“ธาตุพฤกษา? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีธาตุนี้อยู่ด้วย” ซ่งไป่หลางเลิกคิ้ว “ข้าเคยได้ยินว่าสำหรับนักปรุงโอสถแล้วธาตุอัคคีย่อมสำคัญที่สุดการควบคุมเพลิงและความร้อนยิ่งทำได้สมบูรณ์มากเพียงใดยาที่ปรุงออกมาก็ยิ่งมีความสมบูรณ์เท่านั้นเหตุใดธาตุพฤกษาจึงกลายเป็นธาตุที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปรุงโอสถเล่าอาจารย์”
เซี่ยหยางแค่นเสียง “ผู้ปรุงโอสถทั่วไปย่อมถือว่าธาตุอัคคีมีความสำคัญสูงสุดทว่าข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าธาตุพฤกษาคือธาตุที่ทรงคุณค่าที่สุดและเป็นธาตุสำหรับผู้ปรุงโอสถที่แท้จริงเท่านั้นในความเป็นจริงแม้ว่าเจ้าจะไม่มีพลังธาตุอัคคีเจ้าก็ยังสามารถใช้การจุดไฟเพื่อหลอมยาได้โดยวิธีธรรมชาติดังนั้นผู้ใช้อัคคีจึงไม่อาจนับว่าพิเศษกว่าผู้คนธรรมดาในแง่ของการหลอมโอสถ”
“ทว่าธาตุพฤกษานั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงโอสถจำนวนนับไม่ถ้วนล้วนมีที่มาจากพืชสมุนไพร พลังของธาตุพฤกษาไม่เพียงสามารถใช้ในการตรวจสอบคุณสมบัติและความบริสุทธิ์ของสมุนไพรได้มันยังทำให้ผู้ปรุงโอสถสามารถดึงเอาพลังแฝงของสมุนไพรชนิดหนึ่งออกมาถึงขีดสุด ทั้งยังทำให้ผู้ปรุงโอสถมีคุณสมบัติที่จะเพาะปลูกสมุนไพรที่ล้ำค่าได้ในระยะเวลาอันสั้นยกตัวอย่างเช่นสมุนไพรบางอย่างที่ต้องมีอายุถึงห้าร้อยปีหากอยู่ในมือของผู้มีพลังธาตุพฤกษามันย่อมสามารถร่นระยะเวลาการเพาะปลูกได้เร็วขึ้นหลายเท่าตัวขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของพลังธาตุพฤกษาของมัน”
“ถึงกับทำเรื่องเช่นนั้นได้” ซ่งไป่หลางได้ฟังแล้วก็ตกตะลึงไปโดยสิ้นเชิงสมุนไพรอายุห้าร้อยปีมีคุณค่าเพียงใดมันย่อมตระหนักดี ต่อให้ใช้สมบัติวิเศษระดับลึกลับแลกยังมิแน่ว่าจะแลกได้
“นอกจากการปรุงโอสถแล้วธาตุพฤกษายังมีความสามารถในการต่อสู้มิแพ้ธาตุอื่นๆแม้ว่าจะแพ้ทางให้กับพลังธาตุอัคคีโดยตรงแต่หากเป็นธาตุอื่นๆก็ยากที่จะรับมือธาตุพฤกษาได้เช่นกันเถาวัลย์วิเศษในมือของยอดฝีมือธาตุพฤกษาสามารถแปรเปลี่ยนเป็นบ่วงรัดที่ไม่อาจตัดขาดได้ใบไม้ในมือของผู้ใช้ธาตุพฤกษาก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่เล็กแหลมคมได้ที่น่ากลัวที่สุดคือการใช้พิษพฤกษา ผู้ใช้ธาตุพฤกษาย่อมสามารถควบคุมพิษที่อยู่ในมวลพฤกษาได้เช่นกันเพียงแต่พวกมันต้องมีพลังสูงส่งเพียงพอ มิเช่นนั้นอาจจะถูกพิษของพฤกษาย้อนกลับเข้าตัวจนได้รับอันตรายได้”
“ตัวเจ้านั้นเดิมทีมีคุณสมบัติของธาตุอัคคี ปฐพี วายุและพฤกษาในระดับที่ยอดเยี่ยมยิ่งส่วนธาตุวารีนับว่าไม่โดดเด่นนัก ทว่าภายใต้ความช่วยเหลือของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ทำให้พลังธาตุวารีของเจ้ากลับกลายเป็นธาตุที่บริสุทธิ์ที่สุดที่สำคัญธาตุวารีนับได้ว่าเป็นสิ่งที่ส่งเสริมธาตุพฤกษาได้อย่างมากที่สุด ดังนั้นขอเพียงเจ้าสามารถหาวิธีฝึกฝนธาตุพฤกษาและศาสตร์การหลอมโอสถได้อนาคตของเจ้าย่อมต้องก้าวไปได้ไกลยิ่ง”เซี่ยหยางอธิบายออกมา
ซ่งไป่หลางรับฟังด้วยความเหม่อลอยหากเป็นดั่งที่เซี่ยหยางเอ่ยมิใช่ว่าดั้งเดิมตนก็มีคุณสมบัติของธาตุถึงห้าธาตุอยู่ในตัวหรอกหรือนี่นับว่าน่ามหัศจรรย์โดยแท้
“ถึงข้าจะเอ่ยเรื่องนี้ไว้ก่อนทว่ายังคงยากที่จะหาโอกาในการฝึกฝนธาตุพฤกษาและศาสตร์การหลอมโอสถผู้หลอมโอสถทั่วไปย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะสั่งสอนเจ้าในขณะที่ผู้หลอมโอสถที่เชี่ยวชาญธาตุพฤกษาก็นับว่าหาได้ยากเย็นนัก แม้แต่ข้าเองยังเคยรู้จักเพียงไม่ถึงยี่สิบคนเรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาอีกมาก”
“สำหรับเวลานี้การฝึกฝนวิชาฝ่ามือบัวสวรรค์และม่านบัวสวรรค์นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วคู่ต่อสู้ของเจ้าในวันรุ่งขึ้นย่อมต้องเป็นหลินหลันเทียนเพียงผู้เดียวเท่านั้นระดับของมันอยู่ที่คอขวดของขั้นเที่ยงแท้สูงสุดมายาวนาน หากข้าคาดมิผิดมันอาจกระทั่งสามารถก้าวข้ามไปยังขั้นเหนือมนุษย์ได้ในเร็วๆนี้ยิ่งเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นการมอบโอกาสอันดีให้มันได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของพลังขั้นเหนือมนุษย์เจ้าจงเตรียมใจไว้ว่าในวันพรุ่งนี้ผู้ที่เจ้าต้องพบเจอคือหลินหลันเทียนที่มีพลังขั้นเหนือมนุษย์จะดีกว่า”
ซ่งไป่หลางตะลึงไปเล็กน้อยหากหลินหลันเทียนมีพลังขั้นห้าเที่ยงแท้ระดับสูงสุดตนยังพอเชื่อมั่นในระดับฝีมือที่พัฒนาขึ้นมาว่าจะเอาชนะได้แต่หากหลินหลันเทียนกลายเป็นขั้นเหนือมนุษย์จริงการจะเอาชนะกลับกลายเป็นยากเย็นยิ่งระยะห่างระหว่างคนสองคนที่เคยร่นเข้ามาหลายก้าวใหญ่แทบจะกลายเป็นยืดห่างออกไปเท่าเดิมในพริบตาเดียว
“ใช้ว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสชนะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าเหนือกว่าคนผู้อื่นมาตลอดก็คือรากฐานระดับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าร่างกายของเจ้าในเวลานี้มีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าผู้ฝึกขั้นเหนือมนุษย์ และหากเจ้าสามารถพัฒนาพลังลมปราณได้มากพอฝึกฝนให้รองรับพลังธาตุทั้งสี่ในร่างของเจ้าได้สำเร็จถึงเวลานั้นหลินหลันเทียนในขั้นเหนือมนุษย์ก็มิใช่ว่าจะเอาชนะไม่ได้”
“ยังมีวิชาระดับสวรรค์ทั้งสอง ฝ่ามือบัวสวรรค์และม่านบัวสวรรค์ต่อให้มิใช่วิชาประเภทท้าทายสวรรค์เช่นกายาบัวพิสุทธิ์ทว่ามันก็ยังคงเป็นวิชาระดับสวรรค์อยู่ดี หลินหลันเทียนแข็งแกร่งเพียงใดอย่างมากสุดมันก็มีเพียงวิชาระดับลึกลับเท่านั้นยังห่างจากเจ้าหลายช่วงตัว”
“ข้าเข้าใจแล้ว อาจารย์” ซ่งไป่หลางพยักหน้ารับอาศัยความได้เปรียบทั้งหลายที่เซี่ยหยางเอ่ยมามันรู้สึกว่าตนเองไม่สมควรพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการพัฒนาวิชาทั้งสองที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นระดับสวรรค์ที่สมบูรณ์ในห้วงความทรงจำของซ่งไป่หลางพลันปรากฏเคล็ดวิชาของวิชาฝ่ามือบัวสวรรค์และวิชาม่านบัวสวรรค์เด็กหนุ่มหลับตาลงแล้วเริ่มทบทวนมันอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
วิชาฝ่ามือบัวสวรรค์ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในนิกายบัวสวรรค์นั้นนับว่าเป็นเพียงวิชาระดับกลางมีเพียงฝึกจนถึงขั้นสูงสุดจึงจะสามารถสร้างเงาของดอกบัวได้สำเร็จ ทว่าหลังจากเซี่ยหยางชี้แนะให้ดัดแปลงมันได้กลายเป็นวิชาระดับสูงที่สามารถปลดปล่อยเงาดอกบัวได้ในทันที
หลังจากนั้นภายใต้ความทรงจำที่ได้รับจากซากปรักวิหารบัวสวรรค์ซ่งไป่หลางได้พัฒนาวิชาฝ่ามือบัวสวรรค์จนกลายเป็นวิชาระดับสวรรค์ที่ไม่สมบูรณ์ผลก็คือพลังทำลายที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลทั้งยังสอดรับกับการใช้พลังธาตุได้อย่างสมบูรณ์ทว่ามันยังคงมิใช่วิชาระดับสวรรค์ที่แท้จริง
ความทรงจำของวิชาฝ่ามือบัวสวรรค์ที่สมบูรณ์ที่สุดกลับเพิ่งได้รับมาไม่นานจากการประลองรอบที่สองและสิ่งที่มันยังขาดหายไปก็คือกลไกขั้นสุดท้ายที่จะทำให้วิชาฝ่ามือบัวสวรรค์กลายเป็นวิชาที่ยอดเยี่ยมสมกับเป็นวิชาขั้นสวรรค์ที่แท้จริง
คุณสมบัติของฝ่ามือบัวสวรรค์ที่สำคัญที่สุดมิใช่เพียงการสร้างภาพดอกบัวขึ้นมาทว่าเป็นการซ้อนทับภาพดอกบัวเข้าด้วยกันต่างหากวิชานี้แท้จริงกลับมีรากฐานเดียวกับฝ่ามือบัวอัสนีเก้าชั้นฟ้าที่อู๋หลิวกำลังฝึกฝนอยู่
กล่าวให้ถูกก็คือ ฝ่ามือบัวสวรรค์คือรากฐานที่แท้จริงของวิชาฝ่ามือบัวอัสนีเก้าชั้นฟ้านั่นเอง
‘นั่นหมายความว่า ข้าเองก็สามารถสร้างพลังซ้อนทับได้เช่นเดียวกับอู๋หลิวยิ่งไปกว่านั้นพิจารณาจากการที่ข้ามิได้ใช้พลังธาตุจำเพาะเจาะจงกับมันหรือว่าข้าจะสามารถใช้พลังฝ่ามือบัวสวรรค์ออกด้วยหลายธาตุผสานกัน’ ดวงตาของซ่งไป่หลางส่องประกายด้วยความตื่นเต้นเมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นี้
‘ขั้นแรกคือฝ่ามือบัวสวรรค์หนึ่งชั้นฟ้า’ เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มพลันปรากฏภาพดอกบัววารีขึ้นก่อนที่ซ่งไป่หลางจะหลับตาของตนเองลงช้าๆในตอนนี้นอกจากพลังธาตุวารีแล้วอีกหนึ่งธาตุที่ซ่งไป่หลางสัมผัสถึงและใช้ออกมาได้เล็กน้อยก็คือธาตุอัคคี
‘สอดผสานดอกบัวที่สอง’ ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วควบรวมสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง
“ฮ่า”ซ่งไป่หลางผลักฝ่ามือออกพยายามควบรวมพลังลมปราณและใช้ออกด้วยวิชาฝ่ามือบัวสวรรค์อีกครั้งทว่าไม่ว่าจะพยายามคงสมาธิอย่างไรก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ ฝ่ามือบัวสวรรค์ราวกับมิยินยอมถูกใช้ออกมาพร้อมกันทั้งยังต่อต้านกันอย่างรุนแรงยิ่ง
‘ฮึ่มมม’ซ่งไป่หลางกัดฟันพยายามฝืนรวบรวมกำลังของตนเองต่อไป สีหน้าของเด็กหนุ่มเริ่มเปลี่ยนเป็นซีดขาวแม้ว่าจะทุ่มเทพลังมากเพียงใดฝ่ามือบัวสวรรค์ก็ไม่อาจปลดปล่อยออกมาซ้อนทับกันได้เลยแม้แต่น้อย
‘อันใดกัน หรือว่าข้าจะทำผิดวิธีเป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นเพราะธาตุที่ขัดแย้งกันของวารีและอัคคี’ ซ่งไป่หลางถอนพลังฝ่ามือออกก่อนจะครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“มิใช่ พลังธาตุผสานอัคคีวารีนั้นใช่ว่าจะไม่เคยมีมาก่อนการผสานวิชาสองธาตุนี้แม้จะทำได้ค่อนข้างยากแต่สำหรับเจ้าที่ได้รับความช่วยเหลือจากวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์การผสานวารีอัคคีย่อมง่ายดายกว่าคนทั่วไปมากปัญหาไม่ได้อยู่ที่พลังธาตุทว่าอยู่ที่วิธีการต่างหาก” ในแง่ของความชำนาญวิชาระดับสวรรค์เซี่ยหยางย่อมมีประสบการณ์มากกว่าซ่งไป่หลางหลายเท่า
“การผสานดอกบัวทั้งสองธาตุเข้าด้วยกันนับเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมทว่าวิชานี้เดิมทีล้วนเกิดจากฝ่ามือเดียวส่วนภาพดอกบัวล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากพลังลมปราณการที่เจ้าคิดจะใช้ฝ่ามือสองฝ่ามือในการสร้างย่อมไม่ใช่หลักการของวิชานี้”
‘จริงสิ ภาพดอกบัวแท้จริงก็เกิดจากฝ่ามือของข้าเพียงแค่ใช้พลังลมปราณแปรสภาพให้กลายเป็นลักษณ์ของดอกบัวเท่านั้น ข้ากลับคิดว่าการผสานดอกบัวคือการผสานฝ่ามือสองครั้งเข้าด้วยกันแท้ที่จริงมันก็คือฝ่ามือเดียวที่แตกแขนงออกเป็นสองดอกบัวต่างหาก’
ทว่าหลักการนี้ยากที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงยิ่งกว่าการผสานฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกันเสียอีกทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างดอกบัวสองธาตุขึ้นมาพร้อมกันในฝ่ามือเดียวซ่งไป่หลางยังคิดไม่ออกจริงๆ
เซี่ยหยางพลันหัวเราะออกมาเบาๆกล่าวว่า“เจ้ามิต้องคิดมากเกินไปการใช้ดอกบัวสองธาตุสอดผสานในหนึ่งฝ่ามือแท้จริงเจ้าเองก็มีพื้นฐานของหลักการอยู่แล้วนั่นก็คือย่างก้าวแปดบัวดาราระดับสวรรค์ที่สามารถสร้างร่างเงาเสมือนจริงขึ้นมาอีกหนึ่งร่างของเจ้า”
“ท่าเท้าแปดบัวดารา!!!?” ซ่งไป่หลางอุทานทว่าหลังจากหายตกตะลึงเด็กหนุ่มก็กลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง“อาจารย์ แม้ว่าท่าเท้าแปดบัวดาราของข้าจะคล้ายการแบ่งร่างเป็นสองทว่านี่นับว่าแตกต่างจากการใช้พลังธาตุสองธาตุโดยสิ้นเชิงข้ายังไม่เข้าใจเลยว่ามันจะเกี่ยวข้องกันเช่นใด”
“เจ้ายังไม่เข้าใจ แค่เพียงเพราะเจ้ายังไม่เคยทดลองทำแท้จริงแล้วการฝึกวิชานั้นหลักการสำคัญหกส่วน ความชำนาญสำคัญสองส่วน อีกสองส่วนที่เหลือคือจินตนาการของเจ้าเองหากเจ้าสามารถนึกภาพมันออก อีกทั้งมีความเชื่อมั่นในการใช้ออกมากเพียงพอ ถึงเวลานั้นเจ้าก็จะสามารถใช้มันออกได้เอง”
ซ่งไป่หลางรับฟังด้วยความสับสน เพียงแค่จินตนาการก็จะใช้ออกได้อย่างนั้นหรือเช่นนั้นคนทั่วไปย่อมสามารถฝึกฝนยอดวิชาได้โดยง่ายไปแล้วน่ะสิ
“ก่อนที่จะข้ามไปสู่ขั้นการใช้สองธาตุสอดผสานเจ้าจงใช้เวลาหนึ่งชั่วยามไปกับการทำความคุ้นเคยกับธาตุอัคคีเสียก่อน ตอนนี้แม้แต่การใช้ธาตุอัคคีทำอย่างไรตัวเจ้ายังไม่เคยทดลองแล้วจะไปจินตนาการการสอดผสานของธาตุได้อย่างไรเล่า” เซี่ยหยางตำหนิ
ซ่งไป่หลางเบิกตากว้างในที่สุดมันก็เข้าใจอะไรบางอย่าง ที่แท้ตัวมันเองยังไม่เคยมีประสบการณ์ควบคุมพลังธาตุไฟเลยสักครั้งมิน่ามันจึงไม่อาจนึกภาพวิธีสอดผสานธาตุได้เลย
ขณะที่กำลังสั่งสอนซ่งไป่หลาง ประสาทสัมผัสของเซี่ยหยางพลันรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์บางอย่างมันถอนหายใจออกมาเบาๆ “ในที่สุดก็เป็นดังที่ข้าคาดเอาไว้เจ้าหนู หลินหลันเทียนในเวลานี้ได้ทะลวงผ่านด่านสำเร็จแล้ว มันกลายเป็นยอดฝีมือขั้นเหนือมนุษย์ที่อายุเยาว์อย่างมากผู้หนึ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่เจ้ายากจะเอาชนะได้ในเวลานี้”
“ข้าเข้าใจแล้ว” ซ่งไป่หลางตอบรับทว่ายังคงสงบนิ่งอย่างยิ่ง มันใช้เวลาไปกับการทดลองควบคุมพลังธาตุอัคคีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเปลวไฟสายหนึ่งถูกจุดบนปลายนิ้วของเด็กหนุ่มก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตจิตใจซ่งไป่หลางพลันสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยอันแปลกประหลาดระหว่างตนเองกับเปลวไฟนี้ราวกับว่าธาตุอัคคีคือธาตุที่มีความใกล้ชิดกับตนเองอย่างยิ่ง
“แต่เดิมแล้วสายเลือดของเจ้ามีความผูกพันกับธาตุอัคคีเป็นพิเศษสามารถกล่าวได้ว่าเป็นสายเลือดของอัจฉริยะแห่งธาตุอัคคีเลยทีเดียว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เจ้าจะสามารถควบคุมธาตุอัคคีได้ดีเปรียบเทียบกันแล้วความบริสุทธิ์ของธาตุอัคคีในกายเจ้าเหนือกว่าธาตุอื่นๆทั้งหมดจนกระทั่งเจ้าได้รับวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เข้าไป”
“อาจารย์ ท่านเอ่ยถึงสายเลือดของข้า ทว่าในตระกูลซ่งข้าไม่เคยได้ยินว่ามีบรรพบุรุษที่เป็นอัจฉริยะแห่งธาตุอัคคีกำเนิดขึ้นมาก่อนเรื่องนี้...”
“ความสงสัยของเจ้าย่อมต้องคลี่คลายทว่านี่ยังไม่ใช่เวลาที่สมควร รอจนเจ้ามีความสามารถเพียงพอข้าสัญญาว่าจะช่วยเจ้าในการตามหาความจริงเรื่องสายเลือดของเจ้าเอง” เซี่ยหยางถอนหายใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว” ซ่งไป่หลางมิได้เซ้าซี้สิ่งใดอีกเพียงแต่ทำความคุ้นเคยกับธาตุอัคคีต่อไปอย่างตั้งใจ
เวลายังคงไหลผ่านอย่างไม่เร็วไม่ช้าในที่สุดวันสุดท้ายของการประลองสิบนภาก็ได้มาถึง
การประลองวันที่สามย่อมเป็นตัวตัดสินว่าผู้ใดจะได้รับอันดับใดในการประลองครั้งนี้รอบของอันดับท้ายๆยังคงน่าเบื่อหน่ายเช่นเคย ทว่าเมื่อมาถึงรอบของอันดับยี่สิบขึ้นไปการประลองพลันกลายเป็นดุเดือดและน่าจับตามองอย่างยิ่งแต่ละคนต่างทุ่มสุดตัวเพื่อให้ได้ก้าวขึ้นไปยังอันดับที่สูงกว่าเดิมในขณะที่ผู้มีอันดับเหนือกว่าก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาตำแหน่งของตนเองเอาไว้
ในบรรดาคนเหล่านี้ ที่น่าสงสารที่สุดย่อมเป็นจูเหวินเผชิญหน้ากับการท้าประลองด้วยคะแนนมหาศาลจากโยวหลัน ฟงเหยียนและลู่หานเขาทำได้เพียงกัดฟันและยอมทิ้งสามร้อยคะแนนไป อันดับที่เคยขึ้นถึงอันดับเก้าบัดนี้กลับถูกดีดตกลงมาเหลือเพียงอันดับยี่สิบกว่าๆเท่านั้นทั้งยังไม่มีหนทางที่จะทวงคืนคะแนนกลับมาได้แม้แต่น้อย
นี่ก็คือความน่ากลัวของการจัดอันดับหากไม่มีความสามารถเพียงพอการจะรักษามันเอาไว้ก็เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น
การประลองไล่มาเรื่อยๆจนถึงอันดับเจ็ดของเยว่จิงนางท้าทายหลิวหลี่ด้วยคะแนนหนึ่งร้อยสิบคะแนน นั่นหมายความว่าหากนางชนะนางย่อมได้รับอันดับสี่มาแทนที่ทว่าหากนางพ่ายแพ้ นางก็ยังคงอยู่ในอันดับเจ็ดเช่นเดิม นับว่าเป็นการเลือกที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง
การต่อสู้เป็นไปอย่างรุนแรงและดุเดือดกระบี่ของเยว่จิงเฉียบคมเสียจนหลิวหลี่ที่มีพลังสูงกว่ายังต้องขมวดคิ้วตลอดทั้งการประลองทั้งยังเกือบพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับเยว่จิง ทว่านางพลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะในท้ายที่สุดรักษาอันดับสี่ของตนเองเอาไว้ ส่วนเยว่จิงรั้งอยู่ที่อันดับเจ็ด สาเหตุที่นางไม่เลือกท้าประลองกับอันดับหกย่อมเพราะจ้าวฮุยยังคงไม่ได้สติอยู่ส่วนฉินจีนั้นแม้จะอันดับห้าแต่ในแง่ของศักยภาพนับว่ายังด้อยกว่าเยว่จิงและหลิวหลี่อยู่เช่นกันเยว่จิงย่อมต้องการประลองกับคนเก่งเป็นอันดับแรก ส่วนคะแนนหรืออันดับของนางจะเป็นเช่นไรนางมิได้สนใจมากนัก
ฉินจีย่อมได้แต่สละสิทธิ์ในการท้าประลองเนื่องเพราะนางไม่อาจเอาชนะหลิวหลี่ได้ส่วนอู๋หลิวก็มาจากนิกายเดียวกัน ไร้ประโยชน์ที่จะท้าทายกันเองเช่นนั้น
หลิวหลี่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจไม่ท้าประลองต่ออู๋หลิวหากต้องการอันดับสามมาคะแนนที่นางต้องใช้ท้าทายนั้นนับว่ามากมายอย่างยิ่ง อู๋หลิวผู้นี้มีลูกเล่นและฝีมือแข็งแกร่งซ่อนอยู่นางไม่ต้องการเสี่ยงเสียคะแนนไปโดยไม่จำเป็นในเวลานี้
อู๋หลิวคือคนสุดท้ายที่ตัดสินใจสละสิทธิ์เดิมทีมันเคยคิดว่าอยากประลองกับหลินหลันเทียน ทว่าเมื่อได้เห็นพลังระดับเหนือมนุษย์ของหลินหลันเทียนมันก็ได้แต่ถอดใจอย่างอับจนหนทาง
“ในที่สุดการประลองก็ดำเนินมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว” ผู้คนต่างพากันพูดคุยด้วยความตื่นเต้น การตัดสินระหว่างอัจฉริยะหน้าเก่าหลินหลันเทียนและหน้าใหม่ซ่งไป่หลางนี่นับเป็นหัวข้อที่ทำให้ผู้คนอดหลับอดนอนเพื่อใช้เวลาสนทนากันเมื่อคืนก่อน
“เฮ้อ หากเป็นก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าซ่งไป่หลางคงมีโอกาสชนะอยู่บ้างทว่าหลินหลันเทียนในเวลานี้คล้ายเป็นพระเจ้าของคนรุ่นเยาว์ไปแล้วมันถึงกับกลายเป็นขั้นเหนือมนุษย์ด้วยอายุเพียงเท่านี้จริงๆ”
“นั่นก็มิแน่ ซ่งไป่หลางผู้นี้ตั้งแต่เลื่อนระดับสู่ขั้นเที่ยงแท้และเอาชนะจ้าวฮุยคล้ายว่าจะยังไม่ได้ลงมือเต็มกำลังข้าคิดว่ามันอาจมีไพ่ตายบางอย่างที่เป็นไพ่ใบใหม่ก็เป็นได้”
“ยังมีข่าวลือเรื่องการทดสอบพลังของซ่งไป่หลาง แม้จะมีการแก้ข่าวว่าเป็นเพราะอุปกรณ์ชำรุดเสียหายทว่าข้ากลับคิดว่ามันเป็นไปได้อย่างมากอัจฉริยะเช่นซ่งไป่หลางจะมีเพียงพลังธาตุสามธาตุธรรมดาได้เช่นใดกัน”
“อา นี่ทำให้ข้าตื่นเต้นมากจริงๆ”
บนลานประลองหลินหลันเทียนยิ้มแย้มมองดูซ่งไป่หลางที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าตนมันพลันหวนระลึกไปถึงช่วงเวลาก่อนที่ตนเองจะเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาแม้ว่าตัวมันในเวลานั้นจะยังเทียบกับซ่งไป่หลางไม่ติดทว่าสถานการณ์นับว่าคล้ายคลึงกันยิ่งนัก
ระดับสามเที่ยงแท้เอาชนะระดับห้าเที่ยงแท้ทั้งยังเป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคนั้น ปาฏิหาริย์ที่มันได้สร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นกลายเป็นตำนานของการประลองสิบนภาทว่าหากเทียบกันแล้วปาฏิหาริย์ของมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ซ่งไป่หลางสร้างขึ้น
“ซ่งไป่หลางข้าขอท้าประลองเจ้าด้วยคะแนนห้าสิบคะแนน”หลินหลันเทียนเอ่ยออกมา หลายๆคนย่อมคาดเดาเอาไว้ได้ตั้งแต่แรกแล้วถึงจำนวนการเดิมพันคะแนนในครั้งนี้ทั้งสองมีคะแนนต่างกันเพียงห้าสิบคะแนน เพื่อจะตัดสินอันดับหนึ่งย่อมไม่จำเป็นต้องทุ่มเทคะแนนเดิมพันลงไปเว้นเสียแต่ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความแค้นที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกจึงจะเกิดการเดิมพันคะแนนอันร้อนแรงขึ้นในรอบเช่นนี้
“ข้าตกลง”ซ่งไป่หลางที่ยืนหยัดรออยู่บนลานประลองแล้วเอ่ยตอบรับอย่างสงบนิ่งแม้ว่าหลินหลันเทียนที่ทะลุขั้นไปเป็นระดับเหนือมนุษย์จะสร้างความกดดันให้กับมันไม่น้อยทว่าในใจของซ่งไป่หลางยังคงสงบราบเรียบ ยิ่งเมื่อหวนนึกถึงการฝึกฝนที่มันทุ่มเทลงไปเมื่อคืนแววตาของมันพลันฉายประกายของความเชื่อมั่นไม่สั่นคลอนออกมา
หลินหลันเทียนมีประกายยินดีในแววตาคนเช่นนี้แหละจึงจะทำให้การประลองสิบนภาของมันไม่น่าเบื่อหน่าย
“การประลองรอบสุดท้าย เริ่มได้!!!”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตอนนี้อ่านทวนแล้วเห็นว่าน้ำเยอะปล่อยฟรีแล้วกันครับ