นอกห้องหลอมโอสถหมายเลขห้า ณ สมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยาง
"ห้องหมายเลขห้าเกิดอะไรขึ้น"
ผู้คนด้านนอกส่งเสียงเอะอะโวยวายกันขึ้นมา เสียงระเบิดที่ดังกระจายออกมาจากห้องหมายเลขห้า มีความรุนแรงมากกว่าเสียงระเบิดในอดีตที่ผ่านมาเสียอีก
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานของสมาคมโอสถแห่งเมืองจินหยาง การที่มีเตาหลอมโอสถระเบิดไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่อะไร แต่ทุกครั้งในอดีตที่ผ่านมาเสียงระเบิดมันไม่เคยรุนแรงมากขนาดนี้มาก่อน
ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวตาลีตาเหลือกลุกขึ้นจากเก้าอี้โต๊ะลงทะเบียน เขารีบวิ่งไปยังห้องหมายเลขห้าด้วยความรวดเร็ว ซึ่งกะของวันนี้ยังอยู่ในความรับผิดชอบของเขา และเขาจำได้ว่าผู้ที่ใช้ห้องบริการหมายเลขห้าอยู่คือ บุคคลไร้ประโยชน์แห่งเมืองจินหยางไป๋ชิงอวิ๋น
"ถ้ารู้ตัวว่าไร้ประโยชน์และไร้ความสามารถ เหตุใดจึงดิ้นรนและมาแสวงหาความตายที่นี่กัน" ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ขณะที่ยืนอยู่หน้าห้องหมายเลขห้า
ในตอนนี้มีคนนับร้อยกำลังมามุงดูความสนุกและความครื้นเครง พวกเขามามุงดูความล้มเหลวของบุคคลไร้ประโยชน์ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองจินหยาง
"ฟังจากเสียงระเบิดแล้ว ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแล้วล่ะ" ชายที่มีร่างกายอ้วนท้วนโบกพัดไปมา เพื่อขับไล่อากาศที่ร้อนอบอ้าว
"ฮ่าฮ่าฮ่า ป่านนี้คงตายไปแล้วมั้ง เขาคงต้องใช้ของวิเศษบางอย่างของตระกูลไป๋เป็นแน่ถึงได้มั่นใจแล้วมาที่นี่ แต่น่าเสียดายที่ของวิเศษนั้นเกิดความผิดพลาดจนทำให้เตาหลอมระเบิด ฮ่าฮ่าฮ่า คนผู้นี้ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก" ชายหนุ่มที่มีร่างกายผอมสูงเหมือนกับบุรุษเจ้าสำราญหัวเราะขึ้นมาท่ามกลางดงผู้คน เขากล่าวเหยียดหยามไป๋ชิงอวิ๋นอย่างไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
"ฮ่าฮ่าฮ่า พี่ชายท่านนี้พูดได้ไม่เลว ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าล่ะอยากเห็นสภาพเจียนตายของเขาจริงๆ" ชายที่มีร่างกายอ้วนท้วนกล่าวขึ้นพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนานครื้นเครง
"ฮ่าฮ่าฮ่า น้องชายเป็นคนที่ตามีแววจริงๆ พวกเรามารอดูสภาพของเขาด้วยกันเถอะ" ชายหนุ่มที่มีร่างกายผอมสูงเหมือนกับบุรุษเจ้าสำราญกล่าวขึ้นแล้วหัวเราะอย่างชอบใจ ในดวงตาของเขามีความเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวหันมองดูพวกเขาทั้งสองคน เขาส่ายศีรษะจากนั้นก็เดินไปที่หน้าประตูของห้องหมายเลขห้า ในมือของเขามีป้ายหมายเลขห้าอยู่อีกหนึ่งอัน และเหตุผลที่ต้องมีสำรองก็เพราะเอาไว้ใช้ในเวลาแบบนี้ ในเวลาที่คนในห้องไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย พนักงานที่ทำงานอยู่มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบคนในห้องว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ดีหรือไม่
คลืน แอ๊ด~~
ประตูถูกผลักให้เปิดออก กลุ่มคนที่อยู่ด้านนอกต่างก็กรูกันเข้ามาด้านในห้อง พวกเขาอยากเห็นแล้วว่าไป๋ชิงอวิ๋นจะมีจุดจบที่น่าอนาถมากเพียงไหน เรื่องในวันนี้จะเป็นหัวข้อในการสนทนาไปอีกหลายวัน เพราะฉะนั้นพวกเขาจะต้องได้รู้เรื่องนี้เป็นคนแรก
ภายในห้องที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ทุกพื้นที่ภายในห้องถูกบดขยี้จนแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี สายตาของกลุ่มคนที่กรูกันเข้ามาสอดส่องกวาดสายตาไปทั่วทั้งห้อง พวกเขาตกตะลึงเป็นอย่างมากกับภาพที่ได้เห็น ภายในห้องถูกทำลายจนพินาศย่อยยับไปหมด
ไป๋ชิงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองเลือดโดยมีแสงสีขาวนวลปกคลุมร่างกาย เขาลืมตาขึ้นแล้วกวาดตามองดูกลุ่มคนที่กรูกันเข้ามา ตอนนี้บาดแผลทั่วทั้งร่างของเขาถูกรักษาจนหายสนิทแล้ว ทำให้ล่องลอยที่เหลืออยู่มีเพียงกองเลือดกองใหญ่ที่ท่วมนองอยู่กับพื้น และเสื้อผ้าขาดวิ่นที่เปื้อนเลือดที่สวมอยู่บนตัวเขา
ไป๋ชิงอวิ๋นด้านบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นมัดๆ เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่จับจ้องมาที่เขา
ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างของไป๋ชิงอวิ๋นด้วยความตกตะลึง ด้วยสภาพภายในห้องที่เละเทะมากขนาดนี้ เหตุใดเจ้าคนไร้ประโยชน์ผู้นี้ถึงยังรอดชีวิตจากแรงระเบิดขนาดนั้นมาได้กัน
"เจ้ามาพอดีเลย ขอเตาหลอมโอสถใบใหม่ให้ข้าหน่อยสิ พอดีว่าเตาใบเดิมมันระเบิดไปจนไม่เหลือซากแล้วน่ะ" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้นขณะที่จ้องมองไปยังชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาว
ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวกลืนน้ำลายลงไปในลำคออึกใหญ่ เขาจ้องมองไป๋ชิงอวิ๋นราวกับเห็นภูตผี คนผู้นี้ไม่ใช่คนไร้ประโยชน์หรอกหรือเหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตรอดมาได้ จากประสบการณ์ของเขาแล้วหากเตาหลอมโอสถระเบิด ผู้ที่ทำการหลอมส่วนใหญ่จะได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือไม่ก็เสียชีวิตคาที่
ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวพยายามเรียกคืนสติของตัวเองกลับมา เขาพยายามไม่คิดฟุ้งซ่าน แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุขุมว่า "เนื่องจากท่านไม่ใช่คนของสมาคมโอสถ ค่าใช้จ่ายที่ท่านทำห้องนี้เสียหายท่านต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด หากไม่จ่ายค่าซ่อมแซมมาก่อน ก็ต้องขออภัยที่ข้าต้องไล่ท่านออกไปจากสมาคมโอสถแห่งนี้"
"แล้วราคาซ่อมต้องจ่ายเท่าไหร่" แววตาของไป๋ชิงอวิ๋นเริ่มตึงเครียด เพาะหินเซียนที่เหลืออยู่ก็มีอยู่อย่างน้อยนิดจนน่าอนาถใจ
"ต้องจ่ายด้วยหินเซียนระดับกลางหนึ่งก้อน" ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวกล่าวพร้อมกับชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นทำทีล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ จากนั้นก็โยนหินเซียนระดับกลางหนึ่งก้อนให้กับชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาว
"ท่านรอข้าสักครู่" ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวกล่าวขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องหมายเลขห้า
ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวที่เดินจากไป จากนั้นก็เบนสายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ซึ่งมันทำให้ผู้คนที่เข้ามารวมกันอยู่ในห้องหมายเลขห้ารู้สึกอึดอัด
"พวกท่านเข้ามาในห้องส่วนตัวของข้า ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรกับข้าหรือไม่"
กลุ่มผู้คนพากันเลิ่กลั่ก พวกเขาไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เรื่องนี้คงไม่สามารถพูดความจริงได้กระมัง พวกเขามีบางคนที่หัวเราะและยิ้มออกมาแฮะๆ จากนั้นก็รีบปลีกตัวเดินออกไป ไม่นานกลุ่มคนก็ทยอยออกไปจากห้องหมายเลขห้ากันจนหมด
เมื่อออกมานอกห้องพวกเขาก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบพูดคุยกัน ไป๋ชิงอวิ๋นเอียงศีรษะมองพวกเขาที่เดินจากไปอย่างสงสัย ที่แท้จอมยุทธ์ก็มีเวลาว่างมากขนาดนี้ มิน่าล่ะในนิยายที่อ่านจึงบอกไว้ว่า พวกตัวประกอบมักสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน เรื่องนี้ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย
ใช้เวลาไม่นานชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาว ก็เดินกลับมาพร้อมกับเตาหลอมโอสถใบใหม่ มันมีรูปร่างและลักษณะคล้ายกับใบเดิม เพียงแต่หูทั้งสองข้างของเตาหลอมไม่ใช่หัวของมังกรอีกต่อไป แต่เป็นหัวของหงส์เพลิงที่กำลังอ้าปากส่งเสียงร้องอยู่ ชายหนุ่มที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวส่งเตาหลอมใบใหม่ให้กับไป๋ชิงอวิ๋น จากนั้นเขาก็ขอตัวแล้วเดินจากไป
ปัง
ประตูห้องถูกปิดลงอีกครั้ง ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองดูเตาหลอมโอสถใบใหม่ในมือ จากนั้นก็วางเตาหลอมโอสถลงไว้ที่พื้นแล้วนั่งลงในท่านั่งขัดสมาธิ เขายังไม่รีบเร่งแต่เริ่มฟื้นฟูพลังลมปราณและพลังจิตวิญญาณของเขาเสียก่อน ในระหว่างที่ฟื้นฟูพลังไป๋ชิงอวิ๋นก็นึกทบทวนถึงข้อผิดพลาดที่ทำให้เตาหลอมโอสถระเบิดก่อนหน้านี้
"สัญชาตญาณดิบคือสิ่งที่อันตราย สิ่งนี้ควบคุมได้ยากลำบากยิ่งนัก คงทำได้เพียงใช้ปณิธานที่แข็งแกร่ง กดสันดานเดิมของสัญชาตญาณเอาไว้ คราวนี้จะปล่อยให้ผิดพลาดอีกไม่ได้"
หลายชั่วยามผ่านพ้นไป ไป๋ชิงอวิ๋นพลังลมปราณและพลังจิตวิญญาณก็ฟื้นฟูกลับมาจนสมบูรณ์อีกครั้ง ไป๋ชิงอวิ๋นลืมตาขึ้นจากนั้นก็เรียกวัตถุดิบชุดที่สองออกมาจากช่องเก็บของ เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วเขาก็เริ่มลงมืออีกครั้งทันที เพลิงอัสนีบาตสีม่วงลุกโชติช่วงขึ้นใจกลางฝ่ามือทั้งสองของไป๋ชิงอวิ๋น
ไป๋ชิงอวิ๋นส่งเพลิงอัสนีบาตสีม่วงเข้าไปในเตาหลอมโอสถผ่านช่องปากที่อ้าออกของหงส์เพลิง เตาหลอมโอสถลุกไหม้ ดูเหมือนว่าเตาหลอมโอสถใบนี้จะมีความเข้ากันได้กับเพลิงอัสนีบาตสีม่วง
ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดฝาเตาหลอมโอสถออก จากนั้นก็หยิบสมุนไพรทั้งสองชนิด อย่างหญ้าหมอกน้ำค้างและหญ้าทะเลหมอกม่วงลงไปในเตาหลอมโอสถ ซึ่งในครั้งที่สองนี้ความเร็วในการหลอมของไป๋ชิงอวิ๋นรวดเร็วขึ้นเป็นอย่างมาก
ใช้เวลาไม่นานในที่สุดกลุ่มหมอกสีขาวและกลุ่มหมอกสีม่วง ก็ผสมผสานกันจนกลายเป็นกลุ่มหมอกสีม่วงจางๆ ไป๋ชิงอวิ๋นรวบรวมพลังสมาธิให้อยู่ในจุดสูงสุด ในเวลานี้สติปัญญาต้องอยู่เหนือร่างกายและสัญชาตญาณ
เขาหยิบแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดใส่ลงไปในเตาหลอมโอสถ จากนั้นปรากฏการณ์วงแหวนสีม่วงจางๆก็หมุนรอบๆและโคจรอยู่ด้านนอกของแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดที่เป็นจุดศูนย์กลาง
กลิ่นหอมหวลชวนให้น้ำลายสอเริ่มกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของไป๋ชิงอวิ๋นอีกครั้งแล้ว ในขั้นตอนนี้ยังพอใช้เจตจำนงและปณิธานที่แข็งแกร่งต้านทานความอยากเอาไว้ได้ แต่ขั้นตอนต่อไปถือเป็นขั้นตอนชี้ชะตา เพราะมันเป็นเรื่องยากที่สัญชาตญาณดิบของมนุษย์จะข้ามผ่านไปได้
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ได้กลุ่มหมอกสีม่วงจางๆและกลุ่มหมอกสีม่วงเข้มแล้ว ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดฝาเตาหลอมโอสถออกโดยที่ยังคงอุณหภูมิของเตาหลอมโอสถเอาไว้ให้คงที่ ไขกระดูกของสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดถูกเทลงไปในเตาหลอมโอสถพร้อมกับสมุนไพรอีกหลายชนิด ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จำเป็นต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วยามในการหลอมรวม
ไป๋ชิงอวิ๋นมีความอดทนที่สูงมาก ทุกขั้นตอนเขาทำไปอย่างละเอียดรอบคอบ ในที่สุดกลุ่มหมอกสีเหลืองแดงก็ปรากฏขึ้น ไป๋ชิงอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกๆจากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลเข้ามาช่วยควบคุมอารมณ์และสัญชาตญาณ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็หวังพึ่งได้เพียงแค่เจตจำนงและปณิธานที่แข็งแกร่งเท่านั้น
สัญชาตญาณดิบถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงเมือกกลุ่มหมอกทั้งสามสีเริ่มหลอมผสานเข้าด้วยกัน กลุ่มหมวกโคจรตามเข็มนาฬิกา ใจกลางของกลุ่มหมอกทั้งสามสีตอนนี้เริ่มปรากฏหยดน้ำสีชาดม่วงหยดเล็กๆขึ้นมาแล้ว
ซึ้งกลิ่นหอมที่แพร่กระจายออกมาจากหยดน้ำสีชาดม่วงนี้ ได้กระตุ้นความอยากอาหารของไป๋ชิงอวิ๋นให้พุ่งทะยานจนไปอยู่ในจุดสูงสุด น้ำลายของเขาไหลย้อยออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เจตจำนงและปณิธานเริ่มสั่นคลอน สัญชาตญาณดิบพุ่งทะยานอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไป๋ชิงอวิ๋นกัดริมฝีปากของตัวเองจนโลหิตสีแดงฉานไหลออกมา
เขาใช้ความเจ็บมาดึงสติไม่ให้เปลวเพลิงที่ควบคุมอยู่เกิดความผิดพลาด ครั้งนี้เดินมาได้ไกลกว่าครั้งก่อน เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องทำให้สำเร็จให้ได้
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม แต่สำหรับไป๋ชิงอวิ๋นแล้ว มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนผ่านไปแล้วหลายภพหลายชาติ เขาต้องทนอยู่กับความทุกข์ทรมานต่อความอยากอาหาร ฝืนต้านทานด้วยเจตจำนงและปณิธานที่แข็งแกร่งมาได้นานขนาดนี้ ในที่สุดกลุ่มหมอกทั้งสามสีก็หายไป ในเตาหลอมโอสถเหลือเพียงของเหลวสีชาดม่วงที่ลอยอยู่ด้านใน
ไป๋ชิงอวิ๋นใช้เพลิงอัสนีบาตสีม่วงช่วยชำระล้างของเหลวสีชาดม่วง และในขั้นตอนนี้ที่กำลังทำการชำระล้างอยู่ อยู่ดีๆอักขระสวรรค์สีม่วงที่หมุนวนอยู่รอบจิตวิญญาณของไป๋ชิงอวิ๋น ก็ถูกดูดเข้าไปในเตาหลอมโอสถผ่านทางเพลิงอัสนีบาตสีม่วง อักขระสวรรค์สีม่วงเลื้อยผ่านของเหลวสีชาดม่วงเหมือนกับพญามังกรกำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทร
ของเหลวสีชาดม่วงเปล่งประกายออกมา ภายในของเหลวสีชาดม่วงมีอักขระสวรรค์สีม่วงจางๆไหลเวียนอยู่ กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วอักขระสวรรค์สีม่วงสายนั้นก็ไหลกลับเข้าไปที่จิตวิญญาณของไป๋ชิงอวิ๋นเฉกเช่นเดิม
ปัง
ฝาเตาหลอมโอสถถูกเปิดออก ของเหลวสีชาดม่วงที่มีอักขระสวรรค์สีม่วงจางๆไหลเวียนอยู่ก็ลอยออกมา มันแบ่งตัวเองออกเท่าๆกัน จากนั้นก็ควบรวมตนเองให้กลายเป็นเม็ดโอสถ เม็ดโอสถแต่ละเม็ดราวกับมีชีวิตพวกมันพยายามจะหลบหนี แต่ไป๋ชิงอวิ๋นเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาใช้มือทำมุทราจากนั้นก็ใช้ขวดหยกสีขาวเก็บรวบรวมเม็ดโอสถทั้งหมดไว้ในขวดหยกสีขาวนั้นทั้งหมด ซึ่งด้านในขวดหยกสีขาวมีโอสถรวมปราณชาดม่วงอยู่ทั้งหมดสิบเม็ด
"เฮ้อ...ในที่สุดก็หลอมสำเร็จสักที ให้ตายเถอะเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว" ไป๋ชิงอวิ๋นร่างกายหมดเรี่ยวแรงเขาเอนกายนอนราบไปกับพื้น เขานอนดูขวดหยกในมือของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ นี่คือโอสถขวดแรกที่เขาหลอมด้วยฝีมือของเขาเอง นี่สินะกลิ่นอายของจอมยุทธ์