The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

    LV 60 คราวซวยมาเยือน

    เครดิตภาพจาก  https://wall.alphacoders.com


    ……………………

             

           หลังจากแก๊งมาเฟียหลบหนี ตรอกมืดก็เหลือแค่สองวัยรุ่นและเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มมาวินเข้าไปหาตังลี่ที่นอนเหยียดยาว เขาเตะหน้าแข้งของหัวหน้ามาเฟียเบาๆพร้อมเอ่ยถาม


    “ แล้ว…..เราจะทำยังไงกับเจ้าหมอนี่” 

              


            เหมยลี่มองมาเฟียใหญ่ที่นอนสิ้นสติ ดวงตาฉายแววสังเวชนิดๆ ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ


    “ ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ ” 

              


             พอเหมยลี่พูดจบ เธอและเด็กน้อยก็เดินจากไป ส่วนมาวินเขามองมาเฟียใหญ่อยู่ชั่วขณะ ก่อนหวดก้นอีกหนึ่งป้าบ


    “ นี่แน่ะ โทษฐานที่ทำให้ชั้นต้องเจ็บตัว ” 


    ……………………..

               

             ทั้งสามมาถึงลานกว้างแถวท่าเรือ บรรยากาศเงียบสงัดและปราศจากผู้คน ลมทะเลกระทบกายจนชวนให้เย็นใจ มาวินยืนกอดอก หลังพิงเสาไฟสูงสามเมตร ส่วนเหมยลี่กำลังพันแผลที่หัวไหล่ โดยมีเด็กน้อยเป็นผู้ช่วย

     

    “ อืม…..ค่อยยังชั่ว แผลไม่ลึกเท่าไหร่ แถมไม่ติดพิษ ทายาไม่กี่วัน ก็หายสนิท ” เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มกล่าว สีหน้าดูโล่งอก 


    “ ทั้งที่อายุยังน้อย แต่เธอก็ปฐมพยาบาลเก่ง แถมยังดูแผลติดพิษออกอีก ” เหมยลี่ชม ทว่าเด็กน้อยกลับสะดุ้งนิดๆ ชนิดถ้าไม่สังเกต คงไม่เห็นพิรุธ 


    “ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ว่าแต่นายจะทำยังไงต่อไป ไอ้หนู ” มาวินกราดเข้ามาถาม โดยไม่สนใจบรรยากาศของวงสนทนา


    “ ฮะๆ ผมคิดว่า.....พวกเราคงต้องลากันตรงนี้แล้ว ” เด็กน้อยได้ที จึงรีบเฉไฉไปคุยกับมาวิน


    “ ไม่ใช่อย่างนั้น ไอ้ลากันน่ะ มันแน่อยู่แล้ว แต่ที่ชั้นถาม หมายความว่า……นายจะทำยังไงกับชีวิต จะเร่ร่อนทั้งที่ยังเป็นเด็กแบบนี้เหรอ มันอันตรายนะ เมื่อกี้ก็เพิ่งถูกคนชั่วตามล่า ทำไมถึงไม่กลับบ้านไปหาพ่อแม่ล่ะ ” มาวินแสดงเจตนาด้วยสีหน้าจริงจัง อันเป็นภาพหาได้ยากยิ่ง

               


            แม้เป็นคำพูดสั้นๆ แต่ก็ทำให้เด็กน้อยนิ่งอึ้ง ใบหน้าเล็กๆที่ขมุกขมัวสั่นเทา ดวงตากลมโตเริ่มแดงก่ำและมีหยาดน้ำน้อยๆปรากฏที่ใต้ตาเป็นนัยว่าจะเกิดดราม่าในอีกไม่กี่อึดใจ 


    “ อ้าว เฮ้ย เป็นอะไรไป ไอ้หนู ทำไมทำท่าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้น คิดถึงพ่อกับแม่ของนายรึไง ” มาวินสะดุ้งโหยง เขาตกใจกับความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏ

             


            เด็กน้อยส่ายหน้าช้าๆ พร้อมปาดน้ำตาทิ้ง จากนั้นก็ยิ้มให้มาวินแล้วตอบคำถามด้วยเสียงที่สั่นเทา 


    “ เปล่าครับ แค่รู้สึกตื้นตันกับน้ำใจของพี่ชาย ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครห่วงใยผมถึงขนาดนี้เลย ”  


    “ เฮ้ ไอ้หนู เข้าใจผิดแล้ว ชั้นไม่ได้ห่วงซักหน่อย แค่…..ไม่อยากจะให้พวกนักเลงโตลำบากในการไล่กระทืบนายก็เท่านั้นเอง ” ใบหน้าเล็กเรียวของมาวินเริ่มแดงด้วยความอาย เขาพยายามเลี่ยงไปทางอื่น แต่ด้วยเวลาที่จำกัด จึงทำให้ข้ออ้างดูตลก

              


             เด็กน้อยและเหมยลี่อมยิ้มเป็นเชิงรู้ทัน แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ครู่หนึ่ง เจ้าหนูก็หยุดยืนที่เบื้องหน้าของเด็กสาวร่างสูง พร้อมฉีกยิ้มกว้างจนอีกฝ่ายนึกฉงน ระหว่างที่กำลังงุนงง ผู้เยาว์ก็เข้าโผเข้ากอดอย่างรวดเร็ว


    “ เอ๊ะ ” เหมยลี่อุทานในลำคอ แต่เด็กน้อยยังคงกอดเด็กสาวร่างสูงเอาไว้แน่นปากก็กล่าวขอบคุณเบาๆ 


    “ ขอบคุณ พี่สาวมากครับที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ ” 

             


            เด็กน้อยกอดอยู่นานพอดี ส่วนมาวินที่ยืนดูอยู่ไม่ห่าง เริ่มขุ่นเคืองทางอารมณ์เพราะถึงยังเด็ก แต่ก็เป็นเพศชาย มิหนำซ้ำเจ้าหนูนี่น่าจะอายุประมาณ 12ปี อันเป็นวัยที่ไม่ห่างจากเหมยลี่

               


             เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กน้อยก็คลายตัวจากอ้อมกอดทิ้งให้เหมยลี่ยืนเอ๋อรับประทาน อึดใจต่อมา เจ้าหนูก็ประจันกับมาวิน ทำให้พบสีหน้าที่ดูหงุดหงิดของอีกฝ่าย


    “ ว่าไง พี่ชาย ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น ” หนูน้อยหน้าจิ้มลิ้มถามเย้ยๆ 


    “ เชอะ ชั้นไม่ได้ทำหน้าหงุดหงิดซักหน่อย ” เด็กหนุ่มหัวเขียวกอดอก ท่าทีไม่พอใจ 


    “ เอ๋….. ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าพี่ชายทำหน้าหงุดหงิด อย่าร้อนตัวไปสิ ” เด็กน้อยยักคิ้วหลิ่วตาให้มาวิน ท่วงท่าดูทะเล้น 


    “ หน็อยแน่ เจ้าหนู นายกล้าแซวชั้นรึ ” มาวินตวาดแว๊ด พร้อมง้างมือ เพื่อเตรียมเขกกะโหลกเจ้าจอมแก่น แต่ก่อนจะได้ทำตามประสงค์ เจ้าหนูก็โผเข้ามาซบอก ทำให้ลิงหัวเขียวถึงกับอึ้งกิมกี่


    “ เฮ้ เจ้าหนู แกจะทำอะไร ” มาวินตกตะลึง ใบหน้าเริ่มกลับมาแดงอีกครั้ง

             


            เด็กน้อยซบหน้านิ่งๆอยู่แบบนั้น ชั่วครู่ เขาก็เอื้อนเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงส่อแววตื้นตันและสำนึกขอบคุณ 


    “ ขอบคุณพี่ชายมากนะครับ ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีใครคอยห่วงใยผมเลย ” 


    “ นี่….นาย ” หลังได้ยินคำพูดที่ชวนให้สะเทือนใจ สีหน้าของมาวินก็สลดลงเล็กน้อย             

          


           แต่ก่อนจะเกิดดราม่าไปมากกว่านี้ เด็กน้อยก็ผละออกจากอก พร้อมแลบลิ้นปลิ้นตา ปากก็กล่าวสัพยอกด้วยท่าทางที่ดูร่าเริงจนสองหนุ่มสาวนึกงง....ทำไมถึงเปลี่ยนอารมณ์ได้ไวปานนี้


    “ แต่ผมไม่กอดพี่ชายแบบที่กอดพี่สาวหรอกนะ อย่าน้อยใจไปล่ะ ” 


    “ บ่ะ ใครจะไปน้อยใจกับเรื่องพรรค์นี้เล่า เจ้าเด็กทะเล้น ” มาวินตะคอกเสียงแหลมพร้อมทำท่าง้างเท้า แต่เจ้าตัวเล็กก็ไวพอจะหลบหลังเหมยลี่ บรรยากาศที่ครึกครื้น ทำให้เด็กสาวหัวเราะออกมาเบาๆ


    “ หึๆ ” 


    “ เอ๋….. เธอหัวเราะเป็นด้วยเหรอ ” มาวินถึงกับหน้าตื่น แน่นอนว่าเด็กน้อยก็งงไม่แพ้กัน


    …………………………

                

            เหมยลี่และมาวินตามไปส่งเด็กน้อยที่เรือโดยสารขนาดใหญ่ซึ่งกำลังแล่นออกจากท่า แม้ช่วงเวลานั้นจะเกือบเที่ยงคืนแล้วก็ตาม แต่ยังมีผู้คนสัญจรไปมาเกือบร้อยชีวิต บ่งบอกถึงสภาพของนครใหญ่ที่ไม่เคยหลับใหล


    “ นายแน่ใจแล้วนะว่าจะเดินทางคนเดียว ” มาวินถามย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเจือความห่วงใย

     

    “ ครับ พี่ชายไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ” เด็กน้อยยิ้มรับ


    “ หน็อย.... ใครเป็นห่วงนายกันฟะ ชั้นก็แค่….” มาวินเริ่มหน้าแดงอีกแล้ว ขณะที่จะกล่าวแก้ตัว เด็กน้อยจอมแก่นก็ชิงพูดออกมาก่อน


    “ ชั้นแค่กลัวว่าพวกนักเลงโตจะเหนื่อยในการไล่กระทืบนาย ผมรู้เหตุผลของพี่ชายแล้วครับ ฮะๆ ” พอหนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มดักคอเสร็จ เขาก็หัวเราะ ท่าทางน่ารัก น่าเอ็นดูจนคล้ายเด็กผู้หญิงเลยทีเดียว 


    “ ฮึ่ม....รู้ดีตลอด ” มาวินนึกฉุนปนอายที่ถูกเด็กน้อยรู้ทัน จึงย่างสามขุมเข้าไปหา หวังเตะตูดให้สมแค้น แต่เด็กน้อยก็ย้ายร่างเล็กบางเข้าไปในเรือเพื่อหลบภัย


    “ ฮึ่ม.....อย่าได้พบเจอกันอีกเลย กวนโมโหชะมัด เจ้าหนูคนนี้ ” มาวินบ่นพึมพำ แต่สายตาเรียวเล็กกลับฉายแววห่วงใยเขาจ้องมองเรือใหญ่ไม่วางตา 

             


           เหมยลี่ไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงยิ้มมุมปาก สายตาที่มองมาวินเปล่งประกายประหลาดที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ ระหว่างนั้นเอง เสียงแตรสัญญาณก็ดังยาว คาดว่าน่าจะมาจากดาดฟ้าเรือ 


    “ ปู้น……. ” 


    “ เฮ้อ….. เรือจะออกเดินทางแล้ว หวังว่าเจ้าหนูนั่นคงจะรอดนะ ” มาวินมองไปที่เรือใหญ่ จากนั้นก็หันกลับมามองผู้คนนับสิบที่กำลังโบกไม้โบกมือ เพื่อล่ำลานักเดินทางด้วยใจอาวรณ์


    “ เอาน่า ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก เจ้าหนูนั่นเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว แถมน่าจะทำได้ดีกว่านายซะอีก ” เหมยลี่กล่าวช้าๆ แต่ในคำพูดนั้นฟังดูแหม่งๆจนมาวินเริ่มสงสัย 


    “ ที่พูดมา หมายความว่า….ยังไง ” 

               


           เหมยลี่ยิ้มนิดๆ เธอล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบถุงผ้าสีกระดำกระด่างขึ้นมาโชว์


    “ นี่คือ….” มาวินทำหน้างง


    “ รับไปดูซิ ” เหมยลี่ตอบเรียบๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองเรือใหญ่ที่แล่นออกจากฝั่ง            

          


           มาวินรับถุงผ้านั้นไปเปิดดูอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มพบกระดาษแผ่นเล็กอยู่ภายในมันถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ อ่านจับใจความได้ว่า…….. 

                   

                ขอบคุณพี่สาวมากครับที่ให้ทุนรอนในการเดินทาง เพื่อเห็นแก่น้ำใจ ผมได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้ใช้ประทังชีวิต หวังว่าจะเอาตัวรอดได้นะครับ  

    ปล. ฝากบอกพี่มาวินด้วย......ถ้าเป็นไปได้ อยากพบอีกครั้ง เพราะมีสิ่งที่อยากจะกล่าวกับพี่ด้วยตัวเอง 

    ด้วยรักและคิดถึง

    จากโจรน้อย

     

              เมื่อมาวินอ่านจบ เด็กหนุ่มก็เงยหน้ามองเรือเดินทางขนาดใหญ่ที่กำลังแล่นห่างออกไปสลับกับมองหน้าเหมยลี่อยู่สองสามที จากนั้นก็เอ่ยถามเสียงสั่น 


    “ แบบนี้หมายความว่า…” 


    “ ใช่แล้ว เจ้าหนูนั่นเป็นโจร แล้วก็ยกเค้าพวกเราด้วยการฉกเงิน คาดว่าน่าจะลงมือตอนที่โผเข้ากอดชั้น ” เหมยลี่ตอบเรียบ สีหน้าดูนิ่งๆ สายตาคมเข้มมองไปยังเรือโดยสารที่กำลังลับสายตา


    “ ฮะๆ แล้วตอนนี้ พวกเราเหลือเงินอยู่เท่าไหร่ล่ะ ” มาวินถามเสียงอ่อย หัวใจเริ่มห่อเหี่ยว


    “ ชั้นเช็คดูแล้ว น่าจะเหลือประมาณ 10 เหรียญเงิน พอใช้ได้ซักสองสามวัน แต่ไม่พอให้เดินทางต่อไป ” เหมยลี่ตอบนิ่งๆ ใบหน้าราบเรียบจนจับอารมณ์ไม่ได้ 


    “ ฮะๆ เหอๆ หึๆ ฮึ่ม..... ไอ้เด็กบ้า ไอ้เด็กขี้ขโมย เจอกันคราวหน้า ชั้นจะตื้บนายให้เละแล้วนำไปส่งให้แก๊งมาเฟียหมัดงูด้วยตัวเองเลย ” มาวินตั้งต้นจากหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเริ่มหัวเราะแปลกๆ ปิดท้ายด้วยการเอ็ดตะโรเสียงดังทำให้ผู้คนแถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียว



    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter