สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 281 ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

        หลังการต่อสู้ที่หนักหน่วงได้จบลงซุนเฟยไม่มีแรงแม้แต่จะกระดิกนิ้วด้วยซ้ำ อาการบาดเจ็บทั้งภายในและภายนอกทำให้ซุนเฟยรู้สึกแสบๆคันๆ เหมือนมีมดจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังรุมกัดร่างของตัวเองอยู่ ทุกครั้งที่เขาขยับตัวรู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆจิ้มไปตามร่าง ทั่วร่างของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

        หลังจากนอนพักได้ชั่วครู่ สมองของซุนเฟยก็เริ่มปลอดโปร่ง

        เขาพยายามหยิบ 'น้ำยารักษาชีวิต' ออกมาจากเข็มขัดมิติหนึ่งขวดแล้วดื่มมันเข้าไป ไม่ช้าบาดแผลบนร่างก็ค่อยๆ จางหายไปเป็นบางส่วนตอนนี้ซุนเฟยเริ่มรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างแล้ว

        ยิ่งซุนเฟยแข็งแกร่ง ประสิทธิภาพในการรักษาของ 'น้ำยารักษาชีวิต' ก็ยิ่งลดลง

        ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่ซุนเฟยคาดการณ์เอาไว้

        เหตุผลมันธรรมดามาก ตอนที่ตัวละครคนเถื่อนเลเวล 10 พลังชีวิตจะมีแค่ 100 จุดแต่ตอนนี้ ตัวละครคนเถื่อนเลเวล 46 พลังชีวิตย่อมมีมากกว่า 600จุดขึ้นไป ซึ่ง 'น้ำยารักษาชีวิต' ขวดหนึ่งสามารถฟื้นฟูเลือดได้แค่ 50 จุดเท่านั้น สำหรับซุนเฟยแล้ว 'น้ำยารักษาชีวิต' แค่ขวดเดียวดื่มก็เหมือนไม่ได้ดื่ม ในตอนที่ซุนเฟยทะลุมิติมาในช่วงแรกๆ 'น้ำยารักษาชีวิต' เพียงครึ่งขวดก็สามารถช่วยชีวิตเพียร์ซที่ในตอนนั้นยังเป็นคนธรรมดาให้หลุดพ้นจากความตายได้แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นตอนนี้ที่เพียร์ซได้กลายเป็นนักรบระดับสี่ดาวไปแล้ว 'น้ำยารักษาชีวิต' แค่ครึ่งขวดคงทำได้แค่รักษาอาการบาดเจ็บของเขาได้บางส่วนเท่านั้น

        หลังดื่ม 'น้ำยารักษาชีวิต' ไปหนึ่งขวดสภาพร่างกายของซุนเฟยก็เริ่มดีขึ้นมาเล็กน้อยแม้แต่ความเมื่อยล้าก็ค่อยๆ หายไปเช่นกัน

        ในฐานะนักรบที่กระหายการต่อสู้คนหนึ่งซุนเฟยได้ย้อนนึกถึงฉากการต่อสู้ที่แสนอันตรายก่อนหน้านี้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

        ยอดฝีมือลึกลับคนนั้นแข็งแกร่งมาก และเห็นได้ชัดว่าเขาได้ครอบครองทักษะคลื่นพลังที่น่าเหลือเชื่ออยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น 'ทักษะแห่งดาบ' 'ทักษะแห่งมีด' 'ทักษะแห่งหมัด' 'ทักษะแห่งธนู' 'ทักษะแห่งฝ่ามือ' 'ทักษะแห่งดัชนี' ...ทักษะที่แสนเรียบง่ายเหล่านี้ เมื่อถูกใช้งานโดยยอดฝีมือคนนั้น มันกลับระเบิดพลังที่น่าเหลือเชื่อออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่คนเถื่อนเลเวล 46 ที่มีพลังเทียบเท่ากับนักรบระดับเจ็ดดาวระยะต้นก็ยังถูกกดดันจนไปไม่เป็น อย่าว่าแต่จะโจมตีสวนกลับเลย แค่หลบให้ทันยังหืดขึ้นคอ สภาพแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่รังแกเด็ก

        แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซุนเฟยกำลังนึกถึงอยู่กลับไม่ใช่ความแข็งแกร่งของชายลึกลับคนนี้

        เพราะความคลุมเครือบางอย่างทำให้ซุนเฟยรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเองกำลังละเลยสิ่งสำคัญบางอย่างไป

        เขาขมวดคิ้วแน่นและพยายามตระหนักถึงมันเขายืนนิ่งอยู่กับที่ประมาณสามสิบนาทีก่อนจะเริ่มปวดหัว บนหน้าผากชื้นไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาจากขมับราวกับน้ำพุ...ทั้งหมดนี้เกิดจากการใช้สมองครุ่นคิดมากเกินไป

        ลมหนาวได้พัดผ่านมาอีกครั้ง สุดท้ายซุนเฟยก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาในขณะที่เขากำลังจะเลิกนึกถึงมัน ทันใดนั้นก็มีเสียงดังหึ่งๆ ขึ้นมาในหัวของเขาวินาทีนั้นราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างที่กำลังปิดกั้นอยู่ได้สลายไปสมองของซุนเฟยพลันแจ่มชัดขึ้น

        ตูม!

        ซุนเฟยคลายคิ้วที่ขมวดมุ่นก่อนจะต่อยออกไปทันที

        หมัดโปร่งแสงขนาดใหญ่ถูกปล่อยออกไปในอากาศหลังจากที่ลอยไปได้ประมาณสิบเมตรมันก็หยุดชะงักไปชั่วครู่แสงสว่างของมันเริ่มจางลง อีกทั้งขนาดของมันก็เริ่มหดเล็กลงตาม หลังช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ผ่านพ้นไปหมัดนั่นก็พุ่งทะยานเข้าไปในรอยประทับจิตวิญญาณที่ยอดฝีมือทั้งสองทิ้งไว้เปลวไฟคลื่นพลังสีแดงและสีเขียวที่กำลังกะพริบวูบวาบอยู่ในอากาศก็กระจายออกไปในทันทีราวกับว่ามีคลื่นพลังที่แข็งแกร่งผลักดันมันออกไป

        ซุนเฟยกลับมาขมวดคิ้วอีกครั้ง

        หมัดนี้ไม่เหมือนกับที่เขาคาดหวังเอาไว้เลย

        เขายืนนิ่งอยู่กับที่ในขณะที่กำลังนึกภาพตอนที่ยอดฝีมือลึกลับลงมือโจมตีตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว...ท่าทางที่สง่างามการควบคุมที่ไม่น่าเชื่อ การลงมือที่ทำได้ดั่งใจ...

        ตูม ตูม ตูม!

        ซุนเฟยขบคิดไปพลางปล่อยหมัดไปพลาง

        ฝึกจนถึงรุ่งสาง ซุนเฟยก็คล้ายกับจะจับเค้าร่างอะไรบางอย่างได้

        เขาเปลี่ยนเป็น 'โหมดมือสังหาร' ก่อนจะใช้ความสามารถพิเศษฝ่าวงเวทอันตรายที่ติดตั้งอยู่รอบๆ หลุมยักษ์ออกไป หลังจากที่เขาใช้พลังจิตจนหมด เขาก็ฝึกฝนตามวิธีในหนังสือทักษะสีม่วง เมื่อพลังจิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะกะพริบร่างหายไปจากเทือกเขามอร์โร และมุ่งหน้าสู่ค่ายทหารอาณาจักรบริวาร

        ……

        พระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทางทิศตะวันออก

        หลังผ่านเคอร์ฟิวที่เข้มงวดและการตรวจค้นของราชอาณาจักรในที่สุดบรรยากาศในค่ายทหารอาณาจักรบริวารก็เริ่มกลับมาคึกคัก

        อีกสองวันการแข่งขันการซ้อมรบก็จะเริ่มขึ้นนอกจากอาณาจักรบริวารทั้งหกอาณาจักรที่ถูกประหารชีวิตด้วยข้อหากบฏแล้วอาณาจักรบริวารอื่นๆ ทั้งสองร้อยสี่สิบสี่อาณาจักรก็เริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่จะมาถึงยอดฝีมือของแต่ละอาณาจักรต่างบ่มเพาะพลังของตัวเองอย่างเข้มงวดบางคนก็แลกเปลี่ยนฝีมือกันที่สนามประลองดาบทั้งห้าสิบแห่งในค่ายทหารอาณาจักรบริวารพวกเขาต่างคาดหวังว่าก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการพวกเขาจะต้องทะลุคอขวดของตัวเองเพื่อก้าวขึ้นสู่อีกขั้นให้ได้

        เมืองแซมบอร์ดเองก็เช่นกัน

        การฝึกซ้อมของเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์และหน่วยเทศกิจทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของแปเตอร์แช็ค ผู้กุมอำนาจทางการทหารสูงสุดในค่าย

        นอกจากความแข็งแกร่งของแช็คจะรุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วภาวะการเป็นผู้นำของแช็คก็ยังสูงกว่าเพียซร์ ดร็อกบาหรือพัศดีโอเลเกร์หลายเท่านับว่าซุนเฟยเลือกใช้คนได้เหมาะกับงานมากทำให้แช็คมีโอกาสแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่

        ตอร์เรส องครักษ์ส่วนตัวของซุนเฟยมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองดังนั้นเขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพูดคุยและฝึกฝนอยู่กับแฟรงก์ แลมพาร์ดจากการฝึกฝนที่เข้มงวดและยากลำบากทำให้ความแข็งแกร่งของตอร์เรสก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว

        หลังจากที่ซุนเฟยกลับมาจากเทือกเขามอร์โรเขาก็รับประทานอาหารเช้ากับแองเจล่าและเจ็มม่าพวกเขาทั้งสามคนใช้ช่วงเวลานี้พูดคุยสนทนากันอย่างอบอุ่น เมื่อมื้อเช้าจบลงซุนเฟยก็ปิดเต็นท์ไม่ให้ใครเข้ามารบกวนในระหว่างที่ตัวเองกำลังวางแผน

        จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงตอนเที่ยง หลังซุนเฟยทานอาหารกลางวันเสร็จเขาก็เข้าสู่โลก Diablo ทันที

        ตอนนี้แม่ชีอาคาร่าและผู้เฒ่าเคนต่างหลงใหลกับสิ่งที่ได้พบเจอในห้องลึกลับนั่นพวกเขาเริ่มตกอยู่ในสภาพบ้างานและคลั่งการวิจัยอย่างมากดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจจะพูดคุยกับซุนเฟย เมื่อเป็นแบบนั้น ซุนเฟยจึงพาทหารรับจ้างสาวเอเลน่าไปยังแผนที่ที่สาม 'ท่าเรือคูแรสท์' เพื่อรับเควสที่สามของคนเถื่อน

        'ท่าเรือคูแรสท์' เป็นเมืองท่าที่ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรกับป่าและมีอาณาเขตกว้างใหญ่

        อาคารส่วนใหญ่ทำมาจากไม้และสร้างบนน้ำพื้นที่ของเมืองส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรให้อยู่ใกล้ๆ กันยกเว้นพื้นที่จัดเก็บบางแห่งและพื้นที่สำหรับการวาร์ป นอกจากนี้ยังมี NPC มากกว่าหนึ่งโหลที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไปบางคนมีหน้าที่มอบหมายเควสและถ่ายทอดเรื่องราวบางคนก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการขายน้ำยา อาวุธ ชุดเกราะและอื่นๆ อีกมากมาย

        เช่นเดียวกับแผนที่ที่สอง 'ลุกค์โกลไลน์' NPC เหล่านี้ไม่มีสติปัญญาของตัวเองพวกเขาเหมือนหุ่นยนต์ถามคำตอบคำและไม่สามารถสื่อสารนอกเรื่องได้พวกเขาแทบจะถอดแบบออกมาจาก NPC ในเกมที่ซุนเฟยเล่นเมื่อโลกก่อน

        หลังจากที่ซุนเฟยเล่นมาแล้วถึงสามแผนที่ มีเพียง NPC ของ 'ค่ายโร้ก' ที่มีสติปัญญาเป็นของตัวเองและสามารถสนทนาโต้ตอบกับซุนเฟยได้ราวกับเป็นคนจริงๆนอกจากนี้พวกเขายังมอบประสบการณ์ที่นอกเหนือจากเกมคอมพิวเตอร์ให้แก่ซุนเฟยมากมายไม่เหมือนกับ 'ลุกค์โกลไลน์' และ 'ท่าเรือคูแรสท์' ที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกเหมือนกำลังคุยตอบโต้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์

        สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างแผนที่ทั้งสามก็คือ 'ท่าเรือคูแรสท์' จะมีขนาดพื้นที่ที่ใหญ่กว่า 'ลุกค์ โกลไลน์' และ 'ค่ายโร้ก' รวมไปถึงปีศาจกับมอนสเตอร์ของที่นี่จะมีเลเวลและความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นถึงแม้ว่าคนเถื่อนซุนเฟยจะมีเลเวล 46 ก็ยังต้องระมัดระวังเวลาจะจัดการกับพวกมัน

        นี่เป็นข้อดีของโลก Diablo

        เมื่อตัวละครแข็งแกร่งขึ้นปีศาจและมอนสเตอร์ที่ปรากฏตัวขึ้นตามลำดับก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น สำหรับซุนเฟยแล้วสภาพแวดล้อมใหม่ๆ และมอนสเตอร์ตัวใหม่ยังคงเต็มไปด้วยอันตรายและนั่นก็ทำให้เขาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันด้วยวิธีนี้จะทำให้ประสบการณ์ในการต่อสู้ของซุนเฟยเพิ่มขึ้นและความเข้าใจเกี่ยวกับพลังก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันการได้ท่องไปบนถนนแห่งความตายเป็นการฝึกที่ดีที่สุดสำหรับนักรบมันไม่ใช่เกมไล่ฆ่ากันแบบง่ายๆ และน่าเบื่ออย่างที่เคยเล่นในโลกก่อน

        มอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งนอกจากจะนำมาซึ่งอันตรายแล้วยังมีค่าประสบการณ์จำนวนมากอีกด้วย

        ขีดจำกัดในการเล่นเกมของวันนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้วแต่ซุนเฟยก็ยังทำเควสที่สามไม่สำเร็จเพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการไล่ฆ่าเหล่ามอนสเตอร์ตามรายทาง ตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนของซุนเฟยเลเวล49 แล้ว เป็นการอัพเลเวลที่ก้าวกระโดดอย่างมาก

        แน่นอนว่านอกเหนือจากการอัพเลเวลแล้วซุนเฟยยังหอบไอเทมที่ได้มาจากเหล่ามอนสเตอร์ไปขายให้กับ NPC ที่ 'ท่าเรือคูแรสท์' และซื้อไอเทมใหม่ๆ ไปอีกสองแสนเหรียญทองเขาได้ชุดเกราะจอมพลที่มีพลังป้องกัน 200 หมวกเกราะเขี้ยวหมาป่าที่มีพลังป้องกัน100 รวมไปถึงถุงมือกับรองเท้าและเข็มขัดที่มีคุณสมบัติพิเศษไม่เลวอีกอย่างละชุด

        แต่น่าเสียดายที่ของพวกนี้เป็นไอเทมสีฟ้า ไอเทมเวทมนตร์ระดับ 4 เมื่อเอาไปเทียบกับไอเทมสีส้มที่เป็นไอเทมระดับ 5 แล้วไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติพิเศษและพลังป้องกันล้วนด้อยกว่ามากและนี่ก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกไม่ดีเท่าไรนัก

        แต่อย่างไรก็ตาม ไอเทมระดับ 5 ก็หาซื้อได้ยากจากพวกNPC ส่วนใหญ่จะดรอปจากพวกมอนสเตอร์และเปอร์เซ็นต์ที่ไอเทมจะตกก็น้อยมาก

        แต่เมื่อมีหนังสือ 'ภูมิปัญญาของราชาปีศาจ' ทำให้เรื่องพวกนี้ไม่ถือว่าเป็นปัญหามากนัก

        เพราะหนังสือเล่มนี้ได้บันทึกทักษะการหลอมและทักษะการลงอักขระเวทมนตร์ระดับพระเจ้าเอาไว้ หากตาเฒ่าเคนและแม่ชีอาคาร่าสามารถแปลมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์เมื่อไรช่างตีเหล็กสาวชาร์ซีก็สามารถสร้างไอเทมระดับ 5 ไอเทมสีส้มตามที่ซุนเฟยต้องการได้ไม่แน่ว่าการสร้างไอเทมระดับ 7 หรือ 8 ก็คงไม่เป็นแค่ความฝันอีกต่อไป

        หลังกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นช่วงเวลาใกล้ค่ำแล้ว

        ในเวลานี้เองก็มีแขกผู้มีเกียรติถึงสองกลุ่มเดินทางมาที่ค่าย

        ------------------------------