สายหมอกในยามเช้ายังหนาแน่นไปทั่วบริเวณ อากาศวันนี้หนาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อมู่ไห่เฉินกับหว่านถิงพร้อมแล้วก็เดินออกไปข้างนอกเพื่อรอท่านยาย
หว่านถิงถูมือไปมาก่อนจะแนบแก้มกับฝ่ามือ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ใบหน้าอีกเล็กน้อยจากอากาศที่หนาวเย็น
ไม่นานนักท่านยายก็เดินออกมา
“พร้อมกันแล้วหรือ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
ท่านยายค่อย ๆ เดินไปทางหมู่บ้าน ไม่นานนักเส้นทางก็นำพาทุกคนไปยังลานกว้างข้างหมู่บ้าน
ที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เสียงสนทนาวุ่นวาย แต่แฝงไปด้วยความครึกครื้นสนุกสนาน
ไม่นานก็มีชายชราผู้หนึ่งเดินออกมา เขาเริ่มนำผู้คนรายล้อมต้นหมื่นลี้พันปีของหมู่บ้าน
มู่ไห่เฉินกับหว่านถิง เมื่อเห็นผู้คนเริ่มคุกเข่าลง สองมือผู้คนเริ่มผสานไว้กลางอกก่อนหลับตาขอพร
มู่ไห่เฉินที่เห็นก็จูงมืออุ่น ๆ หว่านถิงเดินเข้าไปต่อหลังฝูงชน
มู่ไห่เฉินไม่พูดสิ่งใด เพียงยิ้มให้หว่านถิงอย่างอ่อนโยน หว่านถิงเองก็ตอบรับและเข้าใจทุกอย่าง
ทั้งสองนั่งลงคุกเข่าและทำตามชาวบ้าน ไม่นานนักเสียงผู้คนก่อนหน้าก็หายเงียบไปในหมอก
เพียงครู่หนึ่ง เสียงชายชราก็เริ่มให้พรให้กับผู้คน นี่เองเป็นช่วงเวลาที่มู่ไห่เฉินแอบลืมตาขึ้นมา เขาเบี่ยงหน้าเล็กน้อยก่อนจะใช้หางตาจ้องมองไปยังหว่านถิง
ใบหน้าขาว ผิวเนียนละเอียด แม้แต่ลมหนาวก็ทำสิ่งใดกับใบหน้าที่ดูไร้เดียงสานั้นไม่ได้ ริมฝีปากแม้ไม่ได้แดงจัดจ้าน แต่ก็มีความพอดีเข้ากับรูปหน้าส่งเสริมให้ดูงดงาม
หว่านถิงรู้สึกว่าเหมือนถูกจ้องมอง นางค่อย ๆ ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมา นั้นเป็นจังหวะเดียวกันที่มู่ไห่เฉินหลับตาลงเพื่อซ่อนเรื่องราวเมื่อสักครู่
หว่านถิงกวาดสายตาไปมาก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อจ้องไปยังมู่ไห่เฉิน นางเผลอยิ้มขึ้นมาโดยที่ตัวเองนั้นก็ไม่ได้รู้สึกตัว จากนั้นนางนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง
ผ่านไปไม่กี่นาที ในความเงียบสงบนั้นมีเสียงชายชราบอกให้ทุกคนลืมตาขึ้น ในความเงียบก็เริ่มมีเสียงเคลื่อนไหวน้อย ๆ ไปทั่วบริเวณ
มู่ไห่เฉินและหว่านถิงทันทีที่ทั้งสองลืมตาขึ้น ก็ต่างจ้องมองกันด้วยรอยยิ้ม
ผู้คนเริ่มลุกขึ้นยื่น รวมถึงมู่ไห่เฉินด้วย
ในหมู่ผู้คนเริ่มลุกเดินกันไปคนละทิศทาง กลับมีสาวน้อยผู้หนึ่งจ้องมองผู้เป็นอาจารย์อาด้วยสายตาใสซื่อ
“ไม่ลุกหรือ?”
มู่ไห่เฉินถามด้วยความสงสัย
หว่านถิงเม้มปากก่อนจะเริ่มตอบกลับไป
“อาจารย์อา…ข้าลุกไม่ขึ้น”
ทันทีที่มู่ไห่เฉินได้ยินและได้เห็นก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้ หว่านถิงนั้นมีทั้งความใสซื่อและความน่ารัก ไม่ว่านางจะพูดหรือกระทำสิ่งใดก็ล้วนทำให้มู่ไห่เฉินมีความสุขได้
หว่านถิงเห็นอาจารย์อาหัวเราะใส่ นางก็ทำหน้าขมวดคิ้ว แต่รอยยิ้มก็ยังไม่หุบลงไป
มู่ไห่เฉินย่อตัวลงไปใกล้ เขาใช้มือขวาโอบเอวน้อย ๆ หว่านถิงไว้ หว่านถิงเองก็ใช้มือซ้ายโอบไหล่มู่ไห่เฉินไว้เพื่อพยุงตัวเองลุกขึ้น
ความเจ็บปวดแสดงออกบนใบหน้าหว่านถิง แต่นางนั้นก็ไม่เอ่ยร้องออกมา
“อย่า…อย่าเพิ่งขยับ”
หว่านถิงเอ่ยเสียงเบา
ยามนี้ขอเพียงขยับสักเล็กน้อยความเจ็บปวดก็พร้อมกัดกินขาทั้งสองข้างหว่านถิง
นางถอนหายใจรับสภาพตัวเอง ยามนี้ทั้งเขินอาย ทั้งสับสนกับความรู้สึก
ทั้งสองใบหน้าใกล้ชิดจนรับรู้ลมหายใจที่อบอุ่นของแต่ละคน ท่ามกลางผู้คนมากมาย ทั้งสองกลับยืนอยู่เช่นนั้นไปครู่หนึ่ง
“ข้า…ข้าดีขึ้นแล้ว ขอบคุณอาจารย์อา”
หว่านถิงพูดพร้อมกับค่อย ๆ คลายมือออก ทั้งสองต่างหลบสายตาและห่างกันเล็กน้อย
แต่แล้วก็มีเสียงเรียกผู้คนมากมายจากมุมหนึ่งของลานกว้าง
ที่แท้ก็เป็นการเรียกผู้คนไปรับบะหมี่กับขนม
มู่ไห่เฉินพอหันไปมองก็ชวนหว่านถิงออกไปรับบะหมี่ เพราะเช้านี้ทั้งสองก็ยังไม่ได้ทานอะไรมาก่อน
หว่านถิงพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะเดินตรงไปยังคุณป้าที่กำลังตักบะหมี่ใส่ถ้วยให้ผู้คนอยู่
นางเดินกะเผลกโดยมีมู่ไห่เฉินเดินนำไปก่อน พอมู่ไห่เฉินเห็นเข้านางก็โบกมือเพื่อเป็นสัญญาณว่าไปก่อนได้เลย
พอถึงคิวมู่ไห่เฉิน นั้นก็ทำให้มู่ไห่เฉินทราบว่าของกินทั้งหมดเช้านี้ล้วนเป็นของชาวบ้านทำแจกให้ทุกคน
พอมู่ไห่เฉินรับถ้วยบะหมี่มาก็ส่งต่อให้หว่านถิง ก่อนจะรับถ้วยใหม่มาอีกถ้วย
ทั้งสองนั้นเดินตรงไปยังเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งที่ว่างอยู่
บะหมี่นี้มีชื่อว่า บะหมี่อายุยืน แม้รสชาติจะพื้น ๆ แต่ก็โรยดอกหมื่นลี้ทำให้รสชาติแปลกออกไปอยู่บ้าง ท่านป้าบอกว่านี่เป็นบะหมี่มงคล หากกินแล้วไม่อิ่มก็ไปเติมใหม่ได้
บะหมี่ร้อน ๆ เข้าบรรยากาศได้ดี ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาได้มาก
ห่างออกไปยังมีของกินอีกหลายอย่าง มู่ไห่เฉินอาสาลุกไปเพื่อไปดูว่ามีสิ่งใดน่าสนใจอีกบ้าง
ไม่นานนักมู่ไห่เฉินก็กลับมาพร้อมกับของกินหลายอย่างในถุงกระดาษ
ในนั้นมี หมูสามชั้นนึ่งน้ำตาล หมั่นโถวฟักทอง ผัดรากบัวกรอบ ขนมกุ้ยฮวา และขนมเปี๊ยะดอกไม้ ทั้งหมดนั้นมู่ไห่เฉินเอามาอย่างละน้อยเพื่อลิ้มลอง
ทั้งสองลิ้มลองของกินมากมายจนอิ่มท้อง หลังจากส่งคืนถ้วยชาม และท่านยายคนเดิมก็มาพบเข้าพอดี
นางถามไถ่ถึงอาหารมื้อเช้าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง มู่ไห่เฉินกล่าวขอบคุณก่อนจะพูดไปตามความเป็นจริง ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเทศกาลดี ๆ จากหมู่บ้าน
ท่านยายกล่าวว่าหากคืนนี้ไม่มีที่นอนก็ไปหานางได้ นั้นทำให้มู่ไห่เฉินต้องซักถามต่อ จนกระทั่งรู้ว่าเทศกาลวันนี้มีจัดถึงกลางดึก และกลางดึกก็จะครึกครื้นกว่ามาก
มู่ไห่เฉินกล่าวขอบคุณท่านยาย ก่อนจะเดินชมกิจกรรมต่าง ๆ ของหมู่บ้านอีกครั้ง
ตอนนี้มีกิจกรรมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแจกขนม การแข่งขันงานฝีมือของหญิงสาว การแข่งขันยิงธนูของชายหนุ่ม แม้กระทั่งเหล่าบัณฑิตหรือผู้อาวุโสในหมู่บ้านตั้งวงดื่มชาดอกหมื่นลี้ ร้องบทกวี หรือเล่าตำนานพื้นบ้าน
กิจกรรมทั้งวันนี้ล้วนสนุกสนาน ทำให้มู่ไห่เฉินกับหว่านถิงล้วนมีความสุขกับเทศกาล
มู่ไห่เฉินเองก็เข้าร่วมยิงธนู แม้ฝีมือเขาจะยอดเยี่ยมแต่ก็แพ้ให้กับมือดีในหมู่บ้าน แต่นั้นก็เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แพ้ชนะล้วนไม่สำคัญ
หลังจากเที่ยวกันจนเมื่อย ทั้งสองเริ่มหยุดพักและตัดสินใจหาที่พักในเวลาต่อมา
แต่แล้วก็เป็นเช่นเคย ช่วงเทศกาลลากยาวไปถึงกลางดึก ที่พักก็ล้วนเต็มไปด้วยผู้คน เห็นทีคืนนี้คงจะต้องกลับไปอาศัยกระท่อมท่านยายอีกครั้ง
พอเริ่มตกค่ำเสียงเครื่องดนตรีก็ดังขึ้นหลายแห่ง ผู้คนแต่งตัวงดงามออกมาเดินเต็มทั่วท้องถนน
โรงเตี๊ยมบางแห่งก็เต็มไปด้วยผู้คนชนจอกสุราดังลั่น บางคนก็พูดจาเสียงดังจากฤทธิ์สุรา
วันนี้ทั้งวันเป็นครั้งแรกที่กู่ฉินของหว่านถิงได้อยู่ห่างมือ เนื่องจากมีกิจกรรมมากมาย มู่ไห่เฉินจึงให้นางฝากสัมภาระไว้กับรถม้า และให้ร้านรับฝากเป็นผู้ดูแล ตอนแรกนางก็ดูท่าจะขัดขืน แต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม
ลานกว้างของหมู่บ้านตอนนี้มีกิจกรรมมากมาย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีของฟรีแจกตลอดทั้งงาน
มุมหนึ่งมีนักบรรเลงดีดผีผาไพเราะ สนุกสนาน ไม่นานนักก็มีผู้คนผลัดเปลี่ยนไปนั่งเล่นเครื่องดนตรีไม่ซ้ำหน้า
ที่แท้แล้วเครื่องดนตรีเหล่านั้นล้วนถูกจัดเตรียมไว้เพื่อให้ผู้คนที่สนใจสามารถแสดงฝีมือได้อย่างอิสระ
หว่านถิงนางดูมีความสนใจอยู่ไม่น้อย นางยืนมองผู้คนเล่นดนตรีสับเปลี่ยนไปมา จนกระทั่งเครื่องดนตรีว่างเว้นไปครู่หนึ่ง
“เจ้าไม่อยากลองแสดงฝีมือหน่อยหรือ”
มู่ไห่เฉินกล่าวทัก
“ได้หรือเจ้าคะ”
มู่ไห่เฉินพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มให้เพื่อสร้างกำลังใจและความกล้าให้กับนาง
หว่านถิงตรงไปยังเครื่องดนตรีเหล่านั้น เหล่าบัณฑิตและผู้คนบริเวณนั้นพอเห็นสตรีเดินเข้าไปนั่งต่างให้ความสนใจ เพราะสตรีผู้นี้เพียงชายตามองก็รู้ว่าโดดเด่นเกินใคร
หว่านถิงเลือกพิณเครื่องสายในการบรรเลง เพียงนางเริ่มบรรเลง ความวุ่นวายข้าง ๆ ก็ค่อย ๆ ลดน้อยต่ำลง
บทเพลงดูสนุกสนานเข้ากับบรรยากาศ มู่ไห่เฉินรู้ดีว่าบทเพลงนี้ไม่ได้เล่นง่ายดายนักหากไม่รับการฝึกฝนมากอย่างดี เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าหว่านถิงเองก็มีความสามารถมากถึงเพียงนี้
สองมือเล่นเครื่องสายดีดผสานรวดเร็ว ผู้คนต่างพยักหน้านับถือในความสามารถของสตรีผู้นี้
เมื่อบทเพลงจบลง เสียงปรบมือมากมายกว่าที่เคยก็ดังขึ้น
มีหลายเสียงร้องขอให้นางเล่นอีกสักบทเพลง หว่านถิงหันไปหามู่ไห่เฉินเพื่อดูความเห็น
มู่ไห่เฉินพยักหน้าตอบรับ
หว่านถิงยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนจะเริ่มบรรเลงบทเพลงที่สอง
บทเพลงที่สองก็ยังเป็นบทเพลงสนุกสนาน เพื่อให้เข้าบรรยากาศงานเทศกาล
พอจบบทเพลงที่สองเสียงปรบมือก็ล้นเหลือเช่นเดิม และแน่นอนว่ามีคนขอให้เล่นต่ออีกสักบทเพลง
อย่างไรเสียหว่านถิงก็รู้ดีว่าเวทีแห่งนี้มีไว้เพียงแสดงฝีมือและแลกเปลี่ยนวิชา ไม่ใช่มีไว้เพื่อโอ้อวดฝีมือ นางควรคืนเวทีนี้กลับไปให้ผู้อื่นบ้าง
หว่านถิงลุกขึ้นยืนก่อนจะโค้งคำนับขอบคุณแล้วเดินตรงไปยังมู่ไห่เฉิน
มู่ไห่เฉินยิ้มต้อนรับนาง อีกทั้งยังกล่าวชื่นชมในฝีมือของนาง
แต่แล้วก็มีชายผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามา เขาส่งจอกสุราให้กับทั้งสอง ทั้งสองรับไว้เพราะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร
“นี่เป็นสุราหมื่นลี้ เราหมักทุกปี ดื่มเสียหน่อยแทนคำขอบคุณสำหรับบทเพลงเมื่อสักครู่”
ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมกับรินสุราให้กับมู่ไห่เฉินและหว่านถิง และหลังจากรินสุราเสร็จชายผู้นั้นก็กลับไปนั่งร่วมวงกับคนในกลุ่มดังเดิม
มู่ไห่เฉินยกจอกสุราขึ้นดม สุรานี้มีกลิ่นหอมหวานน่าสนใจ มู่ไห่เฉินยกสุราซดหมดในคราวเดียว
สุราแม้หอมหวาน แต่หลังจากดื่มกลับรู้สึกเผ็ดร้อน นับว่าเป็นสุราออกฤทธิ์ได้แรงพอสมควร
หว่านถิงยังถือจอกสุราในมือ นางไม่เคยดื่มสุรามาก่อนจึงไม่รู้จะทำเช่นไรกับสุราในมือดี
มู่ไห่เฉินเห็นก็เข้าใจดี แต่นี่ก็เป็นน้ำใจจากชาวบ้าน ลองดื่มสักจอกก็คงไม่เป็นไร บางทีอาจจะช่วยทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นได้
หว่านถิงพอเห็นอาจารย์อากล่าวเช่นนั้นนางก็ยกจอกสุราขึ้นดม
นางรู้สึกว่าสุรานี่ก็หอมหวาน คงไม่เป็นไรหากจะดื่มเพียงสักจอก
นางกลั้นใจยกจอกสุราขึ้นดื่มในคราวเดียว น้ำใสราวน้ำค้างไหลผ่านลำคอ รสหวานละมุนและความชุ่มคอทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ
แต่แล้วไม่กี่วินาทีต่อมารสชาติเผ็ดร้อนบาดคอก็ตามออกมา นางไอกระแอมหลายครั้ง มู่ไห่เฉินที่เห็นก็รีบไปยกชามาให้ดื่ม
นางซดชาไปหลายจอกก่อนจะหยุดลง
“เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นไหม”
มู่ไห่เฉินถามออกด้วยความเป็นห่วง
หว่านถิงตอบรับว่านางนั้นไม่เป็นอะไรมาก อาการเผ็ดร้อนหายไปแล้ว เหลือเพียงรสหอมหวานยังคงติดคออยู่
หว่านถิงหันไปสบตามู่ไห่เฉินอีกครั้ง นวลแก้มที่เคยขาวละเอียดดั่งหยกกลับซับสีระเรื่อราวกับกลีบดอกท้อในวสันตฤดู
มู่ไห่เฉินแทบไม่อยากเชื่อว่าสุราเพียงจอกเดียวทำให้นางหน้าเปลี่ยนสีไปได้มากเท่านี้
“ทำไมหรือ ใบหน้าข้าเป็นอย่างไรหรือ”
หว่านถิงถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่ามู่ไห่เฉินจ้องมองด้วยท่าทีที่ผิดแปลกไป
“ไม่หรอก ไปเดินเล่นกันต่อเถอะ”