“ฉินหยูฝาน เป็นเธอนี่เอง” ซ่งจื่อจิงขบกรามแน่น ดวงตาแทบลุกเป็นไฟ
ผู้หญิงตรงหน้าคือภัยคุกคามใหญ่หลวง ไม่เหมือนกับลู่ซินหยีที่เป็นเพียงผู้จัดการป่านหลงวิลล่า ไม่ต้องคอยระแวดระวัง อย่างน้อยก็อยู่ในสายตา
แต่ฉินหยูฝานนั้นไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ เหมือนกับซ่งเฉินหยู
เธอได้ฟังเรื่องราวอีกฝ่ายมาก็มาก
เรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศ ด้วยวัยเพียง 30 ปี พาธุรกิจตระกูลฉินเติบโตยิ่งกว่าที่เคยมีมาในอดีต
ในฐานไม้ประดับที่มีดีแค่หน้าตาและร่างกาย ซ่งจื่อจิงพลันรู้สึกด้อยค่าเมื่อเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
ฉินหยูฝานเดินผ่านซ่งจื่อจิงไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่าตนถึง 10 ปี
หล่อนไม่กล้าวางมาด แต่กลับแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนถึงที่สุด
“คุณหลินสวัสดีค่ะ ให้ฉันได้แนะนำตัวใหม่ ฉันชื่อฉินหยูฝานเป็นประธานคนก่อนของฉินกรุ๊ป เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนต้องขอโทษด้วยนะคะ ตอนนี้ทางตระกูลฉินได้ขับไล่ฉินเย่ออกจากวงตระกูลแล้ว หวังว่าคุณหลินจะหายโกรธ”
“เธอมาที่นี่ทำไม กลับไปซะ ตอนนี้ฉันเป็นถึงผู้บริหารที่มีอำนาจสิทธิ์เด็ดขาดในบริษัท!” ซ่งจื่อจิงเพิ่งนั่งตำแหน่งใหญ่ได้ไม่นาน วันนี้กำลังจะถูกคนตัดขาเก้าอี้ เป็นเรื่องปกติที่ต้องร้อนรนใจจนออกทางสีหน้าและแววตา
“แต่ฉันไม่คิดงั้นนะ” ฉินหยูฝานเหยียดยิ้มให้คุณหนูซ่ง ก่อนจะกล่าวต่อกับชายที่นั่งอยู่ “คุณหลินคะ ที่ฉันมาวันนี้นอกจากแสดงความจริงใจของตระกูลฉินแล้ว ฉันอยากจะขอโอกาส...เข้ามาบริหารที่นี่อีกครั้ง หวังว่าคุณจะให้โอกาสนั้นกับฉันนะคะ เพราะไม่อย่างนั้นหากให้ใครบางคนที่บริหารไม่เป็นเข้ามาจัดการดูแล มีหวังบริษัทได้พังไม่เป็นท่า”
“นี่เธอ! มันจะมากเกินไปแล้วนะยายบ้า” ซ่งจื่อจิงโกรธจนแทบคลั่ง
สำหรับฉินหยูฝานไม่ให้ราคาผู้หญิงคนนี้สูง
ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปร่างหน้าตา ฉินหยูฝานเชื่อว่าตนสามารถสู้ชนะเลิศซ่งจื่อจิง แถมยังมีหน้าอกกลมโตกว่า
นอกจากนั้นสมองยังเพียบพร้อมด้วยความฉลาด เสียแค่อย่างเดียวก็คงจะอายุมากกว่าซ่งจื่อจิง 5 ปี
ใช่นั่นคือข้อด้อยของเธอ แต่แล้วยังไงล่ะแม้จะอายุ 30 ปี แต่หล่อนมีใบหน้าเยาว์วัยเหมือนกับผู้หญิงอายุ 20 ต้นๆ
“จื่อจิงออกไปก่อน” หลินอู๋เฉินค่อนข้างสนใจผู้หญิงคนนี้
จะว่าไงดีหล่อนมีความกล้า นอกจากนั้นยังฉลาดแบบที่คุณหนูซ่งเทียบไม่ติด
“กะ...ก็ได้ค่ะ” ซ่งจื่อจิงพยายามข่มลมหายใจ
ก่อนเดินออกจากห้องเธอเลียบเดินเข้าไปใกล้ฉินหยูฝานแล้วกระซิบข้างใบหู “ถ้าหากแกอยากจะนั่งเก้าอี้ของฉัน หรืออยากได้คุณหลินล่ะก็ ระวังตัวไว้ให้ดี ฉันเอาแกตายแน่ยายบ้า!”
ฉินหยูฝานกรอกตา ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงคิดว่าอยู่ระดับเดียวกับเธอนะ นอกจากนั้นคำพูดยังแสดงออกถึงความเขลาที่มาจากเซลล์สมองอันน้อยนิด เหอะเหอะ...เป็นคุณหนูที่น่าสมเพชชะมัด
จางหลี่ปิดประตูให้คนทั้งสองอยู่ข้างในกันตามสะดวก แต่หล่อนเพิ่งจะปิดประตูได้ไม่นานก็ถูกตบหน้า
“คุณซ่ง...ทำอะไรของคุณคะเนี่ย” จางหลี่จับแก้มตัวเอง นัยน์ตาคู่นั้นค่อนข้างไม่พอใจที่อยู่ๆ ก็ถูกตบ
ซ่งจื่อจิงเข้ามากระชากศีรษะ ดึงเส้นผมขึ้นจนตึงแน่นหนังศีรษะ จนอีกฝ่ายร้องว่าเจ็บ เธอจึงได้หัวเราะขัน
“รู้ว่าเจ็บก็ดีแล้ว แกจะได้ไม่ทำอีกไง”
“คุณพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
“ตอแหล! แกคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าทำไมอยู่ๆ อีบ้านั่นถึงได้มาที่นี่ เป็นเพราะแกโทรบอกมันนี่เอง”
“ฉันเปล่านะคะ ถึงแม้ฉันจะเคยเป็นเลขาเก่าให้กับคุณฉินหยูฝาน ก็ไม่ได้โทรบอกเธอเลย...โอ๊ยย” จางหลี่จับข้อมือของซ่งจื่อจิง แต่ไม่กล้าทำร้ายหรือต่อต้านอีกฝ่าย หล่อนทำได้เพียงยอมรับการกระทำที่โหดร้ายของไม้ประดับราคาถูก
.........
ฉินหยูฝานกำลังจะนั่งฝั่งตรงข้ามแต่เมื่อเขาชี้ให้ไปนั่งใกล้ๆ บนโซฟาตัวเดียวกัน หล่อนมีท่าทีลังเลครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินไป แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา
สำหรับผู้หญิงอย่างเธอที่ผ่านผู้คนมามาก แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่นี่คือครั้งแรกที่ชิดใกล้กับผู้ชายแบบแนบเนื้อ และยังอยู่สองต่อสองในห้องที่ถูกปิด
“เธออยากจะบริหารฉินกรุ๊ปเหรอ” หลินอู๋เฉินไม่ได้ลวนลามเธอ
ถึงจะเห็นว่าบางครั้งเขาเลวร้ายแต่ก็ไม่คิดบังคับขู่เข็ญ ผู้หญิงของเขาจะต้องผ่านการสมยอมด้วยความสมัครใจ
“ใช่ค่ะ ฉันเรียน...” ฉินหยูฝานกำลังจะบอกเล่าประวัติ แต่เขาพูดตัดบทเสียก่อน
“คงไม่ได้”
“เอ๋...ทำไมล่ะคะ”
“เพราะฉันสัญญาไว้แล้ว ว่าจะให้ซ่งจื่อจิงบริหาร ถ้าหากลับคำตอนนี้ ในภายหลังจะมีใครเชื่อคำพูดของฉันกันล่ะ”
ได้ยินคำนั้น ฉินหยูฝานพ่นลมจากปาก
“คุณหลิน ฉันไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงกับซ่งจื่อจิง แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเธอเป็นแค่...คนที่ทำอะไรไม่เป็น แล้วคนแบบนั้นเหรอคะจะบริหารฉินกรุ๊ปฯ รอด”
ความจริงเธออยากจะพูดว่า'แค่คนโง่'แต่ต้องยั้งปาก
ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเดินเข้ามาในห้องเธอเห็นพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่
บางทีความสัมพันธ์อาจซับซ้อนกว่าที่คิด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องฉลาดหากพูดจาแดกดันมากเกินไป
“แล้วยังไง” หลินอู๋เฉินหยิบน้ำชาร้อนๆ ขึ้นมาดื่ม น้ำเสียงฟังดูเอ้อระเหย
“แล้วยังไงเหรอคะ...นี่คุณไม่กลัวว่าเธอจะทำที่นี่พังเหรอคะ” ฉินหยูฝานกรอกตา
“พังก็พังสิ”
“เอ๋...”
“ก็เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงของฉัน เหตุผลก็แค่นั้น”
หลินอู๋เฉินวางถ้วยชาลง แล้วหันมามองหน้าผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เอื้อมมือไปสัมผัสคางเรียวสวย จนอีกฝ่ายตกใจจนต้องถอยหนี
ใบหน้าฉินหยูฝานร้อนผะผ่าว สองแก้มแดงจนถึงใบหู
นี่คือครั้งแรกที่ถูกผู้ชายจับคาง แถมยังเป็นในลักษณะเชิงชู้สาวที่ไม่สมควร
หลินอู๋เฉินหัวเราะมุมปาก แล้วลุกขึ้นยืน หมุนตัวกำลังจะเดินออกไปจากห้อง
ฉินหยูฝานขบฟันกรอด รีบวิ่งไปขวางทางเขาหน้าประตู ในขณะที่หัวใจดวงน้อยเต้นโครมคราม หน้าอกที่ราวกับยกฟาร์มวัวนมมาไว้ที่นี่ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
“เธอทำอะไร ยืนขวางฉันทำไม”
“ฉะ...ฉันตัดสินใจที่จะเป็นผู้หญิงของคุณ เท่านี้ฉันก็มีสิทธิ์บริหารที่นี่แล้วใช่ไหมคะ!” ในฐานะลูกหลานตระกูลฉิน แถมยังเป็นอดีตประธานฉินกรุ๊ปฯ เธอมีศักดิ์ศรีค้ำยันไว้ ไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร แต่ต้องไม่ลืมว่าตอนนี้สภาพของตระกูลย่ำแย่ และมันคงมีทางเลือกไม่มาก
“คุณหลินไม่ชอบฉันเหรอคะ ร่างกายของฉันสมบูรณ์แบบไม่ต่างจากซ่งจื่อจิง...นอกจากนั้นหน้าอกและก้นเองก็...” เพราะเห็นว่าเขาเอาแต่เงียบ ฉินหยูฝานกลายเป็นร้อนรน หยิบยกข้อได้เปรียบร่างกายตัวเองขึ้นมาอ้าง
“ฉันไม่ได้ตาบอด แค่กำลังคิดว่าทำไมตระกูลฉินที่ได้ซื้อขายหุ้นให้ฉันไป ทำไมถึงไม่เอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนในธุรกิจอื่น โดยเฉพาะคนอย่างเธอ ไม่น่าจะเอาตัวเข้าแลกเลยนี่นา”
สำหรับคำถามนั้น ฉินหยูฝานเตรียมคำตอบไว้นานแล้ว
“ตระกูลฉินเป็นตระกูลใหญ่ ในชุนเหลียนเมื่อก่อนเราเป็นช้างที่ใครเห็นก็ต้องกลัว แต่ตอนนี้มีเพียงเงินแต่ไม่มีสถานะทางเศรษฐกิจ จะให้เริ่มต้นใหม่ก็เป็นเรื่องยาก ส่วนที่เมืองอื่นเราไม่มีรากฐาน เป็นไปได้ยากที่จะประสบความสำเร็จโดยไม่ถูกขัดขวาง อีกอย่างคือ...คุณเองก็น่าสนใจ นอกจากนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าฉินกรุ๊ปฯ ขาดคนรับช่วงต่อ ฉันก็เลยตัดสินใจเลือกข้างคุณ!”
หลินอู๋เฉินที่รับฟังเข้าใจได้ไม่ยาก
สำหรับตระกูลฉินเขาเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่สมควรเกาะ
นอกจากนั้นด้วยศัตรูมากมายของตระกูลฉิน เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะรอดพ้นจากวิกฤตอันตรายต่อศัตรูที่จ้องเล่นงาน
“ฉันชอบเธอ ทั้งหน้าตาและการศึกษา ทั้งหมดนี้อยู่สูงกว่าจื่อจิง”
“ถ้าอย่างนั้นก็...”
“คำตอบยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าตอนนี้ฉันยังขาดคนดูแลบริษัทอิเล็กทรอนิกส์เย่”
คำพูดของเขาทำให้ฉินหยูฝานคอตก แต่เมื่อคำพูดถัดมาก็ทำให้เธอเริ่มคาดเดาถึงบางอย่าง
“คุณหลินจะให้ฉันบริหารที่นั่นเหรอคะ”
ในฐานะนักธุรกิจ ฉินหยูฝานรู้จักบริษัทของตระกูลเย่ดี
“ใช่ มันเป็นบริษัทที่ฉันเพิ่งได้มา มูลค่าในตลาดหลักทรัพย์แค่ 50 ล้านหยวน ถ้าหากเธอบริหารที่นั่นจนมันสามารถทำกำไรได้ปีละ 100 ล้านหยวน ฉันจะให้เธอบริหารฉินกรุ๊ปฯ นอกจากนั้นยังให้หุ้น 10 เปอร์เซ็นต์เป็นรางวัล เป็นไงเธอว่าดีไหม” หลินอู๋เฉินยื่นเงื่อนไข เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่ถือว่าผิดต่อซ่งจื่อจิง
“ได้ค่ะ”
“ไม่คิดหน่อยเหรอ ตอบไวจัง”
“คุณหลินดูถูกฉันเกินไปแล้ว ในหนึ่งปีแค่หนึ่งร้อยล้านในสายตาฉันมันไม่ได้มากมายอะไรเลย ฉันสามารถทำกำไรให้คุณได้ภายใน 5 เดือน!”
“โอ้...มุ่งมั่นจังนะ แต่ไม่ต้องรีบหรอก ยังไงซะมันก็เป็นแค่บริษัทเล็กๆ จะขาดทุนก็ไม่ว่ากัน”
ฉินหยูฝานส่ายหน้า “ไม่ได้ค่ะ อนาคตของตระกูลขึ้นอยู่กับฉัน ดังนั้นฉันจะทำตัวเหมือนเต่าที่กำลังเดินต้วมเตี้ยมได้ยังไง”
“นั่นสินะ สมกับเป็นอดีตประธานฉินกรุ๊ปฯ จริงๆ ปรากฏว่าเธอยอมรับข้อเสนอของฉันสินะ”
“ค่ะ นอกจากนั้นฉันอยากจะ...พาคนที่บ้านมาทำงานในบริษัทด้วย”
“ได้สิ เรื่องเล็กน้อย แต่เธอต้องไม่ลืมว่านอกจากจะได้บริหารบริษัทอิเล็กทรอนิกส์เย่แล้ว เธอยังต้องเป็นผู้หญิงของฉันนะ”
ฝ่ามือกำยำแข็งขึงลูบปอยผมเธออย่างอ่อนโยน นัยน์ตาคู่สวยของฉินหยูฝานจ้องเขม็งคนตรงหน้านิ่ง
“ฉันรู้ค่ะ แต่...ขอให้ฉันได้บริหารบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ก่อน”