วันหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสถามเหล่าเทวดาว่า
“เราควรจะเก็บซ่อนความลับแห่งชีวิตไว้ที่ใดดี”
เหล่าเทพตอบว่า
ซ่อนให้ลึกลงไปใต้พื้นโลกดีหรือไม่?
พระผู้เป็นเจ้าตอบว่า
“ไม่ได้ เพราะนั่นคือที่แห่งแรกที่มนุษย์จะไปค้นหา”
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ซ่อนลงไปใต้ทะเลเหล่าเทพเสนอ
“ก็จะใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกนิดแต่พวกเขาก็จะหาเจอในที่สุด”
พระผู้เป็นเจ้าตอบ
เช่นนั้นก็ซ่อนไว้ที่ยอดเขาสูงเถิด
“ไม่ได้พวกเขาก็จะพยายามปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขา”
แล้วถ้าซ่อนไว้ในดวงดาวอันไกลโพ้นหละ
“ต่อให้เป็นเช่นนั้นพวกเขาก็จะตั้งความปรารถนาไปให้ถึง และประสบผลในที่สุด”
ได้ฟังเช่นนั้น เหล่าเทพก็จนด้วยปัญญามิทราบจะเสนอความคิดใดได้อีก
ทันใดนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็ตรัสว่า
“เรารู้แล้ว ว่าควรจะซ่อนไว้ที่ใดในสถานที่ที่มนุษย์ไม่มีวันคิดจะไปค้นหา—
เราจะซ่อนไว้ในกายของมนุษย์เอง…”
มนุษย์ทุกคนต่างเกิดมาพร้อมกับกลไกอันละเอียดอ่อนภายในหากกลไกเหล่านี้ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นก็จะมอบการรวมเป็นหนึ่งกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นไปโดยธรรมชาติให้กับผู้นั้นประสบการณ์นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘การตื่นรู้ในตนเอง’
และนั่นคือการข้ามขีดจำกัดของมนุษย์และมุ่งสู่การวิวัฒเป็นพระเจ้า
เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีพระเจ้าพลังที่จะก้าวผ่านอุปสรรค
พระเจ้าที่อยู่ภายในตัวที่เรียกว่า 'ความเป็นไปได้'
ย้อนกลับไปช่วงเวลา 06:15 PM
ณ บริเวณเส้นทางเดินขบวนรถไฟใต้ดิน
ภายในขบวนรถไฟตู้หนึ่งคางูยะที่เพิ่งฟื้นคืนสติไป ค่อย ๆ ยันกายลุกนั่งพับเพียบกับพื้นใช้นิ้วนวดไปยังขมับ เหลืออาการมึนหัวตกค้างอยู่เล็กน้อย เธอใช้สายตามองกวาดไปรอบๆ พบว่ามีผู้โดยสารคนอื่น ๆ บ้างก็สลบบ้างก็กำลังจับกลุ่มยืนปรึกษาพูดคุยกันอย่างวุ่นวาย กระจายเนืองแน่นอยู่ตามส่วนต่างๆ ของตู้รถไฟ บรรยากาศเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“เอ่อพี่สาวรู้สึกอย่างไรบ้างคะ?”
คางูยะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงที่กำลังเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
เธอเป็นเด็กสาวในชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมต้นคนหนึ่งสะพายกระเป๋าเป้และบ้างสิ่งไว้เบี้ยว ๆ ดวงหน้าน่ารักสดใสสมวัยผมสั้นสีดำของเธอยุ่งเหยิงถึงเก้าส่วน

“...ขอบคุณนะคะ”
คางูยะเอ่ยขอบคุณเด็กสาวหลังได้อีกฝ่ายช่วยฉุดประคองเธอขึ้นนั่งบนเก้าอี้ผู้โดยสารอีกครั้ง
“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกันคะ แผ่นดินไหวงั้นเหรอ?”
คางูยะเอ่ยถามอย่างสับสนเธอจำสิ่งสุดท้ายได้เพียงว่า รถไฟเพิ่งเคลื่อนขบวนออกได้ไม่นานขณะกำลังคุยกับเอนซุผ่านโทรศัพท์มือถืออยู่นั้น จู่ ๆทุกอย่างรอบกายก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับวูบลงพร้อมกับสติสัมปชัญญะของเธอ
“หนูก็ไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกันค่ะแต่เห็นฮันเตอร์ที่อยู่ตู้ด้านหน้าบอกว่าพวกเราถูกดูดเข้ามาในดันเจี้ยน”
เด็กสาวกล่าวพร้อมกับชี้ไปยังทิศทางด้านหน้าขบวนที่มีพูดคนกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันด้วยท่าทีตื่นตระหนกสักพักก็เริ่มมีเสียงของชายคนหนึ่งเรียกความสนใจจากรอบข้างได้
“ไอ้พวกสมาคมฮันเตอร์กับผู้ตื่นรู้มันทำอะไรหันอยู่ทำไมถึงไม่มีการแจ้งเตือนอะไรล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยล่ะ”
ชายสูงอายุที่นั่งเยื้องอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคางูยะและเด็กสาวพูดขึ้นอย่างฉุนเฉียวถ้อยคำแฝงไว้ด้วยความเกลียดชัง โดยที่ผู้คนรอบข้างก็เริ่มสนับสนุนความคิดเห็นนั้น
“นั่นสิแล้วทีนี้พวกเราจะทำยังไงกัน ทั้งหมดเป็นเพราะความผิดของพวกมันแท้ ๆ ดันปล่อยให้ดันเจี้ยนเกิดขึ้นกลางเมืองแบบนี้ได้ไงกัน”
“มีใครจะรู้บ้างไหมว่าตอนนี้พวกเราติดอยู่ข้างใน”
“โทรศัพท์ก็ไร้สัญญาณแล้วจะขอความช่วยเหลือจากภายนอกยังไง?”
ความหวั่นวิตกเริ่มกระจายไปทั่วราวกับโรคระบาด
“ใจเย็นๆ กันก่อนนะคะ สมาพันธ์ไม่มีทางนิ่งนอนใจอยู่แล้วพวกเขาต้องรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแน่หากเกทปรากฏขึ้นใจกลางเมืองตอนนึ้คงกำลังส่งทีมเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
เด็กสาวที่ช่วยเหลือคางูยะกล่าวขึ้นเพื่อให้ทุกคนสบายใจ
“เหอะไม่ต้องเป็นห่วงงั้นรึ? เอาอะไรมามั่นใจว่าพวกนั้นจะมาช่วย”
ชายแก่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามเสียงเข้ม
“เห็นแบบนี้หนูก็เป็นฮันเตอร์เหมือนกันนะคะ...เอ่อ ถึงจะแค่ระดับบรอนซ์ก็เถอะ”
เด็กสาวใช้มือขวาตบอกอย่างกระฉับกระเฉงสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แม้ท้ายประโยคจะเอ่ยเสียงอ่อยหน่อยก็ตาม
“เหอะไอ้พวกผู้ตื่นรู้ ถ้าโลกนี้ไม่มีคนอย่างพวกแก ฉันจะซวยติดร่างแหไปด้วยแบบนี้รึไง”
ชายแก่ฝั่งตรงข้ามยังคงกล่าวถ้อยคำเหยียดหยามสีหน้าแฝงไปด้วยความเกลียดชังอย่างไร้เหตุผล
ผู้คนรอบกายเริ่มซุบซิบพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเขา
ถึงแม้จะเป็นเวลากว่าแปดปีที่โลกเปลี่ยนแปลงไปทว่ายังมีกลุ่มคนซึ่งมีความเชื่อผิด ๆ ว่าเหล่าผู้ตื่นรู้คือต้นเหตุที่ทำให้เกทยังคงปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีพวกเขาดันเจี้ยนก็จะค่อย ๆ หายไปเอง
แม้นี่จะเป็นแนวคิดซึ่งไม่แพร่หลายเท่าใดนักทว่ามันก็ยังสร้างความเชื่อฝังหัวให้คนบางกลุ่มอยู่ทั่วทุกมุมโลก
“ค...คือ หนู...”
เด็กสาวอึกอักหน้าเสียตนไม่คิดเลยว่าแค่การแสดงตัวว่าตนเองเป็นฮันเตอร์ จะถูกเกลียดชังได้ถึงเพียงนี้
ท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังปะทุ คางูยะลุกยืนขึ้นอย่างแช่มช้อย เธอผู้มีนัยน์ตาสีม่วง เรือนผมยาวสีดำขลับไว้ทรงเจ้าหญิงริมฝีปากสีแดงทาด้วยลิปสติกดูงามสง่ากันตัวเด็กสาวให้หลบอยู่ด้านหลัง
“พอเถอะค่ะกับไอ้ความเชื่อไร้สาระพวกนั้น พวกคุณไม่อายตัวเองกันบ้างหรือไงที่มากดดันใส่เด็กคนนี้—แล้วพวกคุณลืมอะไรกันไปหรือเปล่าคะว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกัน?”
เธอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งจนเย็นเยียบกวาดสายตาอันเย็นชาจ้องมองทุกคน นัยน์ตาคู่งามฉายแววเกรี้ยวกราดขึ้นมาหลายส่วน
“ตอนนี้พวกคุณก็ได้กลายเป็นผู้ตื่นรู้ที่ตนเองเกลียดนักเกลียดหนาๆ สถานะก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กคนนี้แล้วเหมือนกัน โปรดจำเอาไว้ด้วยนะคะ”
หากไม่เคยฝึกฝนให้รู้จักสงบจิตสงบใจต่อการว่าร้ายมาตั้งแต่เด็กคางูยะคงสวนกลับอีกฝ่ายอย่างแรงชนิดที่ไม่ไว้หน้า
“ธ... เธอ!”
ชายแก่สะอึกเมื่อได้ฟังน้ำเสียงแดกดันแฝงความไม่พอใจอย่างชัดเจนสีหน้าของเขาก็แข็งค้างในบัดดลด้วยบรรยากาศที่ดูสง่าทว่าแฝงไปด้วยความเย็นชาทำให้ทุกคนในบริเวณโดยรอบต่างพากันหลบสายตา
เพราะการที่มนุษย์ธรรมดาเข้ามาในดันเจี้ยนก็จะถือเป็นการปลุกอัตลักษณ์ภายในตัวให้ตื่นขึ้นและกลายเป็นผู้ตื่นรู้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“เราไปกันเถอะค่ะ”
คางูยะหันมาจูงมือเด็กสาวเดินเชิดหน้าตัดผ่านผู้คนไปยังท้ายขบวนอย่างเงียบๆ ไม่แคร์ถ้อยคำขยะของใคร