หอคอยสิบชั้นก็มีกฏเช่นกันและมีเพียงสองข้อเท่านั้นคือ1. ห้ามไม่ให้มีการต่อสู้กันภายในนี้ถ้าใครฝ่าฝืนจะถูกส่งออกไปทันทีและ 2.ถ้าไม่สามารถแบกรับแรงกดดันได้ไหวสามารถส่งพลังปราณไปในป้ายหยกเพื่อออกมาป้ายหยกในมือจะส่งคนคนนั้นออกมาทันที
ซึ่งคนเหล่านี้ที่ถูกส่งออกมาแล้วนั้นจะไม่สามารถกลับเข้าไปได้อีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งบทลงโทษพวกนี้รุนแรงมากสำหรับผู้ที่ถูกส่งออกไปเพราะในชีวิตนี้ของพวกเขาหมดโอกาสในการเข้ามาในหอคอยแห่งนี้อีกแล้วเนื่องจากหอคอยแห่งนี้จะเปิดขึ้นในทุก ๆ สามสิบปีเท่านั้น
และเหล่าคนที่โวยวายอยู่ที่ด้านหน้าหอคอยก่อนหน้านี้ก็คือเหล่าคนที่ถูกหอคอยส่งออกมานั้นเอง เนื่องจากพวกเขาคงจะทำผิดกฏข้อใดข้อหนึ่งไป
ไผ่เดินไปที่กลางห้องโถงพร้อมทั้งกวาดตามองห้องโถงอันกว้างใหญ่ที่ว่างเปล่าอย่างไม่ใสใจ สาเหตุที่ไม่มีคนก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาแล้วต่างก็รีบขึ้นไปชั้นถัดไปโดยไม่สนใจที่จะอยู่ชั้นนี้เลย
แต่สำหรับไผ่นั้นต่างออกไปเพราะไผ่เชื่อว่าทุกชั้นของหอคอยจะต้องมีความสำคัญในตัวมันเองไม่เช่นนั้นหอคอยแห่งนี้จะมีลำดับชั้นไปเพื่ออะไร จะบอกว่าเพื่อวัดความแข็งแกร่งของผู้ที่เข้ามางั้นรึนั้นก็อาจจะเป็นไปได้แต่ใครบ้างล่ะที่เกิดมาแข็งแกร่งเลยโดยไม่สร้างรากฐานก่อน
ไผ่ไม่สนใจคนอื่นที่มองมาที่ตนด้วยสายตาแปลก ๆ ก่อนจะนั่งลงหลับตาทำสมาธิแล้วกระตุ้นทักษะจักรพรรดิมายาเก้าธาตุ
หลังจากที่ไผ่หลับตาเพื่อฝึกฝนได้ไม่นาน คริสหรือก็คือคนที่มีเรื่องกับไผ่ตอนที่อยู่ด้านนอกดินแดนลึกลับก่อนหน้านี้เดินผ่านประตูมิติเข้ามา
เมื่อเห็นไผ่นั่งหลับตาฝึกฝนอยู่ที่กลางห้องโถงชั้นก็ก็เผยรอยยิ้มเหยียดหยามออกมาพร้อมกับตะโกนเยาะเย้ยออกไปเสียงดัง “คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งมากนักหรือไงสุดท้ายก็มีปัญหาอยู่เพียงแค่ชั้นที่หนึ่งเท่านั้น” คำพูดของคริสได้ดึงดูดทุกคนพร้อมกับเสียงหัวเราะของหลาย ๆ คนที่เห็นไผ่นั่งฝึกฝนอยู่ที่ชั้นหนึ่ง
ไผ่ไม่ได้โกรธกับคำพูดของคริสหรือเสียงหัวเราะของใครเลย แต่กลับรู้สึกสงสารสติปัญญาของอีกฝ่ายมากกว่า ‘ข้าเป็นคนซัดผู้ติดตามของแกและยังซัดแกจนร่วงลงไปกองกับพื้นแล้วแก่เอาอะไรมาดูถูกว่าฉันอ่อนแอ บนหัวของแกไม่มีสมองอยู่เลยรึไง’ จึงอดคิดไม่ได้
เมื่อเห็นว่าไผ่ไม่ตอบโต้หรือแสดงท่าทีอะไรคริสก็มองด้วยแววตาโกรธเกรี้ยวแต่ก็รู้ว่าไม่สามารถลงมือทำอะไรไผ่ได้ไม่เช่นนั้นเขาจะถูกส่งออกไป “ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ” คริสสบถออกมาก่อนจะหันหลังเดินขึ้นชั้นสองไป
หลังจากที่คริาพาผู้ติดตามเดินขึ้นชั้นสองไปประตูมิติก็สว่างขึ้นพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่พูดถึงไผ่ตอนที่ไผ่มีปัญหากับคริสที่ด้านนอก
เมื่อพวกเขาเห็นไผ่นั่งหลับตาฝึกฝนอยู่ที่กลางห้องโถงคนเดียวก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย เพราะพวกเขาไม่คิดว่าคนที่แข็งแกร่งเช่นนี้จะมาเสียเวลาฝึกฝนอยู่ที่ชั้นหนึ่งแบบนี้
ในฐานะที่พวกเขาเป็นอัจฉริยะที่มาจากตระกูลหรือขุมอำนาจใหญ่ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยแต่เพราะกลัวจะเป็นการรบกวนจึงไม่ได้เอยถาม
“พวกนายว่ามันแปลกไหม” ชายหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้น
“เหอะ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนมันอาจจะอ่อนแอจนไม่สามารถขึ้นไปชั้นสองก็ได้” เสียงสบถอย่างไม่พอใจดังขึ้น ทำให้ทุกคนในกลุ่มขมวดคิ้ว
“ถ้านายบอกว่าเขาอ่อนแอหลังจากกลับออกไปนายลองท่าประลองกับเขาดูหน่อยสิ” เสียงของหญิงสาวดังขึ้นอย่างเย้ยหยัน
เมื่อชายที่พูดได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้าเอยอะไรออกมาอีกเพราะเขาเองก็รู้ว่าไผ่แข็งแกร่งแต่ที่เขาพูดออกไปเมื่อครู่เพียงจะโอ้อวดเท่านั้น
“ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรู้ความลับอะไรบางอย่างที่พวกเราไม่รู้ก็ได้ ไม่เช่นนั้นคนที่แข็งแกร่งแบบนั้นจะมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ทำไม” หญิงสาวอีกคนเอยขึ้น
“เช่นนั้นเราไปถามเขาดีไหม” ชายหนุ่มที่พูดคนแรกเอยขึ้นอีกครั้ง
“ฉันว่าอย่าดีกว่าพวกเราไม่ได้สนิทกับเขา การเข้าไปถามความลับคนอื่นแบบนี้มันเสียมารยาทมากเกินไป” หญิงสาวที่พูดเยาะเย้ยชายหนุ่มก่อนหน้านี้เอยขึ้น
“ฉันว่าลองดูก็ไม่เสียหาย การที่คนที่แข็งแกร่งแบบเขามานั่งฝึกฝนอยู่ที่นี่มันน่าแปลกจริง ๆ นั้นแหละ ทุกคนคิดว่าไง”ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าสุดเอยขึ้น
“ลองดูก็ไม่เสียหายถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงพวกเราค่อยขึ้นไปชั้นต่อไป” หญิงสาวเอยขึ้น ทุกคนในกลุ่มต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ชายหนุ่มพูด
ในขณะที่พวกเขากำลังจะเดินไปกลางห้องโถงนั้นเสียงของไผ่ก็ดังขึ้น “การตัดสินใจครั้งนี้ของพวกคุณจะไม่ทำให้พวกคุณผิดหวังอย่างแน่นอน”
เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงของไผ่ก็พากันมองไปที่ไผ่ด้วยความสนใจและอยากรู้ จากนั้นพวกเขาก็เดินเข้าไปหาที่นั่งของตัวเองทันที
ไม่ได้มีเพียงแค่คนกลุ่มนี้เท่านั้นเหล่าคนที่ยังไม่ขึ้นไปชั้นสองและคนที่พึ่งผ่านประตูมิติเข้ามาเห็นการกระทำของอัจฉริยะเหล่านี้ก็พากันสงสัย ทำให้มีคนบางส่วนเลือกที่จะเดินเข้าไปนั่งฝึกในตาม แต่ก็มีบางส่วนที่ส่ายหัวเยาะเย้ยแล้วเดินขึ้นชั้นสองไปอย่างไม่ใส่ใจ
หลังจากที่ไผ่เริ่มหลับตาฝึกฝนไผ่ก็เข้าใจทันทีว่าปราณธรรมขาติเหล่านี้มีพลังธาตุปะปนอยู่อย่างหนาแน่น และเพราะไม่ต้องแบกรับแรงกดดันจากแรงโน้มถ่วงทำให้ไผ่ค่อย ๆ ดูดซับและทำความเข้าใจพลังธาตุได้รวดเร็วมากขึ้น หลังจากรู้เรื่องเหล่านี้ไผ่จึงเอยปากบอกคนเหล่านั้นเป็นนัย ๆ .