บทที่ 34 พี่สะใภ้ผู้ร้ายกาจ
หลิวไป๋ฮวาส่ายหน้าไปมา อีกทั้งรอยยิ้มใจดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว
“พี่ไม่ได้รังเกียจหรอกหนิงจิน ไม่มีเหตุใดที่พี่ต้องรู้สึกเช่นนั้นเลยสักนิด เช่นนั้นหนิงจินรอพี่ตรงนี้ก่อนได้หรือเปล่า พี่จะรีบไปเก็บของครู่เดียว”
“เช่นนั้นหนิงจินไปช่วยพี่ไป๋ฮวาเก็บดีกว่า ท้องฟ้าเหนือเขาหลงซานเริ่มมืดแล้ว อีกไม่นานฝนคงจะตกลงมาเป็นแน่”
“เอาสิ” ทั้งสองต่างรีบวิ่งกันไปที่ใต้ต้นหยางเหมยเก็บกวาดทุกอย่างลงในตะกร้าด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะพากันเดินไปตามเส้นทางโดยที่มีชาวบ้านที่เดินสัญจรผ่านไปมาทักทายกัน
“หนิงจินอยู่คนเดียวเหรอ?” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยขึ้นอย่างต้องการทำลายความเงียบ ดวงตาคู่สวยหลุบลงมองเด็กสาวอีกคนที่เดินอยู่เคียงข้างกัน
“เปล่าหรอก หนิงจินอยู่กับครอบครัวน่ะ มีแม่ พี่ชายสองคน…แล้วก็พี่สะใภ้” เธอเงียบไป ก่อนจะเอ่ยคำว่าพี่สะใภ้ออกมาเสียงเบา น้ำเสียงช่างแตกต่างกับตอนที่เอ่ยถึงแม่และพี่ชายทั้งสองนัก หากไม่ได้คิดไปเอง สีหน้าที่เคยสดใสก็ดูเศร้าลงไปถนัดตาเช่นเดียวกัน
“หนิงจินไม่ชอบพี่สะใภ้เลย พี่สะใภ้ชอบเป่าหู พูดจาใส่ความหนิงจินให้พี่เหวินฟู่ฟัง จนพี่เหวินฟู่เข้าใจผิดคิดว่าหนิงจินเป็นเด็กไม่ดี ไม่ตั้งใจเรียน ตั้งท่าแต่จะเที่ยวเล่นไปวัน ๆ จนหนิงจินถูกลงโทษบ่อย ๆ”
“หากวันไหนที่ต้องอยู่บ้านกับพี่สะใภ้ตามลำพัง หล่อนก็มักจะหาเรื่องมากลั่นแกล้งหนิงจินอยู่เสมอ”
“เช่นนั้นทำไมหนิงจินถึงยอมล่ะ?” หลิวไป๋ฮวาถาม
ริมฝีปากบางของต้าหนิงจินขบเม้มเข้าหากันแน่น พลันดวงตาก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาสีใส
“หนิงจินเคยไม่ยอมแล้ว วันนั้นหนิงจินแก้แค้นพี่สะใภ้ด้วยการแอบใส่ก้อนกรวดลงไปในถ้วยซุปปลา แต่ถูกจับได้เสียก่อนเลยโดนลงโทษ หลังจากนั้นพี่สะใภ้ก็หาเรื่องแกล้งหนิงจินหนักขึ้นเรื่อย ๆ”
“คนเราจะร้ายกาจขนาดนั้นเลยหรืออย่างไรกัน”
“พี่ไป๋ฮวาไม่รู้อะไรเสียแล้ว ทุกคนต่างก็บอกว่าพี่เหวินฟู่น่ะเป็นคนพางูเห่าเข้าบ้าน”
หลิวไป๋ฮวาหลุดหัวเราะออกมาในตอนที่เห็นว่าใบหน้าของต้าหนิงจินในตอนนี้นั้นมันเง้างอมากเพียงใด
“ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ยิ่งพูดก็ยิ่งเสียอารมณ์ไปเสียเปล่า ๆ “ จากเศร้าสร้ายพลันแปรเปลี่ยนไปเป็นขึงขังจนหลิวไป๋ฮวาแทบจะตั้งรับไม่ทัน
“ไม่มีส่วนดีให้น้องสะใภ้อย่างต้าหนิงจินประทับใจเลยหรืออย่างไรกัน” หลิวไป๋ฮวาถามแกมหยอกล้อ
ใบหน้าน่ารักเบือนหนี เรียวคิ้วขมวดขึ้นเป็นปม ก่อนจะโพล่งประโยคเสียงดังฟังชัดออกไปในทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด
“นอกจากปากแล้ว…ก็ไม่มีอะไรดีอีกเลย!”
“แค่ก ๆ”
“เป็นอะไรไปหลันฮวา!” ต้าเหวินฟู่รีบวางเสียมในมือลงก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหาหลงหลันฮวาที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในสวนที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านของตน ใบหน้าของหลงหลันฮวาในตอนนี้ดูไม่สบอารมณ์นัก ทั้งเสียงสำลักที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าว่าหายเลย
“พี่มีตาไม่ใช่หรืออย่างไร จะถามให้มันเปลืองน้ำลายทำไมนัก! น่ารำคาญเสียจริง!” ถ้วยไม้ในมือถูกเหวี่ยงทิ้ง ก่อนที่เธอจะผุดลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีไม่พอใจ ก้มลงปัดเศษฝุ่นและเศษใบไม้ที่ติดตามเสื้อผ้าออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ร่างกายเหนียวเหนอะจากเหงื่อและไอร้อนของแดดที่แทบจะแผดเผาผิวของเธอให้ไหม้เกรียม ยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้แก่หลงหลันฮวา
“จะไปไหนน่ะหลันฮวา!” เสียงต้าเหวินฟู่ดังไล่หลัง เมื่อเห็นว่าภรรยาของตนในตอนนี้นั้นเดินออกไปไกล
“กลับบ้านน่ะสิ ร้อนขนาดนี้ใครจะไปทนอยู่ได้ นี่คนนะไม่ใช่วัวใช่ควายที่ไหนถึงจะได้ทนแดดทนฝนเช่นนั้น”
“ที่บ้านไม่มีใคร จะไปอยู่คนเดียวได้อย่างไรกันหลันฮวา อีกอย่างหากกลับไปตอนนี้แล้วตอนเย็นจะทานอะไรกันล่ะ” เท้าที่กำลังก้าวเดินพลันชะงักในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น สองมือกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
“พี่ก็หัดเป็นสามีที่มันได้เรื่องเสียบ้างสิ! ถนัดนักเรื่องพาภรรยามาลำบากเช่นนี้ หากวันนั้นฉันไม่เลือกพี่ป่านนี้ก็คงสุขสบาย อยู่บนกองเงินกองทองไปเสียตั้งนานแล้ว เวรกรรมอะไรของฉันนักนะ!” หลงหลันฮวาตะคอกด้วยความหงุดหงิด
ต้าเหวินฟู่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักงันไปทันที ด้วยไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าเอ่ยเช่นนั้นกับตน
“หากเป็นเช่นนั้น แล้วทำไมถึงยังทนอยู่ล่ะ”
“โอ๊ย!! หญิงมีตำหนิเช่นนี้ใครจะไปรับได้กันล่ะ รู้ว่าน้ำลายได้มาฟรีแต่หยุดพูดมากแล้วรีบไปทำงานเสียทีเถอะ ยิ่งทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จสักทีอยู่ด้วย น่ารำคาญยิ่งนัก” เอ่ยจบก็กระแทกเท้ากลับไปทิ้งตัวลงนั่งตรงที่เดิม ในขณะที่ต้าเหวินฟู่มองภรรยาของตนที่ตอนนี้หัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้าหน้าไม่ติด
“พี่จะปลูกผักกาดขาวเพิ่ม หากเหลือจากขายจะได้เอาไว้ทำอาหารทานกัน หลันฮวาคิดว่าเป็นอย่างไร”
“พี่คิดว่ามันจะโตจนพี่ได้เอาไปขายหรืออย่างไร หากให้ฉันเดา ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ก็คงจะตายยกแปลงนั่นแหละ” หลงหลันฮวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ ขณะที่หยิบเศษไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาเขี่ยเล็กไปมา
“นั่น…กำไรใครซื้อให้กันหลันฮวา” ต้าเหวินฟู่เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย ในขณะที่ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วดึงท่อนแขนเล็กของหลงหลันฮวาขึ้นมา จนหญิงสาวแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาชัดเจน
“ทำบ้าอะไรของพี่กัน มันเจ็บนะ!”
“พี่ถามว่าไปเอามาจากไหน”
“เอามาจากไหนมันก็ไม่ใช่เรื่องของพี่เลยสักนิด นู่น…” หลงหลันฮวาเอ่ยออกไปก่อนจะชี้ไปยังแปลงผักที่เพิ่งขุดไปได้ไม่เท่าไหร่นัก
“เรื่องของพี่มันอยู่ตรงนู้น รีบไปทำงานของตัวเองให้เสร็จเสียที มายุ่งวุ่นวายเรื่องของฉันให้มันได้อะไรนัก”
“เร็ว ๆ สิ ชักช้าอยู่ได้” หลงหลันฮวาเอ่ยเสียงดัง เมื่อเห็นว่าต้าเหวินฟู่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ชายหนุ่มถอนหายใจละสายตาออกจากกำไรมีราคานั่น ก่อนจะรีบเดินเข้าสวนไปอีกครั้ง
“ช่างกดขี่ข่มเหงสามีตัวเองยิ่งนัก” ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เอ่ยขึ้น เนื่องจากสวนที่ทำการเกษตรอยู่ติดกันเพียงเท่านี้ ทำให้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดระหว่างสามีและภรรยาคู่นี้ แทนที่จะช่วยกันทำมาหากิน แต่กลับผลักภาระให้สามีฝ่ายเดียว นอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังพูดจาบั่นทอนตัดกำลังใจเช่นนี้
ไปคว้าผู้หญิงแบบนี้มาเป็นภรรยาได้อย่างไรกัน…ช่างโชคร้ายเสียจริง
…
“คงยังไม่มีใครกลับมา อย่างไรพี่ไป๋ฮวารอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวหนิงจินขอเข้าไปดูความเรียบร้อยของบ้านเพียงชั่วครู่” ต้าหนิงจินเอ่ยออกไปก่อนที่จะรีบวิ่งเข้าไปภายในบ้าน โดยที่หลิวไป๋ฮวาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้า ดวงตาคู่สวยกวาดหาสถานที่ที่พอจะนั่งรอต้าหนิงจินได้ ก่อนจะเห็นว่าใต้ต้นไม้ใหญ่มีร่มเงามากพอที่จะใช้หลบแดด
หลิวไป๋ฮวาหย่อนตัวลงนั่ง สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณบ้านของต้าหนิงจิน ซึ่งก็ไม่ได้ดูย่ำแย่เหมือนที่อีกฝ่ายบอกเลยแต่น้อย แม้จะเป็นบ้านหลังเล็กพื้นที่ใช้สอยรอบบ้านแทบไม่มี แต่หากได้อยู่กับครอบครัวก็คงจะเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นอยู่ไม่น้อย ต่างจากเธอที่มีพร้อมทุกอย่าง ทว่ากลับไม่ได้รับความใส่ใจจากครอบครัว ทิ้งขว้างราวกับเธอเป็นสิ่งของ แม้จะส่งเสียค่าใช้จ่ายแต่คงเทียบกับความรักจากพ่อแม่ไม่ได้เลย
“พี่ไป๋ฮวาเข้ามาเถอะ โชคดีนักที่วันนี้พี่เหวินฟู่และพี่หลันฮวาไม่อยู่บ้าน” ต้าหนิงจินเอ่ยออกมาอย่างมีความสุข จับมือหลิวไป๋ฮวานั่งลงบนแคร่ไม้เก่า ๆ ทว่ากลับไร้ซึ่งความสกปรกใดๆ
“พี่ไป๋ฮวารอตรงนี้ก่อน เดี๋ยวหนิงจินจะเข้าไปดูว่าในครัวมีอะไรอยู่บ้าง” ทว่ายังไม่ทันที่ต้าหนิงจินจะได้วิ่งออกไป หลิวไป๋ฮวากลับคว้าแขนเรียวเพื่อรั้งอีกฝ่ายเอาไว้
“หากพี่ทานอาหารบ้านหนิงจิน แล้วของพี่อยู่ในตะกร้าพี่จะทำเช่นไรกันล่ะ?”