!

     

            หลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่วใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดคล้ายไม่คาดคิดว่าโจรชั่วที่คิดสังหารพวกตนกลับมีระดับพลังลมปราณที่น่าสะพรึงกลัวถึงขั้นนี้ เพราะยามเมื่อมันปลดปล่อยแรงกดดันออกมาถึงขั้นทำให้ลมปราณของหลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่ว หมุนเวียนขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก

     

            ความกังวลใจผุดขึ้นมาภายในจิตใจของหลี่ฟางซิ่นทันทีเพราะถึงนายน้อยจูเยว่ผู้นั้นจะแข็งแกร่ง แต่รู้สึกยากที่จะทำใจให้เชื่อได้ว่าตัวเขานั้น จะมีระดับพลังใกล้เคียงกับศัตรูเบื้องหน้า

     

            แต่ในขณะที่นางกำลังเป็นกังวลร่างของจูเยว่ได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของทั้งสอง 

     

            “ข้ากำลังต้องการคู่มือเพื่อทดสอบพลังอยู่พอดี”

     

            สิ้นคำกล่าวได้ปรากฏภาพลูกไฟอันคุ้นเคยออกมา แต่ครานี้กลับมีนับสิบลูกลอยวนอยู่ด้านหลังเมื่อจูเยว่ได้ชี้นิ้วไปยังเสี่ยวเอ้อผู้นั้น เวทย์อัคคีสังหารต่างพุ่งไปยังศัตรูเบื้องหน้าอย่างพร้อมเพรียง! 

     

            หลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่วเห็นภาพดังนั้นจึงรีบถอยออกจากระยะการต่อสู้ของทั้งสองเพราะเกรงว่าอาจโดนลูกหลงจากการโจมตีดังกล่าวไปด้วย

     

            “อะไรกัน?!!” 

     

            เสี่ยวเอ้อผู้นั้นรู้สึกคาดไม่ถึงกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชายหนุ่มที่ตนคิดว่าไร้พลังลมปราณใดๆกลับโจมตีมายังมันขณะที่กำลังพุ่งตัวออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อเห็นว่าไม่สามารถหลบหลีกได้ทันจึงเร่งรวบรวมปราณทั้งร่างใช้ออกทักษะป้องกันทันที!

     

            บรึ้มมๆๆๆๆๆ!!!!!

     

            เสียงแรงปะทะของเวทย์อัคคีสังหารดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลังจากสิ้นเสียงดังกล่าว สภาพของโรงเตี้ยมที่แลดูสวยงามก่อนหน้ากลับกลายเป็นซากปรักหักพังเหลือเพียงเศษไม้บางส่วน

     

            แต่เมื่อมองไปยังร่างของศัตรูกลับมีเพียงบาดแผลเล็กน้อยเท่านั้น

     

            “เหอะ!ก็แค่ลูกไม้ตื้นๆ คิดว่าจะทำอันตรายแก่ข้าได้!!”ถึงแม้ตัวมันจะได้กล่าวออกมาเช่นนั้น แต่ภายในกลับลอบตกตะลึงอย่างหนักเพราะชายหนุ่มที่อายุเพียงไม่เกิน 15-16 ปีกลับมีพลังโจมตีถึงระดับนี้ หากเมื่อครู่ตัวมันประมาทไม่ใช่ทักษะป้องกันแล้วละก็อาจได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสาหัส

     

            จูเยว่ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อยกลับกล่าวหยอกล้อกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

     

            “เช่นนั้น…เจ้าลองรับมือลูกไม้ตื้นๆของข้าอีกสักครั้งก็แล้วกัน” กระแสพลังงานสีเขียวเริ่มหมุนวนรอบตัวจูเยว่พริบตาต่อมากลับปรากฏรากไม้ขึ้นมาจากพื้นดิน รัดพันเสี่ยวเอ้อผู้นั้น จนเกือบทั่วทั้งตัวเนื่องจากไม่สามารถสัมผัสกระแสลมปราณได้ ทำให้ตัวมันตัดสินใจช้าไปจึงไม่สามารถหลบหนีได้ทัน 

     

            “นะนี้..คือสิ่งใดกัน?!!”เสียงร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นมา เพราะอำนาจของเวทย์พฤกษาพันธนาการได้รัดตรึงร่างของมัน จนไม่สามารถขยับได้ แต่เมื่อเสี่ยวเอ้อเริ่มสัมผัสได้ถึงบางอย่างตอนนี้มันได้เงยหน้าขึ้นมา มองเหนือร่างของชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้ากลับเห็นบางสิ่งที่คล้ายหอกแต่มีเพลิงลุกท่วมอยู่ตอนนี้หัวใจของมันเต้นขึ้นมาอย่างรุนแรง สัญชาตญาณได้ร้องเตือนขึ้นมาอย่างไม่หยุดหากไม่เร่งหลบหนีออกไป มันต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน!!

     

            มันจึงตันสินใจเร่งพลังลมปราณทั้งหมดเพื่อใช้กำลังฉีกกระชาก รากไม้ที่รัดพันตัวมันอยู่อย่างเต็มกำลัง!ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่หอกเพลิงสังหาร ได้พุ่งตรงมายังร่างมันด้วยเช่นกัน!

     

            บรึ้มมมม!!!!!!!!!!!!

     

            เสียงระเบิดที่รุนแรงกว่าก่อนหน้าได้ดังขึ้นมาพร้อมหลุมที่กว้างกว่าร่างของมนุษย์ทั่วไปถึงสิบเท่าที่เป็นผลจากพลังอำนาจจากเวทย์ดังกล่าว

     

            “มะมัน...ตาย..ไปแล้ว?” เสียงอันสั่นเครือดังลอดออกมาจากริมฝีปากอันเรียวบางของหลี่ฟางซิ่นเมื่อเห็นพลังทำลายที่เกินกว่านางจะจินตนาการได้

     

            แต่เมื่อสิ้นเสียงของหลี่ฟางซิ่นเพียงชั่วครู่กลับมีร่างเงาสีดำได้พุ่งตรงมายังจูเยว่อย่างรวดเร็ว!

     

            แต่ราวกับว่าจูเยว่คาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าศัตรูยังไม่ตาย เงาของวิหคเพลิงได้ปรากฏขึ้นด้านหลังอยู่ก่อนเพื่อรับการโจมตีที่กำลังมาถึง

     

            เปรี้ยง!!!!!!!!

     

            ร่างเงาสีดำที่โจมตีมายังจูเยว่ได้หยุดลงเบื้องหน้าพร้อมสีหน้าไม่อยากเชื่อหลังจากที่กระบี่ได้ฟันลงไปยังร่างชายหนุ่มกลับถูกฝ่ามือเพียงข้างเดียวรับเอาไว้อย่างง่ายดาย

     

            เพราะทักษะที่มันใช้ออกมาได้เผาผลาญปราณมากถึงหนึ่งในสาม ทำให้แม้แต่ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 9 ยังเคยถูกมันลอบสังหารได้สำเร็จจะให้มันทำใจเชื่อได้อย่างไรว่าไม่สามารถทะลวงผ่านปราณของผู้เยาว์เบื้องหน้าลงได้!

     

            อีกทั้งพลังลมปราณที่ปลดปล่อยออกมามันอะไรกัน?! เพียงแค่เชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1เท่านั้น! มันคิดอยู่ภายในด้วยความหวาดกลัว ว่าปีศาจเช่นใดที่ตัวมันกำลังสู้อยู่ด้วย?!!

     

            แต่จูเยว่ในตอนนี้กลับลอบปาดเหงื่ออยู่ภายใน เพราะไม่คิดว่าศัตรูของตนจะมีทักษะโจมตีที่รุนแรงถึงระดับนี้ เพราะหากมันอยู่ขั้นเชื่อมโยงขั้นที่ 8 แล้วใช่ทักษะดังกล่าวละก็...คงสามารถฝ่าปราณคุ้มกายตนเข้ามาได้

     

            เป็นเพราะจูเยว่ได้ใช้เวทย์กายาทองคำหลอมรวมเข้ากับทักษะกายวิหคเพลิง ทำให้ตัวเขาตอนนี้มีพลังป้องกันเทียบได้กับระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 9!

     

            “กลับ..มีระดับเพียง...เชื่อม..โยงชีพจรขั้นที่ 1 เท่านั้น...”เสียงของหลี่ฟางซิ่นดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าที่ตื่นตะลึงเพราะเป็นครั้งแรกหลังจากที่ออกจากป่าลมหวนที่นางสามารถสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณของบุรุษผู้นี้!