กลับมาที่ด้านของโอ๊ตที่ตอนนี้เขายืนหัวโด่งอยู่บนเวที โดยมีไอนะไอดอลสาวตัวน้อยๆเกาะแขนอยู่.. จากในตอนแรกที่เขา และปิงปิงเข้าห้างมาพร้อมกับอารมณ์ที่สนุกสนาน หลังจากได้เคลียร์ปัญหาหัวใจกันเรียบร้อยแล้ว ท่าทางที่ทั้งสองมีให้ต่อกันมันเปลี่ยนไปสิ้นเชิง มันเหมือนกับว่าพวกเขาทั้งสองได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และไม่มีความลำบากใจซึ่งกันและกัน มันจึงทำให้ทุกช่วงเวลาเต็มไปรอยยิ้ม..
แต่แล้วเมื่อเสียงปริศนาที่คุ้นเคยเรียกตัวโอ๊ตด้วยคำศัพท์เฉพาะตัวลั่นไปทั่วห้างนั้น ‘พี่ชายยย!’ มันจึงทำให้โอ๊ตนั้นนึกขึ้นมาได้ว่าไอนะเธอจะต้องมาทำงานที่นี่อีกหนึ่งวัน.. แต่ไม่ว่ายังไงมันก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะตอนนี้เขาถูกเรียกตัวขึ้นเวที และด้วยแรงกดดันจากทางบ้าน เขาก็ต้องจำใจขึ้นไปบนเวที
“วันนี้พี่ชายเองก็มาเลี้ยงไอติมไอนะอีกแล้วเหรอ..” ไอนะกล่าวพร้อมกับทำตาเป็นประกาย และกะพริบตาปิ้งๆให้กับโอ๊ต และมันก็ทำให้โอ๊ตถึงกับถอนหายใจ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเธอแต่อย่างใด
“ได้สิ! แต่ว่าไอนะต้องทำงานให้เสร็จก่อนน้า..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับลูบหัวไอนะตามความเคยชิน เหล่าโอตะ และแฟนคลับทั้งหลายเห็นก็อิจฉากันเป็นแถวๆ แต่พวกเขาก็ไม่ได้หึงหวงไอนะแต่อย่างใด เพราะเมื่อคืนนั้นทางต้นสังกัดได้ออกมาชี้แจงกับทุกคนแล้วว่า ตัวของโอ๊ตนั้นคือพี่ชายของไอนะ..
ถึงแม้จะมีหลายคนที่ไม่เชื่อกับข่าวนี้ แต่มันก็ปฏิเสธอีกไม่ได้ว่าทั้งสองคนดูสนิทกันมากเลยทีเดียว จนบางคนก็คิดว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกันจริงๆ เพราะดูจากหน้าตาที่ไม่ได้ต่างกันมากสักเท่าไร แต่บางคนก็คิดว่าพวกเขาคือคู่สร้างคู่สมกันเลยก็มี.. ไม่มีใครคิดเลยว่าทั้งสองคนเพิ่งจะรู้จักกันเมื่อวานนี้เอง..
โปรดิวเซอร์ที่เห็นว่ามันเป็นจังหวะเหมาะพอดี เขาก็ทำการส่งพิธีกรขึ้นไปบนเวที เพื่อที่จะสอบถามอะไรกับโอ๊ตสักนิดหน่อยเป็นพิธี ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไรมาก โอ๊ตตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบ เพราะเขารู้ดีว่าเรื่องราวของเขาที่ดันตกมาเป็นพี่ชายของไอนะนั้น จะต้องเป็นข่าวไปทั่วประเทศแน่นอน..
หลังจากที่ผ่านไปราวๆ 10 นาทีกับการตอบถาม.. โอ๊ต กับไอนะก็เดินลงมาจากเวที และพวกเขาสามคนรวมปิงปิงที่ไม่ได้มีท่าทีนอยเหมือนครั้งก่อนตรงไปร้านอาหารที่ไอนะอยากจะทาน เมนูในวันนี้ที่พวกเขาจะได้ทานนั้นก็คือ ‘ราเม็ง’ จากเครือร้านอาหารชื่อดังที่มีลูกชิ้นเป็นรูปดอกไม้น่ารักๆนั่นเอง..
“ปิงปิงอยากทานอะไรสั่งเลยนะครับ.. วันนี้โอ๊ตเลี้ยงเอง เราก็ด้วยนะไอนะ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ค่ะโอ๊ต.. ถ้าโอ๊ตเลี้ยงปิงปิงไม่เกรงใจแล้วนะ..” ปิงปิงกล่าว
“ตามสบายเลยครับปิงปิง.. แล้วไอนะเป็นอะไรล่ะนั่น เห็นทำหน้างอมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” โอ๊ตตอบกับปิงปิง ก่อนจะหันไปถามกับไอนะที่ทำหน้าเหมือนกับไม่พอใจอะไรสักอย่าง จะว่าไปมันก็น่ารักดีเหมือนกัน
“พี่ชายใจร้ายยย... ทำไมพี่ชายไม่มานั่งข้างๆไอนะล่ะคะ ให้พี่สาวคนนี้มานั่งกับไอนะได้ยังไง ไอนะไม่สนิทกับพี่สาวสักหน่อย..เชอะ!” ไอนะกล่าวพร้อมกับทำหน้างอนตุ๊บป่องในทันที เธออุตส่าห์เว้นที่ให้พี่ชายเข้ามานั่งข้างเธอ แต่เขากลับไปนั่งตรงกันข้ามเสียได้ แล้วมันจะไม่ให้งอนได้ยังไงกันล่ะ
“ฮ่าๆๆ.. แต่ว่านะ!.. พี่สาวสุดสวยคนนี้ เธอจะเป็นคนเลี้ยงไอติมไอนะเลยนะ ถ้าไอนะไม่สนิทกับพี่สาวเธอเอาไว้ ไอนะก็อดกินไอศกรีมน่ะสิ!..” โอ๊ตกล่าวกับไอนะไปอย่างนั้น ไอนะที่ได้ยินว่าปิงปิงนั้นจะเป็นคนเลี้ยงไอติมเธอ ไอนะก็มีท่าทีเปลี่ยนไป และเข้ามาเกาะที่แขนของปิงปิงทันที
“พี่สาวจะเลี้ยงไอติมไอนะจริงๆหรือเปล่า..” ไอนะกล่าวพร้อมกับทำตาปิ้งๆเหมือนที่ทำกับโอ๊ตบนเวที ซึ่งปิงปิงก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะตอบตกลงไปอย่างช่วยไม่ได้
“โอ๊ตคะ!.. โอ๊ตรู้อยู่แล้วอย่างนั้นสินะคะว่ามันจะออกมาเป็นอย่างนี้น่ะ..” ปิงปิงหันกลับมากล่าวถามกับโอ๊ตด้วยรอยยิ้ม แต่ทว่ามันกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป เพราะสิ่งที่โอ๊ตเห็นนั้นมันเหมือนมีลูกไฟแห่งความโกรธแค้นลอยอยู่ด้านหลังของปิงปิงเป็นฉากประกอบ..
“โอ๊ตเปล่าน้า.. โอ๊ตไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงจริ๊งงง..” โอ๊ตกล่าวก่อนจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องที่เกิดขึ้นจนปิงปิงหมั่นใส้ เธอหันกลับมาทางไอนะที่กำลังดีใจที่จะมีคนเลี้ยงไอศกรีมเธอ มันก็ทำให้เธอยิ้มขึ้นมา เธอไม่แปลกใจเลยที่ทำไมโอ๊ตถึงได้ใจดีกับไอนะขนาดนี้ ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว..
..ด้านนอกร้านราเม็งดังกล่าว..
“แก! ตาโอ๊ตมีพี่น้องด้วยเหรอเนี่ย.. ตั้งสี่ปีที่ผ่านมา ฉันเพิ่งจะมารู้ก็วันนี้แหละ..” เฟิร์นกล่าวถาม
“นั้นสิ! ฉันเองก็เพิ่งรู้เหมือนกัน.. ทั้งๆที่คิดว่ารู้จักเขาเยอะขึ้นแล้วนะ” มนต์กล่าวแบบนอยตัวเองเล็กน้อย และตอนนี้เธอกำลังเฝ้ามองดูเขาหัวเราะ และยิ้มอย่างที่เธอไม่เคยได้เห็นจากสีหน้าของเขามาก่อน
“น่าสงสัยมาก!.. วันนี้เราลองตามเขากันดีกว่าไหม.. ฉันมีลางสังหรณ์ว่าจะต้องเจออะไรเด็ดๆแน่ๆ” เฟิร์นกล่าวถามกับมนต์ ซึ่งตัวของมนต์เองก็เห็นด้วยเช่นกัน..
“ได้!.. แต่ว่าเขาจะไม่เรียกเราว่าเป็นพวกสโตกเกอร์อะไรอย่างนั้นเหรอ..” มนต์กล่าว และกลัวว่าถ้าโอ๊ตรับรู้ เขาอาจจะมองว่าเธอเป็นพวกโรคจิตอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า
“อะไรกัน! มันเรียกว่าความบังเอิญจ้า.. บังเอิญทานอาหารที่เดียวกัน บังเอิญเดินซอยเดียวกัน มันเรียกว่าสโตกเกอร์ที่ไหนกันเล่า..” เฟิร์นกล่าว ส่วนมนต์ก็ได้แต่มองบนที่เพื่อนของเธอไม่ยอมรับความเป็นจริง และเมื่อแม่นางเฟิร์นคิดได้เช่นนั้นแล้ว เธอก็ลากตัวมนต์เข้าไปยังร้านราเม็งทันที
“คนเยอะม๊ากกกก!.. นี่สินะอิทธิพลของไอดอล.. ตรงนั้น! มีที่ว่างอยู่!..” เฟิร์นกับมนต์เข้ามาภายในร้าน เธอก็ต้องตกใจ เพราะว่าภายในร้านมีลูกค้าเยอะมาก และเมื่อสังเกตดีๆก็พบว่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชาย ไม่ต้องสืบเลยเพราะว่าพวกเขาเป็นแฟนคลับของไอนะแน่นอน
เฟิร์นหันมองซ้ายมองขวาก็พบกับโต๊ะที่ว่างอยู่ เธอจึงพุ่งตัวไปที่โต๊ะนั้นทันที เพราะเดี๋ยวมันจะไม่ทันเหล่าแฟนคลับของไอนะ.. แต่แล้วเธอก็ต้องพลาดแพราะจู่ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามานั่งโต๊ะที่เธอหมายตาเอาไว้ ความโกรธที่มีมากกว่าสามัญสำนึก เธอจึงกล่าวโวยวายในทันที
“ฉันเห็นโต๊ะนี่ก่อนนะยะ.. คิดจะมานั่งก็มานั่งได้เลยหรือไงกันห๊ะ!..” เฟิร์นกล่าวค่อนข้างเสียงดัง มนต์ที่อยู่ด้านหลังของเฟิร์นได้แต่ถอนหายใจดังเฮ้อ เพราะดูเหมือนว่าเพื่อนของเธอจะลืมวัตถุประสงค์ที่เข้ามาในร้านนี้แล้ว
“ก็ผมมานั่งก่อน เห็นก่อนก็ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นโต๊ะของคุณนี่ครับคุณผู้หญิง..” ชายคนนั้นกล่าว
“อะไร! ก็จู่ๆคุณก็วิ่งเข้ามาแทรกตัวนั่ง ฉันกับเพื่อนกำลังเดินมานั่ง ทำอย่างนี้มันน่าเกลียดจะตายชัก.. ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเลย ผู้ชายอะไรกัน เหอะ!..” เฟิร์นกล่าว ส่วนผู้ชายคนนั้นก็เริ่มหันซ้ายหันขวา เพื่อมองสายตาที่กดดันจากผู้คนรอบข้าง แต่เขาก็ไม่สนใจ เขาจะนั่งตรงนี้แล้วใครมันจะทำไม
“แล้วมันยังไง.. สรุปก็คือโต๊ะนี้เป็นของผม..” ผู้ชายคนนั้นกล่าวออกมา เขาถือคติที่แสนจะสำคัญนั้นก็คือ ‘ด้านอยู่ต่อ เอ้ย.. ด้านได้อายอด’ และเขาก็ไม่สนใจอะไรใครทั้งนั้น เพราะเขาจะไม่ออกไปไหน ต่อให้ใครกล่าวด่า หรือมาไล่เขา เขาก็จะไม่ออก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะได้ดูไอนะไอดอลสาวในดวงใจทานอาหาร
เฟิร์นที่ได้ยินอย่างนั้นก็เริ่มจะเหลืออด ถ้ามันเป็นในถิ่นของเธอแล้วล่ะก็เธอกรี๊ดโวยวายไปแล้ว และมีหรือที่เธอจะยอม เธอนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับผู้ชายคนนั้น เพื่อที่จะเถียง และเอาชนะเขาให้ได้ มนต์ที่เห็นอย่างนั้นก็สะกิดตัวของเฟิร์นเล็กน้อย
“แกทำอะไรน่ะ..” มนต์กล่าวถาม
“เรื่องนี้แกไม่ต้องยุ่ง ฉันกำลังทำสงครามกับตาผู้ชายไร้มารยาทคนนี้อยู่..” ดูเหมือนว่าเฟิร์นจะไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว เธอจ้องที่จะเถียงกับเจ้าผู้ชายฝั่งตรงข้ามต่อ แต่มนต์ก็เข้ามากระซิบกับเฟิร์น เพื่อที่จะดึงสติของเพื่อนที่หายไปกลับมาก่อน..
“แกลืมไปแล้วเหรอว่าเราเข้ามาทำไมกันที่นี่น่ะ..” มนต์กล่าวย้ำถาม และเมื่อเฟิร์นได้ยินดังนั้นเธอก็ต้องสะดุ้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะหันเข้ามากระซิบกับมนต์เพื่อนรัก
“โทษที.. ฉันลืมไป! ว่าแต่เขายังไม่รู้ตัวใช่ไหม” เฟิร์นกล่าวถามเบาๆ
“ฉันคิดว่าไม่น่าจะรอดนะ คนหันมาทางเรากันทั้งร้านขนาดนี้..” มนต์กล่าวตอบ
“เราตีเนียนเดินออกไปเลยดีไหมแก.. หรือว่าจะใช้แผนแบบบังเอิญจังเลยเจอกันพอดีอะไรอย่างนั้น” เฟิร์นกล่าวถามกับมนต์ ซึ่งตอนนี้พวกเธอทั้งสองก็ได้แต่ทำหน้าแห้งๆเหมือนกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะทำยังไงต่อ ส่วนโอ๊ตที่ได้ยินเสียงโวยวายในตอนแรกเขาก็ต้องหันไปสนใจ เพราะเสียงนั้นมันช่างเป็นอะไรที่คุ้นเคยจริงๆ
และมันก็เป็นอย่างที่เขาคิด เพราะว่าเสียงนั้นเป็นของเฟิร์นเพื่อนร่วมชั้นของเขา นอกจากนี้มนต์หัวหน้าคลาสเรียนก็มาด้วย มันทำให้สีหน้าของโอ๊ตกลายเป็นยิ้มแบบแห้งๆในทันที ปิงปิงเองก็เข้าใจ เพราะคนคนนั้นคือดาวคณะเดียวกับโอ๊ต หรือจะบอกว่าเป็นคู่แข่งของเธออีกคนหนึ่งเช่นกัน
“เฮ้อออ ขอโทษนะ ยังไงพวกเธอก็เป็นคนรู้จัก เอาเป็นว่าเรามีเพื่อนทานข้าวเพิ่มอีกสองคนก็คงไม่เป็นอะไรหรอกเนอะ..” โอ๊ตกล่าว จะไม่ช่วยพวกเธอก็คงจะดูใจร้ายเกินไป อีกอย่างพวกเธอสองคนนั้นก็เป็นลูกหลานของคนรู้จักอีกด้วย ปิงปิงก็พยักหน้าให้เป็นเชิงอนุญาต ส่วนไอนะก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเธอกำลังวาดฝันว่าวันนี้จะทานอะไรดีอยู่ในหัวสมอง โอ๊ตที่ได้รับความเห็นจากเพื่อนร่วมโต๊ะแล้ว เขาก็ลุกขึ้น และเดินเข้าไปหามนต์กับเฟิร์นในทันที..
“สวัสดีครับทั้งสองคน.. บังเอิญจังเลยนะครับที่มาทานร้านอาหารเดียวกันอย่างนี้” โอ๊ตเดินเข้าไปจากทางด้านหลังของพวกเธอ และกล่าวทักทายตามประสาคนรู้จัก ส่วนสองสาวที่ได้ยินคำทักทายนั้นก็เหมือนกับว่าได้สัญญาณอะไรบางอย่าง พวกเธอหันมาก่อนพร้อมกันอย่างไม่เป็นธรรมชาติที่สุด
“ใช่ๆๆ บังเอิญสุดๆเลยเนอะ..” x2