เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่ 39 จากขยะสู่สัตว์ประหลาด





       สารพันคำถามที่เหน็บแนมดูถูกเย้ยหยัน   ทั้งเหยียดหยามด่าว่าขับไส  ที่ตามมาหลังจากการปรากฏตัวขึ้นของเขา   แต่นั่นไม่ได้ทำให้จิตสมาธิ  ที่อยู่ในฌานของเขาหวั่นไหวแม้แต่นิด  เขานิ่งเงียบเฉย  ดูไร้อารมณ์  คล้ายเบื่อหน่ายไม่ใส่ใจแม้กระทั่งหญิงสาวหลินซี  ที่อยู่ในห้วงวิญญาณ ของเขา  ยังตกตะลึงจนเอ่ยขึ้นมา


    “เด็กน้อยญาณของเจ้าได้ถึงระดับสูงจนน่ากลัวป่านนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”


    “ไม่รู้สิ  คล้ายตั้งแต่เคล็ดทุกสรรพสิ่งล้วนก่อเกิดจากใต้หล้าได้มาสถิตย์ในตัวข้ามั้ง”  เขาตอบนางไปในใจ


    “ข้าเล้งปวยขอรับการทดสอบจากศิษย์พี่  โปรดออมมือด้วย”  เขากล่าวเสียงราบเรียบจนเสียงเซ็งแซ่พลันสงบลง


    “เด็กน้อยความกล้านั้นเป็นสิ่งที่ดี    ข้าชอบ    แต่ถ้ากล้าโดยไม่ประเมินฝีมือตัวเอง   ไม่ดูความเหมาะสมเขาเรียกว่า  ไม่เจียมตัว   มันจะนำหายนะมาให้จำไว้


    “ดี! เป็นคำสอนที่ดีเห็นแก่รุ่นพี่ที่มีเจตนาดี  ข้าขอต่อให้ท่านสามกระบวนท่าก็แล้วกัน  เชิญ”  มันกล่าวเสียงราบเรียบแบบไร้อารมณ์  พลางสงบอย่างยิ่ง


    “นี่มันไม่ใช่ความกล้าแต่เป็นการที่ทั้งไม่เจียมตัวทั้งบ้าบิ่นไปแล้ว  เจ้าขยะเอ้ย  คนที่จะพูดคำว่าต่อให้ได้เหมาะสมสมนั้นนะควรจะเป็นศิษย์พี่ไม่ใช่เจ้า  แต่นี่เจ้ากลับไปแย่งเขามาพูดซะเองเฉยเลย  ถ้ากฏการประลองไม่ห้ามถึงแก่ชีวิตเอาไว้เจ้าคงได้ตายแน่ๆละครานี้หละ”  แทนที่จะเอาใจเชียร์ศิษย์ใหม่ด้วยกัน  มันหมั่นใส้จนลืมตัวไปเชียร์อีกฝ่าย


      แต่ศิษย์พี่ผู้มีนาม  ถังจง ผู้นี้พลันมีท่าทีเปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึม  มันไร้ซึ่งวาจาเหน็บแนมออกมาใดๆ  เมื่อมันพบว่า  ศิษย์ขยะที่ทุกเรียกนั้น  มันดูไม่ได้ขยะอีกเลยเลย  และไม่เพียงไม่ขยะเท่านั้น  กลับเด่นล้ำยิ่ง  เขาต้องหาทางพิชิตมันในสามกระบวนท่านี้เท่านั้น  มิเช่นนั้นจะไม่มีโอกาสเลย  


    เห็นดังนั้นมันรีบแผ่พุ่งพลังปราณทั้งหมดไปที่หมัดทั้งคู่จนปรากฏมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นสีเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มดุจถ่านไฟที่ครุกรุ่นจนมีเสียง ซูมๆๆ  ดังขึ้น


    “อัคคีผลาญใจ” มันพลันคำรามกึกก้องพุ่งหมัดเข้าใส่อีกฝ่ายทันที


    เมื่อทุกคนมองเห็นศิษย์พี่ที่พลันเริ่มเคร่งขรึมลงพวกมันพลันรู้สึกคล้ายถูกพลังไร้สภาพที่หนักอึ้งกดทับไปด้วย จนแทบจะหายใจไม่ออก



                          ตูม!!!!!!!!!!!!!!!


       มีเสียงระเบิดดังกึกก้องจนเวทีเวทีสั่นสะเทือนอย่างรุนเสียงวี๊ดว้ายหวาดกลัวของผู้คนที่อยู่ใกล้ๆเวที    แล้วความกดดันอันมากมายก่อนหน้านั้นพลันค่อยๆหายไป  พอทุกคนหันไปมองบนเวทีพลันตกตะลึง  บนใบหน้าของของศิษย์พี่ที่ทรุดนั่งอยู่กับพื้นยังคงปรากฏแววอันโง่งมคล้ายตกใจอย่างสุดขีดขวัญหนีดีฝ่อราวกับเห็นยมทูต่าชีวิตก็ปาน


       “ข้าแพ้แล้ว  แพ้ในกระบวนท่าเดียวที่ข้าเป็นคนลงมือด้วย”

        ในตอนที่เขาต่อยหมัดอัคคีผลาญใจ  โดยใช้พลังถึงสิบส่วนเข้าใส่อกของคู่ต่อสู้พลันมีมวลครึนพลังอันมหาศาลดุจน้ำในห้วงมหรรณพมากดทับให้เขาล่วงหล่นลงไปในเหวลึก    ได้แต่เบิ่งตารอความตายสถานเดียว


        ต่อให้เขายังไม่บาดเจ็บใดๆเขาก็หวาดผวาจนต้องรีบหนีให้ไกลจากที่นี่จากคนผู้นี้คนที่เขาจะไม่ลืมไปจนตลอดชีวิตว่ามันคือ  สัตว์ประหลาดตัวจริง


    “เล้งปวยเป็นฝ่ายชนะ”  เสียงอันกังวาลของกรรมการ  ได้กระชากวิญญาณผู้คนกลับมา   


    ตอนนี้เล้งปวยยืนตระหง่านอยู่บนเวทีรอให้รุ่นพี่ขึ้นมาท้าประลอง



      …


              ในขณะเดียวกันนี้  ณ  เวทีทางด้านทิศใต้

      

        เวทีประลองครั้งนี้มีทั้งหมด80 เวที  เพื่อให้ศิษย์ใหม่ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์กับรุ่นพี่  ในครั้งนี้ผู้อาวุโสยี่เชี่ยววา  หัวหน้าตึกหงสาเพลิงได้นำศิษย์ใหม่สายในของนางทั้ง10 คนมาร่วมประลองกับรุ่นพี่ศิษย์สายนอกปีที่สอง  ที่เวทีหมายเลข  50 กับหมายเลข  51  ซึ่งอยู่ติดกัน 


          โดยนางนำศิษย์สายในมาทั้ง10 คนเลยได้ประลองผ่านไปแล้ว6 คนเหลืออยู่4 คน  ในการประลองที่ผ่านมานั้นถือว่า  ไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเพราะว่าไม่ค่อยมีใครยืนได้เกิน2 รอบผลัดกันยีนคนละรอบสองรอบ  และบนเวทีตอนนี้ที่ยืนอยู่เป็นศิษย์พี่ปีสอง  ดังนั้นผู้อาวุโสยี่เชี่ยววาจึงได้สั่งให้จวงยี่หลานขึ้นไปท้าประลอง 


      “เจ้าต้องระวังให้มากฝีมือมันไม่ธรรมดา”  นางกำชับก่อนที่จวงยี่หลานจะก้าวขึ้นไปบนเวทีไปยืนประจันหน้ากับคู่ต่อสู้


      “ศิษย์พี่ข้า  จวงยี่หลานจากตึกหงสาเพลิงขอรับการสั่งสอน  เชิญ”  หากเล้งปวยได้เห็นนางตอนนี้คงคิดไม่ถึงในความเปลี่ยนแปลงของนาง 

     

       ศิษย์ปีที่สองที่ยืนอยู่ต่อหน้านางในยามนี้หากเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่นย่อมเปลี่ยนเป็นอัจฉริยะที่โด่งดังจนเลื่องลือแน่  แต่ที่นี่คือหมื่นบรรพต  ที่ที่เห็นอัจฉริยะเป็นแค่คนปกติไปแล้วย่อมมีสถานะที่แตกต่าง  มันโค่นศิษย์สายในที่เป็นเพื่อนของจวงยี่หลานลงได้โดยไม่ยากนักถึง2 คนแล้ว


      “พลังฝีมือระดับเจ้าไม่ควรขึ้นมา  ลงไปเปลี่ยนเอาคนที่แข็งแกร่งสมเป็นศิษย์ในขึ้นมาดีกว่า”  มันเห็นคนที่ยืนต่อหน้ามันนี้  เหมือนจะอ่อนแอกว่าสองคนที่มันโค่นไปแล้วด้วยช้ำจึงมีท่าทางคล้ายรำคาญขึ้นมา


       ในยามนี้ร่างจวงยี่หลานได้มีบางอย่างเปลี่ยนไปปราณพลังอันแข็งแกร่งกว่าที่คนเห็นได้แผ่กระจายออกรอบร่างโดยที่คู่ต่อสู้ไม่ทันสังเกตุ  กระบี่ที่นางชักออกมาเริ่มมีรังสีกระบี่อันวูบวาบดุจมีชีวิตปรากฏขึ้นมาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทันใด 

         นั่นเป็นจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่แข็งแกร่งสูงสุดแล้ว


      “รับมือ”    นางตวาดสั้นๆพร้อมร่างที่คุมกระบี่เหินเข้าใส่คู่ต่อสู้ด้วยกระบวนท่าอันพิศดารอย่างยิ่ง  จนปรากฏมวลพลังแห่งคลื่นสะท้อนมาในอากาศเป็นระรอก ทันใดนั้นทุกคนพลันเห็นปลายกระบี่ ที่ไม่ทราบโผล่มาอย่างไร พอเห็นมันก็ได้พุ่งตรงมายังลำคอของอีกฝ่ายแล้ว


        การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมเหนือความคาดหมายของอีกฝ่ายอย่างยิ่งจนมันแตกตื่นขึ้นมามันรีบต่อยหมัดเข้าใส่พร้อมทะยานถอยสุดชีวิต   

        

         ซิ้ง! ง   ง    ง  


        แม้มันถอยได้รวดเร็วยิ่ง   ทว่ามันยังช้าไปก้าวหนึ่ง  การช้าที่ทำให้ผลแพ้ชนะปรากฏขึ้นมาทันที  เมื่อทุกมองไปพลันพบว่า   ปลายกระบี่นั้นได้จ่ออยู่ที่คอหอยของมัน จนปราณกระบี่ทะลุผิวมันไปบ้างแล้ว   มันกลับแพ้แล้ว ที่สำคัญมันแพ้ให้กับตัวเอง  แพ้ให้กับความประมาท


       จวงยี่หลานพลันพบเห็นจุดอ่อนที่จะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แว่บขึ้นมาเพียงเซี้ยววินาที  นางรู้ว่าหากสู้ไปนานโอกาสแพ้ของนางที่ขาดประสพการณ์ในการต่อสู้ย่อมยิ่งมีมากขึ้น


      เสียงอุทานอันแตกตื่นของผู้คนรอบข้างเวทีพลันดังขึ้นมา  ดรุณีน้อยอันสวยงามบอบบางกลับมีกระบวนยุทธ์ที่ลึกล้ำพิสดารจนสะกดจิตใจผู้คนให้ระย่นย่อไปแล้ว


    “อย่างนี้ข้าเปลี่ยนใจไม่ขึ้นไปดีกว่า  ไม่อยากให้กระบี่พิสดารจ่อคอหอยเหอะๆข้าคงหัวใจวายก่อนกระบี่นั้นจะได้แทงออกมาเสียอีก” 

      ดังนั้นเมื่อรอครบห้านาทียังไม่มีผู้ท้าประลองนางจึงต้องเปลี่ยนลงมาตามกติกา



    …



    ในเวลาเดียวกันน้ัน


      ณ  เวทีประลองหมายเลข  5     นั้นเล้งปวยได้ตอกย้ำให้ทุกคนเห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวในความเป็นสัตว์ประหลาดของมันด้วยการโค่นศิษย์รุ่นพี่ปีสองลงในกระบวนท่าเดียวถึง8 คนรวด   

        ทำให้ความสนใจของผู้คนทั้งหมดมารวมอยู่ที่สนามหมายเลข  5  เพียงที่เดียว  สนามอื่นๆที่อยู่บริเวณใกล้เคียงนั้น  เหลือเพียงคู่ประลองและกรรมการเท่านั้น


    “รุ่นพี่ปีสอง  ยังมีใครที่ต้องการประลองกับเล้งปวยอีกหรือไม่”  เสียงกรรมการประกาศขึ้นมา   พอเห็นทุกคนเงียบและใกล้จะครบเวลา5 นาทีแล้วกรรมการกำลังจะให้ลงไปนั้น  เล้งปวยได้เดินเข้าไปบอกกรรมการเบาๆ   แต่เห็นกรรมการหน้าเปลี่ยนสีไปแล้วครู่หนึ่ง  จึงได้ประกาศดังๆด้วยเสียงลมปราณว่า


      “เล้งปวยได้เปิดโอกาสให้รุ่นพี่ทุกคน  ทุกชั้นปีใครก็ได้  ที่อยากประลองกับเขาเชิญขึ้นมาบนเวทีได้”


    ได้ยินเช่นนั้นทำให้กลุ่มคนทั้งหลายฮือฮาขึ้นอีกครั้ง  “มันหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว  เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นถึงกับกล้าท้าประลองศิษย์รุ่นพี่ทั้งหมดขึ้นมา  บัดซบ!!  มันคิดหาที่ตายชัดๆ”


    …