ตกประวัติศาสตร์
จนบ่ายคล้อยเฉินฟางเหนียงจึงเริ่มขยับตัวได้ ก็พอดีกับที่ทหารสองคนนำสำรับอาหารกับอ่างน้ำมาวางไว้ให้ ก่อนจะโค้งคำนับแล้วเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน”
เธอเรียกทหารทั้งสองคนไว้เพื่อถามคำถาม
“ขอรับ”
“ที่นี่ที่ไหน”
“ค่ายพยัคฆ์ขอรับ”
อืม...ตอบแคบไปมั้ย
“นั่นแหละ แล้วอยู่ที่ไหนล่ะ”
“ชายป่าติดกับเมืองเยี่ยขอรับ”
เหมือนจะได้อะไร แต่ก็ไม่ได้อะไร
“เมืองเยี่ยเหรอ? มณฑลอะไรล่ะ”
“มณฑล?”
“รัฐน่ะ”
ทหารทั้งสองมองหน้ากันด้วยความงุนงง
“แคว้นน่ะ”
“อ๋อ แคว้นฉู่ขอรับ”
“แคว้นฉู่? แคว้นฉู่...”
เฉินฟางเหนียงดำดิ่งลงไปในภวังค์เมื่อได้ยินชื่อแคว้น ก่อนจะแหวกว่ายไปในความทรงจำอันเลือนรางเมื่อสมัยมัธยม ถึงบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่เ้าตัวเกลียดนักหนากับวิชาท่องจำ
“ฉิน ฉี ฉู่ เยียน เว่ย หาน เ้า”
ปากก็ท่องแคว้นทั้งเจ็ดใน่ยุคสมัยหนึ่งเมื่อราวสองพันกว่าปีก่อน
“นี่ปีอะไร?”
ก่อนจะหันมาถามคำถามกับความว่างเปล่า เมื่อทหารทั้งสองเดินออกจากกระโจมไปตั้งนานแล้ว
เฉินฟางเหนียงนั่งกุมขมับกับข้อมูลที่ไม่เพียงพอที่สมองของเธอจะประมวลผลออกมาได้ แต่ไม่ว่าจะปีไหนอย่างไรก็ไม่ใช่ยุคของเธออยู่ดี
“ให้ตายสิ ถ้าจะฝันก็ต้องตื่นได้แล้วนะ ตื่น ๆ ๆ”
เตี๋ยเฟิงหยุดอยู่หน้ากระโจม เมื่อเห็นหญิงสาวโวยวายนั่งทึ้งผมตัวเองอยู่คนเดียวราวกับคนบ้า
“ถ้าเ้าฝัน ข้าก็คงอยู่ในฝันเดียวกันกับเ้า เพียงแต่นี่ไม่ใช่ความฝัน”
หญิงสาวกระโจนเข้าหาเขา คว้าคอเสื้อไว้แน่นก่อนจะกระชากคนร่างสูงไปมา
“นี่คุณ ทั้งหมดคือเื่ล้อกันเล่นใช่มั้ย คุณร่วมมือกับเสี่ยวชิงมาแกล้งฉันออกทีวีใช่มั้ย บอกให้ทุกคนออกมาเถอะ ฉันไม่ฟ้องพวกคุณแล้วก็ได้ ออกมาเถอะ”
เธอร้องถามราวกับจะให้เื่นั้นเป็จริงขึ้นมาให้ได้ จะให้แลกกับอะไรก็ยอมแล้วทั้งนั้น
“เ้าพูดอะไร ฟังพิลึกพิลั่น เสี่ยวชิงคือผู้ใด”
จู่ ๆ หญิงสาวก็รู้สึกแข้งขาอ่อนแรงขึ้นมาทันที เธอกลืนน้ำลายก่อนตัดสินใจถามคำถามที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบคืออะไร ด้วยความหวังริบหรี่ว่าอาจจะมีคำตอบที่ต่างไป
“ที่นี่ที่ไหน”
“ค่าย...”
เธอตัดบทก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบ
“รู้แล้วว่าค่ายทหารอะไรสักอย่าง แต่มันอยู่ที่ไหนเล่า”
แม้จะรู้สึกขัดเคืองที่ถูกพูดแทรกอย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าไร้มารยาทกับเขาเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ยังทำใจเย็น ก่อนจะตอบออกไป
“ตำบลเหยียน...”
หญิงสาวตาเป็ประกายเมื่อได้ยินคำตอบที่ต่างไป
“...ติดกับเมืองเยี่ย แคว้นฉู่”
แต่แล้วคำตอบสุดท้ายก็ทำให้ขาที่อ่อนแรงอยู่แล้วนั้น ทรงตัวไว้ไม่ไหว ทรุดลงไปกองกับพื้น
“ถึงคราวที่เ้าจะตอบข้าบ้างแล้ว เ้าเป็ใคร”
“เฉินฟางเหนียง”
เธอตอบยานคางอย่างคนไร้สติ
“ใครส่งเ้ามา”
นั่นสิ เธอก็อยากจะรู้เหมือนกัน ใครมาสร้างไทม์แมชชีนไว้ั้แ่เมื่อไหร่ และส่งเธอย้อนเวลามาสองพันกว่าปีเพื่ออะไร หัวหน้าแผนกบัญชีที่ตกประวัติศาสตร์อย่างเธอมาทำอะไรที่นี่ ในยุคบ้านป่าเมืองเถื่อนที่แบ่งชนชั้นกดขี่กันขนาดนี้ แถมยังสู้รบกันตลอด เธอจะมีชีวิตรอดไปได้อย่างไร ซี่รี่ส์ทะลุมิติย้อนเวลาเื่ไหน ๆ ก็มีแต่นางเอกที่เก่งประวัติศาสตร์กันทั้งนั้น
ใครจะคิดว่าคนอย่างเธอจะทะลุมิติย้อนมาอยู่ใน่เวลาที่เหมือนกับในซี่รี่ส์ย้อนยุคที่พ่อกับแม่ชอบดู เฉินฟางเหนียงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหน้าจอที่ตั้งไว้เป็ภาพสามคนพ่อแม่ลูก หญิงสาวน้ำตารื้นขึ้นมา เมื่อเปิดไล่ดูรูปภาพเมื่อครั้งไปเที่ยวกันทั้งครอบครัว
“ป่านนี้พ่อแม่จะเป็ยังไงบ้างนะ ในโลกปัจจุบันฉันจะตายไปหรือยัง หรือโคม่าเป็เ้าหญิงนิทรา หรือว่าตัวฉันจะหายไปจากโลกนั้นแล้ว”
เมื่อเปิดคลิปตอนไปเที่ยวไปเรื่อย ๆ จนถึงคลิปล่าสุดที่เธอเพิ่งถ่ายไว้เมื่อวาน
“จริงสิ ในซีรี่ส์ทะลุมิติส่วนใหญ่มาทางไหน ก็กลับทางนั้น”
เฉินฟางเหนียงผุดลุกไปหาเตี๋ยเฟิงที่นั่งจับจ้องทุกอากัปกิริยาของเธออยู่นานแล้ว
“คุณ…หน้าผานั้นอยู่ที่ไหน”
“เ้ายังไม่ตอบข้าว่าใครส่งเ้ามา”
“ไม่มีใครทั้งนั้นแหละ”
“โกหก”
“จริง ๆ ไม่ได้โกหก ที่จริงไม่ได้อยากมาด้วยซ้ำ”
หญิงสาวเริ่มถอยหลัง เมื่อเห็นท่าทีคุกคามของชายหนุ่มที่ย่างสามขุมเข้ามาใกล้
“แล้วเ้าไปทำอะไรที่หุบเขาฮุ่ยซาน”
“ฮุ่ยซาน? ที่นั่นคือหุบเขาฮุ่ยซานงั้นเหรอ”
ทันใดมือแกร่งนั้นก็คว้าหมับเข้ามาที่คอของเธอ
“นี่เ้า หลอกถามข้างั้นรึ”
หญิงสาวดิ้นรนเมื่อมือนั้นเพิ่มแรงบีบ ภาพฝันร้ายเมื่อเช้าฉายแวบขึ้นในหัว
“อื๊อ ป..ปล่อย”
“เ้าเป็ใคร”
“เฉินฟางเหนียง ก็ตอบไปแล้วไง”
“ใครส่งเ้ามา”
“ไม่มี”
“ไปทำอะไรที่เขาฮุ่ยซาน”
“ไม่รู้ ไม่ได้อยากไปด้วยซ้ำ มันเป็เื่บังเอิญ”
“เ้าใช้วิชาสำนักไหน เหตุใดล้มคนนับสิบได้ในคราเดียว”
“วิชาอะไร พูดอะไรไม่เห็นรู้เื่”
“อย่ามาทำไขสือ”
“ไม่ได้ไขสือ ก็คุณพูดจาไม่รู้เื่เองนี่”
“ไม่ตอบดี ๆ เช่นนั้นก็...”
เขาะโสั่งออกไปนอกกระโจม
“ทหาร เตรียมเครื่องทรมาน”
.
.
.
-------------------------------------------
*นิยายเื่นี้เป็เพียงจินตนาการของผู้แต่ง ไม่ได้พาดพิงประวัติศาสตร์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่ยกคำอธิบายชื่อแคว้น และยุคสมัยหนึ่งเพื่อความง่ายในการเล่าเื่ให้ดูสมเหตุสมผลเท่านั้น*
**475-221 BC
ต้นยุคชุนชิวแผ่นดินจีนมีประมาณสองร้อยนครรัฐ แต่าแย่งชิงอำนาจหรือแผ่ขยายอิทธิพลต่างผนวกดินแดนต่าง ๆ เข้ากับรัฐผู้ชนะจนกระทั่งเหลือเพียงรัฐใหญ่ เจ็ดรัฐมหาอำนาจในตอนปลายยุคชุนชิวนักประวัติศาสตร์จีนเรียกว่า เจ็ดมหานครรัฐแห่งยุคจั้นกั๋ว ได้แก่ รัฐฉี (齐:Qí) , รัฐฉู่ (楚:Chǔ) , รัฐเยียน (燕:Yàn) , รัฐหาน (韩:Hán) , รัฐเ้า (赵:Zhào) , รัฐเว่ย (魏:Wèi) , และรัฐฉิน (秦:Qín)
ยุคนี้สิ้นสุดโดยการขึ้นครองอำนาจของ อิ๋งเจิ้ง แห่งรัฐฉิน หรือที่รู้จักกันในนาม ฉินสื่อหวงตี้ (พระเ้าฉินสื่อหวงตี้) โดยถือเป็จักรพรรดิองค์แรกของจีน
-ที่มา-wikipedia