ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ตอนที่ 41 【สะบั้นหมื่นคน】

    ตอนที่ 41

    【สะบั้นหมื่นคน】

     

    ข้าเป็นจุดอ่อนของท่านอาจารย์

     

    เฉินหมิงร้อนรนขึ้นในใจ เหลือบมองไปทั่วทุกสารทิศ คมกระบี่นับไม่ถ้วนได้เล็งไปที่จ้าวชิงเหยา

     

    ด้วยพลังมนตร์ตราอันมหาศาลของเฉินหมิง อย่างมากสุดในตอนนี้ก็ยังสามารถกระตุ้นดัชนีทะลวงความลึกซึ้งได้อีกหนึ่งครั้งเท่านั้น อีกทั้งไม่ทราบด้วยว่าจะสังหารได้มากเท่าไหร่ จึงตัดสินใจที่จะยังไม่กระตุ้นดัชนีทะลวงความลึกซึ้ง แต่ว่าจ้าวชิงเหยาจะต้องไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย เฉินหมิงก่อนหน้านี้ก็เป็นเด็กกำพร้า เขาย่อมทราบถึงความโดดเดี่ยวที่ต้องอยู่อย่างลำพังระหว่างฟ้าดินเช่นนั้น แม้ว่าจะล้มลง ก็มีแต่ต้องลุกขึ้นด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามย่อมไม่มีบุคคลที่สองมาสนใจเขา ต่อให้ได้รับบาดเจ็บ ก็มีแต่ต้องเลียบาดแผลตัวเองในยามค่ำคืนเท่านั้น

     

    จ้าวชิงเหยา ซึ่งมีแค่ตนเองเท่านั้น

     

    นอกจากตนเอง นางก็ไม่มีบุคคลอื่นจะเป็นที่พึ่งให้แก่นางได้อีกแล้ว

     

    เฉินหมิงหันไปกล่าวต่อจ้าวชิงเหยาที่อยู่บนแผ่นหลังของตน : “วางใจเถอะ ข้าจะต่อสู้ไปอีกสักพัก หากว่าไม่ไหวขึ้นมาจริงพวกเราก็จะไป ในใต้หล้านี้จะไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้าได้”

     

    เฉินหมิงสะบัดชุดยาวขนดำของตนเอง เพื่อปกป้องจ้าวชิงเหยาเอาไว้ ถึงอย่างไรก็เป็นขนปีกของปีศาจ ย่อมสามารถที่จะต้านทานอาวุธศาสตราโดยทั่วไปได้อยู่แล้ว

     

    เฉินหมิงฟันกระบี่บินเล่มหนึ่งที่ลอบทำร้ายจ้าวชิงเหยาออก พร้อมกับพูดขึ้นอย่างจริงจัง : “พวกเจ้าทราบหรือไม่? พวกเจ้าได้ทำให้ข้าเกิดโทสะขึ้นแล้ว และเพลิงโทสะนี้ มีแต่ต้องทำลายทั้งแคว้นนี้ จึงจะระบายโทสะของข้าได้ !” 

     

    เฉินหมิงไม่ได้บุกเข้าสังหารทหารธรรมดาเหล่านั้นอีก การเข้าโจมตีของพวกเขาไม่สามารถทลายพลังมนตร์ตราคุ้มครองกายาของตัวเขาได้ ก็ย่อมทำร้ายจ้าวชิงเหยาไม่ได้เช่นเดียวกัน เขาจึงหันเหเป้าหมายไปยังผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่อยู่ท่ามกลางอากาศ มีแต่เพียงต้องฆ่าผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่สามารถทำร้ายจ้าวชิงเหยาได้ไปก่อน เขาจึงจะสามารถต่อสู้ได้อย่างไร้ซึ่งความหวาดกลัว

     

    และในเวลานี้ ท่ามกลางอากาศก็ได้รวมเอาไว้ด้วยผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีอย่างน้อยก็ยี่สิบกว่าคนเอาไว้

     

    เฉินหมิงเยื้องย่างออกไปหนึ่งก้าวขึ้นสู่เมฆปีศาจ พุ่งตรงเข้าหาผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้หนึ่ง ในระหว่างที่สะบัดมือก็ได้มีพลังทำลายจากกระแสกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกไป ในเวลานี้เองที่แผ่นหลังก็ได้มีกระบี่บินอีกเล่มหนึ่งลอยเข้ามา มุ่งหน้าพุ่งเข้าใส่จ้าวชิงเหยา กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ที่พึ่งจะกวาดออก จึงไม่ทันที่จะรั้งกลับมาได้ เฉินหมิงจึงหันกายรับกระบี่บินจนมันกระแทกใส่หน้าอกของเขา จมเข้าเนื้อไปครึ่งชุ่น[1] ด้านบนหน้าอก ยังได้มีเลือดไหลรินออกมาเป็นสาย

     

     

    นี่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นศาสตราปราณ แต่ถ้าหากว่าตนสามารถฝึกปรือเคล็ดสามภพเร้นลับจนเทียบเท่ากับขุนพลปีศาจขั้นสูงสุดได้แล้ว ถึงแม้จะเป็นศาสตราปราณก็ใช่ว่าจะสามารถผ่านร่างกายของเขาไปได้ ! 

     

    แต่ว่าบัดนี้เขายังอยู่ห่างจากระดับขุนพลปีศาจอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

     

    ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่ควบคุมกระบี่บินคิดที่จะรั้งกระบี่บินของเขากลับมา  แต่กลับพบว่าเฉินหมิงใช้กล้ามเนื้อยึดกระบี่บินเอาไว้จนแน่น ! 

     

    ขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่หนึ่งถึงสิบล้วนแต่เป็นการฝึกปรือร่างกาย กับเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของร่างกาย เมื่อเกินขั้นที่สิบเป็นต้นไปก็จะเป็นการกักเก็บลมปราณไว้ภายในร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังมนตร์ตรา และเฉินหมิงในตอนนี้ ก็อยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่ยี่สิบสี่ ! 

     

    ร่างกายของเขา ถือเป็นสิ่งที่กระทั่งเผ่าปีศาจก็ยังไม่อาจเทียบได้

     

    กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกายที่แกร่งดุจทองคำ เปล่งเป็นประกายเจิดจ้าของแสงสีทองขึ้นชั้นหนึ่ง กล้ามเนื้อที่ตึงแน่น คล้ายกับเหล็กกล้าที่กระบี่บินโดยทั่วไปเมื่อกระทบใส่หน้าอกล้วนแต่ต้องถูกหยุดเอาไว้! 

     

    เฉินหมิงก้าวขึ้นสู่กลางอากาศ เพียงแค่สามก้าวก็ได้พุ่งเข้าไปถึงเบื้องหน้าของผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่ไม่อาจรั้งกระบี่บินกลับไปได้ เมื่อเฉินหมิงฟันออกไปหนึ่งกระบี่ ก็ได้ฉีกผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้นี้กลายเป็นสองส่วนไปในทันที ! 

     

    ในขณะเดียวกัน ก็ได้มีกระบี่บินอีกสามเล่มมุ่งหน้าเข้าไปทางด้านหลังของจ้าวชิงเหยา เฉินหมิงยื่นมือคว้าจับผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่อยู่เบื้องหน้าเพื่อหยิบยืมร่างของอีกฝ่าย กระบี่บินทั้งสามเล่มจึงพุ่งผ่านทะลุร่างของผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้นี้ เสียบคาอยู่บนหน้าอก หน้าท้องและส่วนแขนของเฉินหมิงออกแรงเหวี่ยงจนทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้นี้ตกตายไปในทันที

     

     

    เฉินหมิงมองกระบี่บินทั้งสี่เล่มที่เสียบคาอยู่บนร่างของตนเอง : “ดูเหมือนว่า ข้าคงต้องทุบตีพวกเจ้าจนตาย มิเช่นนั้นก็คงจะถูกพวกเจ้าทุบตีจนตาย”

     

    “ที่น่าเสียดายก็คือ ข้าหาได้ชอบที่จะถูกพวกเจ้าทุบตีจนตายไม่ อีกทั้งยังรู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า หากพวกเจ้าในเวลาถูกข้าทุบตีจนตายจะแสดงสีหน้าอย่างไร”

     

    พร้อมกันนั้นก็ได้หยิบโสมหิมะพันปีมาต้นหนึ่งออกมาจากภายในแหวนเก็บวัตถุ พร้อมกับยัดเข้าไปในปากทันที เคี้ยวอยู่หลายคราพร้อมกับกลืนลงไปอย่างไม่ใส่ใจ ถึงแม้จะไม่อาจเยียวยาอาการบาดเจ็บในตอนนี้ของตนเองได้ แต่ก็สามารถทำให้ตนเองรักษาสภาวะเอาไว้ได้ ศิลาปราณก้อนหนึ่งได้ปรากฏขึ้นที่มือข้างซ้าย ทางหนึ่งเฉินหมิงดูดซับลมปราณจากภายในศิลาปราณเพื่อฟื้นฟูพลังมนตร์ตรา อีกทางหนึ่งก็พุ่งเข้าหาผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่ลอยอยู่กลางเวหา

     

    “ที่ข้าฝึกปรือมาก็คือฝ่ามือทรายเหล็ก ข้าจะไปจับกระบี่ปราณของเขาเอาไว้ พวกเจ้าจงรีบใช้โอกาสนี้ฆ่าเขาซะ!” ผู้ฝึกตนที่มีร่างกายกำยำผู้หนึ่งกล่าวขึ้น

     

    จากนั้น ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีผู้นี้ก็ได้พุ่งเข้าใส่เฉินหมิง เขาพุ่งเข้าคว้าจับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ของเฉินหมิงไว้ เฉินหมิงยิ้มแล้วกล่าว : “คิดที่จะหยุดกระบี่ของข้าได้ด้วยการจับ เกรงว่าคงจะฝันหวานกันเกินไปแล้ว ! ”

     

    เฉินหมิงสะบัดกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ หันปลายกระบี่ขึ้นฟ้า กระบี่จ้าววิถีใต้หล้าได้ถูกใช้ออกมาอย่างคล่องแคล่ว

     

    พร้อมกับเหวี่ยงกระบี่ขึ้นในมุมทแยง เงากระบี่ระเบิดจนเป็นคลื่นเกลียว ศัตรูที่คิดจะจับกุมกระบี่ของเฉินหมิงก็ได้ถูกกระบี่ฟาดจนจมลงสู่พื้นดินในกระบี่เดียว  ชนเข้ากับพื้นจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ พร้อมกับกระแทกทหารตายคาที่ไปอีกสามนาย

     

    ศิลาปราณที่อยู่ใจกลางมือข้างซ้ายก็ได้แหลกสลายลอยลับไป ในมือของเฉินหมิงก็ปรากฏศิลาปราณขึ้นมาอีกก้อน เขาดูดซับพลังที่อยู่ภายในศิลาปราณอย่างบ้าคลั่ง

     

    ชั่วพริบตาศิลาปราณก้อนนั้นในมือของเฉินหมิงก็กลายเป็นฝุ่นผงไปในทันที  ที่เบื้องหน้าร่างกายของเฉินหมิง กระบี่บินอีกห้าเล่มได้จู่โจมเข้ามา เฉินหมิงใช้มือข้างซ้ายปัดออก คว้าจับกระบี่บินทั้งห้าเล่มเอาไว้ แต่กระบี่บินได้ทิ้งบาดแผลที่มีโลหิตไหลรินออกมาทั้งห้าสายจากบนแขนซ้ายและมือขวาของเขาเอาไว้เช่นเดียวกัน

     

    ขณะนี้เฉินหมิงก็ได้เกรี้ยวกราดขึ้น : “จงตายไปให้หมดซะ! พลังจ้าววิถีใต้หล้า!”

     

    กระแสกระบี่ที่อยู่ใจกลางมือข้างซ้ายของเขาได้ทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง พุ่งเข้าใส่ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีเหล่านั้นที่สูญเสียกระบี่บินไป จนถูกเงากระบี่ขุมนั้นซัดจนลอยออกไป ! 

     

    พรวด ! 

     

    พรวด ! 

     

    พรวด ! 

     

    ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีทั้งสามที่อยู่กลางเวหาก็ได้ร่วงหล่นลง กลายเป็นเพียงโคลนตมกระจุกหนึ่ง

     

    “เขายืนหยัดต่อไปได้อีกไม่นานแล้ว ขอเพียงพวกเราบุกเข้าไปอย่างต่อเนื่อง เขาจะต้องบาดเจ็บสาหัสจนตายอย่างแน่นอน!”

     

    “บุกเข้าไปพร้อมกัน!”

     

    “รวมพลังของพวกเราเอาไว้ เพื่อทำลายล้างเขาซะ!”

     

    เฉินหมิงหันไปมองผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีอีกสิบกว่าคนที่พุ่งเข้าหาตนเอง ที่ด้านบนมือซ้ายของเขายังเอ่อล้นไปด้วยลมปราณ เขาได้กระตุ้นใช้ดัชนีทะลวงความลึกซึ้งออกไปอีกครั้ง ! 

     

    ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียพลังมนตร์ตราไปจนหมดสิ้น นั่นก็ไม่เป็นอะไร ด้วยกายเนื้อของเขา ก็แทบจะไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งเขาเอาไว้ได้อีกแล้ว!  

     

    “ดัชนีทะลวงความลึกซึ้ง!”

     

    เฉินหมิงกรีดวาดนิ้วออก พลังดัชนียักษ์สีเขียวก็ได้กวาดเมฆวายุไปอีกครั้ง พุ่งตรงเข้าไปยังจุดที่รวมเอาไว้ด้วยผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถี

     

    ตูม ! 

     

    พลังดัชนียักษ์สีเขียวกวาดทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งยังได้ฆ่าผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีทั้งเก้าคนไปในทันที ระหว่างนั้นก็ได้เริ่มเกิดพลังทำลายบนผืนดินเหมือนกับตอนต้นขึ้น ที่ด้านบนพื้นดิน ยังได้ปรากฏหลุมลึกขึ้นอีกแห่ง ! 

     

    จากลูกหลงที่คล้ายกับระลอกคลื่นที่พัดผ่าน เมื่อพบพานเข้ากับทหารสามัญ ก็ย่อมที่จะถูกบดขยี้จนกลายเป็นผงไป ! 

     

    ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่หลงเหลืออยู่ต่างไม่หาญกล้าพอที่จะบุกโจมตีเข้าใส่เฉินหมิงอีกต่อไป ในศึกเดียวเขาสามารถที่จะสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีไปได้ถึงสามสิบแปดคน ภายในละแวกใกล้เคียงกับพระราชวังก็ไม่เหลือผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีเข้ามาล้อมสังหารเขาได้มากไปกว่านี้แล้ว

     

    เฉินหมิงกวาดกระบี่ หันไปมองทหารธรรมดาที่อยู่บนพื้น มุมปากยังได้มีคราบเลือดไหลรินออกมาเป็นสาย : “บัดนี้ ก็ถึงคราวที่พวกเจ้าจะต้องมาแบกรับความโกรธของข้าแล้ว ! ”

     

    แม้ว่าจะกล่าวไปเช่นนั้น แต่เฉินหมิงยังคงเป็นห่วงจ้าวชิงเหยาที่ได้รับบาดเจ็บ เขาเองก็ได้ตระเตรียมที่จะฝ่าวงล้อมแล้ว

     

    พลังมนตร์ตราได้ถูกใช้จนหมดสิ้น แต่เขายังคงมีร่างกายที่แข็งแกร่งอยู่ จากการขยับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ยาวห้าฉื่อในมือ เฉินหมิงก็ได้กระโจนฆ่ากลุ่มคนเหล่านั้น คล้ายกับมังกรคลั่งในคราบมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นหอกยาวหรือคมกระบี่ที่ขวางทางเบื้องหน้าของเขา ต่างถูกกระแทกกระเด็นไปในทันที เฉินหมิงคล้ายกับสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง มุ่งหน้าไปยังด้านนอกของวงล้อม

     

    คนธรรมดาหาใช่คู่ต่อสู้ของเขาไม่ มีแต่ต้องถูกกระแทกชนจนลอยกระจัดกระจายไปทั้งสี่ทิศ! 

     

    เฉินหมิงสะบัดกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ในมือเพื่อเปิดทาง ไม่มีผู้ใดที่สามารถจะเป็นศัตรูที่เหมาะสมกับฝีมือของเขาได้เลย ภายในใจกลางมือข้างซ้าย ยังได้ทำการดูดซับลมปราณจากศิลาปราณเพื่อฟื้นฟูพลังมนตร์ตรา

     

    “ติ่ง สังหารศัตรูครบหมื่นคน ได้รับรางวัลความสำเร็จ【สะบั้นหมื่นคน】 【กลิ่นอายฆ่าฟัน】ประกายวงแหวนเลื่อนขั้นสู่【จิตสังหาร】 คุณได้รับรางวัลปราณรู้แจ้ง 5000 แต้ม และค่าชื่อเสียงอีก 500 หน่วย”

     

    【จิตสังหาร】

     

    เหล่าผู้คนจะหวาดกลัวต่อพลังในการเข่นฆ่าสังหารของคุณเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งหลบหนีก็ยังไม่ทันกาล

     

    ผลลัพธ์ : ความหวาดผวา ผู้ที่ไม่มีเจตจำนงอันมุ่งมั่น จะสูญสิ้นพลังในการต่อสู้ ภายในเวทมนตร์อภินิหารของคุณจะถูกแฝงเอาไว้ด้วยจิตสังหารอยู่เล็กน้อย

     

    “ต้องการที่จะเปิด【จิตสังหาร】หรือไม่?”

     

    “เปิดใช้!”

     

    พื้นดินที่เต็มไปด้วยเลือดสดๆ ที่แผ่กระจายจนกลายเป็นหมอกสีแดงซ่านเป็นสายๆ ก็ได้มารวมกันอยู่ตรงทางด้านของเฉินหมิง ดวงตาทั้งคู่ของเขาในขณะนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ทั่วทั้งร่างเอ่อล้นไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น

     

    ภายใต้การปกคลุมของประกายวงแหวน ไม่มีผู้ใดในกองทัพแม้แต่คนเดียวที่หาญกล้าจะบุกโจมตีเข้าไปต่อ เมื่อพบเห็นเฉินหมิง ต่างก็รีบแยกย้ายกันหลบเลี่ยงกันออกไป

     

    “เขาไม่ใช่มนุษย์แล้ว เขาเป็นมารร้าย!”

     

    “นี่แทบจะเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจเอาชนะได้ตนหนึ่งเลยทีเดียว!”

     

    “ไปเร็ว ตอนนี้ยังหนีทันอยู่!”

     

    ......

     

    เฉินหมิงมุ่งหน้าไปตามทาง เมื่อเดินไปได้สักพักหนึ่ง ในที่สุดก็รู้สึกได้ว่าพลังมนตร์ตราของตนได้ฟื้นฟูมากพอที่จะให้บินขึ้นได้แล้ว เขาจึงเหยียบเมฆปีศาจที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า แล้วออกไปจากสถานที่แห่งนี้ในทันที 

     

    ภายในตรอกเล็กๆแห่งนึ่ง เฉินหมิงได้วางจ้าวชิงเหยาลงจากแผ่นหลังของเขา จ้าวชิงเหยาหันไปมองบนร่างของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าตน ซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผล อีกทั้งยังมีกระบี่อีกห้าเล่มที่เสียบคาเฉินหมิงอยู่ ภายในดวงตาของจ้าวชิงเหยาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา : “ท่านอาจารย์ ท่านเจ็บหรือไม่?”

     

    เฉินหมิงยื่นมือเข้าไปลูบที่ศีรษะของจ้าวชิงเหยา : “ในเวลาเช่นนี้หาใช่เวลาที่จะมาแสดงความรู้สึกต่อกันไม่ ยังไงก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว อุ้ยโอ๊ย นี่มันเจ็บจะตายอยู่แล้ว รีบเข้ามาพยุงข้าออกไปเร็ว!”

     

    “เบาหน่อย เบาหน่อย เจ็บ!”

    .

    .

    .

    .

     

     


     

    [1]  ชุ่น มาตราวัดขนาด 3.34 เซนติเมตร

    คล้ายกับเรื่องระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน