ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่63 การพบพาน ณ หอค่ายกล

    ราตรีคลี่ม่านดำมืดดุจหมึกจีนแต้มผืนฟ้า หอค่ายกลแห่งตำหนักมังกรเมฆาฉาบไล้ด้วยแสงโคมฉายวูบไหว คลอเคล้าเสียงฝีเท้าขวักไขว่และกระซิบกระซาบ ทว่าฉับพลันทันใด คลื่นเสียงเหล่านั้นพลันสงบเงียบราวถูกธารวารีเย็นเยียบปาดป่าย ฝูงชนเบื้องหน้าอวี้เหวินแยกออกเป็นสองฟากราวสายน้ำไหลหลาก สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวออกจากหมู่ผู้ติดตามอย่างสง่างาม


    ร่างสูงโปร่งสง่าในอาภรณ์แพรไหมสีนิลกาฬ ทอประกายเงินยวงดุจเกล็ดมังกรยามต้องแสงจันทร์ เส้นผมดำขลับยาวสลวยถูกรวบไว้หลวมๆ ด้วยแถบผ้าเงินวาววาม รอยยิ้มบางเฉียบประดับบนใบหน้าคมสันดุจศิลาน้ำแข็ง ดวงตาลึกล้ำดุจห้วงเหวลึกไร้ก้นบึ้ง ยากจะหยั่งถึงความคิดในห้วงนั้น


    เคียงข้างกันนั้น ปรากฏร่างสูงใหญ่ดุจขุนเขาเคลื่อนที่...

     “นายน้อย... เจ้านั่นแหละ อวี้เหวิน”


    ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวพิฆาตของบุรุษในชุดดำพลันตวัดมองตรงมายังอวี้เหวิน เพียงเสี้ยววินาที แววตานั้นกลับฉายประกายเย็นเยียบดุจคมดาบไร้เงา สลักเสลาคำขู่ไว้ในห้วงอากาศอันหนาวเหน็บ เขาก้าวเท้าหนักแน่นตรงมา ราวพายุคลั่งโหมกระหน่ำ เหล่าผู้ติดตามเบื้องหลังต่างเร่งฝีเท้าตามมาอย่างเงียบเชียบดุจเงาตามตัว


    อวี้เหวินทอดสายตาไปยังภาพตรงหน้าด้วยความสงบเยือกเย็น ทว่าภายใต้ความนิ่งนั้นกลับซ่อนไว้ซึ่งความเคร่งขรึมลุ่มลึก ในห้วงความคิดบังเกิดคำถามเงียบงัน' บุรุษผู้นี้...มีจุดประสงค์ใดกันแน่?'


    อีกฝ่ายหยุดยั้งฝีเท้า ห่างจากอวี้เหวินเพียงก้าวเดียว ดวงหน้าหล่อเหลาทว่าน่าเกรงขามระบายยิ้มละไม ดวงตาเปล่งประกายราวสุริยันต้องเงาน้ำ “ศิษย์น้องอวี้เหวินกระมัง? ศิษย์ใหม่ผู้โค่นล้มอ๋าวหยินห่าวในสามกระบวนท่า ข้า จ้าวชิงอวิ๋น ศิษย์แห่งหอค่ายกล ขอคารวะเจ้า”


    วาจาที่เอื้อนเอ่ยนั้นดูเผินๆ คล้ายมิตรไมตรี ทว่าในความรู้สึกกลับประหนึ่งลมหนาวที่ซ่อนคมมีด พัดเฉือนเข้ามาอย่างฉับพลัน


    เสียงซุบซิบนินทาดังกระหึ่มจากเบื้องหลังราวคลื่นลมปั่นป่วน


    “นั่น...เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นใครกัน จ้าวชิงอวิ๋นถึงกับมาทักทายด้วยตนเอง?”


    “ศิษย์ใหม่รึ?”


    “อวี้เหวิน...? ข้าจำได้แล้ว! คือผู้ที่ปราบอ๋าวหยินห่าวในการประลองเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นเอง!”


    เสียงหนึ่งกระซิบแผ่วเบา “อ๋าวหยินห่าวนั่นมิใช่คนของจ้าวชิงอวิ๋นหรือ?”


    “หรือว่าการมาเยือนของเขาในวันนี้... จะมีเรื่องราวสนุกสนานให้พวกเราได้ชมกันเสียแล้ว...” ชายผู้นั้นมีสีหน้าตื่นเต้นรอคอย


    ในห้วงความคิดของอวี้เหวิน กระแสหนึ่งพวยพุ่งขึ้นจากภายในจิต 'รอยยิ้ม... วาจาทอดไมตรี... ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายใดแอบแฝงอยู่หรือไม่' ดวงตาคมกริบดุจใบมีดจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังชั่งตวงทุกคำพูดและการกระทำของอีกฝ่ายด้วยความระมัดระวัง


    ทว่าจ้าวชิงอวิ๋นมิปล่อยให้ความเงียบเย็นเยียบปกคลุมนานเกินไป พลันเอ่ยต่อด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ซึ่งร่องรอยแห่งความรู้สึกผิด


    “ใช่ๆ ข้าได้ยินมาว่าคนของข้า... ได้ก่อความไม่สบายใจให้แก่ศิษย์น้องหลายประการ ข้าขออภัยแทนพวกเขาจากใจจริง มิคาดคิดว่าจะบังเกิดเรื่องเช่นนั้น”


    พลางหันหน้าไปยังด้านข้าง “หลินเซวียน!”


    บุรุษร่างกำยำดุจหมีร้ายที่ยืนอยู่เบื้องหลังก้าวเท้าออกมา ใบหน้าคมเข้มดุดันปรากฏร่องรอยกระวนกระวาย รีบก้มศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม


    “ขอรับ นายน้อย”


    จ้าวชิงอวิ๋นหรี่ดวงตาลง แวววาวในดวงตาคู่นั้นเฉียบคมดุจใบมีดที่ลับคมกริบ


    “เจ้า... เป็นผู้หาเรื่องศิษย์น้องอวี้เหวินก่อนใช่หรือไม่?”

    น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นมิได้ดัง หากแต่กลับก้องกังวานลึกเข้าไปในจิตใจของผู้ฟัง ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจ


    หลินเซวียนก้มศีรษะต่ำลงกว่าเดิม เหงื่อเย็นเยียบเริ่มผุดพรายบนหน้าผาก “ขอรับ... เป็นข้าน้อยเอง”


    ฉับพลัน! ฝ่ามือเรียวยาวกลับฟาดลงบนใบหน้าคมสันของชายผู้นั้นอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า!


    เสียงตบสนั่นก้องกังวาน ราวอสนีบาตฟาดผ่ากลางอากาศ จนฝูงชนที่ยืนชมอยู่ถึงกับผงะถอยหลัง หลินเซวียนร่างใหญ่เซถลาไปสองก้าว ก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่าแทบเท้า ร่างกายกำยำดั่งขุนเขากลับสั่นสะท้านราวใบไม้ต้องลมมิเพียงเพราะแรงตบ หากแต่ยังจากแรงกดดันอันมหาศาล

    ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบงันราวป่าช้า ก่อนเสียงลมหายใจถี่กระชั้นจะเริ่มดังขึ้นอีกระลอก ราวคลื่นใต้น้ำที่ปั่นป่วน


    “เขา... เขาตบหลินเซวียน?”


    “หลินเซวียนนั่นเลื่องชื่อว่าแข็งดั่งหินศิลาไร้ผู้ใดกล้าแตะต้องแท้ๆ!”


    “ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าจ้าวชิงอวิ๋นจะทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คน...”


    อวี้เหวินยังคงยืนหยัดมั่นคงดุจเสาหลัก มองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยดวงตาเรียบนิ่งสงบ ทว่าภายในจิตใจกลับราวกับพายุที่กำลังก่อตัว จ้าวชิงอวิ๋น... การกระทำของเจ้าในวันนี้ เป็นการขอขมาด้วยใจจริง... หรือเป็นเพียงกลลวงเพื่อให้ข้าประมาทเลินเล่อ?


    ชายหนุ่มร่างใหญ่ในชุดครามเข้มยังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ฝ่ามือทั้งสองวางแนบแน่นบนพื้นหิน หัวคำนับต่ำราวกับสำนึกผิดแทบสิ้นใจ ดวงหน้าเข้มขึงที่เคยแสดงความโอหัง บัดนี้ซีดเผือดด้วยความหวาดหวั่น น้ำเสียงยังไม่กล้าเปล่งออกสักครึ่งคำ


    สายตาคมดุจหอกน้ำแข็งของจ้าวชิงอวิ๋นทอดมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเย็น ก่อนจะเบือนใบหน้าอันหล่อเหลาราวภาพวาดไปยังบุรุษอีกผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง

    พลันแววตาแข็งกร้าวกลับอ่อนลงเล็กน้อย เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางเฉียบที่ยากจะหยั่งถึง


    “ศิษย์น้องอวี้…” จ้าวชิงอวิ๋นเอ่ยเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดอย่างจริงจัง “ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วยใจจริง มันผู้นี้อวดดีไร้ขีด มิเพียงไม่รู้จักประมาณตน ยังบังอาจล่วงเกินผู้ที่เเข็งเเกร่งกว่า ข้าจะลงโทษมัน… รวมถึงอ๋าวหยินห่าวอีกผู้หนึ่งให้สาสมแก่ความผิด”


    ขณะกล่าว สีหน้าของเขาเยียบเย็นลงอย่างช้า ๆ แววตาเรียบสงบของเขาคล้ายปกคลุมด้วยม่านหิมะในฤดูหนาว พลันทอดสายตาไปยังหลินเซวียนอีกครา


    อวี้เหวินยังคงยืนนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นเหมยใหญ่ ดวงหน้าหล่อเหลาที่คล้ายหยกสลักมิได้แสดงความสะทกสะท้านอันใด ดวงตาเรียวยาวคมกริบจับจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง


    เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา


    “ท่านมิจำเป็นต้องกระทำถึงเพียงนี้ เรื่องราวในครั้งนั้น…เมื่อสิ้นสุดการประลอง ข้ามิได้นำมาเก็บใส่ใจอีก”

    พลางหันไปมองร่างที่ยังคงคุกเข่าอยู่ “ท่านให้เขาลุกขึ้นเถิด”


    จ้าวชิงอวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย แวววาวในดวงตาคู่นั้นยากจะคาดเดา ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำทว่าหนักแน่น


    “ลุกขึ้น… และจงจำไว้ว่าต้องขอบคุณศิษย์น้องอวี้ สำหรับความเมตตาอันล้ำค่าที่เจ้าได้รับ”


    วาจานั้นแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล ราวกับเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงทะลุผิวกาย หลินเซวียนที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าคล้ายถูกปลดปล่อยจากพันธนาการที่มองไม่เห็น เขาค่อยๆ พยุงร่างลุกขึ้น ก้มศีรษะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม


    “ขอบคุณศิษย์น้องอวี้… ที่เมตตาข้า ข้าขอให้คำมั่นสัญญา… ว่าจะมิกล้าหาเรื่องท่านอีกเป็นอันขาด”


    น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครือเล็กน้อย เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่ยังคงแดงช้ำจากรอยฝ่ามือของจ้าวชิงอวิ๋นอย่างแผ่วเบา แล้วถอยร่นกลับไปยืนสงบอยู่ภายใต้ร่มเงาอันทมึนของเจ้านายผู้ทรงอำนาจ


    บรรยากาศคล้ายจะสงบลง แต่แล้วจ้าวชิงอวิ๋นกลับยิ้มบาง เอื้อมมือไปที่แหวนหยกสีครามบนปลายนิ้วของเขา ก่อนจะหยิบวัตถุประหลาดชิ้นหนึ่งออกมา


    มันคือแผ่นค่ายกลกลมขนาดเท่าฝ่ามือ สีเงินหม่นสลักด้วยลวดลายซับซ้อนคล้ายอักขระมังกรและคลื่นวารีสลับซ้อนกัน เมื่อยกขึ้นสูง แผ่นค่ายกลนั้นพลันส่องแสงสว่างเรืองรองเล็กน้อย เสมือนมีม่านพลังบางเบาห่อหุ้มโดยรอบ


    “ศิษย์น้องอวี้…” จ้าวชิงอวิ๋นยื่นวัตถุชิ้นหนึ่งมาเบื้องหน้า “เพื่อเป็นการไถ่โทษ ข้ามิมีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่านี้ ค่ายกลชิ้นนี้มีนามว่า ‘ม่านเกล็ดมังกรคราม’ เป็นค่ายกลป้องกันที่ข้ารังสรรค์ขึ้นด้วยตนเอง ด้วยความสามารถอันน้อยนิดของนักค่ายกลเช่นข้า มันอาจมิสมบูรณ์นัก… แต่หากเจ้าต้องเผชิญภยันตราย มันจะช่วยปกป้องเจ้าจากพลังโจมตีได้ส่วนหนึ่ง”


    อวี้เหวินทอดสายตาไปยังแผ่นค่ายกลที่อยู่ในมืออีกฝ่ายอย่างเงียบงัน แววตาภายใต้เปลือกตาครุ่นคิดลึกล้ำ

    ‘ค่ายกลระดับหนึ่งขั้นสูง...’


    เขาครุ่นคิดในห้วงใจ ‘นายน้อยผู้นี้ทุ่มเทเกินไปแล้วกระมัง’

    เสียงแผ่วเบาดุจสายลมกระซิบแว่วมาจากห้วงสำนึก เสียงที่แฝงไว้ด้วยความเบื่อหน่ายระคนเยาะหยัน


    “มิมีสิ่งใดผิดปกติหรอก เจ้าอย่าได้คิดมากไปนัก…”

    เสียงของซ่งเหยียนเฟยเอ่ยขึ้นราวกับล่องลอยมาตามกระแสลม


    อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเจือความเคารพ

    “ศิษย์พี่จ้าว… ท่านเกรงใจข้ามากเกินไปแล้ว ความจริงมิจำเป็นต้องกระทำถึงเพียงนี้”


    เขายื่นมือออกไปรับแผ่นค่ายกลนั้นมาอย่างสงบเสงี่ยม ใบหน้ายังคงเรียบเฉยดุจผืนน้ำไร้คลื่น ก่อนจะเก็บรักษามันลงในแหวนมิติที่สวมอยู่บนนิ้ว การกระทำที่ดูเรียบง่ายนั้น กลับสร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนโดยรอบอย่างยิ่ง


    จ้าวชิงอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่มุมปากดูจะทวีความลุ่มลึกยิ่งขึ้น


    ‘หึ… เจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้ถึงกับมีแหวนมิติไว้ในครอบครองเชียวหรือ’

    เขาครุ่นคิดในใจ พลางลดเปลือกตาลง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ


    “ฮ่าๆ เป็นความผิดของข้าเอง ที่มิอาจดูแลคนของตนให้ดี วันนี้ได้ยลยินการกระทำอันสง่างามของเจ้า ข้ายิ่งมั่นใจ… ว่าการได้รู้จักศิษย์น้องอวี้ ย่อมมิใช่เรื่องที่ไร้ค่า”


    สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดโชยมาอีกระลอก ปลายผ้าคลุมของบุรุษทั้งสองปลิวไสวตามแรงลม ดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ร่วงโรยปลิววนอยู่กลางอากาศ ราวกับภาพวาดพู่กันที่มีชีวิตชีวา


    ริมหอค่ายกลเริ่มคลาคล่ำด้วยผู้คน เสียงเซ็งแซ่ของเหล่าศิษย์คละเคล้ากับเสียงสายลมยามค่ำฝูงชนบางกลุ่มจับจ้องมาที่จ้าวชิงอวิ๋นด้วยแววตาเปี่ยมความเคารพ ต่างเอ่ยถ้อยคำอย่างตื่นตาตื่นใจ


    "นายน้อยจ้าว ช่างมีจิตใจกว้างขวางนัก..."


    เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังกังวานในฝูงชน ดวงตานางพร่างระยับเมื่อทอดมองชายหนุ่มผู้สวมอาภรณ์ดำประณีต เส้นผมยาวรวบหลวมด้วยด้ายเงินขลิบมุกเงิน สง่างามราวเทพเซียนที่เหินมาจากยอดเขาเซียนหลัว


    "ใช่แล้ว... หน้าตาหล่อเหลา ยังมีจิตเมตตาเหลือล้น ช่างหาได้ยากในยุคนี้"


    พลันปรากฏเสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันที่มิอาจซ่อนเร้น “เกรงว่าจะเป็น ‘ใจกว้าง’ ที่ฉาบฉวยเพียงเปลือกนอกเสียมากกว่ากระมัง”


    "หึ เจ้าอิจฉาเขาล่ะสิ" สตรีคนก่อนรีบกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหยันยิ้ม


    ชายที่กล่าวคำแดกดันเพียงยักไหล่เบาๆ สีหน้าเอือมระอาแฝงความเบื่อหน่าย พลันเบนสายตาจากไปไม่ใยดี


    จ้าวชิงอวิ๋นหาได้สนใจเสียงซุบซิบรอบกาย เขาหันกลับมามองอวี้เหวิน ดวงตาดำขลับฉายแววลุ่มลึกดั่งเหมันต์อันเงียบงัน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเปี่ยมด้วยไมตรี


    "ศิษย์น้องอวี้ งานค่ายกลเช่นนี้ เจ้าคงยังไม่เคยพบเจอมาก่อน มาเถิด ข้าจักพาเจ้าเยี่ยมชมเอง"


    ว่าพลางเขาผายมือออกอย่างสุภาพ


    อวี้เหวินก้าวออกจากเงาร่มไม้ ใต้ชุดสีดำสนิทที่ขับผิวขาวดุจหิมะให้ยิ่งโดดเด่น ผมดำขลับยาวสยายเคลื่อนไหวตามลม ใต้ตาขวามีไฝเล็กดั่งหยดหมึกตกบนผืนกระดาษขาว กระทบแสงเช้าแล้วแลดูเย้ายวนลึกลับ


    จ้าวชิงอวิ๋นซึ่งกำลังจะก้าวเดิน หยุดฝีเท้าลงชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเหลือบไปเห็นสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังอวี้เหวิน นางสวมอาภรณ์บางเบาสีขาวขลับคล้ายหมอกแรกแห่งปลายเหมันต์ เรือนผมดำยาวระย้าแซมกลิ่นหอมอ่อนโยนดุจดอกเหมยแรกแย้ม ดวงหน้าภายใต้ผ้าคลุมบางเผยให้เห็นเพียงแววตาที่งดงามเย็นเยียบ เยือกเย็นราวสายน้ำภูเขา กระนั้นกลับสั่นไหวคล้ายพรายแสงเหนือผืนน้ำยามราตรี


    ดวงตาของจ้าวชิงอวิ๋นพลันฉายแววตะลึง แม้เพียงพริบตา แต่กลับเหมือนทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว


    "แม่นางผู้นี้คือ..."


    เสียงเขาดังขึ้นเบาๆ คล้ายเงาสะท้อนกลางทะเลสาบ


    อวี้เหวินขยับกายเล็กน้อย ก้าวขวางเบื้องหน้าเซี่ยชิงหลัว ดวงตาเขาเยือกเย็น ทว่ายังเจือรอยสุภาพ "นางเป็นสหายของข้า ศิษย์พี่จ้าว หากมิว่าอะไร เชิญ..."


    คำกล่าวเรียบง่าย หากทว่าราวใบมีดที่ตัดความหวังทั้งปวง จ้าวชิงอวิ๋นยิ้มบางอย่างรู้ความหมาย พลันเอ่ย "แน่นอน เชิญ"


    สองร่างก้าวไปข้างหน้าเคียงกัน ใต้ทางเดินหินขาวเรียงรายทอดยาวสู่ลานจัดกิจกรรม แสงจันทร์นวลส่องสว่าง ทาบทาทุกสิ่งด้วยสีเงินยวง


    เหล่าสมุนของจ้าวชิงอวิ๋นเดินตามหลังอย่างเงียบงัน ล้วนแต่งกายเรียบร้อย สะพายกระบี่ที่ข้างเอว มองดูมีระเบียบราวกองทหารฝีมือฉกาจ


    จ้าวชิงอวิ๋นกล่าวเสียงนุ่ม “หอค่ายกลของพวกเราจัดงานนี้เป็นประจำทุกปี จุดประสงค์เพื่อให้เหล่าศิษย์ได้รู้จักวิชาค่ายกล และสร้างสายสัมพันธ์ในหมู่ศิษย์ให้แน่นแฟ้น”


    เขายกมือไขว้หลังอย่างสง่างาม ขณะดวงตาทอดมองไปเบื้องหน้าที่เริ่มปรากฏลานหินขนาดใหญ่ ศิษย์มากหน้าตาเริ่มทยอยรวมตัว ณ ลานนั้น


    “และสิ่งที่เป็นจุดสนใจของงานทุกปีก็คือ... กิจกรรมทั้งสี่”


    เขาเอ่ยชื่อกิจกรรมชัดถ้อยชัดคำ ดุจเรียงกระบวนกลยุทธ์แห่งศึก


    "เนตรทิพย์ไขปริศนา ปัญญาพาพ้นทาง มือสร้างสรรค์บรรจบกล หมากกลท้าสมอง"


    "ศิษย์น้องคงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว" เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย มองอวี้เหวินด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่แต้มอยู่บนริมฝีปาก


    “ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ รางวัลสูงสุดของกิจกรรมคือ… ค่ายกลระดับหนึ่งขั้นสูงสุดหนึ่งชิ้น” เขาเอ่ยช้าๆ ดวงตาพลางเงยขึ้นมองท้องนภา ราวกับเห็นแสงดาวระยิบระยับอยู่เบื้องบน


    “แม้แต่ศิษย์หลักบางคน… ยังแสดงความสนใจอย่างยิ่ง”


    อวี้เหวินพยักหน้าเบาๆ ใบหน้ายังคงสงบนิ่งดุจผืนน้ำไร้คลื่น หากทว่าในดวงตาเรียวคมกลับปรากฏประกายบางอย่าง “ข้ามิบังอาจปิดบังศิษย์พี่จ้าว ความจริงแล้ว ข้า… เข้าร่วมก็ด้วยปรารถนาในสิ่งนี้เช่นกัน”


    คำตอบที่ตรงไปตรงมานั้น กลับทำให้รอยยิ้มของจ้าวชิงอวิ๋นทวีความลุ่มลึกยิ่งขึ้น เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างพึงพอใจ


    “ดี… เช่นนั้นก็ตามข้ามาเถิด ข้าจะนำเจ้าไปยังลานจัดกิจกรรม”


    สิ้นคำกล่าว ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ดำสนิทสะบัดชายแขนเสื้อยาว แล้วก้าวเท้าไปยังเบื้องหน้าอย่างองอาจดุจจอมยุทธ์ผู้ท่องอยู่ในยุทธจักร อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวเดินตามไปอย่างไม่รีบร้อน ส่วนเหล่าสมุนของเขาก็เดินเรียงแถวตามมาเป็นระเบียบ


    เสียงฝีเท้าดังสม่ำเสมอบนทางเดินหิน พาผู้คนทั้งสามเคลื่อนคล้อยไปยังใจกลางของการประลองค่ายกลแห่งตำหนักมังกรเมฆา ท่ามกลางหมู่ศิษย์นับร้อยที่เริ่มทยอยหลั่งไหลเข้ามา เสียงสนทนาเบาๆ ดอกเหมยสีขาวบริสุทธิ์ที่ร่วงโรยโปรยปรายตามสายลม และเงาของร่มไม้ใหญ่ที่ทาบทับเบื้องบน ล้วนประสานกันเป็นฉากทัศน์อันงดงามราวภาพวาดในยุทธภพแห่งฤดูหนาว...

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    152K 152
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462