โชคดีที่โจวเซี่ยอ่านนิยายทะลุมิติมามากจนคุ้นเคยกับพล็อตเื่แบบนี้เป็อย่างดี จึงตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อทะลุมิติมาแล้ว ก็คงต้องค่อย ๆ เป็ค่อย ๆ ไป
จากบทสนทนาเมื่อครู่ โจวเซี่ยวิเคราะห์ได้ว่า เนื้อเื่ตอนนี้ดำเนินมาถึงตอนที่นางเอกพุ่งชนต้นไม้และได้รับความช่วยเหลือพอดี
โจวเซี่ยจำได้ว่า หลังจากนี้ชื่อเสียงของนางเอกในหมู่บ้านก็ฉาวโฉ่จนพังพินาศ เพื่อลูกสาวแล้ว พ่อของนางเอกจึงเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อตามหาสวีกัง โดยไปหาเขาถึงโรงงานที่เขาทำงานอยู่ และขู่ว่าถ้าเขาไม่มารับนางเอกไปอยู่ด้วย ก็จะไปฟ้องผู้อำนวยการโรงงานของเขา ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าเขามีเมียอยู่ที่ชนบทแล้ว
สวีกังโกรธแต่ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่กล้ำกลืนความแค้นแล้วรับนางเอกเข้าเมืองไป แต่ในตอนนั้น ความจริงแล้วเขาแอบคบหากับลูกสาวของผู้อำนวยการโรงงานอยู่ และเกือบจะได้แต่งงานกันอยู่แล้ว
เพราะเหตุนี้ สวีกังจึงเกลียดทั้งนางเอกและพ่อของนางเอก ครอบครัวของสวีกังก็รังเกียจนางเอกไปด้วย ต่อมาจึงหาทางทรมานนางเอกสารพัด
และหลังจากที่โจวเจวียนเข้าเมืองมา สวีกังก็แอบไปมีความสัมพันธ์กับโจวเจวียน ธาตุแท้ความเลวของเขาเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่ แต่เพื่อหาข้ออ้าง เขาจึงโยนความผิดทั้งหมดไปให้นางเอก
เมื่อนึกถึงเนื้อเื่ โจวเซี่ยก็ถอนหายใจยาว
แต่ในเมื่อมาแล้วก็ต้องอยู่ให้ได้ ในเมื่อเธอมาอยู่ที่นี่ เธอก็จะไม่มีวันยอมเป็นางเอกแสนอ่อนแอที่ยอมทุ่มเททุกอย่างให้กับผู้ชายสารเลวแบบนั้น ‘ผู้ชายขยะแบบนั้นควรไสหัวไปให้ไกลที่สุด ถ้าหายไปจากชีวิตเธอตลอดกาลได้ยิ่งดี!’
โจวเซี่ยลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นก็ไม่รู้ว่าใคระโขึ้นมาว่า "แม่! ดูเร็วเข้า เซี่ยเซี่ยฟื้นแล้ว!"
ทุกคนหันมามองที่โจวเซี่ยทันที โจวเซี่ยยกมือน้อย ๆ ขึ้นโบกให้ทุกคนอย่างเคอะเขิน "ไฮ! สวัสดีค่ะทุกคน"
การกระทำนี้ทำให้คนในห้องถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น? โดยเฉพาะย่าโจวและโจวเหล่าต้าที่รู้สึกมึนตึ้บจนเกือบจะเป็ลม
เด็กคนนี้รอดชีวิตกลับมาก็จริง แต่ท่าทางแบบนี้ คงไม่ได้บ้าหรือสติวิปลาสไปแล้วหรอกนะ?
คนอื่น ๆ ก็มองเธอด้วยสายตาตกตะลึงและแอบถอยหลังหนี ผู้ใหญ่ต่างพากันปกป้องเด็ก ๆ ไว้ข้างหลัง มองเธอราวกับเห็นสัตว์ประหลาด กลัวว่าเธอจะคลุ้มคลั่งจนทำร้ายคนอื่น
โจวเซี่ยเม้มปาก รู้ตัวว่าการแสดงออกของตัวเองเกินพอดีไปหน่อย นี่มันยุค 70-80 โดยเฉพาะเด็กสาวในชนบทที่ต้องวางตัวเรียบร้อย การที่เธอแสดงออกอย่างร่าเริงแบบนี้ แล้วคนไม่ช็อกจนสลบไปก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว
โจวเซี่ยรีบก้มหน้าลงเพื่อปกปิดความอับอาย สายตาพลันผงะไปเมื่อเห็นนิ้วมือของตัวเองที่เรียวยาวทว่าสีคล้ำ จากนั้น ก็มองดูร่างกายที่สวมเสื้อผ้าตัวโคร่งจนดูไม่ออกว่ารูปร่างเป็อย่างไร
เธอแอบเอามือลูบหน้าท้องของตัวเองแล้วดีใจอยู่เงียบ ๆ เพราะสามารถััซี่โครงได้ทีละซี่ ‘ดีเหลือเกิน ในที่สุดเธอก็ไม่ใช่คนอ้วนหนักร้อยแปดสิบจินเสียที เธอพอใจกับร่างกายนี้มาก’
ต้องบอกว่าการทะลุมิติครั้งนี้เธอได้กำไรจริง ๆ ชาติก่อนเธอเป็คนอ้วนกลม ทุกครั้งที่นัดดูตัวจะถูกรังเกียจ ไม่รู้ว่าต้องทนทุกข์กับการลดน้ำหนักไปมากเท่าไร
‘ตอนนี้ไม่ต้องอดอาหารก็ผอมได้ขนาดนี้ ต้องขอบคุณ์จริง ๆ เทพเ้าที่ส่งเธอทะลุมิติมาทำไมถึงดีกับเธอขนาดนี้กันนะ?’
ชาติที่แล้วก่อนอายุยี่สิบหกปีเธอก็เคยหุ่นผอมเพรียว แต่ต่อมาเพราะป่วยและต้องกินยาสเตียรอยด์จึงกลายเป็คนอ้วน หลังจากนั้นเธอก็พยายามลดน้ำหนักอย่างมุ่งมั่น เพิ่งจะได้ผลจริงจังเมื่อครึ่งปีหลังที่ผ่านมาจากการใช้วิธีแพทย์แผนจีนเข้าช่วย
ทว่าก็ยังถือว่าอ้วนอยู่ดี แม้จะผอมลงมาจากตอนที่หนักสองร้อยกว่าจินไปมาก แต่ถ้าอยากได้หุ่นในฝัน ก็ยังต้องอดทนพยายามต่ออีกพักใหญ่ ทั้งฝึกวรยุทธ์ ออกกำลังกาย และฝังเข็ม
แต่ตอนนี้ทุกอย่างสำเร็จในขั้นตอนเดียว ความรู้สึกนี้ช่างบรรยายไม่ถูกเลยจริง ๆ ดีใจจนแทบจะบินได้อยู่แล้ว
อย่างไรเสีย พ่อแม่ก็ไม่เคยสนใจเธออยู่แล้ว การที่เธอทะลุมิติมายังโลกในนิยาย แถมยังผอมลงได้สำเร็จแบบนี้ ถือว่าน่าดีใจที่สุด แต่เธอไม่กล้าแสดงออกมากเกินไป ได้แต่ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มอยู่คนเดียว
คุณย่าเห็นเธอเงียบไปนานก็ไม่กล้าดุ ได้แต่ถามด้วยความห่วงใยว่า "เซี่ยเซี่ย หลานไม่เป็ไรแล้วใช่ไหม? ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า?"
"คุณย่าคะ ฉันไม่เป็ไรแล้ว ขอโทษที่ทำให้คุณย่าและทุกคนในครอบครัวต้องเป็ห่วงนะคะ"
การที่โจวเซี่ยพูดแบบนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจมาก เพราะปกติเธอมีนิสัยเก็บตัวและขี้ขลาด ต่อให้มีอะไรในใจก็ไม่พูดออกมา สงสัยวันนี้พระอาทิตย์คงจะขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วล่ะมั้ง
คุณย่าเห็นโจวเซี่ยร่าเริงขึ้นก็พลอยดีใจไปด้วย ขอแค่ไม่บ้าและไม่ปัญญาอ่อนก็พอ "ในเมื่อเซี่ยเซี่ยไม่เป็ไรแล้ว งั้นทุกคนกลับกันเถอะ ให้หลานได้พักผ่อน"
อู๋เสี่ยวเหมยตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกโจวเฉียง... สามีของเธอคว้าแขนลากออกไปเสียก่อน คนอื่น ๆ ก็เดินตามออกไป ห้องจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
โจวชิว... น้องสาวของเธอถือถาดอาหารเดินเข้ามา โจวเหล่าต้าผู้เป็พ่อก็หิ้วโต๊ะอาหารตัวเล็กมาวางบนเตียงเตา โจวเซี่ยมองเตียงเตาขนาดใหญ่ที่นอนได้เจ็ดแปดคนและโต๊ะอาหารเตี้ย ๆ ด้วยความรู้สึกพูดไม่ออก ตอนนี้เธอจึงมั่นใจว่าตัวเองทะลุมิติมาในนิยาย ‘ยุค 80’ จริง ๆ
พอเห็นของกินก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา เธอขยับเข้าไปใกล้โต๊ะ มองเห็นโจ๊กข้าวโพดครึ่งชาม ในโจ๊กยังมีถั่วแดงด้วย ดูแล้วน่ากินมาก
คุณย่าช่วยตักโจ๊กแบ่งใส่อีกชามหนึ่งมาวางตรงหน้าเธอ และเลื่อนผักกาดดองมาให้ "หลานไม่ได้กินข้าวมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว คงหิวมากสินะ กินเยอะ ๆ ละ"
โจวเซี่ยรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว แต่เธออดทนไว้ไม่ให้น้ำตาไหล ชาติก่อนพ่อแม่ต่างมีครอบครัวของตัวเอง เธอเติบโตมากับคุณตาคุณยาย ไม่เคยได้รับความห่วงใยจากคุณย่าหรือพวกน้า ๆ อา ๆ แบบนี้เลย
แต่การทะลุมิติมาที่นี่ กลับทำให้เธอััได้ถึงความรักความผูกพันของสายเือีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้เธอรู้สึกซึ้งใจมาก
เธอดื่มโจ๊กเข้าไปคำหนึ่ง รสชาติหอมหวานเป็พิเศษ เธอนึกขึ้นได้ว่าธัญพืชในยุคนี้ไม่มีปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เป็อาหารออร์แกนิกแท้ ๆ รสชาติจึงบริสุทธิ์และอร่อยกว่าของในยุคหลังมาก
โจวเซี่ยเงยหน้าขึ้น พบว่ามีเพียงเธอที่กำลังกินข้าว ส่วนคนอื่น ๆ กำลังจ้องมองเธออยู่ "คุณย่าคะ ทำไมทุกคนไม่ทานล่ะคะ?"
ย่าโจวมองโจวเซี่ยด้วยความเมตตา "พวกเรากินกันหมดแล้ว นี่เหลือไว้ให้หลาน รีบกินเถอะ!"
โจวเซี่ยก้มหน้าดื่มโจ๊กอึกใหญ่ ในใจรู้สึกตื้นตัน ชาติก่อนเพราะความเ็าของพ่อแม่ ทำให้เธอโหยหาความอบอุ่นจากคุณย่าและพ่อมาตลอด แต่ก็ไม่เคยได้รับความรู้สึกนี้เลย ไม่นึกเลยว่าพอทะลุมิติมา เธอก็ได้รับมันแล้วในอาหารมื้อแรก
เมื่อมองดูลูกสาวที่มีสีหน้าซูบซีดคล้ายคนป่วย โจวเหล่าต้าก็เอ่ยปากพูดออกมาอย่างยากลำบาก “เซี่ยเซี่ย กินข้าวเสร็จแล้วก็นอนพักผ่อนให้เต็มอิ่มนะ พรุ่งนี้พ่อจะพาลูกเข้าไปในเมืองหลวงของมณฑลเพื่อตามหาสวีกังเอง”
เธอมองชายวัยกลางคนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ริมเตียง ใบหน้าของเขามีเหลี่ยมมุมชัดเจน ร่องรอยของกาลเวลาทิ้งรอยประทับที่ไม่อาจลบเลือนไว้ แม้ริ้วรอยจะไม่มากแต่กลับคมลึก
ทว่า สายตาที่มองมานั้นอบอุ่นและมีความรับผิดชอบแบบคนเป็พ่อ เป็ที่พึ่งที่น่าเชื่อถือได้
โจวเซี่ยตัดสินใจได้แล้ว เธอวางชามข้าวลงแล้วพูดขึ้น
"ฉันตัดสินใจจะหย่ากับเขาค่ะ พ่อช่วยไปขอใบรับรองที่กองผลิตให้หน่อยนะคะ!" โจวเซี่ยยังรู้สึกไม่คุ้นชินกับคำว่าพ่อ จึงยังเรียกออกมาได้ไม่เต็มปากนัก
ย่าโจวและโจวเหล่าต้าหันมามองหน้ากันด้วยความใ ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง คิดว่าตนฟังผิด เพราะสวีกังคือคนที่โจวเซี่ยเลือกเอง เป็คนที่เธอรักสุดหัวใจ ทำไมถึงขอหย่าง่าย ๆ แบบนี้?
"เซี่ยเซี่ย หลานพูดว่าอะไรนะ ย่ากับพ่อฟังไม่ผิดใช่ไหม?"
โจวเซี่ยพยายามฝืนยิ้ม "คุณย่าคะ คุณย่าฟังไม่ผิดหรอกค่ะ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ฉันไม่อาจมองสวีกังในแง่ดีได้อีกแล้ว นิสัยเขาใช้ไม่ได้ ฉันตัดสินใจจะบอกลาเขาให้เด็ดขาด ต่อไปฉันจะสร้างชีวิตที่ดีด้วยตัวของฉันเอง”
โจวเหล่าต้าคิดจะะเิอารมณ์โกรธ แต่เมื่อเห็นสภาพลูกสาวที่ดูอมโรคและซูบผอม เขาก็ทำไม่ลง หากไม่ใช่เพราะเขาไปขอร้องเพื่อนทหารเก่าให้ช่วยวิ่งเต้นหาโควตากลับเข้าเมืองให้สวีกัง ลูกสาวของเขาก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพน่าอนาถแบบนี้ ทั้งหมดนี้เป็เพราะเขาซื่อเกินไปแท้ ๆ
ใช้ชีวิตมาก็หลายสิบปี กลับถูกไอ้เด็กสวีกังหลอกเข้าให้
"เซี่ยเซี่ย ลูกไม่ต้องกลัว พ่อจะพาลูกไปหาเขา ถ้าเขากล้าคิดทรยศลูก พวกเราจะไปร้องเรียนที่ที่ทำงานของเขา ทำให้เขาหลุดจากงาน ดูสิว่าเขายังจะกล้าสลัดลูกทิ้งอยู่อีกไหม!”