“เบา ๆ สิ อย่าลากข้า มีเื่อะไรหนักหนาเพียงนั้น ใครจะเป็อะไรก็ช่างสิ ข้าไม่เกี่ยว ปล่อยข้านะ!” นางสะบัดมือออกจากบ่าวรับใช้ พร้อมกับทุกสายตาจับจ้องมองตรงมาเป็จุดเดียวกัน หลิวหยูฟางหันมองไปรอบ ๆ พบหลิวอวี้หลิงนั่งนิ่งมองมา ทั้งมารดาและบิดาต่างก็จับจ้องมาเป็สายตาเดียวกัน
“นั่งลง!” เสียงของหลิวฮูหยินตะคอก ทำให้หยูฟางหมดหนทางต่อต้าน ยอมเดินไปนั่งตรงข้ามกับพี่สาว
“จนป่านนี้แล้ว ยังเล่นเป็เด็ก ไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร!” หลิวฮูหยินต่อว่าเสียงเข้ม
“ที่ข้าเรียกพวกเ้าสองคนมา เพราะมีเื่สำคัญจะบอก และพวกเ้าต้องรู้” บิดาเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม
“อีกไม่กี่วัน ข้าจะพาพวกเ้าเข้าวังหลวง ฮ่องเต้มีรับสั่งพระราชทานสมรสให้กับอวี้หลิงและจางอวิ๋นอ๋อง” สิ้นเสียงของใต้เท้าหลิว อวี้หลิงที่นั่งสงบนิ่ง ก็หันขวับไปยังบิดาพร้อมคำถามมากมายผุดขึ้นในหัว หัวใจหล่นวูบคล้ายตกจากที่สูง หากแต่ด้วยนิสัยสุขุมที่ติดตัว ทำให้นางจำใจข่มอารมณ์แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
“พระราชทานสมรส แต่เหตุใดจึงเป็ข้าล่ะ” มารดาหันมายังบุตรสาวด้วยน้ำตาเอ่อ แล้วให้เหตุผล
“ก็เพราะว่าสกุลหลิวของเรา เป็ที่ไว้วางใจของฮ่องเต้ ถ้าไม่ใช่เ้า ก็ไม่มีผู้ใดเหมาะสมที่จะสมรสกับจางอวิ๋นอ๋องอีกแล้ว”
“แต่ว่าเขา...” นางหยุดพูดแล้วเก็บความไม่พอใจไว้ในส่วนลึก พลางกำมือแน่นจนสั่นระริก นับจากเด็กจนโต นางเฝ้าเพียรพยายามเรียนรู้ธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อสักวัน นางจะได้เข้าไปเป็พระสนม หรือไม่ก็เป็พระชายาของอ๋องสักคนในวัง แต่ไม่ใช่จางอวิ๋นอ๋อง ผู้เป็โอรสของหญิงฏ!
“ต้องเป็ข้าเท่านั้นเหรอเ้าคะ” นางหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเงยหน้าถามบิดาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้ากับฮ่องเต้คิดดีแล้ว ว่าต้องเป็เ้า” คำตอบของบิดายังคงหนักแน่นไม่ผ่อนปรน
“แต่สกุลหลิวของเรา มีบุตรสาวตั้งสองคนนะเ้าคะ” อยู่ ๆ นางก็พ่นคำประหลาดออกมา ก่อนหันมองไปยังน้องสาว ที่นั่งตาแป๋วอยู่ด้านข้าง
“ท่านพ่อกับท่านแม่ ลืมน้องรองไปได้ยังไง นางเองก็เป็บุตรสาวสกุลหลิวเหมือนกัน เหตุใดจึงไม่เลือกนางล่ะเ้าคะ?”
“ขะ ข้าเหรอ” หลิวหยูฟางชี้มือมาที่ตัวเอง แล้วตะกุกตะกัก พร้อมกับหลิวอวี้หลิงส่งยิ้มอ่อนโยน แล้วเอื้อมมาจับมือน้องสาวเบา ๆ
“บุตรสาวสกุลหลิวมีแค่ข้ากับเ้า หากข้าออกเรือนไป แล้วปล่อยให้เ้าดูแลท่านพ่อกับท่านแม่ ข้าจะเชื่อใจได้อย่างไร วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ไม่คิดศึกษางานบ้านงานเรือน ไม่คิดแบ่งเบาภาระท่านพ่อท่านแม่ คนที่ควรออกเรือนควรเป็เ้ามากกว่า แล้วให้ข้าอยู่ดูแลสกุลหลิวไม่ดีกว่าเหรอ?” สิ้นเสียงของหลิวอวี้หลิง รอยยิ้มของหลิวฮูหยิน ก็เผยออกมาในทันทีคล้ายกับเห็นแสงสว่างที่ปลายทาง
“จริงด้วยท่านพี่ เหตุใดท่านไม่ให้หยูฟางเป็ฝ่ายออกเรือน ฮ่องเต้คงไม่ทรงเอ่ยห้าม เพราะนางก็เป็คนสกุลหลิวเช่นกัน” ท่าทางและคำพูดดีใจของหลิวฮูหยิน อยู่ภายใต้การสังเกตของหยูฟางตลอดเวลา
‘ท่านแม่ไม่ลังเลเลยสักนิด รอยยิ้มของท่านแม่เห็นดีเห็นงามให้ข้าออกเรือน ทำราวกับว่า อยากผลักไสข้าออกไปไกล ๆ ข้าไม่ควรแปลกใจ ในทุกวันข้าก็เหมือนเป็ลูกนอกไส้ ที่ไร้ค่า ไร้ความหมายอยู่แล้ว จะเอาอะไรไปเทียบกับท่านพี่ ที่เก่งเสียทุกอย่าง’ หยูฟางสบสายตามารดา แล้วแอบขบคิดอย่างน้อยใจ โดยไม่พูดอะไรออกมา
“ไม่ได้” เสียงของใต้เท้าหลิวเอ่ยขึ้น พร้อมสายตาของหยูฟางเลื่อนมองมายังบิดาด้วยความหวังว่าจะได้เห็นเศษเสี้ยวความรักจากใครสักคน ที่จะไม่ผลักไสนางออกจากจวน
“หยูฟางไม่ใช่เด็กฉลาด ไม่มีทางทันเล่ห์เหลี่ยมของจางอวิ๋นอ๋อง ทั้งยังต้องรายงานความเคลื่อนไหวของเขาตลอดเวลา ข้ากลัวว่าส่งนางไปแล้วทุกอย่างจะล้มเหลว” นางกระตุกคิ้ว พร้อมสายตาผิดหวังแสดงออกมา
‘ไม่ใช่ว่าท่านพ่อเป็ห่วงข้า แต่เพราะไม่ไว้ใจ กลัวว่าข้าจะทำแผนการพังทลายต่างหาก’ หลิวหยูฟางลุกขึ้นพรวด แล้วเตรียมเดินออกจากบริเวณนั้น
“จะไปไหน?” มารดาตวาดเสียงดัง
“เท่าที่ข้านั่งฟัง ไม่เห็นจะเกี่ยวกับข้าเลยสักนิด พวกท่านไปตกลงกันก่อนก็ได้ ว่าจะให้ข้าอยู่หรือไป” นางทำท่าเบี่ยงตัวหันเดินออก ก่อนใต้เท้าหลิวจะตบโต๊ะเสียงดังด้วยความโกรธ
“เลิกทำตัวมีปัญหาสักวันได้หรือไม่? เ้าไม่เคยทำตัวให้เหมาะสมกับการเป็บุตรสาวสกุลหลิว เมื่อถึงเวลาคับขัน กลับช่วยอะไรไม่ได้ วัน ๆ เอาแต่เที่ยวเล่น สถานการณ์ตอนนี้ใช่เื่เล่น ๆ งั้นเหรอ กลับมานั่งที่!” นางหันมองไปยังหลิวอวี้หลิง ที่กำลังแอบยิ้มบาง ๆ คล้ายกับกำลังเยาะเย้ย
‘ทีแบบนี้ ทุกคนต่างตาบอด ความผิดข้ายิ่งใหญ่ แต่ความผิดนางสามารถปกปิดได้เสมอ’ หลิวหยูฟางหันกลับมานั่งที่ แล้วกลั้นน้ำตาไว้ พลันกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม แล้วหันไปยังบิดา
“เช่นนั้นท่านพ่อบอกมาเถิด ว่าจะให้ข้าอยู่หรือไป” หลิวอวี้หลิงที่นั่งเงียบอยู่เอ่ยขึ้น
“ท่านพ่อ งานง่าย ๆ แค่นี้ข้าเชื่อว่าน้องรองทำได้ แค่สอดส่องดูความเคลื่อนไหวของจางอวิ๋นอ๋อง แล้วเขียนรายงานส่งให้ราชสำนัก ไม่เห็นต้องเป็ข้าเลย ใคร ๆ ก็ทำได้ อีกอย่างการให้น้องรองออกเรือน ถือว่าได้ฝึกนางไปในตัว และข้าก็ได้อยู่ดูแลพวกท่านทั้งสอง ภายหน้าไม่แน่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ด้วยสติปัญญาของข้าอาจพอช่วยสกุลหลิวได้บ้าง”
“หากทำเช่นนั้น เท่ากับความไว้วางใจที่ฮ่องเต้มีให้สกุลหลิว สูญเปล่าน่ะสิ จะให้ข้าส่งนางไปแทนเ้าน่ะเหรอ?” ใต้เท้าหลิวตอบพลางใช้ความคิด
“ท่านพี่...หยูฟางก็เป็บุตรสาวของสกุลหลิวเหมือนกัน อย่างที่อวี้หลิงบอก งานง่าย ๆ แค่นั้น เหตุใดหยูฟางจะทำไม่ได้ ใช่หรือไม่?” มารดาหันมาสบตาหญิงสาว คล้ายส่งสัญญาณบังคับ
หลิวหยูฟางเหลือบมองสายตาคู่นั้น พร้อมความคิดผุดขึ้นด้วยความน้อยใจ
‘สายตาของท่านแม่ว่างเปล่า ทำราวกับข้าไม่มีความหมาย ทุกความห่วงใยมีเพียงท่านพี่เสมอ ข้าก็ไม่ต่างจากบ่าวในจวน’ หยูฟางคิดดังนั้น จึงกลั้นน้ำตาแล้วปั้นหน้ายิ้มเหมือนไม่รู้สึกอะไร
“ข้าอยู่หรือไป ก็ไม่มีความหมายอยู่แล้ว เช่นนั้นพวกท่านตัดสินชีวิตข้าได้เลย”
“คุณหนู!” บ่าวรับใช้ที่ติดตาม เอื้อมมาจับแขนไว้คล้ายเอ่ยห้าม
“งั้นเ้าก็ไปแทนอวี้หลิง!” เสียงของบิดาและมารดาผสานพ้องกัน โดยไม่นัดหมาย ไม่มีท่าทีลังเลใด ๆ เผยออกมาว่าห่วงใยนางเลยสักนิด
หยูฟางได้ยินดังนั้นจึงฝืนยิ้มออกมา พร้อมหัวใจแตกสลาย นับจากเด็กจนโตเหตุการณ์ครั้งนี้ย้ำเตือนว่าความรักที่ได้รับมานั้น เทียบไม่ได้กับพี่สาว นางกลั้นน้ำตาหันมองไปยังบิดาและมารดา พลางน้อมกายลง
“ไม่คิดว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะไว้วางใจข้าถึงเพียงนี้ แค่สมรสกับจางอวิ๋นอ๋อง ทำไมข้าจะทำไม่ได้ ข้าทำได้อยู่แล้ว” พูดจบนางก็ลุกขึ้น แล้วเดินออกไปพร้อมบ่าวคนสนิท เมื่อเดินออกมาจนลับสายตา หยูฟางก็หมดแรงเสียหลักเกือบล้มลง หากแต่บ่าวรับใช้รีบประคองไว้ได้ทัน
“คุณหนูนั่งพักก่อนนะเ้าคะ”
“ข้าไม่เป็อะไร พาข้ากลับไปที่ห้องเถอะ”
“แต่ว่าคุณหนูมือเย็นเฉียบเลย ข้าไปหาน้ำอุ่น ๆ มาให้นะเ้าคะ”
“ไม่ต้อง แค่ช่วยประคองข้ากลับห้องก็พอ ข้าไม่อยากให้ใครเห็นว่าข้าเดินกลับไม่ไหว”
“คุณหนูไม่เห็นต้องแสร้งว่าเข้มแข็งเลย ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ข้าไปเรียนนายท่านกับนายหญิงให้ดีหรือไม่เ้าคะ” หลิวหยูฟางรีบกำแขนบ่าวรับใช้ไว้ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไม่มีประโยชน์หรอก พาข้ากลับห้องเถอะ” เฟยอิง สาวใช้คนสนิทพยักหน้าแล้วค่อย ๆ พาหลิวหยูฟางกลับเข้าห้องไปตามคำขอ
ภายในมหาราชวังอันใหญ่โต เหล่านางกำนัลและทหารนับหมื่นเดินวนเวียน ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง อาหารนับร้อยอย่างถูกนางกำนัลยกมายังโต๊ะเสวยของฮ่องเต้ โดยมีเหอฮองเฮานั่งประทับเคียงข้าง แล้วคอยตักอาหารใส่ถ้วยให้กับฮ่องเต้ ทุกกิริยาของนางช่างอ่อนโยนสมกับเป็กุลสตรีชั้นสูง
“บำรุงเยอะ ๆ นะเพคะ วรกายจะได้แข็งแรง หม่อมฉันสั่งคนให้ปรุงอาหารบำรุงมาหลายอย่าง ลองเสวยดูนะเพคะ” สุรเสียงใสกังวานเอ่ยขึ้น ก่อนฮ่องเต้จะพยักหน้ายิ้มรับ แล้วตักเสวยด้วยสีหน้าพอใจ ทว่าเมื่อกินไปได้สองสามคำเขาก็หยุดนิ่ง เหมือนขบคิดบางอย่าง ก่อนจะหันมายังเหอฮองเฮาแล้วตรัสถามด้วยสุรเสียงสงบนิ่ง
“เื่ของอวิ๋นอ๋อง ไปถึงไหนแล้ว” เหอฮองเฮายิ้มอ่อนโยน แล้วตอบกลับอย่างใจเย็น
“อีกไม่นาน สกุลหลิวก็จะส่งบุตรสาวมาเพคะ หม่อมฉันคิดไว้ว่า งานอภิเษกไม่ต้องใหญ่โตมาก เพราะถึงยังไงเหล่าขุนนางก็คงไม่มาร่วมยินดีมากนัก” ฮ่องเต้ส่ายหัวเบา ๆ
“ถึงยังไงเขาก็เป็โอรสของข้า จัดงานให้ใหญ่หน่อยจะได้สมฐานะ” เหอฮองเฮายิ้มแล้วตอบกลับ
“อย่าเลยเพคะ หม่อมฉันเป็ห่วงความรู้สึกของจางอวิ๋นอ๋อง ที่ต้องเผชิญต่อสายตาของเหล่าขุนนาง ไม่ใช่สายตาที่ดีเลย ยิ่งคนมากก็ยิ่งทำให้ท่านอ๋องอึดอัดเปล่า ๆ อีกอย่างคุณหนูสกุลหลิวเองก็จะไม่สบายใจไปด้วย ที่ต้องทนเห็นสายตาของเหล่าขุนนางมองเช่นนั้น จัดแบบเรียบง่ายน่าจะดีกว่าเพคะ” ฮ่องเต้ขบคิด ก่อนพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ โดยไม่โต้แย้ง
“ความจริงแล้ว แม่ทำผิดก็ไม่เกี่ยวกับลูก” ฮ่องเต้เผลอพูดพร้อมสีหน้าหนักใจ ก่อนเหอฮองเฮาจะเอื้อมมือไปจับแขนเบา ๆ แล้วส่งยิ้มบาง
“จะไม่น่าหนักใจเพคะ หากจางอวิ๋นอ๋องไม่แอบฝึกอาวุธลับ ๆ วิชาต่อสู้พวกนั้น คนของหม่อมฉันประจักษ์แล้วว่า แม้แต่นกตัวน้อย เขายังฆ่าได้อย่างเืเย็น พระองค์อย่าลืมว่าจางอวิ๋นอ๋องเติบโตมาโดยไม่ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ ขาดการขัดเกลาในด้านต่าง ๆ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้เพคะ ยังไงก็ต้องส่งคนไปจับตาดูเขาไว้ตลอดเวลา หม่อมฉันเชื่อว่าคุณหนูสกุลหลิวจะทำหน้าที่ได้ดี”
“ขอบใจเ้ามากนะเหอหลัน” ฮ่องเต้เอื้อมมาตบหลังมือนางเบา ๆ อย่างไว้ใจ ก่อนสายตาเฉียบของเหอฮองเฮาจะหันมองไปยังกงหนี่หัวหน้านางกำนัลคนสนิท แล้วยิ้มออกมาอย่างพอใจ ขณะที่อีกฝ่ายยิ้มตอบแล้วน้อมกายลงอย่างเข้าใจความหมาย