(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 41 ข้าวต้มและข่าวลวง

    ตอนที่ 41 ข้าวต้มและข่าวลวง



    หลังจากตื่นนอนขึ้นมาแล้วพบว่า เจ้าโปริ่งที่เป็นสไลม์ของตนเอง นั้นสามารถแยกร่างได้ ไลท์ที่กำลังงัวเงียอยู่ในตอนนั้นก็แทบจะตาสว่างขึ้นมาคาตา ชายหนุ่มอุ้มเจ้าโปริ่งขึ้นมาสำรวจดู แต่ก็พบว่าไม่มีคำอธิบายจากระบบใดๆ ไปมากกว่า ค่าสถานะเดิม



    ดังนั้นแล้ว ไลท์จึงจำใจได้แต่ต้องยอมปล่อยผ่านกับพลังของเจ้าโปริ่งที่ยังคงเป็นความลับนี้ไปเสียก่อน เนื่องด้วยเวลาในตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเวลาที่เขาได้นัดกับโทมัสและจิมที่ทั้งสองบอกว่าจะมากินข้าวที่ร้านพอดิบพอดี

    ไลท์จึงถือโอกาสล้างหน้า ล้างตา ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า พร้อมกับลงไปยังร้านอาหารที่อยู่ด้านล่าง



    ร้านอาหารสามเวลาเวลานี้เงียบงันเหมือนเช่นเคย แต่ที่ทำให้วันนี้มันเงียบจนผิดปกติ ก็คงเป็นเพราะวันนี้ไลท์ไม่เห็นสองตายาย เตรียมตัวที่จะเปิดร้านเลยสักคนเดียว


    ไลท์ พยายามสอดส่ายสายตาไปทั่วทั้งร้าน เพื่อมองหาสองตายาย ก่อนจะพบว่าในห้องครัวมีข้าวต้มที่ปรุงสำเร็จเอาไว้หนึ่งอยู่หนึ่งหม้อ ไอควันจากความร้อนยังคงลอยโชยขึ้นมา

    แสดงว่า ข้าวต้ม หม้อนี้น่าจะพึ่งถูกต้มได้ไม่ได้...ชายหนุ่มก้มหน้าลงไปมอง ทั้งรูป รส กลิ่นของข้าวต้ม ล้วนเป็นแบบเดียวกับที่เขาเคยกินเมื่อตอนที่ตัวเขาบาดเจ็บ



    “มาร์คัส ขอให้อร่อยกับข้าวต้มหม้อนี้นะ” ไลท์ยกมือทาบอก หลับตาลงเล็กน้อย ประหนึ่งเป็นการอวยพรให้กำลังใจกับมาร์คัส ที่น่าจะถูกสองตายายกำลังดูแลอยู่ที่บ้านของมัน


    และในช่วงเวลาเดียวกันนั่นเอง ไลท์ก็เหลือบไปเห็นว่าสองตายายได้เดินออกมาจากบ้านของมาร์คัสที่อยู่ตรงข้ามพอดิบพอดี

    ใบหน้าของสองตายาย ดูไม่สู้ดีนัก อีกทั้งข้าวต้มที่ทั้งสองอุตส่าห์ตั้งใจทำ ก็ดูจะพร่องลงไปเพียงนิดเดียว



    ทั้งสองเดินกลับเข้ามาในร้าน ก่อนจะเหลือบเห็น ไลท์ที่กล่าวทักทายท่านทั้งสอง “อาการของมาร์คัสเป็นยังไงบ้างครับ?!” ไลท์เอ่ยถามตามมารยาท



    “ไม่ดีขึ้นเลย แถมยัง...ช่างมันเถอะ พ่อหนุ่มอย่าได้สนใจเลย” คุณยายเฮลีย์เหมือนอยากที่จะระบายความอัดอั้นในใจออกมา แต่เธอก็เกิดเปลี่ยนใจกลางคัน เพราะเธอและสามี ยังอยากที่จะแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวของเธอเอง

    “ว่าแต่ ตื่นเช้าแบบนี้ มีเรื่องอะไรที่ต้องทำหรือเปล่า?!” คุณตาเกล พยายามที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย



    ซึ่งไลท์ก็เข้าใจดีสถานการณ์ตรงนี้เป็นอย่างดี จึงได้บอกถึง เวลานัดของโทมัสและจิมที่จะมากินข้าวในตอนเช้าให้กับทั้งสองได้รับทราบ



    “อืม...อาทิตย์นี้ร้านของเราไม่เงียบเหงา ก็เพราะมีนักผจญภัยสองคนนั้นมากินข้าวที่ร้านของเราเนี่ยละ” คุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์ในที่สุดก็ยิ้มออกมาได้บ้าง



    การที่ร้านนั้นมีลูกค้าประจำ ยังไงเสียมันก็คือเรื่องดี ที่ทุกร้านต่างต้องการกันทั้งนั้น เพราะลูกค้าขาประจำ จำพวกนี้ต่อให้ วันหนึ่งจะปันใจเปลี่ยนไปกินร้านอาหารที่ร้านอื่น แต่ยังไงเสียสุดท้ายพวกเขาก็จะกลับมากินที่ร้านประจำตามเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง



    แน่นอนว่าคุณตาและคุณยาย ต่างก็คาดหวังว่า โทมัสและจิม จะกลายมาเป็นลูกค้าขาประจำของทางร้าน โดยไม่รู้เลยว่า ในทางปากเปล่าไลท์นั้นได้รับทั้งสองคนนี้มาเป็นลูกศิษย์ของตนเองไปแล้ว

    และนั้นหมายถึงการที่ โทมัสและจิม จะเข้ามาทำงานที่ร้านอาหารแห่งนี้และเปลี่ยนสถานะของตนเอง จากลูกค้ากลายมาเป็นลูกจ้างนั่นเอง!

    อย่างไรก็ตามนั้นยังเป็นแค่การ รับปากเพียงปากเปล่าเท่านั้น เพราะถ้าภารกิจที่ไลท์มอบหมายให้กับโทมัสและจิม ไม่เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ ต่อให้ไลท์อยากที่จะรับทั้งสองคนมาเป็นลูกศิษย์มากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่มีทางจ้างทั้งสองได้อย่างแน่นอน



    เฝ้ารอเพียงไม่นาน โทมัสและจิม ก็เดินทางมาถึงร้านอาหารเป็นที่เรียบร้อย มิหนำซ้ำพวกเขายังมาถึงก่อนเวลานัด เกือบ 15 นาทีอีกด้วย



    “สวัสดีครับคุณตาคุณยาย….สวัสดีครับเชฟไลท์” โทมัสและจิม ไม่ลืมที่จะทักทายผู้อาวุโสอย่างสองตายายเป็นลำดับแรก ก่อนจะทักทายไลท์เป็นลำดับต่อมา


    “มากันแล้วเหรอ! นั่งรอตรงนี้ก่อนสิ...เดี๋ยวจะไปทำอะไรมาให้กิน”


    “ผมขอข้าวกะเพราครับ”

    “เอ่อ...ผมยังไม่ชินกับรสเผ็ด งั้นขอเป็นข้าวผัดแทนได้ไหมครับ!” โทมัสและจิมหลังจากที่ได้กินสองเมนูดังกล่าวนี้มาแล้ว ทั้งสองก็รู้สึกติดใจ จนถอนตัวไม่ขึ้น พลางเรียกร้องขอเมนูทั้งสองอย่างนี้แก่ไลท์ ด้วยสายตาเว้าวอน



    แต่ทว่า ‘งึด...งึด’ ตัวไลท์กลับส่ายหน้าให้กับทั้งสองคน เพื่อสื่อความหมายว่า เขาจะไม่ทำทั้งสองเมนูนั้นให้กับทั้งสองคน



    “นี้ยังเช้าอยู่ เมนูพวกนั้นอาจไม่เหมาะกับท้องตอนนี้สักเท่าไหร่ เอาเป็นข้าวต้มก็แล้วกัน ไหนๆ คุณตา คุณยายก็ทำให้กับมาร์คัสไว้อยู่แล้ว” ไลท์บอกถึงเหตุผล



    ในฐานะพ่อครัวหรือเชฟ การปฏิเสธทำอาหารให้กับลูกค้าถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่สำหรับไลท์ที่รู้จักโทมัสและจิม ประหนึ่งสหายคนแรกๆ ในโลกใบนี้ การปฏิเสธทั้งสองคนจึงทำไปเพราะความเป็นห่วง



    อีกทั้งเขาที่เคยชิมรสชาติของข้าวต้มฝีมือคุณตาและคุณยายมาจนเข็ดขยาด ก็รู้ดีว่าข้าวต้มหม้อนี้ ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกมากโข ฉะนั้นจึงถือโอกาสนี้ เสนอแนะคุณตาและคุณยายไปด้วยเสียเลย

    เพราะถึงอย่างไรแล้ว หากวันหนึ่ง ถ้าเขาจากโลกใบนี้ไปแล้ว...อย่างน้อยคุณตาและคุณยายก็ยังพอจะหาเลี้ยงชีพด้วยข้าวต้มที่เขาได้สอนเอาไว้


    กลับกันถ้าเขาไม่คิดจะสอน แต่ช่วยเหลืองสองตายายด้วยการตั้งหน้าตั้งตาทำอาหารแต่เพียงท่าเดียว จนแล้วจนรอดร้านอาหารแห่งนี้ก็มีแต่ทรงกับทรุดลงเท่านั้น



    ตามคำสอนของคนโบราณที่บอกเอาไว้ว่า


    ‘ถ้าให้ปลากับใครหนึ่งตัว เขาจะมีกินแค่เพียงหนึ่งวัน...แต่ถ้าเราสอนเขาจับปลา เขาจะมีกินไปตลอดชีวิต...และสุดท้ายถ้าสอนเขาขายปลา ลูกหลานของเขาจะมีอย่างอื่นกินนอกจาก...ปลา!’



    “คุณตา คุณยาย ว่างอยู่หรือเปล่าครับ...ถ้าผมอยากให้ทั้งสองมาช่วยสอนผมทำข้าวต้ม” ไลท์ใช้คำพูดประมาณว่าให้ทั้งสองคนมาช่วยสอน ทั้งหมดก็เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสองตายายที่เป็นเจ้าของร้าน


    โดยสองตายาย นั้นก็รู้ถึงฝีมือการทำครัวที่โดดเด่นและเหนือล้ำของไลท์ดีอยู่แล้ว ทั้งนี้การที่ไลท์พูดเช่นนี้ มันคือการให้เกียรติและเคารพตนนั่นเอง



    ‘เด็กคนนี้ ช่างอ่อนน้อมถ่อมตนเสียจริงๆ’ สองตายายหันมามองหน้ากัน ราวกับว่าต่างคนต่างก็คิดเหมือนๆ กัน



    ทั้งสองเดินตามเข้าไปในครัวตามที่ไลท์ได้ร้องขอ ก่อนจะเข้าไปยืนกระหนาบข้าง ทำทีเป็นสั่งสอน...ซึ่งหากใครมองเข้ามาในครัวก็จะเห็นเป็นภาพดังนี้



    แต่ความเป็นจริงแล้ว ไลท์ต่างหากที่กำลังเสนอแนะทั้งสองคน ถึงวิธีการทำข้าวต้มให้อร่อยด้วยความชำนิชำนาญ จนสองตายายที่ได้ฟังก็ยังต้องอึ้ง



    “ตอนที่กำลังต้มข้าวต้มให้ทั้งสองคนใส่เกลือลงไปเล็กน้อย อย่างแรกเลยคือเกลือนั้นช่วยเพิ่มรสชาติให้กับข้าวต้มให้อร่อยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเกลือยังมีประโยชน์ต่อคนป่วย หลากหลายประการ”



    ไลท์ไล่ข้อดีของเกลือให้กับสองตายายได้รับฟัง จนทั้งสองคนต้องอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเกลือจะมีประโยชน์มากมายถึงเพียงนี้

    อีกทั้งไลท์ก็ได้เสนอะแนะให้ทั้งสอง ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบในข้าวต้มจากเดิมที่มีแต่ผักที่เคี้ยวยาก ให้เป็นผักอ่อนๆ อย่างกะหล่ำปลีเป็นต้น



    ชายหนุ่มสอนทั้งคู่ไปพลางๆ พร้อมกับแปลงโฉมข้าวต้มที่คุณตาและยายทำในก่อนหน้านี้ไปพร้อมๆ กัน

    แม้จะดูเละไปจากเดิมอยู่บ้าง เพราะเขาได้ทำต่อจากของเดิม...แต่รสชาติของมัน ก็อร่อยมากเสียจน สองตายายถึงกับตาลุกวาว



    “ข้าวต้มของเรา อร่อยได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ?!”

    “ต่อจากนี้หากฉันป่วย เธอไม่ต้องทำข้าวต้มมาให้ฉันแล้วนะ ฉันจะให้ไลท์ทำให้กินแทน ฮ่าฮ่า!” คุณตาเกลแอบจิกกัดรสชาติข้าวต้มของเมียตัวเอง ตามประสาผัวเมียที่อยู่กินกันมานาน


    “ไลท์ ยายขอเอาข้าวต้มนี้ไปให้กับมาร์คัสได้กินจะได้ไหม?!” ด้วยความเป็นห่วงลูกชายของตัวเอง บวกกับก่อนหน้านี้มาร์คัสก็เอาแต่นอนโทรมร้องโอดโอย ไม่ยอมกินข้าวกินปลา


    คุณยายเฮลีย์ที่นึกสงสาร จึงอยากให้มาร์คัสได้กินข้าวต้มอร่อยๆ นี้ดูสักครั้งและแน่นอนไลท์ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไรแล้ว ข้าวต้มหม้อนี้ก็เป็นฝีมือของคุณยายทำเองเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว เขาก็แค่ช่วยปรุงรสให้รสชาติมันอร่อยขึ้นก็เท่านั้น



    ไลท์ไม่ได้สนใจ หญิงชราที่ถือถ้วยชามที่บรรจุข้าวต้ม เพื่อเอาไปให้กับมาร์คัสที่อยู่บ้านตรงข้ามมากนัก



    ซึ่งในส่วนของตัวเขาเองก็ต้องนำข้าวต้มไปเสิร์ฟให้กับโทมัสและจิมด้วยเช่นเดียวกัน ข้าวต้ม 4 จาน รวมในส่วนของเขาและเจ้าโปริ่ง

    ได้ถูกยกนำมาวางไว้ที่โต๊ะ ควันร้อนๆ จากชามข้าวต้มเครื่อง ค่อยๆ ลอยเตะจมูกของโทมัสและจิม จนแทบจะกลืนน้ำลายในทันทีเมื่อได้กลิ่น



    แต่ทว่า...ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะได้ก้มหน้าก้มตาชิมข้าวต้ม



    ‘โครม...เพล้ง~!’ บ้านของมาร์คัสที่อยู่ตรงข้ามกับร้าน จู่ๆ ก็มีเสียงของชามที่แตกดังสนั่น พร้อมๆ กับการระเบิดอารมณ์ของมาร์คัส โดยมีใจความดังต่อไปนี้


    “ข้าวต้มชามนี้ ไอ้ไลท์เป็นคนทำใช่ไหม! ที่หลังไม่ต้องเอามาให้ผมกินอีก ผมไม่มีทางกินอาหารของไอ้ลูกหมานั้นเป็นอันขาด” มาร์คัส ตวาดเสียงดังจนลั่นบ้าน



    แต่ในขณะเดียวกัน ไลท์ที่โดนอีกฝ่ายหยิบยกมาด่า กลับไม่ได้สนใจหรือแยแสเลยสักนิด



    ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาตักข้าวต้มเข้าปากด้วยความเอร็ดอร่อย ราวกับเรื่องทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


    “เชฟไลท์ให้พวกเราไปสั่งสอนหมอนั้นไหมครับ?” ด้วยความที่โทมัสและจิมต่างก็นับถือไลท์จนสุดลิ่มทิ่มประตู ทั้งสองคนย่อมไม่ชอบให้ใครหน้าไหนมาต่อว่า ไลท์ อยู่แล้ว



    ก่อนที่ทั้งสองจะลงมืออะไรไปมากกว่านี้ “รีบๆ กินเร็วๆ เดี๋ยวเย็นรสชาติมันจะไม่อร่อย” ไลท์ก็ได้ดึงสติของทั้งสองคนให้กลับมา

    จนในที่สุด ทั้งสองคนก็ได้ดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารอย่างข้าวต้มเครื่องเป็นครั้งแรก



    แม้รสชาติของข้าวต้มจะเทียบไม่ได้กับข้าวไข่เจียว ข้าวผัดหรือข้าวกะเพรา ที่พวกเขาเคยกิน แต่ด้วยรสชาติที่เบาๆ เช่นนี้ ช่างเป็นอาหารเริ่มต้นมื้ออาหารของวันได้ดีอย่างที่เชฟไลท์บอกจริงๆ



    “เอาหล่ะ ในเมื่อกินกันเสร็จแล้ว...งั้นบอกฉันมาหน่อยว่าพวกนายสองคนวางแผนภารกิจไปถึงไหนกันแล้ว?” จามทั้ง 4 ใบ ต่างวางลงพร้อมๆ กัน



    ข้าวต้มในชามล้วนถูกกินจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำจากข้าวต้มที่ถูกยกซดจนหมดสิ้น



    “พวกเราสองคนจะเริ่มต้นปล่อยข่าวที่หมู่บ้านดาราฉายเป็นที่แรกและจะแยกกันไปตามหัวเมืองต่างๆ โดยตัวผมจะไปปล่อยข่าวที่ เมืองดาราฉาย ส่วนจิมจะรับหน้าที่ปล่อยข่าวนี้ที่หมู่บ้านสายหมอกในดินแดนทางเหนือครับ”



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy

    ตารางการลงนิยายทุกวันเวลา 18.00

    (ในอนาคตอาจมีการปรับตารางลงใหม่เพื่อให้ตัวผู้แต่งมีเวลาพัก ขอบคุณครับ) 

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน