บทที่ 38 ชิ้นส่วนกระจก
ยายหวังพูดมากมายผมก็พอจะเข้าใจเหตุผลในนั้น แต่ผมเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาไม่มีวิชาอาคมเหนือฟ้าเหมือนพวกเขา จึงไม่สามารถช่วยอะไรได้
“ผมจะช่วยยายทำอะไรได้บ้าง” ถึงแม้ผมจะไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งเน่าเปื่อยให้กลายเป็นปาฏิหาริย์ได้ แต่ถ้าต้องการคนผมก็พร้อมจะช่วย “อีกอย่าง ตอนนี้วิชาอาคมของเสี่ยวหงคงจะถูกคาถาของยายทำลายไปแล้ว นางคงไม่รอดแล้ว”
ยายหวังจัดเสื้อผ้าของหลี่หมิ่นให้เรียบร้อย ผมก็หลับตาลงไปโดยธรรมชาติ
“ฉันต้องหาภาชนะมาเก็บวิญญาณของหลี่หมิ่นไว้ก่อน” ยายหวัง จ้องมองผม ความหมายก็ชัดเจนโดยไม่ต้องพูด
“หมายความว่าจะให้นางมาอยู่ในร่างผมงั้นเหรอ” ผมสบถในใจทำอะไรไม่ทำดันมาเล่นเรื่องผีเข้าร่างแบบนี้
“ใช่แล้ว” ยายหวังพูดอย่างไม่สนใครไม่คิดจะขอความเห็นผมด้วยซ้ำ ก็จะลงมือเลย ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงต้าเหว่ยตะโกนเสียงดังมาจากด้านหลัง
พวกเราจึงรีบหันกลับไปดู ที่แท้พวกแมลงกัดกินต้นไม้ผีจนเกือบหมดต้นแล้ว ส่วนลานเล็ก ๆ ก็ถูกพลิกจนหงายท้องจากเรื่องวุ่นวายเมื่อครู่ ก้อนหินและกระดูกขาวโพลนโผล่ขึ้นมาจากดิน ฝูงแมลงสีดำทะมึนขุดดินเข้าออก ดูน่าขนลุกยิ่งนัก ต้าเหว่ยไม่สนใจอะไรทั้งนั้นเขาก็กินยาที่ยายหวังให้ไปพลางคุ้ยเขี่ยอยู่ที่มุมกำแพงจากกองเศษซาก เมื่อเขาเจอของมีค่า เขาก็ถือขึ้นมาอวดกับพวกเรา
อยู่ห่างไกลออกไป ท้องฟ้ามืดครึ้ม ผมก็มองไม่ออกว่าเป็นอะไรแต่แล้วก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ที่เสี่ยวหงน่าจะมีเศษกระจกครึ่งชิ้นด้วย แต่ไม่นึกเลยว่านางจะเอาไปซ่อนไว้ในต้นไม้ผี ผมตะโกนบอกว่า
“เป็นกระจกชิ้นที่เสี่ยวหงซ่อนไว้ของชิ้นส่วนกระจกหยิน”
“ต้าเหว่ยเจอของมีค่าแล้ว รีบเอามาให้พวกเราดูหน่อย” ต้าเหว่ย หอบจนแทบขาดใจ กระโดดอยู่บนดินที่นุ่มยวบ ยังต้องหลบฝูงแมลงสีดำที่ไต่ย้ายไปมาอีก
เมื่อผมได้รับชิ้นส่วนกระจกที่เต็มไปด้วยสนิมอีกครั้งความตื่นเต้นในใจก็ล้นเหลือจนพูดไม่ถูก ผมถือมันขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าลวดลายบนนี้คล้ายกับชิ้นที่อยู่ในมือของยายหวังมาก ตอนนี้ขาดอีกแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ถ้าไปแย่งชิ้นที่เหลือมาจากลุงอวี้ได้อีก ผมกับต้าเหว่ยก็จะหนีรอดได้แล้ว พอคิดถึงตรงนี้ ก็อดดีใจจนร้องตะโกนออกมาไม่ได้
ยายหวังมองเศษกระจกก็ดีใจเช่นกัน แต่ตอนนี้ความคิดของนางจดจ่ออยู่ที่หลี่หมิ่นที่เพิ่งเจอกันหมาด ๆ นางปลอบโยนสองสามคำแล้วก็ย่อตัวลงคิดหาวิธีต่อ
ผมได้ถือโอกาสนี้บอกความลับของกระจกให้ต้าเหว่ยฟังอย่างชัดเจน เมื่อต้าเหว่ยได้ยินว่ายังมีเรื่องดี ๆ แบบนี้อีก เขาก็หัวเราะออกมาด้วยความปลาบปลื้มใจแต่แล้วก็กุมหน้าอกและกระซิบบางอย่างข้างหูผม
ที่แท้เขานึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังถูกยายหวังวางยาพิษอยู่ ตอนนี้ศัตรูกำลังจะกลายเป็นพวกเดียวกันแล้ว จึงถือโอกาสนี้หาทางแก้ยาพิษโดยต้องการให้ผมเป็นคนกลางประสานให้
ผมเล่าความในใจของต้าเหว่ยออกมา ตอนนี้เสี่ยวหงก็หายตัวไปแล้ว ส่วนยายหวังจะรักษาสัญญาหรือไม่ ผมต้องสังเกตให้ดีอีกครั้ง ยายหวังบอกกับต้าเหวยว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย รอสักพักแล้วให้ต้าเหว่ยไปที่รังของนาง ใช้หนอนไหมกำจัดพิษที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายเขา
ยายหวังพูดต่อในเรื่องยืมร่างเก็บวิญญาณเมื่อครู่ นางขอให้ผมช่วย ผมถามกลับไปว่าทำไมไม่ใช้ร่างของตัวเองล่ะ นางก็อ้างว่าตัวเองเสียเลือดมากเกินไป ส่วนต้าเหว่ยก็เพิ่งหายป่วยไม่เหมาะกับวิธีนี้
ผมถามชยายหวังซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าวิธีนี้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายใช่ไหม นางจึงยอมพยักหน้ารับปากอย่างเสียไม่ได้ จริง ๆ แล้วตอนนี้ยายหวังมีพลังมากที่สุด ถ้าผมไม่ยอมนางก็คงจะบังคับอยู่ดี หรืออาจจะลบวิญญาณผมทิ้งไปเลย แล้วให้หลี่หมิ่นเข้ามาแทนที่
ยายหวังหยิบยาเม็ดออกมาให้ผมอมแล้วหันหลังนั่งลงข้าง ๆ เธอทำพิธีกรรมที่ซับซ้อนบางอย่างกับวิญญาณของหลี่หมิ่น จากนั้นก็พยุงวิญญาณของเธอขึ้น พึมพำอะไรบางอย่างแล้วก็เริ่มทำพิธีกรรมผีเข้าร่างที่แปลกประหลาด
ผมรู้สึกตึงเครียดคิดว่าตอนที่วิญญาณร้ายเข้าสิงร่างกายจะต้องหนาวเย็นมาก ผมกัดฟันแน่นหลับตารอช่วงเวลาบางอย่างมาถึง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะสั่นสะท้านไปทั้งตัว ก็ได้ยินเสียงต้าเหว่ยตะโกนเรียกอยู่ข้าง ๆ
“ทุกคนระวัง!”
ผมรีบหันกลับไปเห็นกิ่งไม้สีเขียวคล้ายอำพันยาวไม่ถึงฟุตพุ่งออกมาจากดินในลานบ้านอย่างกะทันหัน ต้าเหว่ยถือประแจอยู่ในมือตะโกนและฟาดใส่ลูกธนูสีเขียวนั่น แต่ไม่นึกว่ากิ่งไม้สีเขียวนั่นจะหักเหไปอย่างรวดเร็ว แล้วปักลงบนศพของหลี่หมิ่น
ยายหวังกำลังประคองวิญญาณของหลี่หมิ่นอยู่ ส่วนผมนั่งหันหลังให้ต้าเหว่ยก็ยืนป้องกันอยู่ข้างหลังผม ตลอดกระบวนการที่ลูกธนูสีเขียวปักลงบนศพนั้นเกิดขึ้นในพริบตาพวกเราทำอะไรไม่ทัน
เนื่องจากเมื่อครู่ยายหวังใช้คาถา นางจึงถอดยันต์ปิดผนึกออกจากหน้าผากศพของหลี่หมิ่น กิ่งไม้สีเขียวจึงฉวยโอกาสเกาะติดร่างของเธอ พอเข้าไปในร่างก็ละลายหายไป ชั่วพริบตาก็ลุกขึ้นยืนเหมือนศพเดินได้
“นั่นเสี่ยวหงเข้าไปอยู่ในร่างของศพเดินได้นั่นแล้ว” ยายหวังโมโหมากนางปกป้องวิญญาณของหลี่หมิ่นไว้ข้างหลัง แต่ตั้งแต่เข้ามาในลานบ้านจนถึงตอนนี้นางไม่ได้หยุดพักเลย ทั้งยังป่วยและบาดเจ็บพลังงานของนางเริ่มจะหมดแล้ว
ศพเดินได้นั้นค่อย ๆ หันมาหาพวกเราใบหน้าฉายรอยยิ้มอีกครั้ง แต่รอยยิ้มนั้นเหมือนเสี่ยวหงมาก เธอหัวเราะออกมาเสียงก็เป็นเสียงของ เสี่ยวหงจริง ๆ
พอต้าเหว่ยได้ยินความแค้นก็พลุ่งพล่าน เขากำประแจแน่นด่าคำหยาบคายแล้วพุ่งเข้าไป ผมรีบลุกขึ้นตามเขาไปแล้วบอกให้เขาระวังตัวด้วย
เสี่ยวหงยืมร่างมาใช้มานานนับร้อยปี ตอนนี้พลังปีศาจทั้งหมดได้เข้าสู่ร่างกายแล้วเป็นธรรมดาที่จะใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว นางวาดแขนข้างเดียวปะทะกับอาวุธเหล็กที่กระแทกเข้ามาอย่างแรง เพียงแค่สัมผัส ต้าเหว่ยก็ลอยตัวขวางเข้าไปในดินโคลน ไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน
ผมเห็นต้าเหว่ยได้รับบาดเจ็บ จึงชักหนามสั้นเอ๋อเหมยของยายหวังออกมาฟันใส่เสี่ยวหง ร่างศพของเสี่ยวหงนี้เตี้ยกว่าผมไม่น้อย ดูเหมือนเธอจะระมัดระวังหนามสั้นในมือผมมาก ผมฟันออกไปเพื่อให้เธอถอยไปได้สองสามก้าว
แต่พลังอำนาจของเด็กประหลาดก่อนหน้านี้ไม่อาจประมาทได้ แม้ร่างกายจะผอมบาง แต่ก็มีพละกำลังมหาศาลและคล่องแคล่วยิ่งนัก เสี่ยวหงตั้งหลักมั่นคงแล้วก็ฉวยโอกาสจากท่าฟันที่สับสนของผม พุ่งเข้ามาโจมตีผม
ผมรู้สึกทันทีว่าเหมือนมีภูเขาใหญ่กดทับลงมาตรงหน้าแขนทั้งสองข้างเริ่มอ่อนล้าแล้วแม้จะต่อสู้อย่างดุเดือด แต่ก็แตะชายเสื้อของเธอไม่ถึงด้วยซ้ำ
ระดับการผสานกับศพเป็นของเสี่ยวหงในที่สุดก็แสดงออกมาในความเร็วของการโจมตี เธอใช้ฝ่ามือหรือหมัดหลบหนามสั้นเอ๋อเหมยแล้วโจมตีกลับลงมาบนตัวผม ตอนนี้ผมมีความเจ็บปวดไม่น้อย บาดแผลที่โดนแต่ละทีแทบทนไม่ไหว
ไม่ก็คงถูกนางฆ่าตาย คงตายด้วยกันทั้งคู่ไม่มีความคิดอื่นอีกแล้ว ผมคลั่งก่อนกัดฟันสู้ทุกท่าล้วนเป็นการต่อสู้ที่ไม่เกรงกลัวความตาย หวังเพียงว่าแม้แต่ตอนที่แตะโดนตัวเธอก็จะแทงทะลุอก ก่อนหน้านี้ได้เห็นพลังของหนามสั้นเอ๋อเหมยของยายหวังมามากแล้ว ไม่สนใจด้วยว่าเนื้อหนังนั้นจะเป็นของหลี่หมิ่นหรือไม่ วันนี้ผมต้องเอาชีวิตเธอ ให้เธอไปตายให้ได้!