นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 388 เรนเดลและปีกแห่งผืนฟ้า

        ตอนที่ 388 เรนเดลและปีกแห่งผืนฟ้า

         

         

        ซอเด็ตเดินทางตัดผ่านผืนนภาด้วยความเบื่อหน่าย เพราะความเชื่อเก่าขึ้นสนิมของคนในตระกูลเอเทล เธอจึงไม่สามารถใช้งานพาหนะได้อย่างคนทั่วไป จำต้องเดินทางไปไหนมาไหนด้วยปีกสองคู่ของเธอเอง

         

        ทางตระกูลบอกว่านี่เป็นการฝึกฝนและเพิ่มพูนประสบการณ์ หากแท้จริงแล้วพวกหัวโบราณเหล่านั้นเพียงดูถูกเหยียดหยามพาหนะเท่านั้น พวกเขาเชื่อว่าเผ่าซือบาสที่มีปีกที่ได้รับการประทานจากเดรฟัสสมควรเดินทางด้วยปีกเพียงอย่างเดียว

         

        แม้จะพูดอย่างนั้นแต่เมื่อมีการเดินทางไกลเธอก็เห็นพวกพูดมากเหล่านั้นใช้ข่ายอาคมเคลื่อนย้ายทุกครั้งไป ไม่ได้เดินทางไกลด้วยตนเองเมื่อที่กล่าวอ้างว่าปีกนั้นสูงส่งนักหนา ซอเด็ตได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายยามนึกถึง เธอเองก็เป็นผู้หนึ่งที่รักในเกียรติภูมิและศักดิ์ศรี หากแต่ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องฝังหัวกับอะไรโบราณเช่นนั้น

         

        หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการสังหารวาฬโขดหินเธอจึงเตรียมตัวเดินทางกลับ เธอนั้นไร้ซึ่งจุดหมายใดหรือภารกิจที่ต้องทำต่อทันที เธอจึงคิดจะกลับเข้าฝั่งก่อนแล้วจึงคิดว่าจะทำอะไรต่อไปดี

         

        เธอเบื่อท้องทะเลเต็มทีแล้ว ในตอนแรกเธอมีความคิดอยากแวะชมเกาะต่าง ๆ กับนครโอคานอสดูสักหน่อย เธออยากไปเห็นด้วยตาตนเองว่าเขตทุ่งปะการัง สถานที่ที่งดงามที่สุดเป็นอันดับ 4 ของมหาทวีปนั้นเป็นเช่นไร

         

        แต่จะให้บินไปจนถึงนครโอคานอสก็ลำบากแถมยังจะโดนพวกผู้อาวุโสเขม่นที่ไปเยี่ยมชมเมืองของเผ่าใต้บาดาล จะไปแวะชมเกาะต่าง ๆ ก็ต้องเสียเวลากับพวกโจรสลัดตามทางอีก ท้ายที่สุดแล้วเธอจึงเลือกจะบินตรงกลับเข้าฝั่ง เมืองท่าบรูคันคือจุดหมายของเธอ

         

        หากเป็นตามปกติเธอคงเลือกจะกลับเอเทอรัมทันที แต่เพราะเหตุการณ์ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ทำให้เธอค่อนข้างมีไฟไม่น้อย เธออยากหาภารกิจทำเพิ่มด้วยตนเอง จึงตั้งใจจะแวะไปสมาคมนักผจญภัยของเมืองท่าบรูคัน

         

        เธอพัฒนาขึ้นมากแล้วหลังจากออกมาจากสุสานแต่เธอกลับไม่เคยรู้สึกว่ามันมากพอ ยิ่งพอได้ไปพูดคุยกับเพื่อนของนิทานเธอก็ยิ่งมั่นใจว่ามันไม่เพียงพอแม้แต่น้อย

         

        ใบหน้าสวยของเธอผุดยิ้มน้อย ๆ เพียงนึกถึงคำสัญญาในวันนั้นก็ทำให้เธอมีแรงมากพอจะฝึกฝนตนเองต่อไป และเธอยิ่งมีแรงเข้าไปใหญ่ที่รู้ว่าอีกฝ่ายเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับเธอ ไม่ได้มีเพียงเธอที่ตื่นเต้นไปเองคนเดียว

         

        เขามีเพื่อนเยอะจังเลยนะ ซอเด็ตคิดเรื่อยเปื่อย เธอเองแทบไม่มีเพื่อนเลย ทางด้านนิทานกลับมีเพื่อนมากมายถึงเพียงนั้น พูดตามตรงว่าเธอเองอิจฉาไม่น้อย เพราะสถานะของเธอจึงไม่มีใครที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่าเพื่อน

         

        ซอเด็ตเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าเธอกับนิทานนั้นสามารถเรียกว่าเพื่อนกันได้หรือไม่ เธอในตอนนั้นรวบรวมความกล้ามหาศาลเพื่อที่จะขอแลกตราประทับวิญญาณสำหรับติดต่อ

         

        เหมือนกันกับตอนที่เธอเสนอให้เดินทางร่วมกันในสุสาน นิทานกล่าวตกลง แต่หลังจากแลกช่องทางติดต่อกันแล้วเขากลับไม่ติดต่อมาแม้แต่ครั้งเดียว ซอเด็ตที่ไม่มีเพื่อนก็ไม่รู้เช่นกันว่าตนสามารถติดต่อไปได้หรือไม่หรือคนเป็นเพื่อนกันต้องติดต่อกันหรือเปล่า

         

        ท้ายที่สุดแล้วเวลาก็ผ่านมาหลายเดือนโดยที่พวกเขาไม่ได้พูดคุยกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว เธอจึงได้แต่กลบความสงสัยด้วยภารกิจและการฝึกฝน แต่ในวันนี้เธอได้คำตอบแล้ว

         

        เพื่อน ๆ ของนิทานบอกกับเธอด้วยตนเองว่านิทานเองก็กำลังยุ่งอยู่กับการฝึกฝนเช่นเดียวกัน ในเมื่อคิดเหมือนกันขนาดนี้พวกเขาก็สมควรจะเป็นเพื่อนกันแล้วใช่มั้ย? บางทีเพื่อนคงจะไม่ต้องติดต่อกันมากก็ได้?

         

        ระหว่างที่เธอคิดเรื่อยเปื่อย เปลี่ยนทิศทางบินหลบฝนและพายุ อีกเพียงไม่นานก็จะถึงจุดหมาย เธอกลับรู้สึกได้ถึงพลังจิตวิญญาณอันแสนคุ้นเคย

         

        ร่างของเธอถูกสั่งหยุดด้วยปฏิกิริยาตอบสนองระดับเหนือมนุษย์ ร่างที่พุ่งตัดผ่านผืนนภาและได้รับการเสริมความเร็วด้วยเมฆาพลันหยุดร่างลงอย่างฉุกละหุกจนมวลเมฆาโดยรอบปลิวกระจัดกระจาย

         

        เธอหันไปมองทางทิศตะวันตก จากทิศทางนั้นเธอเห็นเรือโจรสลัดลำหนึ่งที่นำธงโจรสลัดลงจากเสาแล้ว บนเรือลำนั้นคือนักสลักโทเผ่าจิตวิญญาณที่หายากคนหนึ่ง เธอไม่รู้จักชายคนนั้น เธอมองผ่านเลยไปโดยไม่สนใจ หันไปสบตากับดวงตาสีม่วงที่มองมาทางเธอด้วยสายตาตื่นตะลึง

         

        เจ้าของดวงตาคู่นั้นคือนักบวชหญิงตัวเล็กน่ารักที่มีพลังจิตวิญญาณแข็งแกร่ง หน้าตานั้นเธอไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย แต่พลังจิตวิญญาณในร่างของเธอนั้นน่าคุ้นเคยอย่างไม่น่าเชื่อ ดวงตาของซอเด็ตพลันห่อหุ้มด้วยพลังจิตวิญญาณ ร่างของทั้งสองถูกมองทะลุอย่างรวดเร็ว

         

        ภายในร่างของทั้งสองคือสีที่ผสมปนเปกัน ทางด้านเผ่าจิตวิญญาณนั้นเต็มไปด้วยสีเทาแห่งความหวาดระแวงและสีดำที่สื่อถึงจิตมุ่งร้าย นี่คือสิ่งปกติจากคนที่พบเห็นเธอ ที่พบเห็นได้บ่อยอีกก็จะเป็นสีม่วงแห่งความปรารถนา

         

        เธอไม่สนใจสีของเผ่าจิตวิญญาณผู้นั้น แต่เธอสนใจสีของนักบวชหญิงผู้นั้นมากกว่า ในร่างเธอนั้นเต็มไปด้วยสีที่มากจนน่าประหลาด มีทั้งสีเขียวแห่งความตื่นตะลึง สีเทาแห่งความหวาดระแวง และสีแดงอ่อนที่สื่อถึงความหงุดหงิด

         

        หากสองสีที่เด่นชัดออกมายิ่งกว่าใครเพื่อนกลับเป็นสองสีที่เธอแทบไม่พบเห็นจากผู้ใดอีก

         

        นั่นคือสีส้มอ่อนและสีชมพู สองสีที่เธอไม่เคยเข้าใจความหมายของมัน ตลอดชีวิตนี้เธอเคยเห็นสองสีนี้จากคนเพียงสองคนเท่านั้น หนึ่งคือท่านพ่อของเธอ และอีกหนึ่งคือ

         

        “นิทาน?” ซอเด็ตพึมพำเสียงเบาอย่างมึนงงยามมองหน้าของนักบวชหญิงผู้น่ารักจากระยะไกล เธอพึมพำด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน

         

        นักบวชหญิงเบิกตากว้าง สีเขียวแห่งความตื่นตะลึงฉายทับสีอื่นในทันใด เมื่อเธอหันไปมองลูกม้าแผงคอแดงทางด้านข้างก็ได้เห็นแต่สีเหลืองแห่งความร่าเริง

         

        เธอมั่นใจในทันทีว่านักบวชหญิงน่ารักและลูกม้าแผงคอแดงตัวนั้นคือใคร

         

        สีหน้าดีใจปนงุนงงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซอเด็ต ครู่ต่อมาเธอก็เข้าใจ ก่อนหน้านี้หนึ่งในเพื่อนของนิทานได้บอกเธอเอาไว้ว่านิทานกำลังปลอมตัวออกไปทำภารกิจ

         

        ปลอมตัวโดยการแปลงเป็นนักบวชหญิง? น่ารักจัง… ซอเด็ตกวาดสายตามองเรนเดลตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอ้าปากพะงาบ ๆ จึงอดอมยิ้มไม่ได้ ปีกสองคู่โบกสะบัด พัดพาร่างของเธอตรงเข้าไปหาเรือม้าอัคคี

         

        เมื่อเข้าใกล้เข้ามาอีกระดับหนึ่งโฟเรลจึงพอจะเห็นซอเด็ตได้ถนัดตาขึ้นบ้าง ใบหน้าตายด้านของเธอเมื่อเข้าสู่สายตาของโฟเรลทำให้เขาขนลุกซู่ อีกฝ่ายปลดปล่อยพลังระดับอริยะของตนออกมาอย่างชัดเจนแถมยังมุ่งตรงมาทางนี้

         

        โฟเรลเห็นดังนั้นสีหน้าพลันกลายเป็นเคร่งขรึม ม่านอาคมของตัวเรือถูกเปิดใช้งานเต็มกำลัง ปืนใหญ่ชีววารีเล็งไปทางสตรีเผ่าซือบาสที่พุ่งเข้ามา ขลุ่ยสีเขียวมรกตจ่อแนบปาก

         

        เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใดหรือมีเหตุผลอันใด แต่พลังระดับนั้นและสีหน้าตายด้านเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าเธอต้องไม่ประสงค์ดีเป็นแน่ โฟเรลปรับสภาพตนเข้าสู่สภาวะเอาจริงอย่างรวดเร็ว

         

        ซอเด็ตขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นว่าเรือของนิทานตั้งท่าจะโจมตีเธอ ตามสัญชาตญาณ ในมือของเธอปรากฏเคียววาดเมฆา เมฆาทางด้านหลังเริ่มจับตัวกลายเป็นชุดคลุมงดงามเข้าปกคลุมกาย ผมสีส้มปลิวไสวพร้อมกับเคียวสีทองขนาดยักษ์ในมือ ยมทูตอัสดงปรากฏกายอีกครั้ง

         

        ก่อนที่การโจมตีใด ๆ จะเริ่มต้นขึ้น เรนเดลพลันวิ่งเข้าไปขวางหน้าโฟเรลเอาไว้พร้อมทั้งส่ายหน้ารัว ๆ แล้วจึงรีบหันหน้ามาชูมือขอให้ยมทูตอัสดงผู้นี้ลดเคียวลงก่อน

         

        ทั้งสองฝั่งชะงักค้างไปกับท่าทีอันแสนน่าเอ็นดูนั้น เพราะความเตี้ยของเรนเดลเธอจึงต้องโบกไม้โบกมืออย่างหนักเพื่อห้ามโฟเรล ที่หนักยิ่งกว่าคือซอเด็ตนั้นอยู่บนท้องฟ้า การชูมือขอให้หยุดของเรนเดลนั้นจึงประกอบกับการกระโดดเหยง ๆ

         

        ทุกสิ่งหยุดนิ่งลงโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงบรรยากาศน่าอึดอัดระหว่าง 4 สิ่งมีชีวิต มีเพียงคีตาที่กระดิกหางม้าไปมามองคนบนฟ้าด้วยสีหน้าดีอกดีใจ

         

        “ฟืด!”

        ซอเด็ต! ซอเด็ต!

         

        ‘ไม่ใช่ศัตรูค่ะคุณโฟเรล!!’ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์สงบแล้วเรนเดลจึงรีบสื่อสารกับโฟเรลอย่างรวดเร็ว โฟเรลได้รับทราบดังนั้นจึงลดขลุ่ยของตนลง หากก็ยังไม่ปลดม่านอาคมแต่อย่างใด

         

        ระดับพลังที่สตรีเผ่าซือบาสผู้นี้ปล่อยออกมาเมื่อครู่นี้ทำให้ทั้งร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม ยิ่งเมื่อได้สัมผัสใกล้ ๆ และได้รับรู้ว่าเธอเป็นเพียงนักสลักเอกเขายิ่งตื่นตะลึง

         

        ตัวเขาเองความจริงแล้วเป็นนักสลักโทจากผู้เรียนรู้ 4คำ เขาสมควรเป็นหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้อริยะแล้ว แต่คนตรงหน้ากลับเหนือกว่านั้น ชื่อชื่อหนึ่งปรากฏขึ้นในหัวของโฟเรลอย่างรวดเร็ว

         

        “ปีกแห่งผืนฟ้า?” โฟเรลเอ่ยถาม สายตาของเขากวาดไปเห็นผ้าสีขาวที่มีสัญลักษณ์ปีกที่โผทะยานผูกไว้ตรงปีก ไม่ต้องสงสัยเลย คนตรงหน้าเขาคือปีกแห่งผืนฟ้าอย่างไม่ต้องสงสัย

         

        ซอเด็ตพยักหน้ารับ เธอจ้องมองม่านอาคมของเรือม้าอัคคีอย่างไม่สบอารมณ์นัก โฟเรลเห็นดังนั้นก็ตั้งท่าเตรียมต่อสู้อีกครั้งหากเรนเดลก็ห้ามไว้อีกครั้ง เรนเดลหันไปมองซอเด็ตพร้อมทั้งชูกระดาษแปรสภาพในมือสื่อสาร

         

        ‘ไม่เจอกันนานเลยนะคะคุณปีกแห่งผืนฟ้า!’ เธอโบกกระดาษแผ่นนี้ไปมาพร้อมทั้งกะพริบตาปริบ ๆ สีหน้าของนิทานซีดเผือดหากก็เต็มไปด้วยความวิงวอน

         

        ซอเด็ตหรี่ตาลงก่อนจะตอบกลับ “ไม่เจอกันนานค่ะ คุณ…”

         

        ‘เรนเดลค่ะ! เป็นเกียรติมากค่ะที่ได้พบคุณปีกแห่งผืนฟ้าอีกครั้ง ฉันยังจดจำความเมตตาที่คุณมอบให้ที่นครเฟเบิลได้ไม่ลืมค่ะ!’ เรนเดลลอบถอนหายใจโล่งอก ดูเหมือนว่าซอเด็ตจะเข้าใจสิ่งที่เขาขอ

         

        ขอบคุณที่เธอเกิดมาฉลาด! นิทานโห่ร้องในใจ หากตัวตนนิทานของเขาโดนซอเด็ตเปิดเผยตอนนี้มีโอกาสสูงมากที่โฟเรลจะโกรธหรือโจมตีทันที

         

        ซอเด็ตหันมองม่านอาคมอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าโฟเรลยังไม่ยอมลดม่านอาคมลงเรนเดลจึงหันไปกุมมือของโฟเรลขึ้นมาช่วยขอร้อง โฟเรลที่ใจอ่อนยอมลดม่านอาคมลงในที่สุด เขาถอยห่างจากซอเด็ตหลายก้าวยามที่เธอเหยียบลงบนดาดฟ้าเรือม้าอัคคี

         

        นิทานที่คิดอยู่ว่าควรจะทำอย่างไรดีพลันถูกซอเด็ตอุ้มอีกครั้ง เป็นท่าอุ้มท่าเดียวกันกับที่เขาเคยถูกอุ้มออกมาจากสุสานของขุนนางพันธุ์ผสมก่อนที่เขาจะดิ้นหลุดไปอยู่บนหลังคีตาแทน ท่าอุ้มเจ้าหญิงอันแสนโด่งดัง

         

        ซอเด็ตหันไปมองโฟเรลที่มีสีหน้าตื่นตะลึงด้วยสีหน้าตายด้าน “ฉันกับเธอมีเรื่องต้องคุยกันค่ะ” ซอเด็ตพูดเพียงแค่นั้นก็โบกสะบัดปีกของตนอีกครั้ง เหินร่างขึ้นไปบนท้องฟ้าเกือบสุดสายตาของโฟเรล

         

        เมฆาที่ลอยอยู่รอบ ๆ ก่อตัวเป็นแท่นเหยียบ เซเรนเซ่กระโดดขึ้นไปบนแท่นนั้น เหินร่างตามไปอย่างรู้งาน ทั้งสามกลายเป็นจุดเล็ก ๆ เหนือหัวของโฟเรล ห่างไกลเกินกว่าที่เขาจะเห็นหรือได้ยิน

         

        โฟเรลมุ่นหน้า เดาะลิ้นอย่างไม่พอใจนัก ปีกแห่งผืนฟ้าจะไร้มารยาทเกินไปแล้ว! เขาเคยได้ยินข่าวลือถึงความทะนงตนของเธอ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะถึงขั้นนี้ เธอแทบจะปฏิบัติราวกับเขาเป็นอากาศธาตุเสียด้วยซ้ำ!

         

        ยิ่งนึกถึงใบหน้าเรียบนิ่งหยิ่งผยองนั้นโฟเรลก็ยิ่งไม่พอใจ เขาหลับตาลงตั้งสติน้อย ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเท้าคาง จับจ้องคนทั้งสามที่ไกลออกไป

         

        ————————————————————————————————————————————

         

        บนท้องฟ้าสูงลิบ ทั้งสามถูกปกคลุมด้วยหมู่เมฆ เมื่อขึ้นมาจนถึงระดับที่ซอเด็ตพอใจเธอจึงหยุดทะยานร่าง เซเรนเซ่ที่ตามมาทันเข้าไปใช้จมูกสะกิดทักทายซอเด็ตอย่างร่าเริง

         

        “ฟืด!”

        ซอเด็ต! ซอเด็ต!

         

        ซอเด็ตผุดรอยยิ้มอ่อนโยน เธอลูบหลังคอของเซเรนเซ่อย่างอ่อนโยนโดยที่ยังมีนิทานอยู่ในอ้อมอก “ไม่เจอกันนานเลยนะคะคีตา”

         

        เซเรนเซ่ตอบรับด้วยการสะบัดหางม้าไปมาพร้อมทั้งดุนหน้าเล่นกับขนปีกของซอเด็ต มันชอบขนปีกนุ่มสบายของซอเด็ตเสมอมา ภาพอ่อนโยนของหญิงงามเล่นกับสัตว์เช่นนี้คงจะเป็นภาพที่น่าอบอุ่นมากหากนิทานไม่ได้กำลังถูกสาวงามคนนั้นอุ้มท่าเจ้าสาวอยู่

         

        เรนเดลดิ้นไปมา เธอชูกระดาษแปรสภาพบอกว่าปล่อยตนลงได้แล้วแต่ซอเด็ตกลับไม่ปล่อยนิทานลงแต่อย่างใด เธอก้มลงคุยกับเขาที่คู้ตัวหลบใบหน้าที่ยื่นใกล้เขามา “งานอดิเรกน่ารักดีนะคะ”

         

        หน้าของนิทานแดงวาบ เขาเปล่งเสียงที่ไม่ได้เปล่งมานานออกจากลำคอโดยอัตโนมัติ “ปลอมตัวครับ! แบบนี้มันเนียนกว่าเฉย ๆ!”