ตอนที่ 9 :ราชโองการเรียกตัวหลานเทียน
"ก่อนปรากฏสัตว์อสูรมีเพียงสามสิ่งเท่านั้นที่จะทำให้เ้าผ่านการทดสอบ ข้อแรกห้ามตายจงยืนหยัดอย่างน้อยสิบห้านาทีหากเ้าตายก่อนเวลาเป็อันหมดสิทธิ์และจะถูกคัดออกโดยทันทีไม่ว่าเ้าจะแสดงพร์ดีเพียงไหนหากไม่อาจยืนหยัดได้จนครบสิบห้านาทีก็ไร้ค่า…" เสียงโวยวายอึกทึกขึ้นมาทันทีอย่างไม่เห็นด้วยจนไม่อาจจับใจความได้เพียงแต่รับรู้ถึงความไม่พอใจที่มีขึ้นจากทั่วทุกที่นั่งหัวคิ้วของชายชราหลังค่อมดิ่งลง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็เกรี้ยวกราด
“เงียบ”ชายชราแค่นเสียงอันทรงพลังทำให้ผู้เข้าร่วมกันทดสอบเงียบลงในทันที
“ข้อที่สองใช้ทักษะของเ้าทำให้โดดเด่นเพียงพอก็จะถูกคัดเลือกไม่จำเป็ต้องเอาชนะหรือสังหารสัตว์อสูรและข้อสุดท้ายหากบังเอิญเ้าสับสังหารสัตว์อสูรของเ้าลงได้…หึ”ชายชราหลังค่อมแค่เสียงอย่างเหยียดหยันก่อนกล่าวต่อแทบทันที
“มีมติจากเ้าสำนักทั้งสี่เ้าจะสามารถเลือกที่จะเข้าร่วมกับสำนักใดล้วนขึ้นอยู่กับพวกเ้าทั้งสิ้น”สิ้นคำประกาศเสียงกู่ร้องโห่เฮะโก้อง ไปทั่วเด็กหนุ่มเืลมสูบฉีดขึ้นมา
เมื่อชายชราหลังค่อมหยิบถุงผ้าออกมาจากเสื้อก่อนล้วงหยิบบางอย่างขึ้นมามันเป็กระดาษใบเล็กที่ม้วนไว้ซึ่งอนุมานได้ว่าเป็รายชื่อของคนหนึ่งคนก่อนจะโยนลงในลานประลองทันทีที่กระดาษแผ่นนั้นัักับพื้นลานประลองก็บังเกิดกลุ่มควันสีเขียวขึ้นคละคลุ้งทันทีเมื่อควันสีเขียวที่ดูไม่เป็มิตรนี้จางลงก็ปรากฏเด็กชายผู้หนึ่งยืนอยู่รูปร่างดูอ่อนแอทั้งท่าทางนั้นยังสับสนอยู่หันซ้ายหันขวาอย่างเลิ่กลั่ก
บนลานประลองบัดนี้มีกรงขนาดใหญ่ครอบหมีเขี้ยวดาบไว้อยู่ท่าทางของมันดูดุร้ายคำรามอย่างเกรี้ยวกราดตัวของมันนั้นมีลายคล้ายเสือโคร่ง มีเขี้ยวยาวราวสิบนิ้วกรงเล็บของมันดูคมกริบราวใบมีด จ้องมองมายังผู้โชคดีคนแรกอย่างกระหายเื
“เริ่มได้” บรรณารักษ์ประกาศสิ้นเสียงกรงที่ขังสัตว์ร้ายนั้นก็อันตรธานหายไป พุ่งตรงเข้าโจมตีใส่ผู้โชคดีรายนั้นอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ภาพหมีตะปบด้วยกรงเล็บของมันพาดผ่านลำตัวของชายผู้นั้นราวกับมีดปะทะกระดาษการต่อสู้จบอย่างรวดเร็วชายผู้โชคดีรายนั้นถูกดึงออกจากลานประลองทันทีถึงแม้จะไม่ตายจริงแต่ก็หมดสิทธิ์ในการเข้าสู่วิหารอีกตลอดชีวิตเสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นอย่างแตกตื่นด้วยความหวาดกลัว
“ใครจะเอาชนะมันได้กัน ไม่มีทาง”
“นี่มันบ้าไปแล้ว เป็ไปไม่ได้”
“ข้ายังไม่อยากกลับบ้าน”
“สัตว์อสูรของจริงนี่”
เสียงจอแจเหล่านี้ดังขึ้นรอบๆกายของหลานเทียน ทางบรรณารักษ์ก็ค่อยๆ โยนลงคนแล้วคนเล่าก็ยังไม่มีใครสามารถต่อกรได้ บัดนี้ผ่านไปแล้วกว่าสิบคนก็มีชายผู้หนึ่งดูหน่วยก้านดี หน้าตานั้นทางมุมของหลานเทียนไม่อาจเห็นได้ชัดแต่ร่างกายนั้นบ่งบอกว่าถูกฝึกฝนมาอย่างดี และทันทีที่กรงหายไปชายผู้นั้นไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าใส่ พร้อมใช้พลังปราณเข้าต่อสู้กับสัตว์อสูรรวมทั้งทักษะการต่อสู้อันเป็เอกลักษณ์ซึ่งหลานเทียนเองก็มองไม่ค่อยถนัดเนื่องจากผู้คนต่างลุกขึ้นยืนเพื่อชมการต่อสู้นี้ต่างเบียดเสียดกัน
“ไม่น่าเชื่อสูสีหรือเนี่ยหมอนั่นเป็ใครกัน”
“เ้าไม่รู้หรือชายผู้นั้นมาจากตระกูลเฟิง”
“อะไรกัน เป็เช่นนี้ ไม่น่าทักษะและวรยุทธ์ช่างล้ำลึก”
ชายสองคนด้านหลังหลานเทียนคุยกันถึงแม้เสียงรอบๆนั้นจะดังมากแต่กับหลานเทียนนับเป็ปัญหาอันใดเนื่องจากััของหลานเทียนถูกขัดเกลาจากการเลื่อนลำดับทั้งยังฝึกการควบคุมปราณส่วนความแข็งแกร่งของจิตนั้นจากการพบพานความตายย่อมแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
“ข้ารับ”
ชายหนึ่งในสี่ปรมาจารย์กล่าวขณะที่ชายหนุ่มผู้นั้นกำลังต่อสู้หากเมื่อสิ้นเสียงนั้นชายผู้นั้นก็ถูกย้ายออกมาทันทีเสียงของผู้ชมกว่าร้อยนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“อะไรกันรับแล้วยังถูกส่งออกไปอีกรึ”
“ขนาดคนระดับนั้นยังไม่ผ่าน”
เสียงรอบๆดังขึ้นก่อนบรรณารักษ์จะกล่าว
“ชายเมื่อครู่นั้นถูกส่งไปยังวิหารของปรมาจารย์แล้ว” เสียงโห่เฮดังขึ้นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าแค่ทำการต่อสู้โดยไม่พลาดท่าไม่จำเป็ต้องเอาชนะก็สามารถผ่านการทดสอบ ทุกคนล้วนมีกำลังใจมากขึ้น และพยายามจดจำวิธีการเคลื่อนที่ต่างๆ ของหมีเขี้ยวดาบ
“อะไรกันมีใครรู้จักผู้นั้นไหม”
“นั่นมันใครกัน”
“คนบ้ารึไง”
คนผู้นั้นที่อยู่ในลานประลองนั้นคลุมทุกส่วนในร่างกายด้วยผ้าคลุมสีขาวที่ดูหม่นหมอง รวมถึงผ้าโพกหน้า ผ้าพันมือมีผ้าปกปิดจนมองไม่เห็นิัแม้เพียงนิดยืนประจันหน้ากับสัตว์อสูรอยู่ด้วยท่าทางไม่หวั่นเกรง การต่อสู้นั้นคนผู้นั้นไม่ได้ออกท่าการต่อสู้เพียงหลบจากการโจมตีเท่านั้นหากแต่ไม่มีครั้งใดเลยที่การโจมตีของหมีเขี้ยวดาบจะได้กล้ำกรายแม้เพียงปลายผ้าคลุมเป็อันที่รู้กันการโจมตีของหมีเขี้ยวดาบนั้นรวดเร็วมากหากไม่ชำนาญ หรือเกิดความลังเลแม้แต่น้อยก็อาจได้รับาเ็จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ทั้งการหลบหลีกมันของคนในระดับเพียงพิภพนั้นแทบเป็ศูนย์แต่คนผู้นี้กลับหลบหลีกอย่างง่ายดาย มีความเป็ไปได้เพียงชำนาญการอ่านทางคู่ต่อสู้หรือระดับนภาแล้วด้วยอายุเพียงสิบสามปี นับเป็ยอดอัจฉริยะที่ร้อยปีจะมีสักหนึ่งหรือสองคน
“นั่นมันสุดยอดไปเลย”
“เหนืุ์ไปแล้วคนผู้นั้น”
“นั่นมันการหลบหลีกขั้นสูงเลยมิใช่หรือ”
“นี่ข้าตาฝาดรึไงคนธรรมดาจะเคลื่อนไหวเช่นนั้นได้เช่นไรกัน” สำหรับผู้อื่นนี่เป็เื่ที่น่าใแต่สำหรับหลานเทียนการเคลื่อนไหวของหมีเขี้ยวดาบนั้นไม่ต่างอะไรกับภาพช้า การเคลื่อนไหวของคนในผ้าคลุมก็ราวกับเป็เื่ปกติสามัญ
หลังการต่อสู้นั้นดำเนินไปสักพักก็มีปรมาจารย์ถึงสองคนกล่าวรับเข้าสำนักของตน
“ข้ารับ” สองสุรเสียงกึกก้องประสานขึ้นเป็เสียงเดียว
“อืม เช่นนั้น เ้าจะมีสิทธิ์เลือกเ้าหนู เ้า้าเข้าสู่วิหารระฆังทอง หรือ วิหารเทพศาสตรา”บรรณารักษ์กล่าวพลางพยักหน้าเล็กน้อย
“ขอบคุณท่านาุโข้าเลือกวิหารเทพศาสตรา” สุ้มเสียงนั้นเป็ของอิสตรีไม่ผิดแน่ ทั้งยังฟังดูแจ่มใสน่ารักน่าเอ็นดูเป็อย่างยิ่ง
“อะไรกัน ที่แท้คืออิสตรีหรอกหรือ”
“เป็ไปไม่ได้อิสตรีแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้”
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงโห่เฮบรรยากาศรอบๆเปลี่ยนไปมากเมื่อมีหญิงสาวที่ผ่านการทดสอบคนแรกทั้งยังถูกรับเลือกจากทั้งสองปรมาจารย์หลานเทียนได้แต่นั่งมองไปยังลานประลองเวลาล่วงผ่านไปผู้คนมีทั้งผ่านและถูกย้ายออกจากมหาวิหารนับหลายสิบคนบัดนี้ภายในห้องเหลือเพียง ห้าสิบกว่าคนเท่านั้นและเป็คราวของหงซาน
“ฮ่าฮ่าฮ่า พวกเ้าดูเ้านั่นสิ”
“อะไรกันกระสอบทรายรึ”
“มันอาจจะมีเคล็ดวิชาหมูกลิ้งทับก็เป็ได้”
เสียงหัวเราะและคำดูถูกดังขึ้นจากรอบบริเวณถึงแม้หลานเทียนจะเคืองขุ่นในใจแต่ก็ข่มอารมณ์เนื่องด้วยไว้ใจและมั่นใจในตัวของหงซานเป็อย่างมากเพราะในทั้งหมดที่ผ่านการทดสอบจากหมู่บ้านหงซานมีพลังปราณที่เข้มแข็งที่สุดการต่อสู้เริ่มขึ้นหงซานไม่รอช้า ใช้ออกซึ่งกระบวนท่า ‘พิรุณเยือกแข็ง’กระบวนท่าที่มันถนัดอย่างมาก
“กระบวนท่าชั้นต่ำพรรค์นี้”
“เ้าหมูผมแดงจะเกาหลังหมีเขี้ยวดาบรึ”
“พิรุณเยือกแข็ง ฮ่าฮ่าฮ่าถูกคัดออกไปซะ”
คำดูถูกและเสียงหัวเราะดังมาไม่ขาดสายหลานเทียนเองกลับไม่ได้รู้สึกโกรธอันใดกลับแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจไม่น้อยขณะนั้นเองะุน้ำแข็งขนาดเท่านิ้วมือพุ่งตรงเข้าที่หมีเขี้ยวดาบอย่างไม่พลาดเป้าแม้แต่น้อยเสียงจากหัวเราดูถูกเพียงอึดใจกลับกลายเป็เงียบงัน ร่างของหมีเขี้ยวดาบนั้นถูกะุน้ำแข็งพุ่งทะลุจนร่างพรุนนอนจมกองเืเพียงพริบตาบังเกิดชัยชนะที่ไร้ซึ่งข้อกังขาใดประจักษ์แก่ทุกสายตา
“ข้าขอ เข้าร่วมกับวิหารเทพศาสตรานะ”เ้าอ้วนกล่าวพร้อมยิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสาทั้งสี่ปรมาจารย์ได้แต่แอบหัวร่อกันไม่น้อย
“ฮ่าฮ่า หากเ้ากล้าเลือกเช่นนั้นข้าก็จะตามแต่ใจเ้า” ปรมาจารย์แห่งวิหารเทพศาสตรากล่าวหงซานเองก็ถูกย้ายออกจากลานประลองทันที
การคัดเลือกก็ดำเนินต่อไปไม่มีผู้ใดดูพิเศษแม้จำนวนผู้เข้าทดสอบมีหลายร้อยคนแต่มีคนเพียงหยิบเท่านั้นที่ผ่านด้วยการเลือกสรรจากตัวปรมาจารย์เ้าสำนักเองและคนต่อมาที่ลงไปยังลานประลองคือฉูซิ่วอิง หลานเทียนเองไม่เคยเห็นซิ่วอิงต่อสู้จึงพยายามตั้งใจดูอย่างจดจ่อด้วยความที่ผู้คนน้อยลง เสียงจอแจจึงลดลงไปมากการต่อสู้เริ่มขึ้นซิ่วอิงยืนนิ่งไม่ไหวติงก่อนจะชักกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างกายซึ่งหลานเทียนเองก็ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่านางพกกระบี่ไว้กับตัวนางร่ายรำอย่างอ่อนโยนแม้การโจมตีจะไม่รุนแรงแต่นางเองก็ไม่โดนโจมตีเลยแม้แต่น้อยและไม่นานนักหลังจากนางร่ายรำทางวิหารเทพศาสตราก็ประกาศรับนาง
เกิดเสียงซุบซิบใกล้กับที่หลานเทียนนั่งฟังความได้ว่านี่คือเคล็ดวิชากระบี่อสรพิษ อันเป็วิชาเคลื่อนไหวไปพร้อมกับกระบี่อย่างรวดเร็วอ่อนช้อยแต่แฝงไปด้วยกระบวนท่าสังหารทุกย่างก้าว เน้นการหลบหลีกเป็หลักอันเป็วิชาที่ผู้คนไม่นิยมฝึกฝนเนื่องจากเป็เคล็ดวิชาที่เอาชนะศัตรูได้ช้าเกินไป
“ข้ารับ”สิ้นเสียงนางก็ถูกย้ายออกจากสนามทันที ราวกับโชคชะตากำหนดคนต่อมาคือไป๋เสวี่ยเมื่อนางอยู่บนลานประลองแล้วทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่นาง
“มีเทพธิดามาร่วมทดสอบกับเราด้วย”
“เหตุใดความงามเช่นนี้ข้าถึงไม่เคยได้พบพานมาก่อน”
“หากข้าตายและนางเป็สิ่งสุดท้ายที่ข้าเห็นข้าล้วนใช้ชีวิตคุ้มค่าแล้ว”
เสียงสรรเสริญเยินยอไป๋เสวี่ยมากมายหลานเทียนเองก็ไม่ขัดแย้งอะไรกับคำชื่นชมเ่าั้กลับเห็นด้วยเป็อย่างยิ่งเสียอีกนอกจากหน้าตารูปร่างสิ่งที่เหนือกว่านั้นคือความชาญฉลาดของนางรวมทั้งไหวพริบเป็เลิศ
‘การต่อสู้คงไม่ยืดเยื้อนัก’หลานเทียนคิดพลางตั้งใจดูการต่อสู้ไป๋เสวี่ยค่อยๆสร้างค่ายกลบางอย่างขึ้นโดยใช้ปราณวาดสัญลักษณ์บางอย่างลงบนพื้นที่ยืนอยู่เพียงอึดใจหมีเขี้ยวดาบก็ถูกปล่อยออกมา นางใช้การวิ่งล่อพร้อมกับง้างธนูคู่ใจจนสัตว์อสูรเผลอเหยียบเข้ากับค่ายกลที่นางสร้างไว้ั้แ่ตอนลงสู้ลานประลองมันเป็ค่ายกลที่ทำให้หมีเขี้ยวดาบนั้นถูกแช่แข็งอย่างสมบูรณ์ทุกสิ่งล้วนหยุดนิ่งทั้งการไหลเวียนเื ทั้งการเต้นของหัวใจทุกอย่างล้วนถูกหยุดสนิท ขณะที่นางกำลังจะยิงธนูเพื่อปิดฉาก
“ข้ารับ”เสียงของชายชราหนึ่งในสี่ปรมาจารย์ดังขึ้นนางถึงกับชะงักลงและหันไปโค้งคำนับแด่ปรมาจารย์ก่อนจะถูกย้ายออกจากลานประลองด้วยเวลาก็ล่วงเลยมานานหลานเทียนก็เผลอหลับไปอย่างช่วยไม่ได้ ผู้คนค่อยๆ น้อยลงๆจนสุดท้ายเหลือเพียงหลานเทียนเท่านั้น
หลานเทียนรู้สึกราวกับตกจากที่สูงและถึงกับสะดุ้งตื่นจากนิทรา หลานเทียนเมื่อเห็นดังนั้นจึงตั้งสติและตั้งท่าพร้อมสู้
“เ้าตื่นแล้วนะหนุ่มน้อย ฮ่าฮ่าฮ่า”บรรณารักษ์กล่าวพลางหัวเราะออกมาสิ้นถ้อยวจีกรงที่เคยขังหมีเขี้ยวดาบก็อันตรธานหายไปเมื่อสัตว์ร้ายเป็อิสระและมองเห็นเหยื่อมันก็พร้อมที่จะวิ่งเข้าใส่เพียงอึดใจเมื่อมันวิ่งจนเหลือระยะเพียงสิบก้าวร่างกายของหมีเขี้ยวดาบกลับแข็งทื่อไม่กล้าแม้แต่ขยับเขยื้อนสีหน้าแววตามันล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวราวกับเบื้องหน้ามันไม่ใช่เด็กอายุสิบสามกลับเป็อสุรกายที่น่าหวาดกลัว
หลานเทียนจ้องมองมันด้วยจิตสังหารที่แผ่ออกมาก่อนก้าวเข้าไปใกล้มากขึ้นบัดนี้ระยะห่างถูกร่นลงเหลือเพียงสามเมตรสัตว์อสูรที่ดูท่าทางน่าเกรงขามและดุร้ายร่างกายกลับสั่นเทิ้มด้วยความกลัวสุดขีดการหายใจมันหอบกระชั้นจนสุดท้ายเริ่มกระอักเืออกมาและสิ้นใจตายไปในที่สุดโดยที่หลานเทียนยังไม่ทันลงมืออะไร
“อะไรกัน เด็กคนนั้นทำอะไรใครเห็นสิ่งใดหรือไม่” เสียงปรมาจารย์คนหนึ่งกล่าวขึ้นมาแต่ทุกคนที่อยู่ ณที่แห่งนั้นล้วนตกอยู่ในความตะลึงงันแม้ระดับของพวกมันจะเรียกได้ว่าเป็หนึ่งในร้อยของผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรนี้กลับไม่สามารถทำความเข้าใจใดกับภาพตรงหน้า
“ข้ารับ” ปรมาจารย์ทั้งสี่ต่างกล่าวเป็เสียงเดียวกันอีกทั้งสีหน้าใของบรรณารักษ์ที่หลานเทียนไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นกับตาเนื่องจากปกติแล้วจะเป็คนที่ดูสุขุมนุ่มลึก
“นี่เป็ครั้งแรกของประวัติศาสตร์ที่ปรมาจารย์ทั้งสี่เลือกรับศิษย์คนเดียวกันช่างน่าประหลาดใจยิ่ง”บรรณารักษ์กล่าว
“งั้นเ้าจงเลือกมาว่าเ้าอยากเข้าร่วมวิหารใดเ้าหนุ่มน้อย”อิสตรีเพียงหนึ่งเดียวของเหล่าปรมาจารย์ทั้งสี่กล่าวขึ้น
“ข้า...” หลานเทียนไม่อาจกล่าวคำใดได้ทำได้เพียงยืนนิ่งไม่ไหวติง หัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ
“เป็เช่นนั้น ข้านามหนิงฉุ่ยเยว่แห่งวิหารโอสถ ชำนาญพิษและสมุนไพร”นางกล่าวขณะยืนจ้องมาที่หลานเทียนรูปร่างนางนั้นล้วนที่หมายปองของเหล่าบุรุษทั่วหล้าทั้งทรวดทรงเอวองค์ พร้อมสรรพถึงแม้จะมีผ้าบางปิดหน้าเหลือเพียงดวงตาก็ไม่ทำให้ความงามล่มเมืองของนางมิได้สร่างลงเลยแม้แต่น้อย
“ข้า หงเวยหนาน แห่งวิหารเทพศาสตราชำนาญการต่อสู้เป็หลัก”ชายหนุ่มร่างกายกำยำหน้าตาคมสันผมยาวดำขลับถูกรวบไปด้านหลังมีสายตาอันลึกล้ำราวผ่านความเป็ความตายมานับไม่ถ้วนอยู่ในชุดจอมยุทธ์สีน้ำเงินเข้มแกมขาวมีกระบี่เล่มงามที่เปล่งรัศมีปราณกระบี่ออกมา
“ข้า โจวจินหลิง แห่งวิหารระฆังทองชำนาญการหลบหลีกและป้องกันเป็หลัก”
ชายวัยกลางคนหัวโล้นแต่เครายาวห้อยลูกประคำขนาดเท่าผลส้มไว้ร่างกายสูงใหญ่บึกบึนราวสัตว์ป่าหน้าตาเคร่งขรึมทั้งสายตาฉายแววแข็งแกร่งไม่เกรงกลัวสิ่งใดนอกจากกางเกงแล้วไม่มีส่วนใดที่ถูกปกปิดจากร่มผ้าเผยกล้ามเนื้อชัดเจนและร่องรอยาแทั่วสรรพางค์
“ข้า หวางหย่งฝูแห่งวิหารบัณฑิตรุ่งโรจน์ ชำนาญการค้นคว้า”ชายชราที่สุดในกลุ่มสี่คนที่มีลักษณะสมส่วนยังยืนหลังตรงผมยาวถึงกลางหลังเป็สีขาวราวหมอกเมฆ สวมชุดคลุมสีครามดูกลมกลืนไปกับสีผมและเครามือหนึ่งถือพัดขนนกท่าทางนั้นแสดงออกถึงความมีปัญญาสูงส่งสายตาอันกร้านโลกและลึกล้ำราวกับสามารถล่วงรู้จิตใจคนเมื่อหลานเทียนรับรู้ถึงตัวตนของเหล่าปรมาจารย์ก็เกิดความลังเลมากมายในจิตใจ
“อี้หลานเทียน คือผู้ใด”สุ้มเสียงทรงพลังราวกับราชสีห์คำราม ปรากฏเป็ชายวัยกลางคนร่างกำยำในชุดจอมยุทธ์สีเงินส่งให้ดูมีความน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่งเื้ัมีทหาร ถือหอกกว่าสิบนายแต่งกายแบบเดียวกัน หลานเทียนหันไปพร้อมกล่าว
“มีพระราชโองการจากองค์จักรพรรดิให้เ้าตามพวกข้าไปที่พระราชวัง” ชายหนุ่มที่น่าจะเป็หัวหน้าของเหล่าทหารกล่าว
“นี่มันอะไรกัน ราชองครักษ์” หนิงฉุ่ยเยว่กล่าวเสียงดัง
“ขออภัยท่าน ฉุ่ยเยว่แต่ข้ามิอาจขัดพระราชโองการ ส่วนเ้าหลานเทียนโปรดตามข้ามา” ราชองครักษ์กล่าวจบก็บังเกิดประตูมิติขึ้นด้านข้างของมันทันทีหลานเทียนไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากเดินตามเหล่าองครักษ์
หลังจากก้าวข้ามเส้นแบ่งมิตินั้นก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่กว่าโถงประลองเมื่อครู่เกือบสองเท่ามีเสารายล้อมมากมาย มีผนังสีแดงและประกอบด้วยลวดลายัทองทั่วทั้งบริเวณพื้นเป็หินอ่อนขัดเงาจนสามารถเห็นใบหน้าตนเองสะท้อนได้สุดทางของโถงนั้นมีบัลลังก์สีทองขนาดใหญ่ มีหลังคาและผ้าม่านบาง ๆ พอมองเห็นรูปร่างแต่ไม่ชัดเจน
“เรารับสาส์นจากชูไท่ิเห็นว่ามีผู้หนึ่งในหมู่บ้านอันห่างไกล ไม่มีตราสัญลักษณ์บนลูกบาศก์อำพันทั้งยังเป็ผู้ทำลายลูกบาศก์อีกด้วย” สิ้นเสียงนั้นหลานเทียนถึงกับเสียวสันหลังวูบ
“เป็...”หลานเทียนกล่าวยังไม่ทันจบเสียงของชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างบัลลังก์ะโขึ้นมา
“สามหาวเ้าเด็กเหลือขอ ไร้มารยาทอยู่ต่อหน้าองค์จักรพรรดิกลับไม่ยอมคุกเข่า...” ชายแก่หลังงุ้มหน้าตาเหมือนคางคกเ้าเล่ห์ ชี้นิ้วมายังหลานเทียนด้วยสีหน้าอัปลักษณ์
“หยุด เด็กชายผู้นี้เป็แขกของเราอีกอย่างเราเองยังไม่ได้คำตอบจากเด็กหนุ่มผู้นี้เลยเ้ากลับแทรกขึ้นมาใครกันแน่ที่ไร้มารยาท เฟิงมี่เตี่ยน” จักรพรรดิกล่าวราววาจาสิทธิ์ทางชายผู้นั้นแต่งตัวลักษณะคล้ายขุนนางชั้นสูงถึงกลับหน้าเหยเกและมองไปยังหลานเทียนอย่างเคียดแค้นก่อนเดินผ่านหลานเทียนไปในทันที
“เอาล่ะ พูดต่อเถิด” จักรพรรดิกล่าวด้วยน้ำเสียงใจดีแต่กลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจ
“เป็เช่นนั้นจริง”หลานเทียนกล่าวพลางก้มคารวะ
“เ้าเป็แขกของเรา จงยืนขึ้นเถิด”
“เราให้ผู้ตรวจราชการแทนเราจับตาดูเ้าั้แ่เ้าเข้าเมืองจนถึงการทดสอบ การทดสอบของเ้านั้นทำให้ข้าประหลาดใจไม่น้อย เ้าสังหารหมีเขี้ยวดาบนั้นอย่างไร”หลานเทียนถึงกับเหงื่อตกเนื่องด้วยหากกล่าวความจริงอาจตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตพลังที่ได้รับมาทั้งหมดนั้นเกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์ไปมากบนโลกนี้ย่อมมีพวกโลภมากไม่สนใจถึงศีลธรรมและคุณธรรมใดๆอีกมากมายเมื่อคิดเช่นนั้นหลานเทียนเองก็พยายามจะกล่าวเลี่ยงแต่ทางองค์จักรพรรดิก็กล่าวขึ้นราวกับรู้ถึงความในใจ
“หากเ้าคิดเห็นว่ามันอันตรายที่จะบอกเราก็จงเก็บงำเป็ความลับเถิด” หลานเทียนถึงกับโล่งอกกับคำตรัสขององค์จักรพรรดิ
“ั้แ่บัดนี้เ้าไม่จำเป็ต้องเข้าร่วมวิหารใดแต่เราจะคัดเลือกอาจารย์ที่เหมาะกับเ้าเอง หากมีสิ่งใดขัดข้องจงใช้ตราันี้ติดต่อเราโดยตรงได้ทันที” จักรพรรดิค่อยๆใช้ปราณส่งแผ่นไม้สู่มือของหลานเทียนแผ่นไม้นั้นมีตราประทับเขียนว่าจักรพรรดิเป็สีทองอร่ามด้านหลังมีตราัทองถูกแกะสลักอย่างประณีต
“เพียงแค่เ้าใช้ตรานี่ เ้าก็สามารถเข้าถึงทุกสถานที่ในเมืองทั้งยังเข้าสู่หอสมุดแห่งมหาวิหารชั้นในที่เก็บรวบรวมหนังสือและคัมภีร์มากมายนั้นได้ตลอดเวลา”จักรพรรดิกล่าวจบก็มีชายชราผู้หนึ่งพร้อมกับเหล่าราชองครักษ์เดินมาจากด้านทางเข้าห้องบัลลังก์
“ข้าน้อย ต้าหวงเฉิน ขอคารวะฝ่าา”ชายชราผู้นั้นถวายความเคารพแด่องค์จักรพรรดิ
“กระหม่อมได้ละหน้าที่ทางทหารไปกว่าสี่สิบปีแล้ว ที่ท่านมีพระราชโองการเรียกกระหม่อมมามีเหตุอันใด”ชายชราผู้นั้นกล่าวอย่าไม่อ้อมค้อมสุ้มเสียงแสดงความแน่วแน่ซื่อตรง ท่วงท่าการเดินและการเคลื่อนไหวต่างๆนั้นล้วนแสดงออกของผู้มีวรยุทธ์อันสูงส่งหากไม่ชราถึงเพียงนี้แล้วคงเป็ผู้ที่ฝึกตนมาไม่น้อย
“เราต้องขออภัยที่ทำให้เ้าเสียเวลาจากการเลี้ยงดูเด็กกำพร้าเ่าั้แต่นี่เป็คำสั่งสุดท้ายของเ้าและเราขอรับปากว่าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของเ้าจะขึ้นตรงกับวังหลวง” หวงเฉินชะงักเล็กน้อย
“ข้าน้อยซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ”ต้าหวงเฉินกล่าวพลางทำการคารวะแด่องค์จักรพรรดิ
“หน้าที่สุดท้ายนั้นคือสิ่งใดโปรดบัญชา” ต้าหวงเฉินเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างแน่วแน่และมั่นคงพร้อมคุกเข่าประสานมือ
“จงดูแลเด็กหนุ่มผู้นี้ สอนทุกอย่างที่เค้าควรรู้เด็กผู้นี้เป็หลานของ อี้หวังหย่ง” หวงเฉินถึงกับผงะและหันมองมายังหลานเทียน
“เป็เช่นนั้น”หยงฝูกล่าวพร้อมคารวะแด่องค์จักรพรรดิอีกครั้งหลานเทียนทำได้เพียงยืนนิ่งและยังคงไม่อาจทำความเข้าใจในสถานการณ์ตรงหน้าได้
“เอาล่ะหลานเทียน เวลานี้ก็ดึกมากแล้วจงตามราชองครักษ์ ไปยังที่พักของเ้า พรุ่งนี้เช้าหวงเฉินผู้นี้จะมาสอนเ้า”จักรพรรดิตรัสสิ้นเหล่าราชองครักษ์ ต้าหวงเฉินและหลานเทียนก็ก้มหัวคารวะและเดินออกจากโถงบัลลังก์
“อี้หลานเทียนปู่ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง” ระหว่างทางต้าหวงเฉินก็กล่าวถามหลานเทียน
“ผู้าุโต้าท่านปู่ของข้าล้วนสบายดี” หลานเทียนกล่าวอย่างนอบน้อมส่งให้หวงเฉินเอ็นดูไม่น้อย
“วันนี้เ้าจงพักผ่อนให้เต็มที่ข้าจะสอนเื่พื้นฐานกับเ้าก่อนในวันพรุ่ง” หวงเฉินกล่าวก่อนแยกทางกับหลานเทียนเมื่อพ้นจากประตูห้องบัลลังก์ภาพเบื้องหน้าตรงกลางนั้นเป็สวนหย่อมขนาดประมาณหนึ่งโดยมีตึกล้อมรอบทั้งหมดสิ่งก่อสร้างล้วนเป็สีแดงสลับทองประตูห้องแทบจะทุกบานล้วนถูกแกะสลักอย่างวิจิตรตระการตา
ไม่นานเหล่าราชองครักษ์ทั้งหมดก็หยุดลงณ หน้าประตูแห่งหนึ่ง
“เชิญ นี่คือห้องของเ้าเมื่อเ้าอยู่ภายในนั้น จะไม่ถูกรบกวนใดและมีเพียงเ้าที่เข้าออกได้เพียงผู้เดียวจากตราันั้นทุกเช้าจะมีข้ารับใช้รอเ้าอยู่หน้าห้อง หากว่าเ้า้าสิ่งใด”หัวหน้าราชองครักษ์กล่าวกับหลานเทียน
“ขอขอบคุณท่านราชองครักษ์”หลานเทียนกล่าวพลางคำนับก้มหัวขอบคุณ
“มิได้ เ้าถือตราจักรพรรดิ มิควรก้มหัวให้ผู้ใดนอกจากผู้ให้ตราแก่เ้า”หัวหน้าราชองครักษ์กล่าวหลานเทียนที่กำลังจะคารวะนั้นก็ถูกขัดด้วยการประคองศอกขึ้นแทบจะทันทีทางทหารองครักษ์ที่ติดตามมาทั้งหมดต่างก็เอ็นดูในความอ่อนน้อมของหลานเทียน
“เช่นนั้น เชิญเ้าพักผ่อนเถิด ข้าจะให้ทหารองครักษ์เฝ้าหน้าประตูไว้หาก้าสิ่งใดก็สั่งพวกเขาตามแต่เ้า้าเช่นนั้นข้าขอลา” หัวหน้าราชองครักษ์กล่าวพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
“ขอบคุณท่านหยงฝู”หลานเทียนกล่าวพลางเปิดประตูเข้าห้องไป ภายในห้องนั้นเฉกเช่นภายนอกถูกตกแต่งด้วยสีแดงและมีลายัสีทองรอบทั้งตัวห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าห้องนอนของเขามากเตียงนอนอันโอ่อ่าดูนุ่มสบาย มีอ่างน้ำที่มุมหนึ่งของห้อง และตู้เก็บของขนาดใหญ่ผลจากการเหนื่อยล้ามาทั้งวันหลานเทียนเองจึงตรงไปที่เตียงและทิ้งตัวลงนอนเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างง่ายดาย
ภายในห้องบรรทม ณ บริเวณขอบหน้าต่างมีชายผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่แต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทปกปิดทุกส่วนสัดเหลือเพียงดวงตา
“เหตุใดท่านถึงให้ตราักับเด็กผู้นั้น”เสียงชายชุดดำกล่าว
“เราเพียง้าทดสอบให้แน่ใจในคำพยากรณ์นั้น”องค์จักรพรรดิที่อยู่ในห้องบรรทมกล่าวกับชายชุดดำ
“ท่านคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะหยุดมหันตภัย...กระหม่อมเกรงว่าคำพยากรณ์นั้นอาจไม่เป็ความจริง” เสียงชายชุดดำกล่าวอย่างนอบน้อม
“ผ่านมากว่าหลายร้อยหลายพันปีที่เรามีชีวิตอยู่นั้นเราไม่เคยเห็นลูกบาศก์อำพันนั้นสูญสิ้นพลังของมันแม้แต่ครั้งเดียว...เมื่อหกถึงเจ็ดวันก่อนข้าััพลังอันมหาศาลมากเสียจนทำข้านั้นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวพลังที่ห่างชั้นขนาดนั้น ผู้ที่สำเร็จปราณปฐมราชันย์ทั่วมหาทวีปคงรู้สึกได้เป็แน่พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว” จักรพรรดิกล่าวทางชายชุดดำนั้นก้มหัวน้อมคำนับก่อนกระโจนออกจากหน้าต่างและหายไปในความมืดมิดของอนธการ