อลินตา... หมอผีข้ามภพ

บทที่ 174

ขณะที่เป๋ากำลังจะออกเดินทางยอนเวลากลับสู่อดีต อลินตาก็หันไปพูดกับใครบางคนในห้องที่ว่างเปล่า

                “สินเธาว์ สมุทรออกเดินทางไปคอยคุ้มครองพี่เป๋าตุงให้แม่ด้วย” พรึ่บเดียวกุมารน้อยแก้มยุ้ยตัวขาวจั๊วะทั้งสองก็ปรากฏร่างแล้วลอยตามเป๋าตุงเข้าไปในโลงศพอย่างรวดเร็วเป๋าตุงตาเหลือกกัดปากด้วยความหวาดกลัวนอกจากจะนอนในโลงศพแล้วยังต้องเดินทางไปกับกุมารอีกด้วยให้มันได้อย่างนี้ชีวิตแกนังเป๋าตุง

                อลินตาเอื้อมมือไปแตะขอบโลงศพพึมพำมนต์คาถาสักพักพลัน.. ร่างของเป๋าตุงลูกน้องคนสนิทก็วับจากนั้นอลินตาก็ก้าวเข้าไปนอนในโลงศพโดยมีกระเป๋าสะพายข้างใบเขื่องไปด้วยหนึ่งใบ

                หญิงสาวลงนอนในโลงศพยกมือประนมตรงกึ่งกลางหน้าอกคล้ายคนที่ตายไปแล้วแว้บหนึ่งอลินตานึกถึงการพิจารณามรณานุสตินั่นคือการนึกถึงความตายที่ใครก็ไม่สามารถเลี่ยงได้อลินตามักจะเตือนตัวเองเสมอเวลานอนในโลงศพ ว่าควรมีสติทุกการกระทำ ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทดังเช่นพุทธพจขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนเอาไว้

                เมื่อเอนตัวลงนอนในโลงศพอลินตาหลับตาช้าๆ จากนั้นพึมพำคาถามรภพศัตราลัย อันเป็นคาถาประจำตัวเวลาที่เธอจะเดินทางสู่ห้วงภพที่ไม่ใช่ณ ปัจจุบัน สักครู่เดียวหญิงสาวก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลและรู้สึกเหมือนตัวเองลอยคว้างอยู่กลางอากาศระหว่างนั้นเอง อลินตาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่คุ้นเคย เป๋า!!! เป็นอะไร สมุทรสินเธาว์ ไปไหน?

               ใจอลินตามุ่งสู่เป๋าเป็นคนแรก เพียงครู่เดียว อลินตาก็หล่นลงบนอะไรนุ่มๆพร้อมด้วยโลงศพจิ๋วที่อยู่ในมือ หญิงสาวลืมตาขึ้นแล้วพบว่าหน้าของตัวเองแทบจะชนกับหน้าของปราถะเธอรีบตั้งสติอย่างรวดเร็วแล้วสำรวจไปรอบๆ ตัวก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนตักของปราถะอีกด้วย หนำซ้ำยังกอดคอเขาเอาไว้อีกต่างหากอลินตาคิดว่าตัวเองตาไม่ฝาดที่แอบเห็นปราถะหน้าแดงระเรื่อภายใต้แสงไฟเรืองๆแน่นอนมันไม่ใช่แสงไฟจากไฟฟ้าแต่มันเป็นแสงไฟที่จุดจากตะเกียง แต่เอทำไมแสงไฟมันดูส้มๆ เขียวๆ วาบๆ ผิดปกติ ฉับพลัน

                “แว้กกกกกก....!!”เสียงเป๋ากรีดร้องด้วยความตกใจ อลินตาหันไปทางเป๋าก็เห็นว่าเป๋ากอดกลมร่างกายเบียดชิดอยู่กับสองกุมารน้อยอลินตาแอบลำไยกุมารของตัวเอง เป็นผีไปแล้วยังจะกลัวอะไรอีกในขณะที่เป๋ากลัวลนลานแต่เสียงของปราถะกลับดูเรียบนิ่งราวกับชินชา

                “ตัวหนักเหมือนกันนะเรา”อลินตารีบเด้งตัวออกจากเจ้าของตักอุ่น ปากก็บ่น

                “เสียมารยาท..เป็นผู้ชายไม่ควรวิจารณ์เรื่องน้ำหนักตัวของผู้หญิงสิ” แต่ดูเหมือนปราถะไม่สนใจเขาชี้มือไปข้างหน้า

                “ดูนั่น..!!”อลินตาหันไปตามมือของปราถะแล้วก็ต้องตาโตไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเจอภาพแบบนี้ห้องที่เธอนั่งอยู่กว้างพอสมควร ข้าวของเต็มห้อง แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับร่างที่นอนอยู่กลางห้องไร้หัว! และดูเหมือนว่าหัวเจ้าของร่างซึ่งเป็นยายแก่ผมเผ้ารุงรังกำลังลอยเคลื่อนวนลูปไปทั่วห้อง พร้อมเครื่องในตับไตไส้พุงและแสงเขียวๆส้มๆ วาบๆ วับๆ ก่อนจะค่อยๆ สอดหัวและพวงเครื่องเข้าไปในคอของตัวเองเป๋ากับกุมารทั้งสองอุทานพร้อมกัน

 

                “กระสือออออ.....!!”

                ในขณะที่ทุกคนกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานเป๋าแหกปากกรีดร้องกับภาพที่เห็นตรงหน้าสดๆ ร้อนๆสองกุมารกอดเป๋าตัวสั่นระริกทำราวกับว่าไม่เคยเห็นผีมาก่อนในชีวิต อลินตาจ้องเขม็งไปที่กระสือยายแก่ด้านหน้าแต่ใครจะรู้บ้างเล่า ว่าปราถะไม่ได้สนใจเหตุการณ์สยดสยองตรงหน้าเลยสักนิดชายหนุ่มกลับใส่ใจไปอีกเรื่อง

                เขานั่งนิ่งเก็บอาการอย่างถึงที่สุดพลางลอบมองไปทางอลินตาดีนะที่เจ้าตัวหูไม่ดี ทำให้ไม่ได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นระรัวคุณเธอเล่นหล่นมานั่งตักเขาแบบนี้เนื้อนุ่มเจ้าหล่อน หอมหวนหนักหนา..ปราถะอยากจะทุบหัวใจตัวเองซะนี่ เต้นบ้าเต้นบออะไรในเวลาแบบนี้กันเล่า

                ส่วนทางด้านกระสือยายแจ่มเมื่อเข้าร่างได้ก็รีบลุกนั่งหันมองกลุ่มคนที่มากรีดร้องในห้องนอนของตัวเองด้วยความตกใจ ตกใจแรกก็คือ อยู่ๆคนพวกนี้เข้ามาในห้องได้อย่างไรตกใจที่สองคือกลุ่มคนพวกนี้เห็นยายแจ่มในร่างกระสือแล้วคราวนี้หายนะจะตกมาถึงยายแจ่มหรือไม่หนอ ยายแจ่มทั้งตกใจทั้งหวาดวิตกไปในเวลาเดียวกันอลินตาสบตายายแจ่มนิ่ง ยายแจ่มเองก็นิ่งไม่รู้จะพูดอะไรก่อนดีจนกระทั่งอลินตาเอ่ยขึ้น

                “ยายเป็นกระสือเหรอคะ?”เมื่ออลินตาเอ่ยขึ้น เป๋าดูเหมือนจะตั้งสติได้ กุมารสินเธาว์และสมุทรก็ดูเหมือนจะระลึกได้แล้วเช่นกันว่าตัวเองเป็นผีกุมารน้อยสองตนรีบหายแว้บไปอย่างรวดเร็วทิ้งเป๋าไว้คนเดียว เป๋ามองซ้ายมองขวาเห็นว่ากุมารหายตัวไปต่อหน้าต่อหน้าก็รีบเคลื่อนกายเข้ามาหาอลินตาทันที

                “หนีผีมาเจอผีชีวิตเป๋ามันดีมากเลยใช่ไหมคะคุณอลิน..” เป๋าพูดเสียงสั่นเครือแต่อลินตาไม่สนใจเป๋าเพราะสิ่งที่อลินตากำลังสนใจอยู่คือกระสือยายแจ่มตรงหน้ายายแจ่มนั่งหน้าเศร้า ปราถะขยับกายเข้ามาใกล้ๆ อลินตา ยายแจ่มไม่กล้ายกมือเช็ดเลือดที่มุมปากของตนได้แต่นั่งบีบมือตนเองแน่น

               อลินตาหรี่ตามองร่างกระสือตรงหน้าด้วยแววตาสงสัย คำถามเมื่อสักครู่ของอลินตาทำให้ยายแจ่มต้องเงยหน้ามองเจ้าของเสียงใสแจ๋วด้วยเพราะเสียงถามนั้นหาได้มีร่องรอยความกริ่งเกรง หรือหวาดกลัวต่อภาพการต่อหัวของยายแจ่มเลยแม้แต่น้อยจนกระสือยายแจ่มอดไม่ได้ต้องถามกลับ

                “นังหนูเอ็งเห็นว่ายายเป็นกระสือทำไมเอ็งไม่กลัว?” แต่เสียงที่ตอบกลับเป็นเสียงเป๋าแทรกดังกลางอากาศมาทันที

                “กลัวสิคะคุณยายยยย...ถามมาได้ว่าทำไมไม่กลัว” แต่แล้วเป๋าก็ต้องหุบปากเมื่อเจอกับสายตาดุๆของปราถะที่มองจ้องมาทางเป๋าเป็นเชิงปรามว่าเงียบเสียงเดี๋ยวนี้ เป๋าได้แต่กลืนน้ำลายแล้วขยับกายเข้าหาปราถะนิดๆราวกับต้องการหาที่พักใจจนเกือบจะแนบชิดกับปราถะ ทำให้ปราถะต้องขยับตัวออกนิดหน่อยเขาได้แต่ส่ายหน้าเอือมกับความกลัวผีขึ้นหิ้งของแม่นางเป๋าตุง

                “ฉันไม่กลัวยายหรอกจ้ะแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าพวกฉันจะมาทำร้ายยาย พวกฉันเป็นคนต่างบ้านผ่านมาทางนี้ไม่ได้คิดจะทำร้ายยายไม่ว่ายายจะเป็นคนหรือผี” อลินตาพูดออกมาจากใจและดูเหมือนว่าคำพูดของอลินตาที่เป็นคนพูดจริงทำจริงมาตลอดนั้นก็ทำให้เกิดอานิสงค์นั่นคือยายแจ่มเชื่อใจอลินตาแทบจะในทันทีอลินตาจ้องหน้ายายแจ่มฝ่าแสงตะเกียงเลือนรางพบว่าภายใต้รอยเหี่ยวย่นยับยู่ยี่ของใบหน้านั้นซ่อนร่องรอยแห่งความทุกระทมอาไว้ลึกๆ

                “ยายไม่ได้อยากเป็นกระสือเลยสักนิด..”น้ำเสียงสั่นเครือเล็กๆ อลินตาคาดคั้นต่อ เป๋าจากที่กลัวก็เริ่มตั้งสติได้และเกิดความชินในพื้นที่ทั้งยังสนใจในสิ่งที่กระสือยายแจ่มเล่าอีกด้วยพร้อมกันนั้นทุกคนยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอับๆ คาวๆ อบอวลอยู่ภายในห้องเป๋าตุงเปลี่ยนอิริยาบถนั่งคุกเข่ามองผีกับหมอผีสนทนากันพลางนึกในใจ เอาล่ะการสอบสัมภาษณ์เริ่มต้นขึ้นแล้วสินะ

                “ไม่อยากเป็นแล้วทำไมถึงลงเอยแบบนี้ล่ะยาย?” อลินตาขมวดคิ้วถามแต่ในใจลึกๆเธอก็คิดไว้อยู่แล้วว่ามันทะแม่งๆ กระสือยายแจ่มร่ำให้ออกมาอย่างไม่อายพร้อมกับหยิบมุ้งหมอนที่อยู่ใกล้ๆ มาเช็ดคราบเลือดมือไม้สั่นเทาเป๋ามองภาพเบื้องหน้าแหยงๆ มิน่าล่ะภายในห้องถึงมีกลิ่นคาวๆ อับๆ แบบนี้...