“ลากเอาอัครเสนาบดีหลี่กับก่งจั๋วหรานไปขังคุกใต้ดิน พวกเจ้าที่อยู่ในห้องโถงนี้ผู้ใดรู้ว่าตนเองมีอยู่ในรายชื่อรีบก้าวออกมา ชักช้าเจิ้นจะสั่งประหารทันที”
สิ้นสุดพระดำรัสของโจวเฟิงขุนนางส่วนหนึ่งเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น พวกเขาล้วนรับสินบนจากก่งจั๋วหรานมานาน ไม่คาดคิดว่าจะถูกราชครูหมิงที่เพิ่งย่างก้าวเข้ามาในวังหลวงจับได้ไล่ทันในเวลาอันสั้นเช่นนี้
อัครเสนาบดีหลี่ไม่มีโอกาสได้ร้องคร่ำครวญเพราะสิ้นสติสมประดีปล่อยให้ทหารอุ้มสองแขนสองขาเอาไปนอนลงบนเตียงในคุกใต้ดินองครักษ์ทั้งหลายรีบลากคนที่ทรุดตัวลงคร่ำครวญขอความเห็นใจจากฮ่องเต้ออกไปตามกันหลายสิบคน
“ฝ่าบาท โปรดทรงเมตตาด้วยพะยะค่ะ” เหล่าขุนนางที่ปรากฏรายชื่อในม้วนเอกสารพวกนั้นล้วนคุกเข่าร่ำไห้เป็นน่าเวทนาแต่ยามนี้ยากจะหลีกพ้นความตายหากแต่การประหารเก้าชั่วโคตรกลับทำให้ตระกูลของตนถึงกับสิ้นไปจากแผ่นดิน
ฮ่องเต้โจวเฟิงทรงลุกขึ้นยืน“ในเมื่อพวกเจ้าเพิ่งวางแผนแต่ยังไม่ลงมือเจิ้นก็จะประหารเฉพาะคนที่เกี่ยวพันส่วนคนในตระกูลคนอื่นๆ ส่งไปเป็นกรรมกรให้หมดทั้งสามชั่วโคตร”
ขุนนางที่เหลือล้วนแล้วแต่กล่าวสรรเสริญพระองค์เพราะที่ผ่านมาความผิดอันชัดเจนเกี่ยวกับการกบฏล้วนประหารสิ้นเก้าชั่วโคตรซึ่งยามที่คนแต่ละตระกูลถูกมัดมือเดินตามหลังกันเข้าแดนประหารล้วนเห็นแล้วเป็นที่น่าเวทนาเพราะสตรีในตระกูลและเด็กน้อยทั้งหลายต่างล้วนไม่รู้ไม่เห็นกลับต้องมาสิ้นชีวิตเพราะหัวหน้าครอบครัวทำผิดเพียงผู้เดียวราชสำนักล้วนต้องการตักเตือนผู้ที่คิดจะก่อการกบฎว่าผลลัพธ์ของการคิดคดนั้นร้ายแรงยิ่งจึงได้มีกฎการประหารถึงเก้าชั่วอายุคนขึ้นมาแม้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกหวาดกลัวแต่การแย่งชิงอำนาจกลับมีทุกยุคทุกสมัย
“ฝ่าบาททรงพระเมตตา”
“หากจะประหารคนไม่รู้เรื่องทิ้งสู้เอาไปทำงานให้เกิดประโยชน์แก่แคว้นคงจะดีกว่าแต่ว่าต้องให้ทหารคุมพวกเขาทำงานอย่างเข้มงวดเจ้ากรมโยธาธิการให้ท่านเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้”
“พะยะค่ะ”เจ้ากรมโยธาธิการรีบรับคำแม้ตัวเขาเองจะมิได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดแต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็อดจะหวั่นวิตกมิได้เขาแอบเหลือบมองราชครูหมิงที่ยืนอยู่เยื้องกับฮ่องเต้ด้วยความกริ่งเกรงหวังว่าราชครูผู้นี้คงไม่มีเรื่องที่ต้องจับผิดตัวเขาด้วยกระมัง?ต่อไปหากคิดจะทำสิ่งใดต้องทำให้รอบคอบมากกว่าเดิมนัก
ก่งจั๋วหรานมีท่าทีฮึดฮัดไม่ยอมออกจากท้องพระโรงยังคงหันมามอง รองแม่ทัพกุ้ยด้วยความโกรธแค้น
“กุ้ยเพียนโจวเจ้ามันคนทรยศอย่าหวังเลยว่าข้าตายเป็นผีแล้วจะละเว้นเจ้า เจ้าเองก็รับเงินทองข้าไปมากมายซ้ำยังโลภมากอยากเป็นจอมทัพแห่งแคว้นผิงจึงร่วมมือกับข้า ที่ไหนได้?เจ้ากลับหาทางรอดเอาความชอบเพียงผู้เดียวด้วยการหักหลังพวกข้า!” สายตาของใต้เท้าก่งจ้องเขม็งมายังรองแม่ทัพกุ้ยเพราะไว้ใจว่าคนผู้นี้จะนำกำลังทหารเข้าบุกวังหลวงให้ตนจึงได้ไว้ใจมอบรายชื่อให้ถือเอาไว้
ฮ่องเต้เห็นเช่นนั้นก็ทรงพิโรธหันมาตวาดใต้เท้าก่งอย่างแรง “บังอาจ! เจ้ามันโจรกบฏยังคิดอาฆาตหลักฐานชัดเจนถึงเพียงนี้เจ้ายังคิดจะโทษผู้อื่นทหารให้คนไปลากก่งเฟยไปไว้ที่ตำหนักเย็นอย่าให้นางได้ออกมาอีกต่อไปแผ่นดินผิงจะมิให้คนตระกูลก่งได้เป็นขุนนางอีกสืบไป”
ก่งจั๋วหรานได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่เสียใจที่คราวนี้นอกจากตนจะถูกประหารแล้วบุตรสาวก็ยังถูกนำไปกักขังไว้อีก‘ตระกูลก่งของข้าต้องสูญสิ้นแล้ว’
อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายฝูจินหรงตลอดตั้งแต่ต้นจนจบมิยอมแสดงความคิดเห็นแม้สักน้อยได้แต่มองการจับกุมขุนนางมากมายออกไปจนหมดรายชื่อ เขายืน ถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘ดีที่ข้ามิได้สนใจเข้าร่วมกับคนพวกนี้ทำการกับคนโง่ช่างไร้อนาคต น่าอนาถเสียจริง’
แม่ทัพต้วนยืนมองด้วยความงุนงงที่รองแม่ทัพอย่างกุ้ยเพียนโจวไปเข้าร่วมกับใต้เท้าก่งตั้งแต่เมื่อใดตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นรองแม่ทัพผู้นี้อยู่ในสายตามาก่อนเพราะเห็นว่ากุ้ยเพียนโจวเป็นคนซื่อจนแทบจะเซ่อด้วยซ้ำเขาเองครองทัพทั้งสามภาคเคยคิดจะถอดถอนกุ้ยเพียนโจวผู้นี้มาหลายคราว
‘หรือว่ารองแม่ทัพกุ้ยเป็นคนของราชครูหมิงมาตั้งแต่แรก’
แม่ทัพใหญ่มองไปแท่นด้านบนท้องพระโรงที่ฮ่องเต้ทรงนั่งอย่างสง่าผ่าเผยยิ้มอย่างพอพระทัยอยู่กับราชครูหมิงผู้ร้ายกาจสุดท้ายเขาต้องรับหน้าที่ถือราชโองการนำทหารไปบุกจวนเพื่อจับกุมคนในตระกูลหลี่และตระกูลก่งบ่ายวันนั้นทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนปั่นป่วนเหล่าทหารออกจับกุมทุกตระกูลที่มีส่วนเกี่ยวข้องเสียงเล่าลือดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย
จบการประชุมในท้องพระโรงสายวันนั้นขุนนางระดับสามขึ้นไปหลายสิบคนถูกจับโทษฐานกบฏทำให้ต้องออกราชโองการแต่งตั้งผู้มีความดีความชอบเข้ามาทดแทนสร้างความตื่นเต้นให้แก่ขุนนางชั้นผู้น้อยระดับสี่จำนวนมากที่ได้เลื่อนขั้นเพียงชั่วพริบตา
อนุจงได้รับราชโองการถึงกับเป็นลมนางคือผู้ที่ต้องถูกลากไปรับโทษประหารพร้อมสามีในฐานะผู้ให้คอยแจกจ่ายสินบนให้กับขุนนางทั้งหลายส่วนคนที่เหลือถูกลากเอาไปทำงานเป็นกรรมกรเพื่อก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลตลอดชีวิตนี่นับเป็นความอเนจอนาถไม่ต่างจากตายสักเท่าใด?
ยามนั้นแคว้นผิงกำลังคิดจะสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลตามแนวชายฝั่งเพื่อขยายกิจการท่าเรือน้ำลึกหลังจากลากเอากบฏใต้เท้าก่งออกจากท้องพระโรงไปแล้ว ฮ่องเต้โจวเฟิงจึงเห็นว่าการประหารคนทั้งเก้าชั่วโคตรเป็นการสิ้นเปลืองผู้คนจนเกินไปจึงให้ประหารเพียงผู้รู้เห็นในครอบครัวของใต้เท้าก่งและใต้เท้าหลี่ส่วนคนอื่นๆในครอบครัวสืบสายไปสามชั่วโคตรให้ไปเป็นแรงงานสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลซึ่งยากลำบากอย่างยิ่ง
รองแม่ทัพกุ้ยจำต้องคอยตามติดราชครูหมิงตลอดเวลาในสายตาคนภายนอกกับเรื่องจริงนั้นต่างกันนัก ราชครูหมิงข่มขู่กุ้ยเพียนโจวให้อยู่ช่วยงานเพราะยังกำจัดองค์กรนักฆ่าอินทรีและผู้ว่าจ้างสำนักนักฆ่ามืออสูรยังมิได้
“เจ้ามีหน้าที่ต้องช่วยข้าจัดการอีกสองคดีนี้ให้เรียบร้อยมิฉะนั้นข้าก็จะถือว่าเจ้ายังคงเป็นผู้ร้ายที่ต้องกำจัดเช่นกัน”
กุ้ยเพียนโจวได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่งราชครูด้วยความเคารพนบนอบนับตั้งแต่เรื่องในท้องพระโรงวันนั้นจบลงเขาทรัพย์สินที่ได้มาจากก่งจั๋วหรานทั้งหมดถูกริบเข้าท้องพระคลังเกอฮูหยินเสียดายอย่างยิ่งแต่ยังดีที่รักษาหัวไว้บนบ่าได้นางจึงได้แต่หุบปากยืนนิ่งๆอยู่ด้านข้างสามี
“ฮูหยินเพราะความโลภมากของเราสองคนแท้ๆเกือบจะทำให้สิ้นทั้งชีวิตและสิ้นทั้งตระกูล จากนี้พวกเราต้องระวังใจของตนเองให้ดีสิ่งใดไม่ควรได้มาก็ไม่ควรนำมาเพราะสุดท้ายเป็นการนำเคราะห์ร้ายเข้าเรือน”
แม่ทัพต้วนจินป้านเพิ่มความระแวดระวังมากยิ่งขึ้นเวรยามรอบจวนก็เพิ่มจำนวนคนอีกเท่าตัว เขาไม่ใคร่จะไว้ใจผู้ใดมากนักนอกจากกองทัพภาคกลางแล้วตัวเขามีรองแม่ทัพไว้ใจได้คุมกองกำลังภาคเหนือและภาคใต้ซึ่งเป็นทัพใหญ่หากจะต้องต่อกรกับรองแม่ทัพกุ้ยที่ดูแลเพียงกองทัพภาคกลางก็ไม่นับเป็นกระไรได้!
แม้จะระวังถึงเพียงนั้นแต่ก็ไม่อาจป้องกันสาวใช้ตัวปลอมที่เข้ามาวนเวียนคอยเติมน้ำชาและอ่างล้างมือพร้อมทั้งผ้าสะอาดในยามรับประทานอาหาร
“ช่วงนี้คงไม่อาจลงมือได้ต้องรอไปอีกสักระยะ”
“ท่านต้วนวางใจแผนการของเรายังเหมือนเดิม หากจะว่าไปก่งจั๋วหรานถูกกำจัดก็ดีเหมือนกันเพราะฮ่องเต้จะไม่ทรงเพ่งเล็งพวกเรามาก”
ต้วนจินป้านมองรองแม่ทัพคู่ใจด้วยสายตาหงุดหงิด“จะวางใจเช่นนั้นมิได้ดอก เจ้ามิเห็นใบหน้าราชครูหมิงหรือ?สายตาคมกริบปานเหยี่ยวของคนผู้คนคล้ายจะเจาะทะลุหัวใจทุกผู้คนในท้องพระโรงอยู่แล้วจมูกไวปานสุนัข หากว่ารู้แผนการของเราล่ะก็หัวของเจ้ากับข้าก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้”
รองแม่ทัพตงผงะเล็กน้อย“จริงสิ...ข้าลืมไปเสียสนิท คนผู้นั้นช่างน่ากลัวยิ่งนักน่ากลัวเสียยิ่งกว่าฮ่องเต้อีก”
“เจ้าก็เหมือนกันรองแม่ทัพเชออย่าได้วางใจเทียวเก็บสายตาและวาจาให้มิดชิดราชครูหมิงผู้นี้มิใช่คนที่พวกเราจะต่อกรด้วยได้”
“ข้าน้อยเห็นด้วย ในท้องพระโรงข้ายืนห่างขนาดนั้นก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูกออกชายแดนสู้รบยังไม่น่ากลัวเท่าพบคนผู้นี้”
แม่ทัพต้วนกำหมัดแน่น“หากคนผู้นี้ยังอยู่ แผนการของข้าไม่ต้องเริ่มก็คงต้องพับเก็บแล้ว”
*********************
