สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 สิทธิที่จะไล่ตามความฝัน

            “อืม เรื่องแรกข้าเห็นว่าในเรือนจำมันมืดและชื้น ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน สภาพแวดล้อมมันเลวร้ายมากเห็นได้จากม้วนเอกสารเรือนจำก่อนหน้าข้าพบว่านักโทษส่วนใหญ่ร่างกายอ่อนแอเป็นเพราะได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องทำให้ต้องเสียชีวิตที่นี่ไม่เหมาะสำหรับเป็นที่คุมขังนักโทษ อีกอย่างชาวบ้านในเมืองแซมบอร์ดก็เป็นคนซื่อสัตย์อาจจะก่อเหตุอาชญากรรมเป็นบางครั้งอีกทั้งเหตุอาชญากรรมก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆส่วนใหญ่เป็นข้อพิพากษาระหว่างเพื่อนบ้านก็ไม่สมควรที่จะได้รับการทรมานแบบนี้ดังนั้นข้าตัดสินใจที่จะสร้างคุกใหม่ที่เรียบง่ายด้านนอกเขาวงกตใต้ดินนักโทษที่เป็นชาวบ้านธรรมดาก็นำไปคุมขังที่ด้านนอกนั้น โอเลเกร์เรื่องนี้เจ้าช่วยข้าจัดการให้เร็วที่สุดนะ”

            โอเลเกร์ชะงัก

            เขาคาดไม่ถึงว่าเรื่องแรกที่ฝ่าบาทให้เขาจัดการจะเป็นเรื่องนี้ถ้าตามเหตุผล เรือนจำแห่งนี้แข็งแกร่งมาก ร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยมีนักโทษคนไหนหลบหนีไปจากที่นี่ได้นับว่าเป็นเรือนจำที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่...แต่ตอนนี้โอเลเกร์ไหนเลยจะกล้าตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการตัดสินใจของราชาได้เขารีบทำตัวเป็นภูติตูดม้าที่ดี แสดงความจงรักภักดีออกมา “ฝ่าบาททรงมีพระเมตตายิ่งทรงเห็นอกเห็นใจชาวประชา โอเลเกร์เคารพเลื่อมใสยิ่งนัก ฝ่าบาทโปรดวางใจ ข้าจะใช้เวลาสั้นๆในการสร้างเรือนจำหลังใหม่ด้านนอกวงกตใต้ดินนี้อย่างแน่นอนขอรับ”

            ซุนเฟยพยักหน้า แต่ก็ยังไม่วางใจ ต้องสำทับไปอีกประโยคว่า “อืมงั้นก็ดี แต่เจ้าต้องจำไว้นะ อย่าได้ไปรบกวนชาวบ้านยิ่งไปกว่านั้นห้ามบังคับเกณฑ์แรงงานชาวบ้านมาช่วย...เอาแบบนี้ข้าคิดว่าสถานรักษาพยาบาลทหารในเมืองคงไม่อาจนำมาใช้การได้อีกครั้งแล้วเจ้าก็นำคนที่มีความรอบคอบไปตกแต่งบางส่วนแล้วเปลี่ยนที่นั่นให้กลายเป็นเรือนจำก็ได้กำลังทรัพย์ในท้องพระคลังตอนนี้มีจำกัด แค่ซ่อมแซมบางส่วนก็พอ”

            โอเลเกร์รู้ว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะแสดงความจงรักภักดีจึงรีบพูดออกมาอย่างใจป้ำว่า“ฝ่าบาทโปรดวางใจ การซ่อมแซมตกแต่งเรือนจำครั้งนี้ไม่ต้องใช้เงินจากท้องพระคลังก็ได้ขอรับ โอเลเกร์ยินดีที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองขอรับ”

            ซุนเฟยรอประโยคนี้อยู่เลย

            เขาตบไหล่โอเลเกร์พร้อมรอยยิ้มแล้วพยักหน้า “อืม เห็นเจ้ามีความจงรักภักดีขนาดนี้ข้ารู้สึกดีใจมาก จำไว้นะ การปกครองประเทศของข้าอเล็กซานเดอร์รางวัลและการลงโทษข้าแบ่งแยกอย่างชัดเจน เจ้าสร้างคุณูปการให้แก่เมืองแซมบอร์ดทำให้ทุกคนในเมืองต่างซาบซึ้งกับความดีของเจ้า ข้าอเล็กซานเดอร์จะไม่ให้เจ้าต้องลำบากอย่างแน่นอน”

            พูดจบ ซุนเฟยก็เดินออกจากเรือนจำไปพร้อมรอยยิ้ม

            โอเลเกร์ได้รับประโยคที่ให้กำลังใจแบบนี้ในใจก็พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

            แม้แต่ตอนที่ถูกองค์ราชาตบไหล่ตัวเองเบาๆ ก็รู้สึกว่ามีพลังงานอบอุ่นพลั่งพรูออกมาทั่วร่างเขารู้ว่าการซ่อมแซมเรือนจำครั้งนี้เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยม เขาตัดสินใจแล้ว แม้ว่าจะต้องล้มละลายก็ต้องซ่อมแซมเรือนจำใหม่ให้ดีที่สุดและเขาเองก็เข้าใจความนัยที่ฝ่าบาทต้องการจะสื่อได้อย่างชัดเจนเรื่องนี้ไม่เพียงทำให้ฝ่าบาทพอพระทัย แต่ยังทำให้ชาวบ้านทั้งหมดรู้สึกดีด้วยเช่นกัน...คำใบ้นี้ทำให้ในใจของเขายิ่งมั่นใจมากขึ้น

            ……

            ……

            เมื่อออกจากเรือนจำที่น่ากลัวได้ ซุนเฟยไม่มีองครักษ์มาอารักขาตนเขาเดินตามเส้นทางลงภูเขาคนเดียวด้วยท่าทางผ่อนคลายชื่นชมทิวทัศน์ที่สวยงามยามพระอาทิตย์ตกไปพลางร้องเพลงไปพลางขณะที่เดินเข้าไปในเมืองอย่างช้าๆ

            เรื่องราวที่ได้รับรู้ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กการปรับปรุงเรือนจำครั้งนี้ทำให้ได้พบเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างแผนที่ที่ตั้งเทพและปีศาจซุนเฟยอารมณ์ดีมาก ทิวทัศน์ที่สวยงามทำให้คนรู้สึกดื่มด่ำ บรรยากาศที่แสนสดชื่นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอยากแหกปากตะโกนลั่นท้องฟ้า

            ภายใต้พระอาทิตย์ตกดินแสงอาทิตย์ยามตกดินทอแสงสีทองบ่งบอกว่าเวลาอาหารค่ำมาถึงแล้วในเมืองแซมบอร์ดเต็มไปด้วยควันจากปล่องไฟ เหล่านกน้อยบินกลับรังเสียงทุ้มต่ำของเหล่าแมลงดังระงม แม่น้ำและภูเขาที่สวยราวกับภาพวาด

            ซุนเฟยเดินบนถนนเข้าไปในเมืองอย่างช้าๆ ไม่ได้รีบร้อนจะกลับวังทันที

            เขาอยากจะเดินชมชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของเหล่าชาวบ้านในเมืองฉากนี้สำหรับซุนเฟยที่เป็นคนต่างโลกแล้ว การทะลุมิติมาที่นี่ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่เหมือนจู่ๆ เขาได้เข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์แฟนตาซีในโลกเก่า สิ่งก่อสร้างด้วยหินขนาดใหญ่ในเมืองวัฒนธรรมแปลกๆ และรูปปั้นหินที่น่าเกรงขาม ทุกที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตที่ซุนเฟยไม่เคยสัมผัสมาก่อนทำให้ซุนเฟยได้เปิดหูเปิดตา เขารู้สึกมหัศจรรย์ที่ตัวเองค่อยๆ ผสานเข้ากับโลกนี้

            ตอนนี้เมืองเล็กๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงบราวกับเป็นแดนสุขาวดี

            ตอนนี้ ‘ระดับชื่อเสียง’ ของซุนเฟยไม่เป็นสองรองใครในเมืองแซมบอร์ดไม่มีใครไม่รู้จักเขา ตลอดทางที่เดินบนท้องถนนบางครั้งก็จะมีคนเดินเข้ามาทำความเคารพ โชคดีที่แผ่นดินอาเซรอทมีการแบ่งแยกลำดับชนชั้นอย่างเข้มงวดแต่ก็ไม่ได้เหมือนสมัยโบราณในโลกเก่าที่เมื่อเห็นราชวงศ์ก็ต้องรีบเข้าไปคุกเข่าทำความเคารพซึ่งมันก็ลดความยุ่งยากแก่ซุนเฟยได้ไม่น้อยเลยเขายิ้มทักทายตอบกลับไปทุกคนพลางเดินชื่นชมวิวทิวทัศน์ของเมืองแต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเล็กๆ แห่งนี้โดยไม่รู้ตัว ในใจรู้สึกสนิทสนมใกล้ชิดจนยากที่จะแยกออกจากกันได้เหมือนหน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิที่หลังฝนตกก็เจริญเติบโตขึ้นมา

            “เฮ้ ซากิลจอมเจ้าเล่ห์ อย่าวิ่งนะ...”

            ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกเด็กๆ ดังขึ้นมามีเด็กน้อยตัวเล็กวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาจากข้างในซอยโดยไม่ทันระวังจนชนเข้ากับร่างของซุนเฟยดวงตากลมโตสีน้ำเงินมองซุนเฟยตาค้าง ด้านหลังของเขามีกลุ่มเด็กๆ วิ่งเข้ามา มีทั้งชายและหญิงซึ่งแต่ละคนก็มอมแมมไปทั่วตัวบนใบหน้าของทุกคนต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นพวกเขาต่างมองมาที่ซุนเฟยพลางหัวเราะชอบใจ

            ที่เหนือความคาดหมายคือ ในกลุ่มเด็กน้อยเขาได้เห็นหลุยส์ เด็กสาวผมแดงลูกสาววัยสิบสองปีของเพียร์ซสาวน้อยน่ารักเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ตอนนี้ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงใบหน้าขาวนวลก็เต็มไปด้วยคราบสีเทา ดูเป็นคนละคนกับเด็กสาวเมื่อสองสามวันก่อนที่อ้อนวอนซุนเฟยให้ช่วยชีวิตบิดาตัวเอง และถ้าซุนเฟยสามารถช่วยชีวิตเพียร์ซได้ก็จะยอมเป็นคนรักของเขาตอนนี้เธอดูร่าเริงสดใสยามที่ได้อยู่กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

            “องค์ราชาอเล็กซานเดอร์...”

            ในขณะที่ซุนเฟยพบหลุยส์ หลุยส์เองก็จำซุนเฟยได้เช่นกันถือโอกาสมองใบหน้าน่ารักดั่งตุ๊กตาที่กำลังแสดงท่าทางเจ้าเล่ห์และกระดากอายที่เห็นไม่ได้ง่ายๆทันใดนั้นพวกเด็กๆ ต่างมารอบล้อมซุนเฟยอย่างเจี๊ยวจ๊าว

            ไม่ช้า ชาวเมืองแซมบอร์ดก็ได้พบฉากที่ไม่น่าเชื่อแบบนี้

            พวกเด็กๆ ซนมากเหมือนได้พบของเล็กชิ้นใหม่ พวกเขาต่างลูบคางเล็กๆ ที่สกปรกของตัวเองอย่างเงียบๆกะพริบตาปริบๆ นั่งอยู่ริมถนน บางครั้งก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ท่ามกลางพวกเด็กๆ ก็มีร่างขององค์ราชาอเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขากำลังพูดอะไรบางอย่างด้วยท่าทางมีชีวิตชีวาบนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่จริงใจเหมือนพวกนักพเนจรที่กำลังเล่านิทานให้พวกเด็กๆฟัง เขาอุ้มเด็กตัวเล็กๆ มอมแมมมาไว้ที่ตักโดยมีเด็กคนอื่นๆ ล้อมรอบกาย

            “โอ้พระเจ้าขอบคุณสำหรับความเมตตาของพระองค์ที่ทำให้พวกเรามีราชาที่กล้าหาญและสูงส่งเช่นนี้”

            ทุกคนที่เห็นฉากนี้ต่างรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเติบโตขึ้นในใจของพวกเขาอย่างช้าๆเดิมทีมีผู้หญิงบางคนถือไม้กวาดมาตามหาลูกชายตัวเองกลับบ้านไปกินข้าวด้วยท่าทางโมโหแต่เมื่อเห็นลูกชายแสนซนของตัวเองกำลังนั่งอยู่บนตักของราชาแล้วกำลังฟังอะไรบางอย่างอยู่ก็ยืนอย่างเงียบๆ ด้วยท่าทางดีใจและแปลกใจ

            ……

            ท่ามกลางวงล้อม

            “ฮ่าๆๆ ดีๆๆ วันนี้ก็พอแค่นี้แล้วกันเรื่องราวการผจญภัยของพ่อมดโดราเอมอนและโนบิตะจอมขี้เกียจมีอีกมาก หากพวกเจ้าชอบ ไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาเล่าให้ฟังต่อตอนนี้ใกล้จะมืดแล้ว รีบกลับบ้านไปกินข้าวเถอะ!” ซุนเฟยอุ้มเด็กน้อยมอมแมมที่อยู่บนตักวางกับพื้นแล้วลุกขึ้นยืนเรื่องราวในวันนี้จบลงด้วยรอยยิ้ม

            “อ่า...ไม่อยากกลับบ้านเลย ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจสักนิด” พวกเด็กๆ ต่างโอดครวญ

            พวกเด็กๆ ไม่อยากหยุดแค่นี้ แต่ละคนมองซุนเฟยด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับ นี่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกมีความสุขมาก ราวกับได้รับชัยชนะ เขาหัวเราะเสียงดังออกมา“ตอนนี้พวกเจ้ายังเด็กนัก รอให้พวกเจ้าโตขึ้นอาจกลายเป็นนักรบผู้กล้าหาญที่แท้จริงหรือนักเวทผู้สูงส่งก็เป็นได้เหมือนเรื่องราวของพ่อมดโดราเอมอนและคนสนิทจอมขี้เกียจอย่างโนบิตะ...”

            “แต่พวกข้าไม่อาจกลายเป็นนักรบหรือนักเวทได้...ฝ่าบาท บิดาของข้าเป็นช่างตีเหล็กบางทีข้าก็อาจเป็นได้แค่ช่างตีเหล็กคนหนึ่ง” มีเด็กบางคงพูดออกมาด้วยท่าทางซึมเศร้า

            “ใช่แล้ว ไม่มีนักเวทคนไหนยินดีรับลูกชาวบ้านอย่างพวกเราไปเป็นลูกศิษย์หรอกพวกเราไม่มีม้วนคัมภีร์คลื่นพลังด้วย...” เด็กน้อยอีกคนก็พูดออกมาด้วยนัยน์ตาเศร้าๆ“ครอบครัวพวกเราจนมาก แม้แต่ข้าวก็ยังกินไม่อิ่มเลย พ่อบอกว่ามะรืนนี้จะส่งข้าไปเป็นข้ารับใช้ในคฤหาสน์ของท่านไวเคานต์ลิวอิส”

            “เมืองแซมบอร์ดมีเพียงลูกขุนนางและพ้อค้าเท่านั้นถึงจะเชิญอาจารย์มาสอนได้...”สาวน้อยผมแดงหลุยส์กะพริบตากลมโตของเธอแล้วพูดว่า “ถ้ามีใครยอมสอนพวกเราก็คงดี...น่าเสียดายที่พ่อแสนขี้เกียจของข้าก็ไม่มีคลื่นพลังอะไรเลยเฮ้อ!”

            พวกเด็กๆ ต่างมีสีหน้าสิ้นหวัง รอยยิ้มบนใบหน้าเล็กๆ มอมแมมค่อยๆ หายไป เหลือเพียงความโศกเศร้าที่ไม่สมควรจะมีอยู่ในวัยนี้ มีเด็กคนไหนบ้างที่ไม่เคยใฝ่ฝันอยากเป็นวีรบุรุษ? มีเด็กคนไหนบ้างที่ไม่อยากเป็นวีรบุรุษที่ได้รับการชื่นชอบจากทุกคน?น่าเสียดายที่ความเป็นจริงมันโหดร้าย ทำให้ความฝันของพวกเด็กๆ ที่ยังไม่ทันจะงอกเงยก็ถูกทำลายไปด้วยสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อยและแรงกดดันในการดำรงชีวิต ทำให้พวกเขาสูญเสียสิทธิที่จะไล่ตามความฝัน

            เห็นใบหน้าที่ย่อท้อของพวกเขาแล้ว ในใจซุนเฟยก็พลันเจ็บปวดไปด้วย

            ในใจของเขาพลันกระตุกทันใดนั้นเขาก็เกิดความคิดที่ยอดเยี่ยมบางอย่าง

            ……

            เมื่อกลับมาที่พระราชวัง เหล่าข้ารับใช้ก็เตรียมอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยซุนเฟยก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของแองเจล่าและเจ็มม่า ในใจก็รู้สึกแปลกใจเมื่อกินข้าวไปได้ไม่กี่คำก็เตรียมจะเข้าไปในห้องโถงเงียบๆ คนเดียวในใจคิดวางแผนสำคัญหลายอย่างที่ต้องทำ ตอนนี้เอง แองเจล่าก็เดินนำเจ็มม่าเข้ามาในที่สุดพวกนางก็กลับมาแล้ว

            “พวกเจ้าสองคน วันนี้ไปไหนกันมาหรือ ทั้งวันข้าไม่เห็นแม้แต่เงาเลย?”ซุนเฟยถามกึ่งๆ หยอกล้อ

            “ฮิๆ ฝ่าบาท คิดถึงพี่แองเจล่าใช่ไหมล่ะ?” สาวน้อยเจ็มม่าเหล่มองไปที่แองเจล่าที่เดินไปอยู่ข้างๆ ซุนเฟยก่อนหัวเราะคิกคักแล้วตอบไปว่า “พูดไปก็เป็นเรื่องบังเอิญ วันนี้พวกเราบังเอิญไปพบองค์หญิงที่เป็นเอกอัครราชทูตของราชอาณาจักรเซนิทบนถนนเข้าน่ะ เลยสนทนาพูดคุยกันอยู่นาน...ฝ่าบาท องค์หญิงองค์นี้ทรงสุภาพอ่อนโยนมาก พูดจาไพเราะ ไม่มีท่าทางเย่อหยิ่งเลยนะ สนทนากับแองเจล่าอย่างร่าเริงเชียว...ฮิๆ ใช่แล้ว นางยังถามเกี่ยวกับเรื่องราวของฝ่าบาทมากมายเลยล่ะ”

            ---------------------------