พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 26 สะพานหินตัดวิญญาณ

    เสียงครืนนั้นยังไม่ทันดับสนิท

    ความมืดในโถงลึกก็พลันขยับ

    บานประตูเก้าสัตว์ด้านหลังปิดลงช้า ๆ แต่หนักแน่น
    รอยแยกกลางประตูค่อย ๆ ประสานเข้าหากันจนไม่เหลือช่องแม้เพียงเส้นผม
    แสงหม่นจากด้านนอกที่เคยลอดเข้ามาจึงหายไปสิ้น

    เหลือเพียงแสงสีเทาอ่อนจากผลึกเก่าบนเพดานโถง
    ส่องลงมาบางเบาราวสายหมอกยามราตรี
    ไม่พอให้มองเห็นทั่วทั้งห้วงลึก
    แต่พอให้รับรู้ได้ว่า สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่กว่าที่คิดนัก

    สะพานหินทอดยาวอยู่ตรงหน้า
    แคบเพียงพอให้คนสามคนเดินเคียงกันได้
    สองข้างไร้ราว
    ใต้สะพานเป็นเหวมืดสนิทไร้ก้น
    ลมเย็นจัดพัดตีขึ้นมาเป็นระยะ
    ทำให้ชายเสื้อของผู้คนปลิวสะบัดช้า ๆ

    อี้ซินหยุดยืนอยู่ตรงต้นสะพาน
    สายตากวาดผ่านรอยสลักบนพื้นหินทีละส่วน

    สะพานนี้ไม่เรียบ
    ผิวของมันเต็มไปด้วยรอยแตกเส้นบาง ๆ คล้ายเส้นชีพจรของสิ่งมีชีวิต
    ระหว่างรอยแตกเหล่านั้นมีอักขระจางจนแทบมองไม่เห็นแทรกอยู่
    บางตัวคล้ายรูปกรงเล็บ
    บางตัวคล้ายเขี้ยว
    บางตัวคล้ายรอยดาวตกเฉียงผ่านเมฆ

    หยกดาราในร่างของเขาอุ่นขึ้นต่อเนื่อง
    แหวนลึกลับโบราณที่นิ้วยังเย็นวาบเป็นจังหวะ
    ส่วนสิ่งคล้ายไข่ในอกกลับเต้นมั่นคงกว่าเดิม
    ราวกับเมื่อพ้นประตูหินเข้ามาแล้ว มันยิ่งตอบรับกับสถานที่แห่งนี้ชัดขึ้นทุกขณะ

    สือเหยียนกวาดตามองสองข้างสะพานแล้วลดเสียงลง

    “ลมใต้สะพานไม่ปกติ”

    เยี่ยซูซินพยักหน้าเบา ๆ
    “ไม่เหมือนลมจากเหวธรรมดา” นางว่า “มันคล้ายแทรกมากับแรงกดบางอย่าง”

    หานหลงกลืนน้ำลายหนึ่งอึก
    แม้ร่างกายกำยำ แต่เมื่อมองลงไปในเหวมืดเบื้องล่าง สีหน้าก็ยังตึงขึ้นชัดเจน

    “หากผู้ใดตกลงไป...” เขาพึมพำ

    โจวเหอรีบชิงตอบด้วยเสียงแห้ง
    “ก็ไม่มีวันได้กลับขึ้นมา”

    คำพูดนี้หาได้ปลอบใจผู้ใดไม่
    หลินเซวียนถึงกับเบือนสายตาขึ้นจากเหวทันที

    หนิงเยว่อิงยืนอยู่เยื้องอี้ซินไปครึ่งก้าว
    ปลายผมดำสนิทของนางพลิ้วไหวตามลมเย็นจากเหว
    ผิวพรรณขาวดุจหิมะยามค่ำต้องแสงผลึกหม่นยิ่งดูเย็นจับตา
    ใบหน้างดงามของนางในยามนี้มิใช่เพียงงามสงบ
    หากงามลึกล้ำราวจันทร์เหนือธารน้ำแข็ง
    ยิ่งมองยิ่งรู้สึกไกลเกินแตะต้อง

    นางก้มมองพื้นสะพานอยู่ชั่วครู่ ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ

    “สะพานนี้มีค่ายกลตรวจจับอยู่”

    จ้าวคุนแค่นหัวเราะในคอ
    “ก็แน่นอน” มันว่า “ที่ใดในที่นี่ไม่มีค่ายกลบ้าง”

    หนิงเยว่อิงหาได้มองมันไม่
    น้ำเสียงยังคงเย็นเหมือนเกล็ดน้ำค้างบนผา

    “ข้าหมายถึงค่ายกลชนิดที่ไม่ตรวจจับกาย” นางกล่าว “แต่มันตรวจจับอย่างอื่น”

    อี้ซินหันมามองนาง

    “อย่างอื่นใด”

    หนิงเยว่อิงมิได้ตอบทันที
    เพียงยกนิ้วขึ้นชี้ไปยังรอยสลักรูปดวงตาเลือน ๆ ตรงพื้นสะพาน

    “จิต” นางกล่าว “หรือวิญญาณ”

    คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศเย็นลงกว่าเดิมอีกชั้น

    สือเหยียนขมวดคิ้ว
    “หมายความว่าอย่างไร”

    “หมายความว่า” นางกล่าว “มันอาจไม่สนใจว่าผู้ใดแข็งหรืออ่อนกว่ากัน แต่สนใจว่าจิตของผู้ใดมั่นคงเพียงใด”

    ฟางเหอซึ่งบัดนี้สีหน้าซีดเผือดจากเสียโลหิตอยู่แล้ว ฟังดังนั้นก็กัดริมฝีปากแน่น
    ซ่งอี้เองก็เผลอกำชายเสื้อของตนจนยับ

    ในกลุ่มนี้ ผู้ที่บาดเจ็บที่สุดหาใช่พวกเขาอย่างเดียวไม่
    แต่ผู้ที่ “ใจเสีย” ไปแล้ว กลับอันตรายที่สุดในสถานที่เช่นนี้

    อี้ซินไม่ถามเพิ่ม
    เขาเพียงก้มลงหยิบเศษหินจากขอบสะพานขึ้นมาหนึ่งก้อน
    แล้วโยนออกไปเบื้องหน้า

    ก้อนหินตกลงบนสะพาน ห่างจากต้นทางไปสิบก้าว

    แกร๊ก...

    เสียงบางอย่างดังขึ้นเบา ๆ

    อักขระใต้ก้อนหินพลันเรืองแสง
    จากนั้นรอยสลักรูปดวงตาที่หนิงเยว่อิงชี้เมื่อครู่ก็ค่อย ๆ เปิดขึ้นจากผิวหินจริง ๆ
    ดวงตานั้นมิได้มีลูกตา
    เป็นเพียงโพรงมืดลึกขนาดเท่าฝ่ามือ
    แต่ทันทีที่มันเปิด ลมเย็นจากเหวเบื้องล่างก็พุ่งขึ้นแรงกว่าเดิมหลายเท่า

    ฟู่ม!

    ก้อนหินที่วางอยู่ใกล้โพรงถูกดูดตกหายลงเหวไปในพริบตา

    ทุกคนหน้าเปลี่ยนสีพร้อมกัน

    จ้าวคุนดวงตาหดเล็ก
    โจวเหอถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

    หากเมื่อครู่ไม่ใช่ก้อนหิน แต่เป็นคนที่ก้าวผิดจุด...
    สิ่งที่ถูกดูดลงเหวไปย่อมไม่ใช่เพียงรองเท้าแน่

    อี้ซินมองอักขระตรงนั้นนิ่ง
    จากนั้นจึงค่อย ๆ มองยาวไปตามสะพาน

    ทีแรกมันดูเป็นเพียงแผ่นหินเก่าต่อเรียงกัน
    แต่เมื่อรู้ว่ามี “ดวงตา” ซ่อนอยู่
    เขาก็เริ่มเห็นร่องรอยบางอย่างที่ต่างจากเดิม

    บางจุดหินด้านกว่า
    บางจุดมีฝุ่นบางกว่า
    บางจุดมีเส้นอักขระหมุนวนไม่เหมือนกัน

    นี่มิใช่สะพานที่ให้เดินตรงไปได้ง่าย ๆ
    หากเป็นเส้นทางที่คัดกรองผู้เดินทุกก้าวจริง

    จ้าวคุนหรี่ตาแล้วเอ่ยขึ้น

    “เช่นนั้นก็หาทางเดินที่ถูก” มันว่า “เสียเวลาอยู่ตรงนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์”

    อี้ซินไม่ได้ตอบมันในทันที
    เพียงหลับตาลงหนึ่งลมหายใจ

    ในความมืดเบื้องในของจิต
    รอยเส้นที่เขาเคยเห็นในหยกดาราเริ่มลอยขึ้นอีกครั้ง

    เส้นดารา
    เส้นทางหมุนเวียน
    จังหวะก้าวที่ตัดสลับเฉียงซ้าย ขวา หน้า ถอย

    ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าในยามนี้ เขายังคว้าได้เพียงส่วนต้นของขั้นแรก
    ยังไม่อาจแยกร่างเงาได้จริง
    ยังไม่อาจใช้ฝีเท้าพลิกแพลงได้สมบูรณ์ดังรอยสลักในหยก
    แต่สิ่งหนึ่งที่เขาได้จากมันแน่ชัดก็คือ “การอ่านช่องว่าง” ระหว่างอันตราย

    ยามหลบปลายหอก
    ยามหลบโซ่
    ยามแทรกระหว่างค่ายกล
    สิ่งที่ช่วยเขามิใช่ความเร็วเพียงอย่างเดียว
    หากเป็นการมองเห็นเส้นทางสั้นที่สุดระหว่างช่องว่างทั้งหลาย

    เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง
    สายตาก็ยิ่งนิ่งลึกกว่าเดิม

    “ข้าจะเดินนำ” เขากล่าว

    หลินเซวียนรีบเอ่ยทันที
    “เจ้ามั่นใจหรือ”

    “ไม่” อี้ซินตอบตรง “แต่ยืนนานกว่านี้ก็ไม่ได้ทำให้สะพานสั้นลง”

    จ้าวคุนแค่นเสียง
    “เจ้าชอบรับหน้าทางตายจริง”

    อี้ซินหันไปมองมันเพียงครู่
    ก่อนกล่าวเรียบ

    “หากเจ้าอยากนำ เชิญ”

    จ้าวคุนสีหน้าตึงขึ้น
    แต่สุดท้ายก็ไม่ก้าวออกมา

    หนิงเยว่อิงยืนมองอี้ซินเงียบ ๆ
    แววตาเย็นคู่นั้นพลันไหวเพียงเสี้ยวเมื่อเห็นเขาวางน้ำหนักเท้าขวาลงบนหินแผ่นแรกอย่างช้า ๆ

    ก้าวนั้น...ไม่ใช่ก้าวธรรมดา

    น้ำหนักเท้า
    มุมสะโพก
    ทิศของหัวไหล่
    และจังหวะการถอนลมหายใจ
    ล้วนสอดคล้องกับรูปเส้นบางอย่างในค่ายกลอย่างประหลาด

    นางมิได้เอ่ยอะไร
    แต่ในใจกลับจำแนกได้ทันทีว่า ฝีเท้าวูบรวดเร็วของอี้ซินมิใช่เพียงพรสวรรค์หรือความแข็งแรงกาย
    หากมีรากวิชาซ่อนอยู่จริง

    อี้ซินก้าวแผ่นแรก
    ผ่านไป

    ดวงตาใต้พื้นไม่เปิด
    อักขระไม่สว่าง

    เขาจึงก้าวแผ่นที่สองเฉียงซ้าย
    แล้วแผ่นที่สามตรงหน้า
    จากนั้นหยุดนิ่งหนึ่งชั่วลมหายใจ ก่อนเฉียงกลับขวา

    ทุกคนด้านหลังแทบไม่หายใจ
    เพราะเพียงมองอย่างเดียวก็รู้ว่า การก้าวเหล่านี้มิได้สุ่ม

    อีกห้าก้าวต่อมา
    อี้ซินก็หยุด

    เขาก้มลงหยิบผงหินขึ้นมาสะบัดไปด้านหน้า

    ผงหินลอยแผ่
    แล้วพลันถูกดูดลงที่แผ่นหินขวาหนึ่งช่วงตัว

    อักขระตรงนั้นเรืองแสงวาบ
    โพรงดวงตาเปิดขึ้น
    ลมเย็นดูดหมอกทั้งแถบลงไปอย่างรวดเร็ว

    สือเหยียนสูดหายใจเบา ๆ
    “หากก้าวผิดเมื่อครู่...”

    อี้ซินมิได้หันกลับ
    เพียงกล่าวสั้น

    “เดินตามรอยเท้าข้า ห้ามข้าม ห้ามเร่ง”

    เขาก้าวต่อ

    ทีละก้าว
    ทีละก้าว

    ราวเดินอยู่ท่ามกลางเขี้ยวล่องหนที่พร้อมขบลงมาได้ทุกขณะ

    สิบก้าว
    ยี่สิบก้าว
    สามสิบก้าว...

    พวกที่เดินตามเริ่มเหงื่อซึมเต็มหลังแม้อากาศเย็นจัด
    แม้แต่จ้าวคุนเองยังไม่กล้าพูดจารบกวนอีก

    ครั้นเดินมาได้เกินครึ่งสะพาน
    เหตุไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

    ฟางเหอซึ่งเสียโลหิตมากที่สุดเริ่มฝีเท้าอ่อนลง
    ลมหายใจหนัก
    สายตาพร่า

    ซ่งอี้ที่ช่วยประคองอยู่ข้างกันเองก็มีแผลสะโพกจนเดินไม่ถนัดนัก
    ดังนั้นเมื่อก้าวผ่านแผ่นหินหนึ่ง ทั้งคู่จึงเสียจังหวะพร้อมกัน

    ฟางเหอเซไปทางขวา

    “ระวัง!” หลินเซวียนร้องลั่น

    แต่ช้าไปครึ่งเสี้ยว

    ฝ่าเท้าของฟางเหอแตะลงบนแผ่นผิดจุด

    แคร่ก!

    อักขระใต้เท้าพลันลุกแดง
    โพรงดวงตาสามจุดเปิดขึ้นพร้อมกัน

    ลมดูดจากเหวพุ่งทะลักขึ้นรุนแรงดุจพายุ
    ร่างของฟางเหอซึ่งเดิมก็อ่อนแรงอยู่แล้วถูกยกลอยจากพื้นครึ่งตัวทันที

    มันร้องลั่น
    มือคว้าอากาศอย่างตื่นตระหนก

    ซ่งอี้เองถูกแรงลมฉุดตามไปด้วย
    ข้อเท้าไถลบนพื้นหินจนเกิดเสียงดังครืด

    ทุกอย่างเกิดเร็วเกินคิด

    จ้าวคุนถอยหลังหนึ่งก้าวทันที
    โจวเหอหน้าเผือดแข็งค้าง
    หานหลงยกมือหมายจะคว้าแต่ระยะไกลเกินไป

    อี้ซินไม่แม้แต่จะหันเต็มตัว
    เท้าซ้ายยันพื้น
    ร่างทั้งร่างกลับวูบย้อนผ่านคนด้านหลังในพริบตา

    ครานี้ทุกคนเห็นชัดยิ่งกว่าคราใดก่อน
    ฝีเท้าของเขามิใช่เพียงเร็ว
    หากมีเส้นทางประหลาดบางอย่างซ่อนอยู่
    ก้าวหนึ่งคล้ายอยู่ตรงหน้า
    ก้าวถัดไปกลับโผล่ถึงข้างฟางเหอแล้ว

    หนิงเยว่อิงดวงตาวูบเล็กน้อย
    เพราะนางเห็นกระทั่งการหมุนข้อเท้าและการเปลี่ยนน้ำหนักตัวของเขา
    และยิ่งเห็นชัด...ก็ยิ่งรู้ว่า ฝีเท้านี้ลึกล้ำเกินศิษย์ใหม่สามัญจะครอบครองได้

    อี้ซินคว้าข้อมือฟางเหอเต็มแรง
    มืออีกข้างกดไหล่ซ่งอี้ไว้
    ลมดูดจากโพรงใต้พื้นรุนแรงจนเสื้อผ้าเขาปลิวตีหน้า
    ข้อแขนทั้งสองข้างเกร็งตึงจนเส้นเอ็นปูด

    “ถอย!” เขาตวาด

    สือเหยียนกับหลินเซวียนพุ่งเข้ามาทันที
    คนหนึ่งคว้าเอวซ่งอี้
    อีกคนกดขาอี้ซินไว้ไม่ให้ลื่น

    จ้าวคุนลังเลเสี้ยวหนึ่ง
    แต่เมื่อเห็นว่าหากปล่อยสองคนนั้นตกไป ช่องว่างบนสะพานอาจปั่นป่วนยิ่งกว่าเดิม มันจึงกัดฟันเข้ามาช่วยดึงฟางเหออีกแรง

    ครั้นมีแรงต้านเพิ่ม
    อี้ซินจึงคำรามต่ำ
    สะโพกบิด
    เอวส่ง
    แล้วกระชากทั้งสองร่างกลับขึ้นมาเต็มแรง

    ปึง!

    ฟางเหอกับซ่งอี้กลิ้งมากองบนแผ่นหินปลอดภัยอีกครั้ง
    โพรงดวงตาใต้พื้นจึงค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ
    ลมดูดรุนแรงดับหายตาม

    ไม่มีผู้ใดพูดอยู่หลายลมหายใจ

    เพราะทุกคนรู้พร้อมกันว่า เมื่อครู่หากช้ากว่าเพียงนิด
    ศพสองศพย่อมหายลงเหวไปแล้ว

    ฟางเหอนอนหอบ ตัวสั่นไม่หยุด
    ใบหน้ามันซีดจนแทบไม่มีสีเลือด
    แม้เป็นชายร่างใหญ่ แต่ยามนี้กลับดูคล้ายคนเพิ่งหลุดพ้นประตูนรกมากกว่าเดิมนัก

    ซ่งอี้เองก็กัดฟันแน่น
    หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น

    อี้ซินถอนมือกลับช้า ๆ
    ลมหายใจของเขาแรงขึ้นเพียงเล็กน้อย
    แต่แววตายังคงสงบนิ่งดังเดิม

    เขามองฟางเหอเพียงครู่ แล้วกล่าวสั้น

    “หากเดินไม่ไหว จะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่”

    คำพูดนี้เย็น
    แต่กลับปลุกฟางเหอจากความตระหนกได้จริง
    มันรีบกัดฟันยันกายลุกขึ้นทันที

    “ข้า...ข้ายังไหว”

    อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
    จากนั้นหันกลับสู่ปลายสะพาน

    จ้าวคุนมองแผ่นหลังเขา
    ความริษยาในใจยิ่งคุกรุ่นรุนแรงขึ้นทุกที

    ไม่ว่าค่ายกล
    ไม่ว่าหุ่นหิน
    ไม่ว่าเหวดูดวิญญาณ
    เหตุใดคนผู้นี้จึงยังนำหน้าได้ทุกครา

    ยิ่งมันคิด
    ยิ่งรู้สึกว่าหากปล่อยอี้ซินโตไปอีกนาน
    วันหน้าตนคงไม่มีทางกดมันลงได้แล้วจริง ๆ

    หนิงเยว่อิงกลับเอ่ยขึ้นเบา ๆ

    “ฝีเท้าเจ้า...ไม่เลว”

    ครานี้น้ำเสียงนางไม่ได้เย็นเฉยดังเดิม
    แต่มีแววพิจารณาลึกซ่อนอยู่ชัดเจน

    อี้ซินตอบเพียงว่า
    “พอใช้เอาชีวิตรอดได้”

    “เจ้าฝึกมานานหรือ”

    เขาหยุดเสี้ยวหนึ่ง
    ก่อนตอบโดยไม่หันกลับ

    “ฝึกจากสิ่งที่เห็น”

    หนิงเยว่อิงมิได้ถามซ้ำว่าเห็นจากที่ใด
    แต่ดวงตางามคู่นั้นกลับจับอยู่ที่ฝ่าเท้าของเขาอยู่อีกครู่ใหญ่

    ในที่สุด ทั้งกลุ่มก็ผ่านสะพานหินมาได้จนสุดปลาย

    ปลายสะพานเชื่อมกับชานหินกว้างแห่งหนึ่ง
    พอเท้าคนสุดท้ายแตะลงบนชานนั้น อักขระบนสะพานด้านหลังก็พลันดับลงพร้อมกัน

    เสียงครางต่ำดังขึ้นจากใต้สะพาน
    แล้วแผ่นหินทั้งสายก็เริ่มจมหายลงในเหวมืดช้า ๆ

    หลินเซวียนหันกลับไปเห็นพอดี ถึงกับสูดหายใจแรง
    “หากช้ากว่านี้อีกหน่อย...”

    สือเหยียนหัวเราะแห้ง
    “ก็ไม่ต้องคิดเรื่องกลับ”

    เบื้องหน้าชานหินนั้น
    เป็นโถงกว้างอีกชั้นหนึ่ง

    คราวนี้ไม่มีสะพาน
    ไม่มีเหว
    แต่มีเสาหินเรียงเป็นแนวสองข้างทางทอดลึกไปจนสุดสายตา
    บนหัวเสาแต่ละต้นวางตะเกียงหินแตกบิ่น
    เปลวไฟสีฟ้าหม่นลุกอยู่เงียบ ๆ โดยไร้เชื้อเพลิง

    แสงสีฟ้านั้นไม่สว่างมาก
    แต่พอให้เห็นสิ่งที่ตั้งอยู่กลางโถงถัดไปชัดเจน

    มันคือ “แท่นกระดูก” ขนาดมหึมาแท่นหนึ่ง

    กระดูกสีเงินอมดำของสัตว์มหึมาตนหนึ่งถูกจัดวางทับซ้อนเป็นวง
    มีทั้งเขา
    ทั้งซี่โครง
    ทั้งกระดูกสันหลัง
    และกะโหลกครึ่งหนึ่งที่แม้เหลือเพียงซาก ก็ยังแผ่ความน่าเกรงขามอย่างประหลาด

    กลางวงกระดูกนั้น
    มีผลึกสีดำเทาก้อนหนึ่งลอยอยู่เหนือฐานหิน
    แสงภายในมันหมุนวนช้า ๆ ราวพายุเล็กในรัตติกาล

    เพียงมองจากไกล
    อี้ซินก็รู้สึกได้ว่าหยกดาราในชีพจรอุ่นจัดขึ้นกว่าก่อนหลายเท่า
    สิ่งคล้ายไข่ในอกเต้นแรงหนักราวหัวใจของคนสองดวงซ้อนกัน
    แม้แต่แหวนลึกลับโบราณก็ยังเย็นจัดจนแทบแทงเข้ากระดูกนิ้ว

    หนิงเยว่อิงหยุดมองแท่นกระดูกนั้นนิ่ง
    ใบหน้างามเย็นของนางซึ่งแทบไม่เคยเปลี่ยนสีหน้า บัดนี้กลับเคร่งขึ้นเป็นครั้งแรก

    “แก่นจิตอสูร...” นางพึมพำ

    เยี่ยซูซินหันไปมองทันที
    “เจ้ารู้จักมัน?”

    หนิงเยว่อิงไม่ตอบตรง
    เพียงกล่าวเบา ๆ

    “หากสิ่งนี้ปรากฏอยู่ที่นี่จริง...”
    นางเว้นคำ
    แล้วสายตาก็เปลี่ยนเป็นลึกกว่าเดิม
    “เขตนี้คงลึกกว่าที่ข้าคิดไว้”

    จ้าวคุนก้าวออกไปหนึ่งก้าวโดยไม่ปิดบังโลภะอีก

    “ไม่ว่าเรียกชื่อใด” มันว่า “ของบนแท่นนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่”

    โจวเหอรีบพยักหน้าตาม
    แม้สองขาจะยังอ่อนจากเหตุเมื่อครู่
    แต่แววตากลับเริ่มแดงวาวอีกครั้ง

    อี้ซินไม่ได้ขยับเข้าไปทันที
    เพราะเขาเห็นอยู่แล้วว่า รอบแท่นกระดูกนั้นเงียบเกินไป

    ไม่มีหุ่นหิน
    ไม่มีค่ายกลปรากฏ
    ไม่มีเสียงอสูร

    เงียบจนผิดธรรมชาติ

    และในแดนเช่นนี้
    ความเงียบลึกเกินไปมักไม่ใช่ของดี

    เขาก้าวไปเพียงสองก้าว
    พลันหยุด

    เสียงหนึ่งดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า
    เบา
    แผ่ว
    เหมือนกระดูกบางอย่างเสียดสีกัน

    แกรก...

    อี้ซินดวงตาวาบ
    “ถอย!”

    แทบในเวลาเดียวกัน
    พื้นหินหน้าแท่นกระดูกก็แตกแยกออกเป็นเส้นยาว
    จากใต้รอยแยกนั้น มือกระดูกสีดำหลายมือพลันพุ่งขึ้นมาพร้อมกัน
    นิ้วกระดูกยาวแหลมเหมือนกรงเล็บ
    มุ่งคว้าข้อเท้าของผู้คนไม่เลือกหน้า

    หานหลงร้องลั่น
    ฟางเหอสะดุดถอย
    โจวเหอหน้าเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัด

    เพียงชั่วอึดใจ
    ลานกระดูกทั้งผืนก็ตื่นขึ้นแล้ว

    และตรงกลางแท่นกระดูกนั้นเอง
    ผลึกสีดำเทาที่ลอยอยู่นิ่งมาตลอดกลับเริ่มหมุนเร็วขึ้นช้า ๆ
    แสงภายในมันลึกขึ้น หนักขึ้น ราวกับมีบางสิ่งอยู่ภายในกำลังลืมตาตื่น