สารพันคำถามที่เหน็บแนมดูถูกเย้ยหยัน ทั้งเหยียดหยามด่าว่าขับไส ที่ตามมาหลังจากการปรากฏตัวขึ้นของเขา แต่นั่นไม่ได้ทำให้จิตสมาธิ ที่อยู่ในฌานของเขาหวั่นไหวแม้แต่นิด เขานิ่งเงียบเฉย ดูไร้อารมณ์ คล้ายเบื่อหน่ายไม่ใส่ใจแม้กระทั่งหญิงสาวหลินซี ที่อยู่ในห้วงวิญญาณ ของเขา ยังตกตะลึงจนเอ่ยขึ้นมา
“เด็กน้อยญาณของเจ้าได้ถึงระดับสูงจนน่ากลัวป่านนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
“ไม่รู้สิ คล้ายตั้งแต่เคล็ดทุกสรรพสิ่งล้วนก่อเกิดจากใต้หล้าได้มาสถิตย์ในตัวข้ามั้ง” เขาตอบนางไปในใจ
“ข้าเล้งปวยขอรับการทดสอบจากศิษย์พี่ โปรดออมมือด้วย” เขากล่าวเสียงราบเรียบจนเสียงเซ็งแซ่พลันสงบลง
“เด็กน้อยความกล้านั้นเป็นสิ่งที่ดี ข้าชอบ แต่ถ้ากล้าโดยไม่ประเมินฝีมือตัวเอง ไม่ดูความเหมาะสมเขาเรียกว่า ไม่เจียมตัว มันจะนำหายนะมาให้จำไว้
“ดี! เป็นคำสอนที่ดีเห็นแก่รุ่นพี่ที่มีเจตนาดี ข้าขอต่อให้ท่านสามกระบวนท่าก็แล้วกัน เชิญ” มันกล่าวเสียงราบเรียบแบบไร้อารมณ์ พลางสงบอย่างยิ่ง
“นี่มันไม่ใช่ความกล้าแต่เป็นการที่ทั้งไม่เจียมตัวทั้งบ้าบิ่นไปแล้ว เจ้าขยะเอ้ย คนที่จะพูดคำว่าต่อให้ได้เหมาะสมสมนั้นนะควรจะเป็นศิษย์พี่ไม่ใช่เจ้า แต่นี่เจ้ากลับไปแย่งเขามาพูดซะเองเฉยเลย ถ้ากฏการประลองไม่ห้ามถึงแก่ชีวิตเอาไว้เจ้าคงได้ตายแน่ๆละครานี้หละ” แทนที่จะเอาใจเชียร์ศิษย์ใหม่ด้วยกัน มันหมั่นใส้จนลืมตัวไปเชียร์อีกฝ่าย
แต่ศิษย์พี่ผู้มีนาม ถังจง ผู้นี้พลันมีท่าทีเปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึม มันไร้ซึ่งวาจาเหน็บแนมออกมาใดๆ เมื่อมันพบว่า ศิษย์ขยะที่ทุกเรียกนั้น มันดูไม่ได้ขยะอีกเลยเลย และไม่เพียงไม่ขยะเท่านั้น กลับเด่นล้ำยิ่ง เขาต้องหาทางพิชิตมันในสามกระบวนท่านี้เท่านั้น มิเช่นนั้นจะไม่มีโอกาสเลย
เห็นดังนั้นมันรีบแผ่พุ่งพลังปราณทั้งหมดไปที่หมัดทั้งคู่จนปรากฏมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นสีเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มดุจถ่านไฟที่ครุกรุ่นจนมีเสียง ซูมๆๆ ดังขึ้น
“อัคคีผลาญใจ” มันพลันคำรามกึกก้องพุ่งหมัดเข้าใส่อีกฝ่ายทันที
เมื่อทุกคนมองเห็นศิษย์พี่ที่พลันเริ่มเคร่งขรึมลงพวกมันพลันรู้สึกคล้ายถูกพลังไร้สภาพที่หนักอึ้งกดทับไปด้วย จนแทบจะหายใจไม่ออก
ตูม!!!!!!!!!!!!!!!
มีเสียงระเบิดดังกึกก้องจนเวทีเวทีสั่นสะเทือนอย่างรุนเสียงวี๊ดว้ายหวาดกลัวของผู้คนที่อยู่ใกล้ๆเวที แล้วความกดดันอันมากมายก่อนหน้านั้นพลันค่อยๆหายไป พอทุกคนหันไปมองบนเวทีพลันตกตะลึง บนใบหน้าของของศิษย์พี่ที่ทรุดนั่งอยู่กับพื้นยังคงปรากฏแววอันโง่งมคล้ายตกใจอย่างสุดขีดขวัญหนีดีฝ่อราวกับเห็นยมทูต่าชีวิตก็ปาน
“ข้าแพ้แล้ว แพ้ในกระบวนท่าเดียวที่ข้าเป็นคนลงมือด้วย”
ในตอนที่เขาต่อยหมัดอัคคีผลาญใจ โดยใช้พลังถึงสิบส่วนเข้าใส่อกของคู่ต่อสู้พลันมีมวลครึนพลังอันมหาศาลดุจน้ำในห้วงมหรรณพมากดทับให้เขาล่วงหล่นลงไปในเหวลึก ได้แต่เบิ่งตารอความตายสถานเดียว
ต่อให้เขายังไม่บาดเจ็บใดๆเขาก็หวาดผวาจนต้องรีบหนีให้ไกลจากที่นี่จากคนผู้นี้คนที่เขาจะไม่ลืมไปจนตลอดชีวิตว่ามันคือ สัตว์ประหลาดตัวจริง
“เล้งปวยเป็นฝ่ายชนะ” เสียงอันกังวาลของกรรมการ ได้กระชากวิญญาณผู้คนกลับมา
ตอนนี้เล้งปวยยืนตระหง่านอยู่บนเวทีรอให้รุ่นพี่ขึ้นมาท้าประลอง
…
ในขณะเดียวกันนี้ ณ เวทีทางด้านทิศใต้
เวทีประลองครั้งนี้มีทั้งหมด80 เวที เพื่อให้ศิษย์ใหม่ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์กับรุ่นพี่ ในครั้งนี้ผู้อาวุโสยี่เชี่ยววา หัวหน้าตึกหงสาเพลิงได้นำศิษย์ใหม่สายในของนางทั้ง10 คนมาร่วมประลองกับรุ่นพี่ศิษย์สายนอกปีที่สอง ที่เวทีหมายเลข 50 กับหมายเลข 51 ซึ่งอยู่ติดกัน
โดยนางนำศิษย์สายในมาทั้ง10 คนเลยได้ประลองผ่านไปแล้ว6 คนเหลืออยู่4 คน ในการประลองที่ผ่านมานั้นถือว่า ไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเพราะว่าไม่ค่อยมีใครยืนได้เกิน2 รอบผลัดกันยีนคนละรอบสองรอบ และบนเวทีตอนนี้ที่ยืนอยู่เป็นศิษย์พี่ปีสอง ดังนั้นผู้อาวุโสยี่เชี่ยววาจึงได้สั่งให้จวงยี่หลานขึ้นไปท้าประลอง
“เจ้าต้องระวังให้มากฝีมือมันไม่ธรรมดา” นางกำชับก่อนที่จวงยี่หลานจะก้าวขึ้นไปบนเวทีไปยืนประจันหน้ากับคู่ต่อสู้
“ศิษย์พี่ข้า จวงยี่หลานจากตึกหงสาเพลิงขอรับการสั่งสอน เชิญ” หากเล้งปวยได้เห็นนางตอนนี้คงคิดไม่ถึงในความเปลี่ยนแปลงของนาง
ศิษย์ปีที่สองที่ยืนอยู่ต่อหน้านางในยามนี้หากเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่นย่อมเปลี่ยนเป็นอัจฉริยะที่โด่งดังจนเลื่องลือแน่ แต่ที่นี่คือหมื่นบรรพต ที่ที่เห็นอัจฉริยะเป็นแค่คนปกติไปแล้วย่อมมีสถานะที่แตกต่าง มันโค่นศิษย์สายในที่เป็นเพื่อนของจวงยี่หลานลงได้โดยไม่ยากนักถึง2 คนแล้ว
“พลังฝีมือระดับเจ้าไม่ควรขึ้นมา ลงไปเปลี่ยนเอาคนที่แข็งแกร่งสมเป็นศิษย์ในขึ้นมาดีกว่า” มันเห็นคนที่ยืนต่อหน้ามันนี้ เหมือนจะอ่อนแอกว่าสองคนที่มันโค่นไปแล้วด้วยช้ำจึงมีท่าทางคล้ายรำคาญขึ้นมา
ในยามนี้ร่างจวงยี่หลานได้มีบางอย่างเปลี่ยนไปปราณพลังอันแข็งแกร่งกว่าที่คนเห็นได้แผ่กระจายออกรอบร่างโดยที่คู่ต่อสู้ไม่ทันสังเกตุ กระบี่ที่นางชักออกมาเริ่มมีรังสีกระบี่อันวูบวาบดุจมีชีวิตปรากฏขึ้นมาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทันใด
นั่นเป็นจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่แข็งแกร่งสูงสุดแล้ว
“รับมือ” นางตวาดสั้นๆพร้อมร่างที่คุมกระบี่เหินเข้าใส่คู่ต่อสู้ด้วยกระบวนท่าอันพิศดารอย่างยิ่ง จนปรากฏมวลพลังแห่งคลื่นสะท้อนมาในอากาศเป็นระรอก ทันใดนั้นทุกคนพลันเห็นปลายกระบี่ ที่ไม่ทราบโผล่มาอย่างไร พอเห็นมันก็ได้พุ่งตรงมายังลำคอของอีกฝ่ายแล้ว
การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมเหนือความคาดหมายของอีกฝ่ายอย่างยิ่งจนมันแตกตื่นขึ้นมามันรีบต่อยหมัดเข้าใส่พร้อมทะยานถอยสุดชีวิต
ซิ้ง! ง ง ง
แม้มันถอยได้รวดเร็วยิ่ง ทว่ามันยังช้าไปก้าวหนึ่ง การช้าที่ทำให้ผลแพ้ชนะปรากฏขึ้นมาทันที เมื่อทุกมองไปพลันพบว่า ปลายกระบี่นั้นได้จ่ออยู่ที่คอหอยของมัน จนปราณกระบี่ทะลุผิวมันไปบ้างแล้ว มันกลับแพ้แล้ว ที่สำคัญมันแพ้ให้กับตัวเอง แพ้ให้กับความประมาท
จวงยี่หลานพลันพบเห็นจุดอ่อนที่จะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แว่บขึ้นมาเพียงเซี้ยววินาที นางรู้ว่าหากสู้ไปนานโอกาสแพ้ของนางที่ขาดประสพการณ์ในการต่อสู้ย่อมยิ่งมีมากขึ้น
เสียงอุทานอันแตกตื่นของผู้คนรอบข้างเวทีพลันดังขึ้นมา ดรุณีน้อยอันสวยงามบอบบางกลับมีกระบวนยุทธ์ที่ลึกล้ำพิสดารจนสะกดจิตใจผู้คนให้ระย่นย่อไปแล้ว
“อย่างนี้ข้าเปลี่ยนใจไม่ขึ้นไปดีกว่า ไม่อยากให้กระบี่พิสดารจ่อคอหอยเหอะๆข้าคงหัวใจวายก่อนกระบี่นั้นจะได้แทงออกมาเสียอีก”
ดังนั้นเมื่อรอครบห้านาทียังไม่มีผู้ท้าประลองนางจึงต้องเปลี่ยนลงมาตามกติกา
…
ในเวลาเดียวกันน้ัน
ณ เวทีประลองหมายเลข 5 นั้นเล้งปวยได้ตอกย้ำให้ทุกคนเห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวในความเป็นสัตว์ประหลาดของมันด้วยการโค่นศิษย์รุ่นพี่ปีสองลงในกระบวนท่าเดียวถึง8 คนรวด
ทำให้ความสนใจของผู้คนทั้งหมดมารวมอยู่ที่สนามหมายเลข 5 เพียงที่เดียว สนามอื่นๆที่อยู่บริเวณใกล้เคียงนั้น เหลือเพียงคู่ประลองและกรรมการเท่านั้น
“รุ่นพี่ปีสอง ยังมีใครที่ต้องการประลองกับเล้งปวยอีกหรือไม่” เสียงกรรมการประกาศขึ้นมา พอเห็นทุกคนเงียบและใกล้จะครบเวลา5 นาทีแล้วกรรมการกำลังจะให้ลงไปนั้น เล้งปวยได้เดินเข้าไปบอกกรรมการเบาๆ แต่เห็นกรรมการหน้าเปลี่ยนสีไปแล้วครู่หนึ่ง จึงได้ประกาศดังๆด้วยเสียงลมปราณว่า
“เล้งปวยได้เปิดโอกาสให้รุ่นพี่ทุกคน ทุกชั้นปีใครก็ได้ ที่อยากประลองกับเขาเชิญขึ้นมาบนเวทีได้”
ได้ยินเช่นนั้นทำให้กลุ่มคนทั้งหลายฮือฮาขึ้นอีกครั้ง “มันหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นถึงกับกล้าท้าประลองศิษย์รุ่นพี่ทั้งหมดขึ้นมา บัดซบ!! มันคิดหาที่ตายชัดๆ”
…