วิเศษ วาเรีย ภาคหน่วยบริการประชาชน

    บทที่ 12 ระดับ s 2/2 (จบเล่ม 1)

    “ซินซินแล้วนายจะเอายังไงต่อไปล่ะ…ฉันขอโทษด้วยนะที่แม่นายต้องมาโดนจับ “

     

    “มันไม่ได้เกี่ยวกับนายสักหน่อยฟินน์ มันเพราะแม่ของฉันเองต่างหาก”

     

    หลังจากที่คลี่คลายเรื่องการปะทะที่ท่าเรือไปแล้ว ทั้งซินซิน ฟินน์ ลีออนและอิน ต่างก็ถูกเรียกให้มารวมตัวที่สำนักงานใหญ่กันในตอนเช้า พร้อมกับถูกให้ลงบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

     

    แต่ซินซินที่ต้องมาเล่าเหตุการณ์ ย้อนหลังไปถึงเรื่องแม่ของตนเอง เพราะหน่วยของแอนต้องการหาที่มาว่าเกี่ยวข้องกับวีรบุรุษของดีอาดูเอลหรือเปล่า มันก็ทำให้ทั้ง สามคนรู้สึกเป็นห่วงซินซินที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

     

    “ไอ้หลานทรพี มึงกล้ารวมหัวกับพวกมันจับแม่ตัวเองได้ยังไง”

     

    ไม่ทันที่ฟินน์จะได้ปลอบอะไรซินซินออกมา อยู่ดีๆ ชายชราที่เป็นปู่ของซินซิน ก็เดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทาง กะฟัดกะเฟียด พร้อมกับจะเข้ามาทำร้ายซินซินด้วยความไม่พอใจ จนลีออนต้องรีบเข้าไปห้ามเขาไว้และไม่ให้เขาได้เข้าใกล้ซินซิน

     

    “ มึงไม่สงสารน้องตัวเองที่ยังเล็กอยู่หรือไง”

     

    ยิ่งคำด่าทอออกมาจากปู่ของเขามากเท่าไหร่ ซินซินก็ยิ่งรู้สึกแย่และหดหู่มากขึ้นไปเท่านั้น มันทำให้อินต้องส่งสัญญาณให้ลีออนพาตาแก่นั่นออกไป และลีออนก็พร้อมจะทำมันอย่างดี

     

    เมื่อลีออนเห็นว่าอินได้ทำมือให้พาชายชราออกไป เขาก็ใช้แรงที่มหาศาลของเขาลากชายชรานั้นออกไปได้อย่างง่ายดาย แต่คำด่าทอต่างๆ ก็ยังคงออกมาจากชายชราคนนั้น

     

    แต่ถึงแม้ว่าทั้งสี่คนจะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปหมดแล้ว แต่พวกเขาก็ยังต้องอยู่ที่สำนักงานใหญ่เพื่อรอฟังสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยที่ซินซิน ที่ไม่ใช่หน่วยบริการประชาชนสามารถกลับก่อนได้เลยแต่เขาก็เลือกที่จะกลับพร้อมกับทุกคน เพราะยังอยากรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้มากที่สุดแม้จะกระทบจิตใจตัวเองก็ตาม

     

    ไม่นานหลังจากที่ลีออนกลับมาเพราะชายชราที่เป็นปู่ของซินซินถูกคุมตัวไปแล้ว แคร์ก็ได้ให้พวกเขาและหน่วยสืบสวนที่เกี่ยวข้องที่ดูแลพื้นที่ ของท่าเรือแห่งรัฐฟิฟตี้ เข้าไปสรุปรายละเอียดคดีต่างๆ

     

    ก่อนที่เมื่อพวกเขาฟังรายละเอียดแล้วจะพบว่า เพราะความง่ายดายในการสอบเข้าหน่วยบริการประชาชน ทำให้มีการแฝงตัวเข้ามาจากกลุ่มอาดูลที่ยังคงนับถืออดุลอยู่เข้ามาจำนวนมากและเลือกรวมตัวสมัครในพื้นที่เดียวกันซึ่งคาดการว่าน่าจะมีการวางแผนกันมาก่อน

     

    ทำให้ตลอดการขายยาฟายฟินที่ผ่านมา ไม่สามารถมีใครเข้าไปตรวจสอบหรือสอบสวนได้เลย เพราะว่าบุคลากรที่ประจำพื้นที่เขตท่าเรือ ได้ถูกแทรกแซงไปหมดแล้ว มันทำให้พวกเขาต้องคิด หนทาง ในการรับมือไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบครั้งนี้ขึ้นอีก

     

    แต่พอมีการจับกุมหน่วยบริการประชาชน ถึงหลายพันคนในทีเดียวและยังเป็นชาวดีอาดูเอลเดิมที่นับถืออดุล มันก็ยิ่งสร้างความเกลียดชังในสังคมให้กับ พวกอาดูลทั้งหมดรวมถึงพวกที่ไม่ได้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องไปด้วย

     

    โดยถึงแม้ จะสามารถจับยาฟายฟินได้มากมายก็ตาม ถึงแม้ผู้ที่จับได้จะดูปกติก็ตาม แต่จริงๆ แล้วพวกเขาล้วนถูกยาฟายฟินทำลายประสาทไปเรียบร้อยและไม่ได้มีสติสัมปชัญญะเหมือนคนปกติ นั้นทำให้หน่วยสืบสวนแทบจะหาข้อมูล ผู้ที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้เลย และต้องก้มหน้าก้มตาหาเบาะแสของวีรบุรุษคนนั้นต่อไป

     

     

     

    ไม่ว่าประเทศประเทศหนึ่งจะใหญ่ขนาดไหนก็แล้วแต่ ผู้คนจะมีกี่สิบ กี่ร้อย กี่พันล้านคน แต่จะมีห้องโถงแห่งหนึ่งที่รวมตัวแทนของพวกเขาไว้ ภายในห้องโถงที่แออัดนั้น และเสียงโหวกเหวกโวยวายที่ผู้แทนกว่าร้อยคนตะโกนใส่

     

    แต่การประชุมลับในครั้งนี้มันสำคัญกว่านั้นเพราะมันรวมถึงเหล่าวีรบุรุษและผู้ทรงอิทธิพลต่างๆ ก็ได้ถูกเชิญมาด้วย

     

    “ตึง ตึง ตึง”

     

    “ผมจำเป็นต้องเรียกพวกคุณมาเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือ”

     

    “ท่าเรือที่พึ่งเป็นข่าวนั้นหรอ จะบอกว่าเรียกพวกเราทั้งหมดมารวมตัวกันที่นี่ ก็เพราะเรื่องนั้นอย่างงั้นหรอ”

     

    “ใช่แล้ว ฉันให้ทีมงานตัดการต่อสู้ที่เกิดขึ้นมาให้พวกนายทุกคนดู”

     

    “ให้มันน้อยๆ หน่อย ถึงนายจะเป็นประธานาธิบดี แต่จะเรียกรวมตัววีรบุรุษเพื่อให้มาดู การต่อสู้ของพวกอ่อนแอเนี่ยนะ”

     

    “ระวังปากเลย ระวังปาก หนึ่งในนั้นก็มีลูกชายของฉันด้วยนะเว้ย”

     

    “ใช่ จะรีบโวยวายไปทำไม เขาเรียกมาก็ต้องมีเหตุผลสิ”

     

    “ใช่ครับ ผมขอรบกวนพวกคุณดูมันหน่อย เพราะพวกคุณมีเรื่องต้องตัดสินใจ”

     

    เมื่อภาพการต่อสู้ ที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือถูกฉายขึ้นมา มันก็มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่เขาตัดมาอย่างรวบลับไว้เพื่อให้ เหล่าผู้คนมากมายที่นั่งรวมกันอยู่ ในห้องโถงขนาดเล็กได้ดู จนเหตุการณ์ต่อสู้นั้นจบลง

     

    “อย่างที่พวกคุณเห็น ชายเผาไวท์ที่สามารถสร้างอาวุธจากวิเศษได้ มีชื่อว่าฟินน์ ส่วนฮิวแมนอีกคนหนึ่งก็คือลีออนพวกคุณคงรู้จักกันอยู่ … ก่อนหน้านี้พวกคุณคงเคยได้ยินข่าวลือ ที่ว่าทางเราได้วางตัวคนที่จะเป็นวีรบุรุษในอนาคตไว้ และที่เราเรียกพวกคุณมาเพราะเราต้องการการยินยอมจากพวกคุณ ที่จะมอบทรัพยากรทั้งหมดที่พวกเรามี เพื่อให้พวกเขาได้รับประโยชน์ในการฝึกฝนให้ไวที่สุด

     

    “เห็นด้วย”

     

    “เห็นด้วย”

     

    “เห็นด้วย”

     

    “เดี๋ยวก่อน มันหมายความว่ายังไง วิดีโอที่คุณให้พวกผมดูมันยังมีชายธาตุแสง กลับไอ้คนที่ใช่วิเศษได้อย่างมหาศาลอีกไม่ใช่หรอ ทำไมถึงโฟกัสแค่สองคนนั้นล่ะ”

     

    “ ชายธาตุแสงนั้นชื่อซินซิน เขาเป็นเด็กที่เติบโตมากับครอบครัว ที่นับถืออดุล ถึงแม้ว่าเขาจะดูมีพรสวรรค์มาก แต่ถ้าเทียบกับอีกสองคนผมว่าก็ยังห่างชั้นกันอยู่และเราไม่ควรไปฝากอนาคต ไว้กับคน ที่อาจจะอยู่ฝ่ายอดุลในอนาคตไม่ได้

     

    “จะกีดกันเผ่าพันธุ์คนน์หรือไงวะ”

     

    “ ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่ามันเสี่ยงเกินไป”

     

    “แล้วชายอีกคนนั้นล่ะ ดูท่าจะแข็งแกร่งที่สุดเลยนิ”

     

    “ชายหนุ่มคนนั้นชื่ออิน เป็นลูกของท่านที่ปรึกษาพิเศษ ที่ถูกส่งตัวไปมาดาเพื่อช่วยเหลือที่นั่น”

     

    “ลูกของท่านที่ปรึกษาอย่างงั้นหรอ”

     

    “ มันเป็นไปได้ยังไงกันเขาต้องไม่มีวิเศษนี้”

     

    “เออถ้าเป็นลูกท่าที่ปรึกษาจริงต้องใช้วิเศษไม่ได้นิ รีบอธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะ “

     

    “จะให้อธิบายอะไรเล่าทางนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันเว้ย… ถึงยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ไง ว่าควรจะเอายังไงกับมันดี”

     

    “แอนคุณจะไม่พูดอะไรหรอ คุณกับท่านที่ปรึกษาสนิทกันนี้แล้วเด็กมันก็อยู่กับคุณมาตั้งนาน”

     

    “เด็กนั้นถูกเข้าใจมาตลอดว่ามีพลังพิเศษคือสามารถได้ยินเสียงได้ไกล ส่วนไอ้ความสามารถพิเศษอื่นๆ ฉันก็เพิ่งเคยเห็นตอนนี้แหละจะไปรู้ได้ไงล่ะ ขนาดเมย์ที่สนิทกับเด็กนั้นมากที่สุดที่อยู่ในที่นี้ ยังไม่รู้เลยด้วยมั้ง”

     

    “คุณรู้เรื่องพลังนี้ของเขาหรือเปล่าเมย์ “

     

    “ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะท่านผู้ว่า “

     

    “เอ่อเห็นไหมล่ะ จะมาคาดคั้นให้แอนเมียของฉันรู้ได้ยังไงกันขนาดเมริซายังไม่รู้เลย”

     

    “หยุดเถียงกันก่อน หยุดเถียงกันก่อนนนน… การประชุมรอบนี้เราจะโฟกัสไปที่ฟินน์และลีออน ผมต้องการความเห็นพวกคุณว่าเห็นด้วยไหม ที่จะมอบทรัพยากร ให้กับเขา ถ้าไม่มีใครแย้งผมจะถือว่าเห็นด้วยนะ “

     

    “ ฉันไม่เห็นด้วย ไม่รู้หรอกนะว่าพวกนายตีความพลังของไอ้คนชื่ออินกันว่าอะไร แต่ที่ตาเห็นคืนมันสามารถควบคุมวิเศษของไอ้เด็กที่ชื่อฟินน์นั้นได้ไม่ใช่เหรอ ถ้าเราผลักดันให้เด็กที่ชื่อฟินน์นั้นขึ้นเป็นวีรบุรุษ แล้วยังเอาแน่เอานอนกับเด็กที่ชื่ออินไม่ได้ ก็ไม่เท่ากับว่าเรามอบวีรบุรุษให้อยู่ในการครอบครองของมันหรอ”

     

    “มึงก็แย้งไร้สาระเหลือเกิน ไอ้เด็กฟินน์นะมันสมควรอยู่แล้วจะหาอัจฉริยะแบบนี้ได้ที่ไหนอีก และพลังของไอ้อินก็ไม่รู้ว่าจะใช้การควบคุมวิเศษอย่างที่มึงบอกเลยหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ที่เราทุกคนที่นี่รู้กันหมดก็คือ นั้นนะคือลูกของท่านที่ปรึกษา มันจะเป็นไปได้ยังไงที่อนาคตลูกจะทรยสประเทศที่พ่อแม่ของเขาร่วมก่อตั้งขึ้นมานะ “

     

    “ เอ่อถ้าจะแย้งแค่เรื่องแค่นั้น ก็อย่าไปแย่งเลย”

     

    “ก็ได้พวกมึงอยากทำอะไรก็ทำไปเลย จะให้สองคนนั้นเป็นวีรบุรุษก็ทำไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเถอะ ไอ้เด็กที่ชื่ออินนั้นเป็นอันตรายขึ้นมา ก็อย่าลืมคำพูดที่ฉันพูดในวันนี้ละกัน “

     

    “ช่างหัวมึงขอปิดการประชุมในครั้งนี้ไว้แค่นี้”



     

     

     

    “คุณแคร์เรียกเรามามีอะไรหรือเปล่าครับ”

     

    ทันทีที่ฟินน์ อิน และลีออน เดินเข้ามาที่ห้องทำงานของแคร์ ฟินน์ก็ถามจุดประสงค์ ที่เรียกพวกเขามาออกไป

     

    “เอ็มมามิอา หน่วยของคุณแอนเชื่อว่าเธอมีการติดต่อกับฝ่ายดีอาดูเอลหลายปีที่ผ่านมา และอยากให้พวกนายเขาร่วมการสืบสวนครั้งนี้ด้วย เพราะเธอมีความเกี่ยวข้องกับพวกนาย”

     

    “ครูเอ็มม่าหรอครับ …ดะ ได้ครับ”

     

    “อีกอย่างหน่วยเรามีการจ้างงานพิเศษ เข้ามาคนหนึ่ง และฉันต้องการให้เขาทำงานร่วมกับพวกนาย”

     

    “จ้างงานพิเศษยังไงหรอครับ”

     

    “ใช่แล้วค่ะ เขาจะต้องเข้ามาสมัครใหม่อีกทีในปีหน้าแต่ระหว่างนี้มีคนแนะนำให้เขา มาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยบริการประชาชนแบบจ้างงานพิเศษไปก่อน”

     

    “ได้ครับพวกผมจะดูแลเขาเอง ว่าแต่เขาจะเริ่มงานตอนไหนหรอครับ”

     

    “วันนี้เลย เขารออยู่หน้าห้องแล้ว.. เข้ามาได้”

     

    ทันทีที่แคร์ส่งเสียงเรียกคนที่อยู่หน้าห้องทำงานของเธอเข้ามา ก็ปรากฎภาพของซินซิน ที่เดินเข้ามาด้วยท่าทีที่เขินอายของเขา จนทำให้ลีออนรู้สึกตกใจอย่างมาก

     

    “ว้าว เป็นนายเองเหรอเนี่ย ฟินน์มันอุตส่าห์เป็นห่วงนายตั้งนาน อย่างงี้มันก็ดีใจแย่เลยสิ”

     

    “สาบานเลยต่อไปถ้าฉันจะเซอร์ไพรส์อะไรฟินน์มัน กูจะไม่มีทางร่วมมือกับมึงอีกแล้วลีออน”

     

    อินผู้ที่เป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่าง ให้เกิดการจ้างงานซินซิน และเตรียมแผนเซอร์ไพรส์ฟินน์ไว้กับลีออน เมื่อเขาเห็นท่าทางที่ลีออนแสดงออกมา มันก็ทำให้เขารู้สึก โมโหกับความผิดซ้ำซากของตัวเองที่ไปไว้ใจเพื่อนของเขา จนแทบไม่อยากจะยอมรับออกมาว่านี่เป็นแผนของตนเอง และท่าทางที่ลี่ออนแสดงออกมา มันยิ่งสร้างความอับอายให้กับซินซินที่ร่วมกันเซอร์ไพรส์ฟินน์ด้วย

     

    เมื่อบรรยากาศทุกอย่างมันผิดพลาดไปหมด และฟินน์ก็รู้สึกได้ ถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น มันทำให้เขาที่พยายามจะคลี่คลายบรรยากาศเหล่านั้น ได้หันส่งสายตา ไปหาอินผู้ที่คอยช่วยเหลือเขาทุกอย่างและคาดหวังว่าครั้งนี้ เขาจะแนะนำออกมาให้เขาได้ว่าเขาควรจะทำตัวยังไง

     

    แต่เมื่อจ้องมองไปที่ดวงตาของอิน และพบกับสายตาที่มีแต่ความผิดหวัง มันเลยบีบคั้นให้เขาต้องคิดหาทางแก้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นออกมาเอง ก่อนที่เมื่อสมองของเขาประมวลผลทุกอย่างแล้ว จะทำให้ร่างกายของเขา กางแขนทั้งสองข้างออกไป พร้อมกับส่งเสียง ออกมาด้วยความเซอร์ไพรส์

     

    “ว้าว ซินซินนี่น่า”

     

     

     


     

    คล้ายกับเรื่องวิเศษ วาเรีย ภาคหน่วยบริการประชาชน ที่คุณอ่าน