ชื่อตอน : เมื่อพายุซัดเธอเข้าไปในอ้อมแขนเขา
คืนนั้น—อวี้หลานนอนกอดบันทึกแม่ไว้แนบอก…
แหวนหยกเย็นเฉียบสัมผัสผิว…
และในฝัน—เธอได้ยินเสียงแม่กระซิบ:
“อย่าให้ความสงสัย… บดบังความเชื่อใจ”
สายลมพัดแรงผ่านหอหมอหญิงจนหน้าต่างกระพือปีกเหมือนนกที่ถูกขังไว้
อวี้หลานลืมตาตื่นก่อนฟ้าสาง ใจยังเต้นไม่ทันตั้งตัวจากคำในฝัน
บันทึกแม่เปิดค้างอยู่ที่หน้าที่เขียนถึง “โรคไข้หวัดใหญ่ในฤดูร้อน” — บรรทัดสุดท้ายเขียนว่า:
“เชื้อโรคไม่เห็นด้วยตา… แต่รู้ได้ด้วยใจที่ใสสะอาด”
เธอถอนหายใจ แล้วนิ้วเล็กๆ ลูบแหวนหยกรอบข้อมือ
“ความเชื่อใจ… งั้นเหรอแม่?”
เช้าวันนั้น ฝนตกปรอยๆ ไม่หนัก แต่พอให้ทุกอย่างเปียกชื้นจนรู้สึกอึดอัด
โรงเรียนแพทย์ร่วมเพิ่งเปิดรับนักเรียนชุดที่สอง—หนึ่งในนั้นคือ “จ้าวหลิง” ที่ตอนนี้ดูตั้งใจขึ้นมาก
แต่ก็มีข่าวร้าย: หมู่บ้านทางเหนือมีผู้ป่วย “ไข้ผื่น” ระบาด อาการแปลก—ไม่เหมือนไข้หวัดหรืออหิวาต์
ท่านแม่ทัพเสวี่ยอวี้ส่งคำสั่งให้อวี้หลานร่วมทีมแพทย์หลวงไปสำรวจ
“ข้าต้องไปเองค่ะ” อวี้หลานยืนยัน แม้ฮั่วหลงจะห้าม
“ท่านยังเด็กเกินไป—”
“แต่แม่ข้าเคยไปที่ที่อันตรายกว่านี้ตอนอายุเท่าข้า” เธอตอบเสียงนิ่ง สายตาไม่หลบ
ฮั่วหลงเงียบ สบตาเธอแล้วถอนหายใจ — มือกำแน่นขึ้นที่ด้ามดาบ
“อย่างน้อย… ให้ข้าตามไปด้วย”
ระหว่างทาง กลิ่นดินชื้นปะทะลม ท้องฟ้ามืดครึ้ม
อวี้หลานเดินเร็วๆ ไปข้างหน้า ไม่พูดไม่จา
เธอยังโกรธตัวเองที่เมื่อคืน “สงสัย” ว่าฮั่วหลงจะปกปิดบางอย่างเกี่ยวกับท่านหญิงซวี
—เพราะเมื่อวาน ท่านหญิงซวีส่งถ้วยยา “บำรุงเลือด” มาให้เธอผ่านคนรับใช้
ฮั่วหลงเห็นแล้วรีบเททิ้งทันที บอกแค่ว่า “อย่ากินของคนแปลกหน้า”
แต่ไม่บอกว่าทำไม…
“อย่าให้ความสงสัย… บดบังความเชื่อใจ” — เสียงแม่ดังก้องในหัวอีกครั้ง
แต่ทันใดนั้น—
โครม!
ฟ้าผ่าลงมาไม่ห่างจากหมู่บ้าน!
ฝนเริ่มตกหนัก ลมกรรโชกแรงจนต้นไม้ล้ม
“อวี้หลาน!”
เธอลองหันกลับ—แต่ก้าวต่อไปลื่น! ร่างเล็กๆ ล้มลงบนโคลน
ก่อนที่เธอจะได้ลุก ร่างสูงใหญ่ก็วิ่งมา โอบเธอไว้แน่น
ฮั่วหลงไม่พูดอะไร—เพียงอุ้มเธอไว้แนบอก แล้ววิ่งหลบใต้เพิงไม้ที่พังครึ่งหนึ่ง
ลมยังพัดแรง แต่ในอ้อมแขนเขา—อุ่นอบอ้าวเหมือนฤดูใบไม้ผลิกลับมา
อวี้หลานรู้สึกหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
ลมหายใจเขาปะที่ขมับ
มือหนาอุ่นกุมหลังเธอไว้แน่น—ไม่ยอมปล่อย
“ข้า… หายใจไม่ออก…” เธอกระซิบ
ฮั่วหลงรีบถอยออก หน้าแดงระเรื่อ
“ท่านหญิง—ข้าขออภัย! ข้าแค่—ไม่อยากให้ท่านเปียก…”
อวี้หลานมองเขา แล้วหัวเราะเบาๆ
“ท่านเรียกข้าว่า ‘ท่านหญิง’ เฉพาะเวลาตกใจนะ”
ฮั่วหลงอึ้ง—แล้วก็หัวเราะตาม แม้จะยังเขินอยู่
ที่หมู่บ้าน ผู้ป่วยมีไข้สูง ผื่นแดงคล้ายลมพิษ แต่ไม่คัน
อวี้หลานสังเกตว่า “ทุกคนกินน้ำจากบ่อน้ำเดียวกัน”
หยวนซีเสนอ: “อาจเป็นพิษจากแร่ในดิน”
แต่อวี้หลานสั่งให้ “กักตัวผู้ป่วย” ก่อน—แล้วกลับมาเปิดบันทึกแม่กลางเพิง
“ถ้าผื่นร่วมกับไข้สูง และคนป่วยมากกว่า 3 คนในเวลาเดียวกัน—ให้สงสัยว่าเป็น ‘พิษจากพืชปนเปื้อน’”
“พืช?” ฮั่วหลงขมวดคิ้ว
“ใช่—อาจมีหญ้าพิษปนในน้ำ”
แต่ทันใดนั้น—หยวนซีส่งน้ำให้เธอ
“ดื่มหน่อย อวี้หลาน ท่านเหนื่อยมาทั้งวัน”
อวี้หลานยื่นมือจะรับ—แต่ฮั่วหลงคว้าข้อมือเธอไว้เบาๆ
“รอ… ข้าอยากให้หมอตรวจก่อน”
หยวนซียิ้มบางๆ
“เจ้าห่วงใยเธอเกินไปแล้วนะ ฮั่วหลง”
ฮั่วหลงไม่ตอบ—เพียงยืนขวางร่างอวี้หลานไว้ด้วยตัวเอง
อวี้หลานมองสลับสองคน—แล้วหัวใจก็เต้นแรงอีกครั้ง
ไม่ใช่เพราะกลัวพิษ…
แต่เพราะความรู้สึกบางเบาที่เริ่ม “งอกเงย”
เย็นวันนั้น หลังพบว่า “หญ้าพิษชนิดหนึ่ง” ปนเปื้อนในบ่อน้ำ—อวี้หลานสั่งให้ใช้ถ่านไม้และผ้ากรองน้ำ
ผู้ป่วยเริ่มดีขึ้น
เธอกลับมาที่หอหมอหญิง นั่งลงใต้ต้นหลิว—ที่พ่อแม่เคยนั่งรักกัน
เธอเปิดบันทึกของตัวเอง แล้วเขียน:
*“วันนี้… ข้าเรียนรู้ว่า ‘ความเชื่อใจ’ ไม่ใช่การไม่สงสัย
แต่คือการเลือกที่จะไม่ปล่อยให้ความสงสัยทำลายสิ่งที่งดงาม
และ…ข้าเริ่มรู้สึกบางอย่างที่แม่ไม่ได้เขียนไว้ในบันทึก
บางอย่างที่ทำให้หน้าร้อน… หัวใจสั่น… และมือสัมผัสแหวนหยกทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้
แม่… นี่คือสิ่งที่ท่านเรียกว่า ‘หัวใจเริ่มงอก’ ใช่ไหม?”*
ลมพัดเบาๆ แหวนหยกกระทบกันเป็นเสียงใส
และใต้ต้นหลิว—หัวใจเล็กๆ ของอวี้หลาน ก็เต้นไปกับจังหวะใหม่
[จบตอนที่ 33]