ดาวน์โหลดวรยุทธ์

    ตอนที่ 53 หอมไกลหมื่นลี้

    สายหมอกในยามเช้ายังหนาแน่นไปทั่วบริเวณ อากาศวันนี้หนาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    เมื่อมู่ไห่เฉินกับหว่านถิงพร้อมแล้วก็เดินออกไปข้างนอกเพื่อรอท่านยาย

    หว่านถิงถูมือไปมาก่อนจะแนบแก้มกับฝ่ามือ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ใบหน้าอีกเล็กน้อยจากอากาศที่หนาวเย็น

    ไม่นานนักท่านยายก็เดินออกมา

    “พร้อมกันแล้วหรือ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

    ท่านยายค่อย ๆ เดินไปทางหมู่บ้าน ไม่นานนักเส้นทางก็นำพาทุกคนไปยังลานกว้างข้างหมู่บ้าน

    ที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เสียงสนทนาวุ่นวาย แต่แฝงไปด้วยความครึกครื้นสนุกสนาน 

    ไม่นานก็มีชายชราผู้หนึ่งเดินออกมา เขาเริ่มนำผู้คนรายล้อมต้นหมื่นลี้พันปีของหมู่บ้าน

    มู่ไห่เฉินกับหว่านถิง เมื่อเห็นผู้คนเริ่มคุกเข่าลง สองมือผู้คนเริ่มผสานไว้กลางอกก่อนหลับตาขอพร

    มู่ไห่เฉินที่เห็นก็จูงมืออุ่น ๆ หว่านถิงเดินเข้าไปต่อหลังฝูงชน

    มู่ไห่เฉินไม่พูดสิ่งใด เพียงยิ้มให้หว่านถิงอย่างอ่อนโยน หว่านถิงเองก็ตอบรับและเข้าใจทุกอย่าง

    ทั้งสองนั่งลงคุกเข่าและทำตามชาวบ้าน ไม่นานนักเสียงผู้คนก่อนหน้าก็หายเงียบไปในหมอก

    เพียงครู่หนึ่ง เสียงชายชราก็เริ่มให้พรให้กับผู้คน นี่เองเป็นช่วงเวลาที่มู่ไห่เฉินแอบลืมตาขึ้นมา เขาเบี่ยงหน้าเล็กน้อยก่อนจะใช้หางตาจ้องมองไปยังหว่านถิง

    ใบหน้าขาว ผิวเนียนละเอียด แม้แต่ลมหนาวก็ทำสิ่งใดกับใบหน้าที่ดูไร้เดียงสานั้นไม่ได้ ริมฝีปากแม้ไม่ได้แดงจัดจ้าน แต่ก็มีความพอดีเข้ากับรูปหน้าส่งเสริมให้ดูงดงาม

    หว่านถิงรู้สึกว่าเหมือนถูกจ้องมอง นางค่อย ๆ ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมา นั้นเป็นจังหวะเดียวกันที่มู่ไห่เฉินหลับตาลงเพื่อซ่อนเรื่องราวเมื่อสักครู่

    หว่านถิงกวาดสายตาไปมาก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อจ้องไปยังมู่ไห่เฉิน นางเผลอยิ้มขึ้นมาโดยที่ตัวเองนั้นก็ไม่ได้รู้สึกตัว จากนั้นนางนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง

    ผ่านไปไม่กี่นาที ในความเงียบสงบนั้นมีเสียงชายชราบอกให้ทุกคนลืมตาขึ้น ในความเงียบก็เริ่มมีเสียงเคลื่อนไหวน้อย ๆ ไปทั่วบริเวณ

    มู่ไห่เฉินและหว่านถิงทันทีที่ทั้งสองลืมตาขึ้น ก็ต่างจ้องมองกันด้วยรอยยิ้ม

    ผู้คนเริ่มลุกขึ้นยื่น รวมถึงมู่ไห่เฉินด้วย

    ในหมู่ผู้คนเริ่มลุกเดินกันไปคนละทิศทาง กลับมีสาวน้อยผู้หนึ่งจ้องมองผู้เป็นอาจารย์อาด้วยสายตาใสซื่อ

    “ไม่ลุกหรือ?”

    มู่ไห่เฉินถามด้วยความสงสัย

    หว่านถิงเม้มปากก่อนจะเริ่มตอบกลับไป

    “อาจารย์อา…ข้าลุกไม่ขึ้น”

    ทันทีที่มู่ไห่เฉินได้ยินและได้เห็นก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้ หว่านถิงนั้นมีทั้งความใสซื่อและความน่ารัก ไม่ว่านางจะพูดหรือกระทำสิ่งใดก็ล้วนทำให้มู่ไห่เฉินมีความสุขได้

    หว่านถิงเห็นอาจารย์อาหัวเราะใส่ นางก็ทำหน้าขมวดคิ้ว แต่รอยยิ้มก็ยังไม่หุบลงไป

    มู่ไห่เฉินย่อตัวลงไปใกล้ เขาใช้มือขวาโอบเอวน้อย ๆ หว่านถิงไว้ หว่านถิงเองก็ใช้มือซ้ายโอบไหล่มู่ไห่เฉินไว้เพื่อพยุงตัวเองลุกขึ้น

    ความเจ็บปวดแสดงออกบนใบหน้าหว่านถิง แต่นางนั้นก็ไม่เอ่ยร้องออกมา

    “อย่า…อย่าเพิ่งขยับ”

    หว่านถิงเอ่ยเสียงเบา 

    ยามนี้ขอเพียงขยับสักเล็กน้อยความเจ็บปวดก็พร้อมกัดกินขาทั้งสองข้างหว่านถิง

    นางถอนหายใจรับสภาพตัวเอง ยามนี้ทั้งเขินอาย ทั้งสับสนกับความรู้สึก

    ทั้งสองใบหน้าใกล้ชิดจนรับรู้ลมหายใจที่อบอุ่นของแต่ละคน ท่ามกลางผู้คนมากมาย ทั้งสองกลับยืนอยู่เช่นนั้นไปครู่หนึ่ง

    “ข้า…ข้าดีขึ้นแล้ว ขอบคุณอาจารย์อา”

    หว่านถิงพูดพร้อมกับค่อย ๆ คลายมือออก ทั้งสองต่างหลบสายตาและห่างกันเล็กน้อย

    แต่แล้วก็มีเสียงเรียกผู้คนมากมายจากมุมหนึ่งของลานกว้าง

    ที่แท้ก็เป็นการเรียกผู้คนไปรับบะหมี่กับขนม

    มู่ไห่เฉินพอหันไปมองก็ชวนหว่านถิงออกไปรับบะหมี่ เพราะเช้านี้ทั้งสองก็ยังไม่ได้ทานอะไรมาก่อน

    หว่านถิงพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะเดินตรงไปยังคุณป้าที่กำลังตักบะหมี่ใส่ถ้วยให้ผู้คนอยู่

    นางเดินกะเผลกโดยมีมู่ไห่เฉินเดินนำไปก่อน พอมู่ไห่เฉินเห็นเข้านางก็โบกมือเพื่อเป็นสัญญาณว่าไปก่อนได้เลย

    พอถึงคิวมู่ไห่เฉิน นั้นก็ทำให้มู่ไห่เฉินทราบว่าของกินทั้งหมดเช้านี้ล้วนเป็นของชาวบ้านทำแจกให้ทุกคน

    พอมู่ไห่เฉินรับถ้วยบะหมี่มาก็ส่งต่อให้หว่านถิง ก่อนจะรับถ้วยใหม่มาอีกถ้วย

    ทั้งสองนั้นเดินตรงไปยังเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งที่ว่างอยู่ 

    บะหมี่นี้มีชื่อว่า บะหมี่อายุยืน แม้รสชาติจะพื้น ๆ แต่ก็โรยดอกหมื่นลี้ทำให้รสชาติแปลกออกไปอยู่บ้าง ท่านป้าบอกว่านี่เป็นบะหมี่มงคล หากกินแล้วไม่อิ่มก็ไปเติมใหม่ได้

    บะหมี่ร้อน ๆ เข้าบรรยากาศได้ดี ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาได้มาก

    ห่างออกไปยังมีของกินอีกหลายอย่าง มู่ไห่เฉินอาสาลุกไปเพื่อไปดูว่ามีสิ่งใดน่าสนใจอีกบ้าง

    ไม่นานนักมู่ไห่เฉินก็กลับมาพร้อมกับของกินหลายอย่างในถุงกระดาษ

    ในนั้นมี หมูสามชั้นนึ่งน้ำตาล หมั่นโถวฟักทอง ผัดรากบัวกรอบ ขนมกุ้ยฮวา และขนมเปี๊ยะดอกไม้ ทั้งหมดนั้นมู่ไห่เฉินเอามาอย่างละน้อยเพื่อลิ้มลอง

    ทั้งสองลิ้มลองของกินมากมายจนอิ่มท้อง หลังจากส่งคืนถ้วยชาม และท่านยายคนเดิมก็มาพบเข้าพอดี 

    นางถามไถ่ถึงอาหารมื้อเช้าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง มู่ไห่เฉินกล่าวขอบคุณก่อนจะพูดไปตามความเป็นจริง ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเทศกาลดี ๆ จากหมู่บ้าน

    ท่านยายกล่าวว่าหากคืนนี้ไม่มีที่นอนก็ไปหานางได้ นั้นทำให้มู่ไห่เฉินต้องซักถามต่อ จนกระทั่งรู้ว่าเทศกาลวันนี้มีจัดถึงกลางดึก และกลางดึกก็จะครึกครื้นกว่ามาก

    มู่ไห่เฉินกล่าวขอบคุณท่านยาย ก่อนจะเดินชมกิจกรรมต่าง ๆ ของหมู่บ้านอีกครั้ง

    ตอนนี้มีกิจกรรมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแจกขนม การแข่งขันงานฝีมือของหญิงสาว การแข่งขันยิงธนูของชายหนุ่ม แม้กระทั่งเหล่าบัณฑิตหรือผู้อาวุโสในหมู่บ้านตั้งวงดื่มชาดอกหมื่นลี้ ร้องบทกวี หรือเล่าตำนานพื้นบ้าน

    กิจกรรมทั้งวันนี้ล้วนสนุกสนาน ทำให้มู่ไห่เฉินกับหว่านถิงล้วนมีความสุขกับเทศกาล

    มู่ไห่เฉินเองก็เข้าร่วมยิงธนู แม้ฝีมือเขาจะยอดเยี่ยมแต่ก็แพ้ให้กับมือดีในหมู่บ้าน แต่นั้นก็เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แพ้ชนะล้วนไม่สำคัญ

    หลังจากเที่ยวกันจนเมื่อย ทั้งสองเริ่มหยุดพักและตัดสินใจหาที่พักในเวลาต่อมา

    แต่แล้วก็เป็นเช่นเคย ช่วงเทศกาลลากยาวไปถึงกลางดึก ที่พักก็ล้วนเต็มไปด้วยผู้คน เห็นทีคืนนี้คงจะต้องกลับไปอาศัยกระท่อมท่านยายอีกครั้ง

    พอเริ่มตกค่ำเสียงเครื่องดนตรีก็ดังขึ้นหลายแห่ง ผู้คนแต่งตัวงดงามออกมาเดินเต็มทั่วท้องถนน

    โรงเตี๊ยมบางแห่งก็เต็มไปด้วยผู้คนชนจอกสุราดังลั่น บางคนก็พูดจาเสียงดังจากฤทธิ์สุรา

    วันนี้ทั้งวันเป็นครั้งแรกที่กู่ฉินของหว่านถิงได้อยู่ห่างมือ เนื่องจากมีกิจกรรมมากมาย มู่ไห่เฉินจึงให้นางฝากสัมภาระไว้กับรถม้า และให้ร้านรับฝากเป็นผู้ดูแล ตอนแรกนางก็ดูท่าจะขัดขืน แต่สุดท้ายก็ยอมทำตาม

    ลานกว้างของหมู่บ้านตอนนี้มีกิจกรรมมากมาย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีของฟรีแจกตลอดทั้งงาน

    มุมหนึ่งมีนักบรรเลงดีดผีผาไพเราะ สนุกสนาน ไม่นานนักก็มีผู้คนผลัดเปลี่ยนไปนั่งเล่นเครื่องดนตรีไม่ซ้ำหน้า

    ที่แท้แล้วเครื่องดนตรีเหล่านั้นล้วนถูกจัดเตรียมไว้เพื่อให้ผู้คนที่สนใจสามารถแสดงฝีมือได้อย่างอิสระ

    หว่านถิงนางดูมีความสนใจอยู่ไม่น้อย นางยืนมองผู้คนเล่นดนตรีสับเปลี่ยนไปมา จนกระทั่งเครื่องดนตรีว่างเว้นไปครู่หนึ่ง

    “เจ้าไม่อยากลองแสดงฝีมือหน่อยหรือ”

    มู่ไห่เฉินกล่าวทัก

    “ได้หรือเจ้าคะ”

    มู่ไห่เฉินพยักหน้าพร้อมส่งยิ้มให้เพื่อสร้างกำลังใจและความกล้าให้กับนาง

    หว่านถิงตรงไปยังเครื่องดนตรีเหล่านั้น เหล่าบัณฑิตและผู้คนบริเวณนั้นพอเห็นสตรีเดินเข้าไปนั่งต่างให้ความสนใจ เพราะสตรีผู้นี้เพียงชายตามองก็รู้ว่าโดดเด่นเกินใคร

    หว่านถิงเลือกพิณเครื่องสายในการบรรเลง เพียงนางเริ่มบรรเลง ความวุ่นวายข้าง ๆ ก็ค่อย ๆ ลดน้อยต่ำลง

    บทเพลงดูสนุกสนานเข้ากับบรรยากาศ มู่ไห่เฉินรู้ดีว่าบทเพลงนี้ไม่ได้เล่นง่ายดายนักหากไม่รับการฝึกฝนมากอย่างดี เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าหว่านถิงเองก็มีความสามารถมากถึงเพียงนี้

    สองมือเล่นเครื่องสายดีดผสานรวดเร็ว ผู้คนต่างพยักหน้านับถือในความสามารถของสตรีผู้นี้

    เมื่อบทเพลงจบลง เสียงปรบมือมากมายกว่าที่เคยก็ดังขึ้น

    มีหลายเสียงร้องขอให้นางเล่นอีกสักบทเพลง หว่านถิงหันไปหามู่ไห่เฉินเพื่อดูความเห็น 

            มู่ไห่เฉินพยักหน้าตอบรับ

            หว่านถิงยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนจะเริ่มบรรเลงบทเพลงที่สอง

            บทเพลงที่สองก็ยังเป็นบทเพลงสนุกสนาน เพื่อให้เข้าบรรยากาศงานเทศกาล 

            พอจบบทเพลงที่สองเสียงปรบมือก็ล้นเหลือเช่นเดิม และแน่นอนว่ามีคนขอให้เล่นต่ออีกสักบทเพลง

            อย่างไรเสียหว่านถิงก็รู้ดีว่าเวทีแห่งนี้มีไว้เพียงแสดงฝีมือและแลกเปลี่ยนวิชา ไม่ใช่มีไว้เพื่อโอ้อวดฝีมือ นางควรคืนเวทีนี้กลับไปให้ผู้อื่นบ้าง

            หว่านถิงลุกขึ้นยืนก่อนจะโค้งคำนับขอบคุณแล้วเดินตรงไปยังมู่ไห่เฉิน 

            มู่ไห่เฉินยิ้มต้อนรับนาง อีกทั้งยังกล่าวชื่นชมในฝีมือของนาง

            แต่แล้วก็มีชายผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามา เขาส่งจอกสุราให้กับทั้งสอง ทั้งสองรับไว้เพราะไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร

            “นี่เป็นสุราหมื่นลี้ เราหมักทุกปี ดื่มเสียหน่อยแทนคำขอบคุณสำหรับบทเพลงเมื่อสักครู่”

            ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมกับรินสุราให้กับมู่ไห่เฉินและหว่านถิง และหลังจากรินสุราเสร็จชายผู้นั้นก็กลับไปนั่งร่วมวงกับคนในกลุ่มดังเดิม

            มู่ไห่เฉินยกจอกสุราขึ้นดม สุรานี้มีกลิ่นหอมหวานน่าสนใจ มู่ไห่เฉินยกสุราซดหมดในคราวเดียว 

            สุราแม้หอมหวาน แต่หลังจากดื่มกลับรู้สึกเผ็ดร้อน นับว่าเป็นสุราออกฤทธิ์ได้แรงพอสมควร

            หว่านถิงยังถือจอกสุราในมือ นางไม่เคยดื่มสุรามาก่อนจึงไม่รู้จะทำเช่นไรกับสุราในมือดี

            มู่ไห่เฉินเห็นก็เข้าใจดี แต่นี่ก็เป็นน้ำใจจากชาวบ้าน ลองดื่มสักจอกก็คงไม่เป็นไร บางทีอาจจะช่วยทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นได้

            หว่านถิงพอเห็นอาจารย์อากล่าวเช่นนั้นนางก็ยกจอกสุราขึ้นดม

            นางรู้สึกว่าสุรานี่ก็หอมหวาน คงไม่เป็นไรหากจะดื่มเพียงสักจอก

            นางกลั้นใจยกจอกสุราขึ้นดื่มในคราวเดียว น้ำใสราวน้ำค้างไหลผ่านลำคอ รสหวานละมุนและความชุ่มคอทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ

            แต่แล้วไม่กี่วินาทีต่อมารสชาติเผ็ดร้อนบาดคอก็ตามออกมา นางไอกระแอมหลายครั้ง มู่ไห่เฉินที่เห็นก็รีบไปยกชามาให้ดื่ม

            นางซดชาไปหลายจอกก่อนจะหยุดลง

            “เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นไหม”

            มู่ไห่เฉินถามออกด้วยความเป็นห่วง

            หว่านถิงตอบรับว่านางนั้นไม่เป็นอะไรมาก อาการเผ็ดร้อนหายไปแล้ว เหลือเพียงรสหอมหวานยังคงติดคออยู่

            หว่านถิงหันไปสบตามู่ไห่เฉินอีกครั้ง นวลแก้มที่เคยขาวละเอียดดั่งหยกกลับซับสีระเรื่อราวกับกลีบดอกท้อในวสันตฤดู

            มู่ไห่เฉินแทบไม่อยากเชื่อว่าสุราเพียงจอกเดียวทำให้นางหน้าเปลี่ยนสีไปได้มากเท่านี้

            “ทำไมหรือ ใบหน้าข้าเป็นอย่างไรหรือ”

            หว่านถิงถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่ามู่ไห่เฉินจ้องมองด้วยท่าทีที่ผิดแปลกไป

    “ไม่หรอก ไปเดินเล่นกันต่อเถอะ”

    คล้ายกับเรื่องดาวน์โหลดวรยุทธ์ ที่คุณอ่าน