อสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods )

    เล่มที่ 2 บทที่ 46 ขอบเขตปราณเทพอสูรเจ็ดชั้น

            “ไม่น่าเชื่อว่าไข่มุกพิษสวรรค์กลับมีความสามารถเยี่ยงนี้อยู่ด้วย!” จัสมินกล่าวด้วยความตกตะลึงพร้อมกับจ้องมองไปยังฝ่ามือซ้ายของหยุนเช่อ

            “หากกล่าวอย่างเจาะจงแล้วนี่มิใช่พลังของไข่มุกพิษสวรรค์ทั้งหมด” หยุนเช่อกล่าวด้วยใบหน้าแฝงแววภาคภูมิ“แม้จะไม่มีไข่มุกพิษสวรรค์หากเราสามารถรวบรวมสมุนไหรตัวยาที่มีคุณสมบัติในการชำระล้างขั้นสูงข้ายังคงสามารถหาวิธีการในการเปิดจุดชีพจรลมปราณทั้งหมดได้ เพียงแต่อาจต้องสิ้นเปลืองเวลาและความพยายามมากกว่านี้หลายเท่า”

            ”อาศัยเจ้า?”จัสมินเหลือบสายตามองชายหนุ่มด้วยความสงสัยใจ

            “ข้ามิใช่เคยบอกท่านว่าข้าคือหมอเทวดาอัจฉริยะหรอกหรือ? ในฐานะหมอเทวดามือหนึ่งข้าย่อมต้องทราบกระจ่างถึงส่วนต่างๆในร่างกายมนุษย์ทั้งภายในและภายนอกสำหรับกับจุดเส้นชีพจรลมปราณ ข้ายิ่งคุ้นเคยอย่างที่สุด ในชีวิตของข้าพเจ้าข้าได้ทำการเปิดจุดชีพจรลมปราณมามากต่อมาก ไม่น้อยไปกว่าหลายพันจุดก่อนการลาโลกของท่านอาจารย์ของข้าเมื่อสามปีก่อนข้าไม่เคยผิดพลาดในการเปิดจุดเส้นชีพจรลมปราณมาก่อนข้าค้นพบว่าไม่มีสมุนไพรวิเศษใดที่มีสรรพคุณยอดเยี่ยมไปกว่าความสามารถชำระล้างของไข่มุกพิษสวรรค์การใช้พลังของมันเพื่อกรุยจุดชีพจรลมปราณนับว่าง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ”

            หยุนเช่อกล่าวออกมาด้วยความปลอดโปร่งอย่างที่สุดราวกับทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องราวอันเรียบง่ายธรรมดาไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความภาคภูมิอวดโอ่อันใดคล้ายกับชายหนุ่มกำลังบอกเล่าเรื่องราวสัพเพเหระโดยทั่วไป ทว่าอย่างเหนือความคาดหมายจัสมินกลับไม่สามารถปลุกปลอบความระแวงสงสัยต่อคำกล่าวของชายหนุ่มขึ้นมาได้เด็กสาวจ้องมองใบหน้าของหยุนเช่ออยู่เป็นนาน ท้ายที่สุดจึงกล่าวเสียงเบาว่า“เจ้าศิษย์อันประหลาดผู้นี้ เอาเถอะ เจ้าคงไม่คิดว่าตนเองยอดเยี่ยมเนื่องเพราะจุดชีพจรลมปราณทั้งหมดถูกเปิดออกหรอกกระมัง? พื้นฐานวรยุทธ์ของเจ้านับว่าห่างไกลจากผู้คนทั่วไปอย่างสุดกู่!”

            หยุนเช่อไม่สนใจอันใดต่อคำพูดที่เปรียบประดุจน้ำเย็นราดรดศีรษะของจัสมินชายหนุ่มถามต่อว่า “ก่อนหน้านี้ ท่านว่าเมื่อเปิดจุดชีพจรทั้งหมดห้าสิบสี่จุดจนครบคุณสมบัติพิเศษของชีพจรลมปราณเทพอสูรจะถูกเปิดเผยเหตุใดข้าจึงไม่รู้สึกถึงความแตกต่างอันใด?”

            “จงตรวจสอบสภาพเส้นชีพจรลมปราณปัจจุบันของเจ้าอย่างละเอียดอีกครั้ง”จัสมินกล่าว

            “เอ๊ะ?”

            หยุนเช่อปิดเปลือกตาลงพร้อมเริ่มต้นสำรวจเส้นชีพจรลมปราณของตนอีกครั้งจุดชีพจรทั้งห้าสิบสี่ล้วนถูกกรุยปรุโปร่งแม้ว่าภายในเส้นชีพจรลมปราณในปัจจุบันนับว่ากลวงว่างเปล่าทว่าเป็นเส้นชีพจรลมปราณที่สะอาดอย่างถึงที่สุดหยุนเช่อสำรวจตรวจตราเส้นชีพจรอย่างละเอียดละออจากนั้นชายหนุ่มบังเกิดความรู้สึกผิดปกติบางอย่าง จิตสมาธิทั้งหมดพลันรวมศูนย์ ณตำแหน่งกึ่งกลางของเส้นชีพจรลมปราณ….

            เส้นชีพจรลมปราณของมนุษย์มีลักษณะคล้ายลำต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตเต็มที่ แผ่กระจาย “กิ่งก้านสาขา”สู่ทั่วทุกทิศทางภายในร่างกาย บน “กิ่งก้าน”แต่ละกิ่งปรากฏจุดชุดชีพจรลมปราณหนึ่งจุด สำหรับ “ลำต้น” นับเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดของเส้นชีพจรลมปราณเป็นพื้นฐานของเส้นชีพจรลมปราณทั้งหมด บนเส้นชีพจรรากฐานเหล่านี้จะไม่มีจุดชีพจรลมปราณคงอยู่

            ทว่า ณ ขณะนี้ ชายหนุ่มพลันค้นพบว่า ณแก่นกลางของเส้นชีพจรลมปราณรากฐานของตนเองกลับปรากฏรอยประทับคล้ายจุดชีพจรเจ็ดรอยบนเส้นชีพจรเหล่านั้น นอกจากนี้รอยประทับทั้งหมดล้วนเรียงตัวตามตำแหน่งของกลุ่มดาวจระเข้

            แม้รอยประทับจะมีลักษณะดุจเดียวกับจุดเส้นชีพจรมันกลับให้ความรู้สึกสัมผัสอันแปลกประหลาดเมื่อเทียบเปรียบกับจุดชีพจรลมปราณโดยทั่วไปรอยประทับเหล่านี้มีสีมืดทึบ ตำแหน่งที่ปรากฏพลิกตลบความรู้ความเข้าใจทั้งมวลของหยุนเช่อที่มีต่อร่างกายมุนษย์โดยสิ้นเชิงสร้างความตื่นตะลึงต่อชายหนุ่มจนมิอาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดใดๆได้

            “เพราะเหตุใดจึงปรากฏจุดชีพจรลมปราณเพิ่มมาอีกเจ็ดจุด?”หยุนเช่อถามด้วยความประหลาดใจเมื่อชายหนุ่มเปิดเปลือกตาขึ้นมา”ไม่นั่นไม่ใช่จุดชีพจรลมปราณ” จัสมินกล่าวแผ่วเบา“จุดเหล่านั้นมีไว้เพื่อเปิดใช้เคล็ดวิชาลมปราณเทพอสูร…ด่านประตูลมปราณทั้งเจ็ดชั้น!!”

            “ประ…ตู?”นี่นับเป็นครั้งแรกที่หยุนเช่อได้ยินได้ฟังชื่อเรียกเหล่านี้

            “เส้นลมปราณที่โลหิตเทพอสูรมอบให้แก่เจ้าดูผิวเผินไม่นับว่ามีความแตกต่างอันใดจากเส้นลมปราณปกติ ทว่าเคล็ดวิชาสูงสุดยอดที่บรรจุอยู่ในเส้นชีพจรลมปราณเทพอสูรนี้เรียกว่าเคล็ดวิชาเทพอสูร! เคล็ดวิชานี้มีทั้งหมดเจ็ดด่านใหญ่เจ้าไม่จำเป็นต้องฝึกปรือหรือร่ำเรียนอันใดทว่ามันเพียงบรรจุอยู่ในเส้นชีพจรลมปราณของเจ้าเช่นนี้ ทุกครั้งที่เคล็ดวิชาถูกยกระดับขึ้นหนึ่งชั้นประตูลมปราณจะเปิดออกหนึ่งประตู …ไม่! สมควรกลับกันมากกว่าทุกครั้งที่เจ้าเปิดประตูลมปราณออกหนึ่งประตูเคล็ดวิชาเทพอสูรจะถูกยกระดับขึ้นหนึ่งช่วงชั้น! ขณะเดียวกันในทุกช่วงชั้นของเคล็ดวิชาเทพอสูร ยังบรรจุไว้ด้วยทักษะลมปราณเทพอสูรไร้ต่อต้าน!เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?” จัสมินค่อยๆอธิบายอย่างชัดเจน

            หยุนเช่อ “……”

            แน่นอนว่าชายหนุ่มไม่รู้จักเคล็ดลมปราณหรือทักษะลมปราณอันใดในดินแดนลมปราณฟ้านี้เกือบครึ่งของผู้ฝึกยุทธ์เพียงฝึกปรือลมปราณโดยมิได้เรียนรู้เคล็ดวิชาลมปราณเคล็ดวิชาลมปราณล้วนถูกแบ่งออกเป็นหลายแนวทาง ทว่าไม่มีแนวทางใดที่สามารถเพิ่มปริมาณลมปราณที่สะสมของผู้คนได้อย่างเด่นชัดเคล็ดวิชาบางแนวทางสามารถเปลี่ยนคุณสมบัติของลมปราณหรือช่องทางการโคจรพลังลมปราณได้…

            ยกตัวอย่างเช่นเคล็ดวิชาเมฆาเยือกแข็งของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งเป็นต้น เมื่อถูกใช้ออกจะเปลี่ยนคุณสมบัติของพลังลมปราณให้มีสภาพเยือกเย็นดุจน้ำแข็งยิ่งเคล็ดวิชาถูกฝึกปรือจนสูงส่ง พลังลมปราณยิ่งทั้งแข็งแกร่งทั้งเยือกเย็นคำร่ำลือกล่าวไว้ว่าผู้ใดที่สามารถฝึกฝนจนบรรลุขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชาเมฆาเยือกแข็งนี้ได้ผู้นั้นอาจสามารถแช่แข็งทุกสิ่งทุกอย่างได้ทันทีภายในรัศมีหลายร้อยลี้

            เช่นเดียวกับ “เคล็ดวิชาผลาญฟ้า”แห่งตระกูลเพลิงผลาญฟ้า หนึ่งในสี่พรรคใหญ่ ที่สามารถเปลี่ยนแปรคุณลักษณะลมปราณทว่าเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามกับแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาเยือกแข็งเคล็ดวิชานี้สามารถเปลี่ยนพลังลมปราณให้มีคุณสมบัติร้อนแรงดุจเพลิงผลาญเมื่อฝึกฝนถึงขั้นสูงสุดอาจสามารถหลอมละลายอาวุธได้ด้วยมือเปล่าทั้งยังมีเคล็ดวิชาลมปราณที่มิได้ใช้เพื่อฝึกฝนความแข็งแกร่งของพลังลมปราณเพียงอย่างเดียวกลับกัน เป็นเคล็ดวิชาที่มีไว้เพื่อช่วยเหลือในการฝึกปรือกำลังภายใน…ยกตัวอย่างเช่นเคล็ดวิชาผสานหยินหยางอันลี้ลับชั่วร้ายที่สามารถส่งผลให้บุรุษและสตรีสามารถเพิ่มพูนพลังภายในได้โดยการมีสัมพันธ์ทางร่างกาย

            เคล็ดวิชาต่างๆมักถูกสืบทอดต่อตามกันมาภายในพรรคหรือตระกูลต่างๆ ทว่าไม่เคยถูกเปิดเผยสู่ผู้คนทั่วไป ดังนั้น บุคคลทั่วไปที่ฝึกปรือพลังยุทธ์ล้วนไม่รู้จักเคล็ดวิชาลมปราณตระกูลเซี่ยวเองแน่นอนว่ามิได้รับสืบทอดเคล็ดวิชาลมปราณจากบรรพบุรุษสิ่งที่ผู้อาวุโสของตระกูลหลงเหลือสืบต่อมารุ่นสู่รุ่นมีเพียงทักษะกระบวนท่าต่อสู้เพียงเล็กน้อย มิมีใดมากกว่านั้นส่วนทักษะลมปราณเป็นเฉกเช่นเดียวกับนามของมัน บ่งบอกถึงถึงทักษะอันแตกต่างหลากหลายในการแผ่พุ่งพลังลมปราณออกมาอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทักษะลมปราณบางชนิดจำต้องใช้ออกควบคู่กับเคล็ดวิชาลมปราณเฉพาะที่บุคคลเหล่านั้นฝึกฝน

            “เช่นนั้น หมายความว่าตอนนี้ข้าสมควรใช้…”เคล็ดวิชาเทพอสูร” ที่ท่านกล่าวถึงได้แล้ว?”หยุนเช่อกล่าวด้วยความประหลาดใจ

            “ถูกต้อง!”จัสมินผงกศีรษะ “ขณะนี้ภายในเส้นลมปราณของเจ้ายังคงว่างเปล่าดังนั้นเจ้าจึงไม่อาจสัมผัสสิ่งใดได้ ทว่า ทันทีที่เจ้ามีพลังลมปราณสะสมมากขึ้นเจ้าจะสามารถสัมผัสถึงการคงอยู่ของเคล็ดวิชาเทพอสูรภายในเส้นชีพจรได้เอง”

            “…ท่านยังกล่าวอีกว่า “เคล็ดวิชาเทพอสูร”นี้ ไม่ต้องการการฝึกปรือ และทุกครั้งที่ข้าเปิด “ประตูลมปราณ”เคล็ดวิชาเทพอสูรจะถูกยกระดับขึ้นสู่อีกขอบเขตหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว ข้าจะเปิด“ประตู” ที่ว่าได้อย่างไร?” หยุนเช่อสอบถาม ชายหนุ่มไม่เคยรู้จักศาสตร์อันใดที่เกี่ยวข้องกับ“ประตู” เช่นนี้มาก่อน หยุนเช่อจึงไม่กล้าประมาทเลินเล่อ ยังมีหากวิธีการเปิดที่ว่าคล้ายคลึงกับการเปิดจุดชีพจรลมปราณเช่นนั้นชายหนุ่มย่อมสามารถเปิดจุดทั้งหมดที่เหลือได้โดยง่ายดายสามารถก้าวข้ามสู่ขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชาเทพอสูรได้ภายในชั่วพริบตา! หากเป็นผู้อื่นเรื่องนี้นับว่าเป็นไปไม่ได้ ทว่ากับชายหนุ่มแล้ว ล้วนง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ!

            ”นี่ง่ายดายอย่างยิ่งง่ายดายยิ่งกว่าการเปิดจุดชีพจรลมปราณของเจ้าเป็นร้อยเป็นพันเท่า!”จัสมินเปิดเผยรอยยิ้มประหลาดพิกลการเปรียบเปรบของนางสร้างความงุนงงสงสัยและตกตะลึงและหยุนเช่อไปชั่วครู่“ประตูเหล่านี้อยูภายในเส้นชีพจรลมปราณของเจ้า เช่นนั้นหกาเจ้าต้องการเปิดออก..มันย่อมต้องเปิดออกเองโดยธรรมชาติ…หากเจ้าต้องการทดลองเจ้าเพียงต้องใช้การจินตนาการความคิดในการควบคุมแล้วด่านประตูทั้งเจ็ดย่อมเปิดออกเอง!”

            แค่เพียงต้อง…จินตนาการ?

            จากนั้นด่านประตูทั้งเจ็ดย่อมเปิดออกเอง…ปลดปล่อยความสามารถทั้งหมดและขึ้นสู่ขั้นสูงสุดของเคล็ดวิชาเทพอสูรได้โดยทันที?

            อย่างไรก็ตามสิ่งที่หยุนเช่อประสบคือรอยยิ้มเปี่ยมแววอันตรายร้ายกาจของจัสมินแน่นอนว่าชายหนุ่ม ไม่อาจเชื่อมั้นอย่างเต็มที่ต่อคำพูดทั้งหมดของนางได้ หยุนเช่อถามอย่างไม่นำพาว่า“ง่ายดายถึงเพียงนั้น?”

            “แน่นอน ง่ายดายเช่นนี้ หากทว่าผลลัพธ์ที่ตามมาล้วนน่าหวาดหวั่นขวัญผวา…เจ้าจะตาย! เส้นชีพจรลมปราณภายในร่างกายของเจ้าจะระเบิดออกส่งผลให้เจ้าถึงแก่ความตายโดยทันที!”จัสมินกล่าวเสียงต่ำริมฝีปากของหยุนเช่อค่อยอ้าค้างอย่างเชื่องช้า

            “คุณลักษณะของเคล็ดวิชาลมปราณเทพอสูรถูกจัดไว้ในหมวดหมู่“ปราณคลั่ง” ขอบเขตชั้นที่หนึ่ง เรียกว่า ขอบเขตขั้นวิญญาณอสูร  ขอบเขตชั้นที่สองเรียกว่า อสูรผลาญใจ ขอบเขตขั้นที่สาม เรียกว่า ทัณฑ์อสูรโลกันตร์ขอบเขตขั้นที่สี่ เรียกว่า อสูรทลายฟ้า ขอบเขตชั้นที่ห้า  เทพอสูรมรณะ”

            จัสมินพลันหยุดคำพูดลงส่งผลให้หยุนเช่อกล่าวถามต่อในทันทีอย่างใคร่รู้ “เช่นนั้นขอบเขตชั้นที่หกและเจ็ดเล่า? เหตุใดจึงสามารถทำให้ข้าตายหากข้าใช้ออก?”

            “เราเจ้าหญิงเองล้วนไม่มีความรู้เกี่ยวกับขอบเขตชั้นที่หกและเจ็ดของลมปราณเทพอสูรภายในความทรงจำตกค้างของโลหิตเทพอสูรหยดนี้เพียงบันทึกไว้ถึงขั้นที่ห้าไว้เท่านั้น เมื่อทบทวนหวนนึก อาจเป็นเพราะขณะที่เทพอสูรตกทอดเลือดอมตะไว้เบื้องหลังมันเองล้วนเชื่อมั่นว่า ด้วยขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์การเปิดใช้ขอบเขตลมปราณขั้นที่ห้าล้วนนับว่าถึงที่สุดแล้วนอกเหนือจากคนผู้นั้นต้องการแสวงหาความตาย มิเช่นนั้นล้วนไม่มีความจำเป็นอันใดในการเปิดใช้เคล็ดลมปราณชั้นที่หกและเจ็ด ดังนั้นเทพอสูรจึงมิได้ตกทอดความทรงจำอันใดเกี่ยวกับขอบเขตที่เหลือทั้งสองขั้น…เนื่องจากทุกครั้งที่เจ้าเปิดประตูลมปราณเคล็ดวิชาเทพอสูรจะยกระดับขึ้นถึงหนึ่งชั้นสิ่งที่ตามมาคือการเพิ่มพูนอย่างกะทันหันของความตึงเครียดที่ร่างกายของมนุษย์ไม่อาจทนทานรับได้!หากเจ้าฝืนเปิดประตูปราณสู่ขั้นที่เจ้าเองไม่สามารถควบคุมได้ สถานเบาร่างกายของเจ้าอาจได้รับบาดเจ็บสาหัส พลังชีวิตของเจ้าอาจได้รับความเสียหายไปด้วย!สถานหนัก เส้นชีพจรลมปราณของเจ้าจะแตกระเบิดออก ร่างกายของเจ้าถูกแยกส่วนเป็นชิ้นๆถึงแก่ความตายอย่างไม่มีข้อสงสัย!”

            “ด้วยร่างกายของเจ้าในขณะนี้เพียงแค่เปิดประตูลมปราณชั้นที่หนึ่งเจ้าตกแตกระเบิดตายในทันทีอย่างแน่นอน!””…น่าหวาดกลัวถึงเพียงนั้น? คำ“ปราณคลั่ง” ที่บ่งบอกคุณลักษณะของเคล็ดวิชาปราณเทพอสูรที่แท้หมายความว่าเยี่ยงไร? ข้าต้องฝึกฝนฝีมือถึงขั้นใดจึงสามารถใช้เคล็ดวิชานี้ได้?” หยุนเช่อถามไถ่

            จัสมินกลอกตาตลบหนึ่งดวงตาทั้งสองบนใบหน้างดงามละเอียดอ่อนปรากฏประกายตาดูหมิ่น“เจ้าไม่คิดว่าเจ้าถามคำถามเหล่านี้เร็วไปหรืออย่างไร?!เจ้าเพียงได้รับเส้นชีพจรลมปราณชุดใหม่ได้ชั่วครู่แม้แต่พลังลมปราณสักน้อยนิดยังไม่มีด้วยซ้ำ ตอนนี้เจ้ากลับกล้าคาดฝันว่าจะขึ้นสู่ยอดฝีมือได้เพียงก้าวเดียว?”

            “….ตกลง นับว่าท่านพูดถูก”หยุนเช่อไม่กล่าวโต้แย้งอันใด ทั้งมิได้ไต่ถามสิ่งใดต่อในเรื่องนี้หลังเปลี่ยนความสนใจของตนจากประตูลมปราณเหล่านั้น หยุนเช่อพลันสูดลมหายใจลึก“แม้ว่านี่จะช้าไปบ้าง ทว่าข้าจะไม่ปล่อยให้เส้นชีพจรที่ตกทอดจากเทพอสูรต้องเสียเปล่า!ข้าต้องเริ่มฝึกฝนโดยทันที!!”

            *โคร่กกกก…..*

            ขณะที่ชายหนุ่มเต็มไปด้วยความตั้งใจฝึกฝนอย่างยิ่งยวดเสียงท้องร้องด้วยความหิวโหยจากกระเพาะของชายหนุ่มพลันสะท้อนก้องลบเลือนภาพความองอาจที่หยุนเช่อสร้างขึ้นเมื่อครู่โดยสิ้นเชิงชายหนุ่มมิได้ทานสิ่งใดเลยเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆดังนั้นกระเพาะของชายหนุ่มจึงร่ำร้องด้วยความหิวโหย”เมื่อเจ้ามีความชำนาญในด้านเส้นชีพจรลมปราณอยู่แล้วเจ้าคงไม่จำเป็นต้องให้เราเจ้าหญิงสั่งสอนว่าเช่นใดจึงสามารถเริ่มฝึกลมปราณแรกเริ่มกระมังเราเจ้าหญิงจำเป็นต้องกลับเข้าสู่ไข่มุกพิษสวรรค์แล้ว ต่อจากนี้เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้รบกวนเราเด็ดขาดเป็นเวลาสามวัน”

            ก่อนหน้านี้จัสมินได้รับความเจ็บปวดจากพิษกำเริบหลังจากการฝืนใช้พลังยุทธ์แม้ว่าอาการกำเริบจะถูกบรรเทาโดยไข่มุกพิษสวรรค์ ทว่าพิษสวังหารนั้นยังคงแทรกซึมทำลายดวงจิตของนางหากไม่ถูกขจัดพิษโดยไข่มุกพิษสวรรค์ พิษอาจแพร่กระจากเข้าสู่แก่นกลางดวงวิญญาณเมื่อถึงตอนนั้น แม้จะมีไข่มุกพิษสวรรค์ ก็ไม่อาจช่วงชีวิตนางได้

            “รอสักครู่ข้ายังคงมีคำถามสองสามคำ…ท่านเรียกตัวเองว่า “เราเจ้าหญิง” ตลอดเวลา หรือว่าท่านจะเป็นเจ้าหญิงจากอาณาจักรใดเช่นนั้นรึ?…เฮ้!เฮ้!!”

            ก่อนหยุนเช่อจะสามารถกล่าวจนจบประโยคร่างของจัสมินล้วนเลือนหายกลายเป็นแสงสีแดงเข้าสู่ไข่มุกพิษสวรรค์ไปทันที

            แม้ว่าจะหิวโหยอย่างมากทว่าหยุนเช่อไม่สามารถเดินทางกลับไปยังเมืองไม้ขจีได้อีก เซี่ยวกวงหยุนและพวกสมควรค้นพบการตายอันน่าเวทนาของทั้งเซี่ยวป้าและเซี่ยวจิ่วทั้งคงคาดเดาถึงสาเหตุการตายว่าเกี่ยวเนื่องกับชายหนุ่มได้อย่างแน่นอนหากพวกมันสามารถพบเจอตนเอง ด้วยสภาพร่างกายที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณในขณะนี้หยุนเช่อต้องตกตายไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแน่นอน

            หลังจากนิ่งครุ่นคิดอย่างระมัดระวังอยู่ชั่วครู่หยุนเช่อสำรวจตรวจตราบริเวณเทือกเขาโดยรอบ เข้าสู่พื้นที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักท้ายที่สุด ชายหนุ่มกัดฟันเดินไปสู่ทิศทางตรงกันข้ามกับเมืองไม้ขจี

            เส้นทางการฝึกฝนวรยุทธ์ในชาติภพปัจจุบันจะเริ่มต้นที่เทือกเขามังกรแดงแห่งนี้!

    คล้ายกับเรื่องอสูรพลิกฟ้า ( Against the Gods ) ที่คุณอ่าน