บทที่ 63 : เคล็ดแปดวิถีเฉียนคุน, หัตถ์เทพทลายฟ้า
“กายาศักดิ์สิทธิ์หายนะช่างทรงพลังเหลือเกิน สามารถทะลวงผ่านขอบเขตใหญ่ภายในครึ่งชั่วยาม”
“ไม่คาดคิดว่าชีวิตที่ผ่านมาของข้าจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้”หัตถ์เทพทลายฟ้า
ถึงแม้นางสัมผัสได้ถึงพลังกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะได้แค่เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อประกอบกับข้อมูลที่ได้ ก็ทำให้นางต้องแอบตื่นตระหนกในใจ
ก่อนหน้านี้นางแอบจินตนาการถึงพลังกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะและความแข็งแกร่งของตนในชาติก่อน ว่าจะมีพลังความแข็งแกร่งมากเพียงใด ทว่าหลังจากการหลอมรวมของนางประสบผลสำเร็จ ภาพความทรงจำในอดีตก็กลับคืนมา ทำให้รู้สึกว่าพลังของกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะแข็งแกร่งเหนือจินตนาการของตนเองไปมาก ความน่าสะพรึงกลัวของขั้นอริยะก็ช่างน่าเหลือเชื่อ
ปัจจุบันนางรู้สึกว่าตนเองสามารถบดขยี้ภูผาด้วยเพียงแค่หมัดเดียว
นี่คือกายาสงครามที่แข็งแกร่งทรงพลังสุดท่ามกลางยุคหายนะ!
สมเป็นอริยะผู้กลับชาติมาเกิดอย่างแท้จริง!
แทบไม่ต้องกล่าวถึงโลหิต, เส้นเอ็น, กระดูก, เนื้อหนัง, ประสาทสัมผัส, พรสวรรค์ ทุกอย่างล้วนถูกยกระดับสู่จุดสูงสุด
ด้วยพลังของกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะ การประลองของตระกูลที่จะมาถึงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า นางอาจจะสังหารตู๋กูป้าเจวี๋ยบนเวทีประลองเป็นตาย หนี้แค้นเลือดที่อดทนเก็บไว้มานานหลายปีจะต้องถูกชำระในวันนั้น
“ขอบคุณเจ้านิกายที่ให้โอกาสอันยิ่งใหญ่แก่ชิงหมิง พระคุณในครั้งนี้ชิงหมิงจะไม่มีวันลืมไปตลอดจนชีวิตหาไม่” สายตาของตู๋กูชิงหมิงที่กำลังทอดมองหลินเฟิงเต็มไปด้วยความนับถือจริงใจ
นางตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าถ้าไม่มีเจ้านิกาย ก็จะไม่มีนางในวันนี้
หลินเฟิง "กล่าวหนักเกินไป"
"เคล็ดฝึกตนทั้งสามที่ได้รับไป เจ้าจงทำความเข้าใจหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนัก"
"เจ้ามีกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะกับพลังเคลื่อนย้ายผ่านมิติ ทั้งยังเป็นอริยะผู้กลับชาติมาเกิด การจะก้าวเข้าสู่ระดับอริยะเมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับเวลา นอกจากนี้หากต้องการข้ามระดับอริยะก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปเช่นกัน หากทำสิ่งที่สวยงามสิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมาก็จะงดงามยิ่งขึ้นก็เหมือนกับการทำดีได้ดีนั่นแหละ" หลังจากแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระหว่างฟ้าดินสลายหายไป หลินเฟิงก็ทอดถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เขาดีดนิ้ว
แสงสีทองสามสายส่องสว่างเจิดจ้าก็พุ่งเข้ามาในจิตของตู๋กูชิงหมิง
ซึ่งก็คือ [เคล็ดกำหนดลมหายใจหายนะ] , [เคล็ดแปดวิถีเฉียนคุน] , [หัตถ์เทพทลายฟ้า] !
เคล็ดแปดวิถีเฉียนคุนเป็นวิชาขวาน ทุกกระบวนท่าทรงพลังอย่างยิ่ง กระบวนท่าที่อ่อนด้อยที่สุดก็เป็นพลังระดับพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน อีกทั้งพลังเหนือธรรมชาติเทียบได้กับเก้ารูปแบบหายนะกับกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกันและกัน
เคล็ดกำหนดลมหายใจหายนะ เป็นทักษะขั้นสูงเมื่อฝึกฝนจะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งทั้งภายในและภายนอก ซึ่งจะช่วยทำให้ตู๋กูชิงหมิงตระหนักได้ถึงพลังปราณหายนะ นำปราณวิญญาณมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังหายนะให้ทวีเพิ่มสูงขึ้น สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเคล็ดวิชาดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะโดยเฉพาะ
หัตถ์เทพทลายฟ้าถือเป็นพลังอนันต์ เป็นฝ่ามือที่โหดเหี้ยมไร้ที่เปรียบ เมื่อฝึกฝนจนถึงขีดสุดเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือก็สามารถทลายสวรรค์ได้ เปรียบได้กับหัตถ์เทพเจ้าแห่งการทำลายก็มิปาน
ทันทีที่แสงสว่างเข้ามาอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด ตู๋กูชิงหมิงก็สัมผัสได้ถึงเคล็ดวิชาลึกลับอีกสามอย่างในใจของเขา
หัวใจของนางเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด
“ไม่เพียงเจ้านิกายจะช่วยคลายผนึกกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะให้ข้าเท่านั้น แต่ยังช่วยปลุกความทรงจำในอดีตชาติ ทั้งยังมอบเคล็ดวิชากับสมบัติท้าทายสวรรค์ให้อีก”
“ต่อให้ข้าตาย ก็คงไม่สามารถตอบแทนพระคุณของเจ้านิกายได้จนหมดสิ้น”
“หากวันหน้าเติบโตขึ้น ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่จะขออุทิศทุ่มเทปกป้องเจ้านิกายไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่"
"จะมิให้ผู้ใดมาดูหมิ่นเจ้านิกาย"
นางสาบานกับตนเองสายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
หลินเฟิงเห็นความมุ่งมั่นแน่วแน่ของตู๋กูชิงหมิงก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก
“สตรีผู้นี้เปรียบได้กับเพชรน้ำงาม ถึงแม้อารมณ์จะขึ้นลงไปบ้างแต่สุดท้ายก็กลับมาเสถียรมั่นคงรักษาเจตจำนงเดิมเอาไว้ได้ มีความกตัญญูรู้คุณ”
“ข้ามองคนไม่ผิดจริง ๆ”
หลินเฟิงพึมพำในใจ
“จริงด้วยสิ… ข้าเพิ่งนึกได้ว่ามีถ้ำมรดกสุดยอดเทวะชนอยู่ใกล้ๆ แถวนี้”
“ไปกับข้า”
หลินเฟิงพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนเก่า
ตู๋กูชิงหมิง “ชิงหมิง รับทราบ”
ตู๋กูชิงหมิงตอบกลับอย่างจริงจัง
......
หลังผ่านไปหนึ่งถ้วยชา หลินเฟิงก็มุ่งหน้าไปตามแผนที่เพื่อไปยังถ้ำมรดกสุดยอดเทวะชน
ระดับเทวะชน แบ่งออกเป็นสี่ขั้นย่อย ได้แก่ กึ่งเทวะชน , อนุเทวะชน , มหาเทวะชน , เทวะชนสูงสุด
เมื่อถึงระดับเทวะชนขั้นสูงสุด แค่เพียงก้าวเดียวก็จะไปถึงระดับมหาปราชญ์ หนึ่งฝ่ามือพลิกเมฆา หนึ่งฝ่ามือบดบังพิรุณอิทธิฤทธิ์ไร้สรรพสิ่ง นับเป็นตัวตนที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องศิโรราบสรรเสริญ
ในโลกแห่งการฝึกตนมีคำกล่าวไว้ว่า : ต่ำกว่าเทวะชนล้วนไม่ต่างจากมดปลวก
แต่เห็นได้ชัดว่าในจิตใจของเหล่าผู้ฝึกตน ระดับเทวะชนก็ไม่ต่างจากทวยเทพที่ต้องศิโรราบสรรเสริญ
สำหรับหลินเฟิงและนิกายเทพกระบี่ ถ้ำมรดกสุดยอดเทวะชนถือเป็นทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝนที่ไม่อาจประเมินค่าได้
“ท่านเจ้านิกาย มิทราบว่าถ้ำมรดกสุดยอดเทวะชนตั้งอยู่ที่ใด?”
“เหตุใดข้าจึงมิอาจสัมผัสได้?”
ตู๋กูชิงหมิงไต่ถามด้วยความสงสัย
จะว่าไปตามเหตุผลด้วยความแข็งแกร่งของนางในปัจจุบัน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับจากจิตสัมผัสของนางได้
“ไม่ใช่ว่าเจ้าอ่อนแอ แต่เจ้าไม่สามารถสัมผัสมันได้จริง ๆ”
“ต่อให้เป็นถ้ำมรดกของยอดฝีมือที่มีความแข็งแกร่งเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีค่ายกลพิทักษ์ป้องกัน ฉะนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงถ้ำมรดกที่เทวะชนขั้นสูงสุดทิ้งเอาไว้?"
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้ำจะต้องมีค่ายกลที่แข็งแกร่งปกปักพิทักษ์"
"ส่วนเจ้าก็เพิ่งอยู่แค่ขั้นราชันมรรตัย ยังห่างไกลจากเทวะชนสูงสุดอีกมากโข จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าจะไม่สามารถสัมผัสมันได้”
หลินเฟิงอธิบาย
“ดูเหมือนข้าต้องพยายามฝึกฝนอย่างหนัก” ตู๋กูชิงหมิงทอดถอนหายใจ
“วิชาลับสวรรค์จงเปิด!” หลินเฟิงกล่าวในใจ
เกือบจะเวลาเดียวกันนั้น ดวงตาของเขาก็สาดแสงสีทองส่องประกาย
วิชาลับสวรรค์ ไม่ใช่เคล็ดวิชาไก่กาไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่เพียงมันจะสามารถตรวจสอบข้อมูลจับตาการเคลื่อนไหวของสาวกภายในนิกาย ยังสามารถมองเห็นสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่มีค่ายกลปกป้องคุ้มกันได้อีกด้วย
"เจอแล้ว"
หลินเฟิงสัมผัสได้ถึงมวลพลังงานโปร่งใสที่อยู่ไม่ห่างจากเขา มันก็คือค่ายกลปกปัก
หลังจากบ่นพึมพำกับตนเอง
เขาเปิดใช้งานพลังเทพเฉียนคุนทันที ยามนี้พลังเฉียนคุนกำลังควบแน่นอยู่ที่มือขวาของเขา
ฉับพลันพลังแห่งการทำลายล้างก็ระเบิดขึ้น พื้นที่โดยรอบที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าเริ่มบิดเบี้ยวยุบตัว ราวกับว่าไม่สามารถรับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่เขาปลดปล่อยออกมาได้
เหนือศีรษะปรากฏแผนผังไท่จี๋หยินหยางพร้อมเงาร่างราง ๆ ของสัตว์เทพทั้งสี่ที่ปลดปล่อยกลิ่นอายไม่ธรรมดาออกมา
“นี่?”
“บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวของเจ้านิกายทรงพลังอย่างยิ่ง”
หลังจากตู๋กูชิงหมิงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากตัวหลินเฟิง นางก็พบว่าบรรยากาศโดยรอบเกิดการควบแน่นจนทำให้ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นแรงราวกับกลองศึก
เสมือนว่าที่นี่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้านิกายโดยสมบูรณ์ สามารถสังหารนางได้เพียงแค่ใช้ความคิด
นางเฝ้ามองเจ้านิกายด้วยแววตาเปล่งประกายอย่างที่สุด
นอกจากเจ้านิกายจะเป็นอริยะกลับชาติมาเกิด บางทีเขาอาจจะอยู่เหนือกว่าระดับอริยะเสียด้วยซ้ำ
สมองของนางยอมรับหลินเฟิงว่าเป็นตัวตนที่อยู่เหนือยิ่งกว่าขั้นอริยะโดยปริยาย
แต่สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างขณะที่นางกำลังตื่นขึ้น มันรุนแรงกว่าที่นางสัมผัสได้ในยามนี้ถึงร้อยเท่า
ไม่รู้เหมือนกันว่านางจะรู้สึกอย่างไร หากได้รู้เรื่องนี้?