สาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง

    ตอนที่ 58 เปิดประตูมิติ

    ตอนที่ 58  เปิดประตูมิติ

     

    “เหตุใดข้าต้องให้เจ้าขึ้นมานั่งสบาย ๆ อยู่บนหลังของข้าด้วยเล่า” ชินหลงเอ่ยต่อว่าไป๋หู่ออกไปอย่างไม่พอใจ

    “ก็เพราะว่าเจ้ามีปีก ส่วนข้าไม่มีอย่างไรเล่า” กล่าวจบไป๋หู่ก็ใช้ร่างของลูกแมวตัวน้อย ๆ กระโดดขึ้นไปบนหลังของชินหลงทันที

    “ข้ายอมให้เจ้าแค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ” ชินหลงกล่าวออกมาอย่างจำยอม

    เมื่อทุกคนได้ขึ้นไปอยู่บนหลังของชินหลงกันครบแล้วนั้น มันก็ได้บินทะยานลงไปด้านล่างของหุบเหวตามที่มีแสงสว่างของหินเรืองแสงอยู่ทันที

    ซึ่งปกติแล้วนอกจากสัตว์ที่มีความสามารถในการมองเห็นได้ในที่มืดแล้ว สัตว์เทพที่มีพลังสูง ๆ ก็จะสามารถมองเห็นในที่มืดได้เช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้มองเห็นชัดเจนอย่างเช่นตอนที่มีแสงสว่าง จะมองเห็นเพียงแค่ภาพเงาสีขาวดำเพียงเท่านั้น

    ซึ่งไป๋หู่และชินหลงเองก็ได้มีพลังสูงขึ้นมาแล้วอีกขั้นหนึ่ง หลังจากที่มีการนำมิติเข้ามาผสานรวมกันแล้วถึงสามมิติ ทำให้พวกมันพอจะมองเห็นในที่มืดได้มากขึ้น แต่ก็เป็นแค่เพียงภาพเลือนรางที่ไม่ชัดเจนเท่านั้น แต่ไป๋หู่จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าชินหลงมาก เพราะไป๋หู่เป็นสัตว์เทพที่ค่อนข้างจะมีสายตาที่ดีในเวลากลางคืน

    เมื่อทุกคนมาถึงด้านล่างของหุบเหวกันแล้ว ก็ได้สังเกตเห็นว่าพื้นที่รอบ ๆ ที่มีแสงสว่างจากหินเรืองแสงส่องถึงนั้นเต็มไปด้วยโขดหินมากมาย และบนโขดหินบางก้อนก็มีตะไคร่เกาะอยู่ ยามเมื่อตะไคร่พวกนั้นต้องแสง ก็จะเกิดเป็นประกายหลากสีสันระยิบระยับ

    “มาถึงข้างล่างนี่แล้วกลิ่นอายก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น” ไป๋หู่กล่าวออกมาหลังจากที่ได้กระโดดลงมาจากบนหลังของชินหลง

    “ข้าก็รู้สึกได้เช่นกัน” ชินหลงกล่าวเสริม

    “พวกเจ้าตามข้ามาประเดี๋ยวข้าจะนำทางไปเอง” ซึ่งเป็นไป๋หู่ที่เอ่ยเสนอตัวออกมาเพราะว่าตัวมันมีจมูกรับกลิ่นที่ดีและ มองเห็นในที่มืดได้ดีกว่าชินหลงมาก

    “เหตุใดข้าต้องยอมให้เจ้านำ ข้าเองก็รับรู้ถึงนางได้เช่นเดียวกันกับเจ้า”

    “ก็เพราะข้าจมูกและตาดีกว่าเจ้ามากอย่างไรเล่า” ไป๋หู่กล่าวออกไปอย่างเหนือกว่า

    “มีแสงสว่างจากหินปราณเช่นนี้เหตุใดยังต้องพึ่งสายตาของเจ้าอีกเล่า กลิ่นอายของนางชัดเจนเช่นนี้ ข้าเองก็นำทางได้ดีไม่ต่างไปจากเจ้า” 

    “นี่เจ้าจะหาเรื่องข้าใช่หรือไม่” 

    “พวกเจ้านี่จะหยุดทะเลาะกันก่อนไม่ได้หรือ เอาเป็นว่าพวกเจ้าทั้งสองก็เดินนำไปด้วยกันนั่นแหละ” 

    เพ่ยอิงเอ่ยห้ามไม่ให้ทั้งสองทะเลาะกัน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าให้ทั้งสองช่วยกันนำไปเพื่อตัดปัญหา

    “เช่นนั้นเราก็ไปกันเถิด ข้าจะเป็นคนคอยถือหินปราณก้อนนี้เพื่อใช้เป็นแสงส่องทางไปเอง”

     จินฟางเอ่ยออกไปหลังจากเพ่ยอิงได้ห้ามทัพของไป๋หู่และชินหลง ซึ่งตอนนี้เจ้าชินหลงก็ได้ย่อขนาดของตัวเองลงมากลายเป็นเจ้ามังกรตัวเล็กเท่าลูกหมาแล้วด้วย

    เมื่อตกลงกันได้แล้ว จากนั้นทุกคนก็ได้เดินตามไป๋หู่และชินหลงไป โดยตลอดทางที่เดินผ่านจะมีตะไคร่ที่เกาะอยู่ตามโขดหินมากมาย หากเดินไม่ระวังแล้วละก็อาจจะลื่นล้มเอาได้ง่าย ๆ 

    “ตะไคร่พวกนี้ต้องแสงจากหินปราณแล้วสวยไม่น้อยเลย” เพ่ยอิงเอ่ยชื่นชมขณะที่กำลังเดินตามไป๋หู่กับชินหลงไป

    “ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า นี่ถ้าเอาไปประดับโคมไฟด้วยคงสวยไม่น้อย” จินฟางเอ่ยออกมาบ้าง

    “เป็นความคิดที่ดีเอามาก ๆ เลยจินฟาง”

    “นี่อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะนำตะไคร่พวกนี้ไปประดับโคมไฟจริง ๆ” 

    “ใช่ ข้าว่ามันต้องทำให้โคมไฟของข้าขายได้แพงกว่าเดิมแน่ ๆ” 

    “ก่อนจะทำเช่นนั้นเจ้าขอหลี่เว่ยแล้วหรือ” 

    “เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า ถ้าอยากเอาไปใช้ก็เอาไปสิ” หลี่เว่ยกล่าวไปอย่างไม่มีหวงแหน

    “เห็นหรือไม่ว่าหลี่เว่ยไม่หวงแหนแม้กระทั่งตะไคร่พวกนี้หรอก” แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก จนกระทั่งพวกเขาเดินมาพบเข้ากับปากทางเข้าถ้ำแห่งหนึ่ง

    “นางน่าจะอยู่ด้านในนี้แหละ” กล่าวจบไป๋หู่ก็ไม่รอช้าเดินนำเข้าไปด้านในถ้ำนั้นทันที จนเดินลึกเข้ามาด้านในถ้ำได้ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้ออกมาโผล่ยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งต่างจากด้านนอกที่มีเพียงแค่ความมืดมิดโดยสิ้นเชิง

    “นี่มัน…” 

    เพ่ยอิงอุทานออกมาอย่างตกตะลึงกับภาพที่เธอได้เห็นตรงหน้า ซึ่งคนอื่น ๆ ก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน

    เพราะสถานที่แห่งนี้นั้นเต็มไปด้วยพืชพรรณที่มีพลังวิญญาณ อีกทั้งยังมีสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้ากว้างมากมาย ซึ่งบางตัวก็ระดับไม่ได้ต่ำต้อยเลยแม้แต่น้อย และที่แปลกไปกว่านั้นก็คือสัตว์พวกนั้น เหมือนว่ามันจะไม่ดุร้ายเลย ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเข้ามาด้านในนี้อีกทั้งสัตว์พวกนั้นก็ทำเหมือนกับว่าไม่ได้เห็นพวกเขาเป็นศัตรูแต่อย่างใด

    “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่นี่จะมีสัตว์อสูรด้วย…” จินฟางเอ่ยออกมา

    “ใช่ ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ด้านบนนั้นไม่ได้มีสัตว์อสูรพวกนี้ให้เห็นเลยสักตัว แล้วนั่นมันกระต่ายไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมีเขาตรงหน้าผากเช่นนั้น” เพ่ยอิงเอ่ยถามขึ้นมา

    “นั่นคือสัตว์อสูรกระต่ายเขาเดียว เนื้อของมันอร่อยไม่เบาเลยทีเดียว” ไป๋หู่ตอบคำถามของเพ่ยอิง พลางนึกถึงรสชาติของกระต่ายเขาเดียวที่มันเคยได้ลิ้มลอง

    “นั่น ๆ มีผีเสื้อด้วย เหตุใดด้านบนที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างของข้าไม่มีแบบนี้บ้าง” เพ่ยอิงกล่าวออกมาพลางมองสำรวจไปยังภาพที่งดงามเบื้องหน้า

    “นั่นอะไรน่ะ รูปปั้นนกขนาดใหญ่นั่นมันอะไรกัน” 

    หลี่เว่ยเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อตนหันไปสังเกตเห็นหินที่เป็นรูปนกขนาดใหญ่

    “นั่นคงจะเป็นสัตว์เทพอีกตนหนึ่งไม่ผิดแน่” จินฟางเอ่ยตอบ   หลี่เว่ย

    “เราเข้าไปดูกันเถิด” 

    เมื่อเพ่ยอิงกล่าวจบทุกคนก็พากันเดินไปยังที่ที่มีสัตว์เทพที่เป็นนกตัวหนึ่งยืนอยู่

    “ว้าว นกตัวนี้ตัวโตพอ ๆ กับตอนที่ข้าเจอไป๋หู่เลย หลี่เว่ยเจ้ารีบทำพันธะสัญญาเลยสิ ข้าอยากเห็นร่างจริงของนางแล้ว” 

    หลี่เว่ยเองก็ไม่รอช้าทำตามคำบอกของเพ่ยอิง เพราะอย่างไรเสียขั้นตอนการทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรในมิตินั้นเพ่ยอิงกับจิน ฟางก็ได้เล่าให้เขาฟังแล้ว ซึ่งมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย

    เมื่อหลี่เว่ยได้ทำการหยดเลือดของตัวเองลงไปบนนกหินที่มีขนาดใหญ่เท่ากับรถบรรทุก บนตัวของนกตัวนั้นก็เกิดการเรืองแสงขึ้นมาทันที และก็เพียงไม่นานเท่านั้นเมื่อแสงหายไป จากนกหินก็กลายเป็นนกสีแดงเพลิงตัวที่มีชีวิตขึ้นมา

    “หืม เจ้าคือผู้ที่มาทำพันธะสัญญากับข้าอย่างนั้นสินะ” เจ้านกตัวโตเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ

    “ใช่ ข้าชื่อหลี่เว่ย แล้วเจ้าเล่า” 

    “ข้ามีนามว่าจูเชวี่ย” จูเชวี่ยกล่าวจบก็กวาดสายตาไปมองทางเจ้าไป๋หู่กับเจ้าชินหลง

    “จูเชวี่ยเจ้าก็ถูกลงโทษเพราะความผิดที่พวกข้าก่องั้นหรือ” ไป๋หู่ทำใจกล้าถามออกไปทั้ง ๆ ที่รู้ดีอยู่แก่ใจ

    “หึ นั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น” จูเชวี่ยตอบคำถามของไป๋หู่

    “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เป็นชินหลงที่เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

    เมื่อจูเชวี่ยเห็นว่าทั้งไป๋หู่และชินหลงมีท่าทีสงสัยในสิ่งที่นางกล่าวออกไป นางจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เจ้าสองสหายจอมก่อความวุ่นวายไม่ได้ทราบเรื่องราวอะไรเลยให้ฟังว่า

    หลังจากที่ทั้งไป๋หู่และชินหลงได้ถูกผนึกกำลังไปถึงเก้าส่วนแล้วถูกส่งตัวลงไปยังโลกมนุษย์เบื้องล่างแล้วนั้น เจ้าแม่หนี่วาก็ได้มาพบกับเธอและสหายอีกสองตนที่เหลืออยู่ เพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่าตอนนี้โลกมนุษย์เบื้องล่าง เกิดความไม่สมดุลกันอย่างมาก จากการที่มีคนใช้พลังปิดกั้นให้โลกมนุษย์นั้นแบ่งแยกออกไปเป็นสองฝั่ง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็คือการครอบปราณให้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงจุดใดจุดหนึ่งนั่นแหละ

    ซึ่งในตอนแรก ๆ นั้นอาจจะยังไม่เกิดผลกระทบอะไรมากนัก แต่หากปล่อยไว้นานวันเข้าก็อาจจะทำให้โลกมนุษย์นั้นเกิดความไม่สมดุลขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดมันอาจจะถึงขั้นทำให้โลกมนุษย์เบื้องล่างพังทลายลงได้

    เจ้าแม่หนี่วาจึงอยากให้พวกเราทั้งห้า ลงไปยังโลกมนุษย์เพื่อหาทางทำให้โลกมนุษย์ร่วมมือกลับมนุษย์ที่ถูกเลือกทั้งห้าคน ทำให้โลกมนุษย์กลับมาสมดุลได้เช่นเดิม

    แต่การจะส่งทั้งห้าลงไปนั้นจะต้องผนึกพลังเอาไว้ และให้เข้าไปอยู่ในมิติที่ถูกแบ่งแยกออกไปเป็นห้าส่วน และการจะปลดปล่อยพวกเขาออกมาได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่ถูกเลือกแล้วเท่านั้น

    “ที่ข้าต้องลงมาอยู่ในโลกมนุษย์นี่ก็ไม่ใช่เพราะว่าข้าทำผิดหรอกหรือ” ไป๋หู่เอ่ยถามออกมาหลังจากที่จูเชวี่ยเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาให้ฟังแล้ว

    “เหตุใดจะไม่ใช่ เจ้าน่ะก่อความวุ่นวายบนสวรรค์มาเสียมาก แล้วอีกอย่างหนึ่งเบื้องบนก็รู้อยู่แล้วอย่างไรเล่า ว่าหากใช้ให้เจ้าลงมาช่วยจัดการเรื่องนี้ดี ๆ เจ้าเสือเกเรเช่นเจ้าไม่มีทางยอมง่าย ๆ เป็นแน่ อีกอย่างเจ้าเองก็สมควรโดนดัดนิสัยเสียบ้าง” 

    “นั่นก็แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น” ไป๋หู่เอ่ยแก้ตัวออกไป

    “แต่ก็นะ ยาวิเศษที่เจ้าขโมยมานั่นก็เป็นของปลอม” 

    “ว่าอย่างไรนะ!! นี่ข้าไป๋หู่ผู้นี้โดนหลอกเช่นนั้นหรือ” 

    “เจ้ายังไม่สำนึกอีกหรือ แค่เจ้าคิดจะขโมยยาวิเศษเม็ดนั้น เจ้ายังคิดว่านั่นไม่ใช่ความผิดอยู่อีกหรือ” จูเชวี่ยกล่าวออกมาอย่างเหลืออด

    แล้วหลังจากนั้นไป๋หู่ก็โดนจูเชวี่ยบ่นเสียยืดยาวโดยที่เจ้าตัวไม่แม้แต่จะเถียงออกมาได้สักครึ่งคำ ส่วนเจ้าชินหลงเองก็ไม่เว้น เพราะทั้งสองตัวนั้นชอบพากันไปก่อความวุ่นวายนั่นเอง

    กล่าวได้ว่าทั้งสองตนนั้น คือ คู่หู่สหายจอมก่อความวุ่นวาย

    จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อ จูเชวี่ยจึงหยุดบ่น

    “ข้าสำนึกผิดแล้ว” ไป๋หู่กล่าวออกมาอย่างจำยอม

    “ข้าเองก็สำนึกแล้วเช่นกัน” ชินหลงกล่าวออกมาด้วยอีกตัวหนึ่ง

    “หึ สำนึกให้มันได้จริง ๆ เถิด ข้าได้ยินพวกเจ้ากล่าวคำนี้ออกมาจนเบื่อแล้ว”

    “เอ่อ พวกเจ้าคุยกันเสร็จแล้วใช่หรือไม่” เพ่ยอิงเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าแม่นกสาวหยุดบ่นชินหลงกับไป๋หู่แล้ว

    “จริงสิ ข้าก็มัวแต่บนเจ้าสองตัวนี้จนลืมไปเลยว่ามีพวกเจ้าอยู่ด้วย” 

    “ไม่เป็นไร ๆ แต่ข้ามีข้อสงสัยในสิ่งที่เจ้ากล่าวมาอยู่อย่างหนึ่ง” 

    “เจ้าสงสัยอะไร อย่างนั้นหรือ” 

    “ที่เจ้าบอกว่าโลกมนุษย์ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งจนทำให้เกิดความไม่สมดุลกันนั้นหมายความว่าเช่นไร” เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย

    “ถ้าเป็นเรื่องนั้น จากที่ข้าฟังเจ้าแม่หนี่วาบอกมานั้นโลกมนุษย์แห่งนี้ถูกทำให้แบ่งเป็นสองด้าน แล้วจะมีด้านหนึ่งที่มีพลังวิญญาณสูง ส่วนอีกด้านพลังวิญญาณจะต่ำ ทางฝั่งที่มีพลังงานสูงนั้นจะถูกครอบด้วยปราณซึ่งกินพื้นที่ไปกว่าหนึ่งในห้าส่วนของพื้นที่ทั้งหมด” จูเชวี่ยอธิบายออกไป

    “หรืออีกด้านที่ว่านั่นจะเป็นในเขตป่าอสูร เพราะด้านในนั้นพลังวิญญาณสูงกว่าด้านนอกมากนัก” เพ่ยอิงเอ่ยออกไปตามสิ่งที่ตนเองคาดเดา 

    “ที่เจ้าว่านั้นมีความเป็นไปได้มากเลยทีเดียว” จินฟางเอ่ยเสริม

    “แล้วทางที่จะทำให้ทั้งสองฝั่งสมดุลกันก็คือทำให้ทั้งสองฝั่งมีพลังวิญญาณเท่ากัน แล้วก็คนที่ถูกเลือกก็คือพวกเราทั้งสามคน แล้วอีกสองคนที่เหลือนั้นพวกเราก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร” หลี่เว่ยเอ่ยออกมาตามที่ตนวิเคราะห์

    “แล้วพวกเราจะทำให้ทั้งสองฝั่งมีพลังวิญญาณเท่ากันได้อย่างไรล่ะ” จินฟางเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย

    “เรื่องนั้นไม่ยาก ถ้าหากว่ามิติทั้งห้าเข้ามาผสานรวมกันเป็นหนึ่ง ก็จะสามารถเปิดประตูมิติเพื่อปลดปล่อยพลังวิญญาณจากในมิติออกไปได้” จูเชวี่ยเอ่ยบอก

    “หรือว่าประตูที่เราเปิดกันตอนที่ผสานมิติเข้าด้วยกัน” เพ่ยอิงกล่าวออกมา

    “พวกเจ้าทำให้ข้าแปลกใจไม่น้อย ที่สามารถผสานมิติเข้ามาด้วยกันถึงสามมิติโดยที่ไม่ได้มีผู้ชี้แนะเช่นนี้” 

    “เรื่องนี้เป็นเพราะความบังเอิญเท่านั้น” เพ่ยอิงตอบออกไปตามความจริง

    “ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าสองตัวนั่นเป็นคนชี้แนะหรอก” 

    “ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วพวกข้าต้องรอให้ผสานมิติ ออกมาให้ครบทั้งห้ามิติก่อนหรือไม่” หลี่เว่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัยออกมา

    “ไม่จำเป็น แค่เปิดประตูมิติออกมาได้ก็พอแล้ว แต่การผสานมิติเข้าด้วยกันนั้นจะทำให้ภายในมิติมีพลังวิญญาณเพิ่มขึ้นและสามารถเปิดประตูมิติได้ใหญ่ขึ้นนั่นเอง” 

    “เช่นนั้นเราลองไปทำคืนนี้เลยดีหรือไม่” หลี่เว่ยกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น

    “นี่เจ้าไม่คิดจะพักกันก่อนเลยหรือ เพราะนี่ก็น่าจะดึกมากแล้วด้วย” เพ่ยอิงเอ่ยถาม

    “ถ้าอย่างนั้นเราลองไปเปิดสักเค่อสองเค่อก็ได้ จะได้รู้ว่ามีพลังวิญญาณจากด้านในไหลออกไปหรือไม่” 

    “เจ้าว่าอย่างไรจินฟาง” เพ่ยอิงหันไปถามจินฟางอีกคนหนึ่ง

    “เอาอย่างที่หลี่เว่ยว่าก็ได้” 

    “เช่นนั้นเราก็ลองทำกันดูเถิด ว่าแต่เราเปิดประตูมิติจากด้านในนี้ได้ใช่หรือไม่” เมื่อมีข้อสงสัยหลี่เว่ยหันไปถามจูเชวี่ย

    “ย่อมได้ พวกเจ้าก็แค่ผนึกกำลังแล้วร่วมกันเพ่งจิตเพื่อเปิดประตูมิติ” 

    เมื่อจูเชวี่ยกล่าวจบทั้งสามคนก็ได้จับมือกันแล้วทำการเพ่งจิตเพื่อเปิดประตูมิติทันที แล้วก็มีประตูมิติสีรุ้งอย่างเช่นที่เปิดเข้ามาตอนแรกขึ้นมาจริง ๆ 

    ทั้งสามคนเห็นดังนั้นจึงได้ก้าวข้ามประตูมิติออกมาด้านนอก ซึ่งที่ที่โผล่ออกมานั้น ก็คือบ้านของจินฟางที่พวกเขาได้เปิดประตูมิติเข้าไปในตอนแรกนั่นเอง

    “มีกระแสพลังวิญญาณไหลออกมาจริง ๆ ด้วย” หลี่เว่ยกล่าวขึ้น

    “ตอนแรกข้าก็ไม่ได้สังเกตว่ามีกระแสพลังวิญญาณไหลออกมา ทั้งที่ข้าเปิดประตูมิติกันถึงสองครั้งแล้ว” 

    “ก็พวกเรามัวแต่สนใจอยู่กับภายในมิตินี่นา ไม่แปลกที่จะไม่ทันได้สังเกต” จินฟางเอ่ยตอบเพ่ยอิง

    “ไม่ใช่หรอก การจะปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาด้านนอก ได้นั้นจะต้องเปิดประตูมิติจากภายในมิติเท่านั้น หากเป็นการเปิดประตูมิติจากทางด้านนอกอย่างเช่นตอนที่พวกเจ้าเข้ามาก็จะไม่มีกระแสพลังวิญญาณออกไปด้านนอก“

    “แต่การที่เรามาเปิดประตูมิติเช่นนี้ ก็แปลว่าจุดที่พลังวิญญาณเข้มข้นที่สุดก็เป็นไร่ของเราน่ะสิ ถ้าเป็นเช่นนี้จะต้องมีผู้คนสงสัยเป็นแน่” เพ่ยอิงเอ่ยในสิ่งที่ตนคิดเห็นออกไป

    “มันก็จริงของเจ้า เช่นนั้นเราจะเอาอย่างไรกันดี” หลี่เว่ยกล่าวเห็นด้วยกับเพ่ยอิง

    “มันจะไปยากอะไร ก็ในเมื่อภายในไร่แห่งนี้มีปราณอันแข็งแกร่งคอยปกป้องอยู่ ไม่สามารถมีผู้ใดบุกรุกเข้ามาได้อย่างแน่นอน” จินฟางกล่าวขึ้นมา

    “แล้วอีกอย่างก็ยังมีพวกข้าทั้งสามคอยปกป้องอยู่ด้วย” ชินหลงเอ่ยเสริม

    “จริงสิ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา อีกอย่างคนงานในไร่ก็จะได้ฝึกปราณได้เร็วขึ้นด้วย” 

     

    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง ที่คุณอ่าน