บรรยากาศในสนามประลองกลับมาตึงเครียดอีกครั้งหลังจากจบแมตช์ที่น่าตกตะลึงของเย่ฟาน คู่ต่อไปที่ถูกเรียกชื่อคือ ซ่งฉือ นายน้อยแห่งสำนักกระบี่เมฆาคราม
ซ่งฉือเดินขึ้นสู่เวทีด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง แต่แววตากลับลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น เขาต้องการระบายความอัดอั้นตันใจที่แผนการของเขาล้มเหลว และต้องการทำผลงานได้ดีกว่าเย่ฟาน (ในนามนิรนาม) ได้สร้างมาตรฐานไว้สูงลิบ
คู่ต่อสู้ของเขาคือ "จ้าวหู่" ศิษย์เอกร่างยักษ์จาก สำนักพยัคฆ์คำราม ผู้มีพลังปราณระดับขั้นที่ 4 ช่วงต้น ซึ่งถือว่าเป็นยอดฝีมือที่น่าจับตามองคนหนึ่ง จ้าวหู่สวมสนับมือเหล็กกล้าที่แหลมคม เตรียมพร้อมจะขย้ำเหยื่อ
"นายน้อยซ่ง... ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้ท่านดวงตก ข้าจะช่วยส่งท่านลงจากเวทีไปพักผ่อนเอง!" จ้าวหู่คำรามพร้อมระเบิดปราณสีเหลืองทองออกมาเป็นรูปร่างพยัคฆ์
ซ่งฉือแค่นเสียงในลำคอ "ขยะ... ก็ยังเป็นขยะอยู่วันยังค่ำ"
ทันทีที่สัญญาณเริ่มการต่อสู้ดังขึ้น จ้าวหู่พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง กรงเล็บแหวกอากาศหมายจะตะปบหน้าอกของซ่งฉือ แต่ทว่า... ซ่งฉือเพียงแค่ขยับเท้าเบาๆ ร่างกายของเขาก็พริ้วไหวราวกับเมฆหมอก หลบหลีกกรงเล็บเหล็กได้อย่างหมดจดโดยที่มือยังไพล่หลังอยู่
"ช้าเกินไป..." ซ่งฉือกล่าวเสียงเย็น "ให้ข้าแสดงให้ดูว่า ขั้นที่ 5 ที่แท้จริงมันต่างจากพวกเจ้าขนาดไหน"
เคร้ง!
ซ่งฉือชัก กระบี่ฟ้าคราม ออกจากฝักเพียงครึ่งเดียว พลันเกิดคลื่นปราณสีฟ้าครามระเบิดออกมารอบทิศทาง มันไม่ใช่ปราณธรรมดา แต่เป็นปราณกระบี่ที่มีความหนาแน่นสูงจนมองเห็นเป็นเส้นสายคมกริบนับร้อยสาย
"เพลงกระบี่เมฆาคลั่ง: พิรุณเชือดเฉือน!"
พริบตาเดียว ร่างของจ้าวหู่ก็หยุดชะงัก สนับมือเหล็กกล้าที่ว่าแข็งแกร่งถูกตัดขาดเป็นชิ้นๆ ร่วงลงพื้น ตามด้วยเสียงฉีกขาดของเสื้อผ้าและผิวหนัง รอยแผลตื้นๆ นับร้อยปรากฏขึ้นทั่วร่างของจ้าวหู่ เลือดซึมออกมาพร้อมกันจนร่างยักษ์ล้มตึงลงกับพื้นเวที หมดสภาพในดาบเดียว!
ผู้ชมทั้งสนามเงียบกริบก่อนจะระเบิดเสียงเชียร์ดังกึกก้อง ความโหดเหี้ยมและงดงามของเพลงกระบี่ทำให้ทุกคนตระหนักได้ว่า ซ่งฉือคืออัจฉริยะของจริง
ซ่งฉือเก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ สายตาของเขาจ้องมองลงไปที่เย่ฟานที่นั่งอยู่ข้างสนาม มุมปากเหยียดยิ้มเย้ยหยัน สื่อความหมายชัดเจนว่า 'นี่คือพลังของจริง... ไม่ใช่แค่แรงควายป่าเถื่อนแบบเจ้า'
หลังจากความดุดันของซ่งฉือผ่านพ้นไป ก็ถึงเวลาของบุปผางามแห่งยุทธภพ ชิงเสวี่ย ศิษย์เอกแห่งสำนักหอคอยวารีเร้นลับ เสียงเชียร์ดังกระหึ่มโดยเฉพาะจากเหล่าบุรุษหนุ่มทั่วทั้งสนาม
คู่ต่อสู้ของนางคือ "เพลิงอัคคี" ชายหนุ่มผมแดงฉานจาก สำนักเพลิงอัคคี ผู้ใช้ปราณธาตุไฟที่รุนแรงและมีพลังทำลายล้างสูง ซึ่งตามหลักธาตุแล้ว น้ำย่อมชนะไฟ แต่หากไฟรุนแรงพอก็อาจทำให้น้ำระเหยได้เช่นกัน
"แม่นางชิงเสวี่ย ข้าคงไม่ออมมือให้หรอกนะ!" ชายหนุ่มผมแดงตะโกนก้อง พร้อมซัดลูกบอลเพลิงยักษ์สามลูกพุ่งเข้าใส่ชิงเสวี่ยจากสามทิศทาง ความร้อนระอุแผ่กระจายไปทั่วเวที
ชิงเสวี่ยยืนสงบนิ่ง ชายเสื้อสีฟ้าอ่อนพริ้วไหว นางวาดมือเป็นวงกลมในอากาศอย่างนุ่มนวล "ม่านวารีวงกต"
สายน้ำใสสะอาดปรากฏขึ้นรอบกาย หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นรับลูกบอลเพลิงเหล่านั้น ทันทีที่ไฟปะทะน้ำ เสียง ซู่! ดังสนั่น ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นฟ้า ลูกไฟที่เกรี้ยวกราดถูกดูดกลืนและดับลงอย่างง่ายดาย
"จบแค่นี้เถอะ..." ชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงหวานแต่เด็ดขาด นางสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว สายน้ำที่หมุนวนรอบกายพลันเปลี่ยนสภาพ "ระบำวารี: คลื่นเหมันต์ผลิบาน"
น้ำที่เคยเหลวไหลกลับจับตัวแข็งกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งรูปกลีบดอกไม้คมกริบนับพัน พุ่งเข้าโจมตีคู่ต่อสู้ดุจพายุหิมะ ชายหนุ่มสำนักเพลิงพยายามสร้างเกราะไฟป้องกันแต่ไม่ทันการณ์ เกล็ดน้ำแข็งเหล่านั้นไม่ได้มุ่งสังหาร แต่พุ่งเข้าไปตรึงร่างของเขาไว้กับพื้นเวที โดยเจาะผ่านเสื้อผ้าไปตรึงที่ชายแขนเสื้อและขากางเกง
เพียงพริบตาเดียว คู่ต่อสู้ก็ถูกตรึงให้คุกเข่าอยู่กับพื้น ขยับไปไหนไม่ได้ ท่ามกลางทุ่งดอกไม้แก้วผลึกที่งดงามแต่หนาวเหน็บ
"ข...ข้ายอมแพ้!"
ชิงเสวี่ยชนะอย่างหมดจด สง่างาม และไร้ที่ติ สมกับเป็นว่าที่คู่หมั้นของอัจฉริยะตระกูลเย่ในอดีต
หลังจากลงจากเวที ชิงเสวี่ยเดินผ่านโซนที่นั่งของผู้เข้าแข่งขันเพื่อกลับไปยังที่พักของสำนัก นางเดินผ่านกลุ่มของสำนักเฝ้าประตูที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่
ในจังหวะที่เดินผ่าน เย่ฟาน (นิรนาม) ลมพัดเบาๆ หอบเอากลิ่นกายของชายหนุ่มลอยมาแตะจมูกของนาง ชิงเสวี่ยชะงักฝีเท้าทันที ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเล็กน้อย
'กลิ่นนี้...'
นางจำได้แม่นยำ มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพง แต่เป็นกลิ่นสมุนไพรหอมระเหยแบบโบราณ... ถุงหอม ที่นางเคยเย็บด้วยมือตัวเองและมอบให้ เย่ฟาน เมื่อครั้งที่พวกเขายังเป็นเด็ก เพื่อช่วยให้เขาผ่อนคลายจากการฝึกหนัก กลิ่นสมุนไพรสูตรเฉพาะนี้มีเพียงนางและเขาเท่านั้นที่รู้
ชิงเสวี่ยหันขวับกลับมามองชายสวมหน้ากากชุดเมฆาแดง นางตัดสินใจเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเขา ท่ามกลางสายตาแปลกใจของศิษย์คนอื่นๆ
"ท่านจอมยุทธ์..." ชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาพยายามจับสังเกตปฏิกิริยาภายใต้หน้ากาก "วิชาดัชนีเมื่อครู่... รุนแรงและเด็ดขาดมาก ข้าไม่เคยเห็นวิชาแบบนี้ในยุทธภพมาก่อน ท่าน... มาจากที่ไหนกันแน่?"
เย่ฟานใจเต้นแรงเมื่อเห็นนางจำกลิ่นนี้ได้ เขาลืมไปสนิทเลยว่าเขายังคงพกถุงหอมเก่าๆ ใบนั้นไว้ในอกเสื้อเสมอเพราะมันเป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวที่มีค่าต่อจิตใจ แต่เขาต้องข่มใจไว้ แสร้งทำเสียงเย็นชา
"สำนักเฝ้าประตู... เป็นเพียงสำนักเล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียง ท่านหญิงชิงไม่จำเป็นต้องใส่ใจหรอก"
"สำนักเล็กๆ งั้นหรือ..." ชิงเสวี่ยหรี่ตาลง "แต่กลิ่นสมุนไพรบนตัวท่าน... ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน เหมือนกับคนรู้จักเก่าแก่ของข้าคนหนึ่ง"
ก่อนที่บทสนทนาจะดำเนินต่อ เสียงกระแทกเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ซ่งฉือ ที่จับตามองชิงเสวี่ยอยู่ตลอดเวลารีบเดินเข้ามาแทรกกลางทันทีด้วยใบหน้าบึ้งตึง
"แม่นางชิงเสวี่ย! ท่านจะไปเสียเวลากับไอ้คนไร้หัวนอนปลายเท้าพรรค์นี้ทำไม?" ซ่งฉือพูดพลางปรายตามองเหยียดหยามไปที่เย่ฟาน "มันก็แค่พวกป่าเถื่อนที่ใช้แต่แรงควาย ชนะรอบแรกมาได้ก็เพราะโชคช่วยเจอคู่ต่อสู้ประมาทเท่านั้นแหละ"
ซ่งฉือขยับตัวมาบังชิงเสวี่ยไว้ "ส่วนเจ้า! ไอ้คนเฝ้าประตู อย่าคิดว่าชนะรอบแรกแล้วจะผยองได้ รอบต่อไปเจ้าอาจจะไม่โชคดีแบบนี้ จำใส่กะลาหัวไว้ด้วยว่าระดับมันต่างกัน!"
เย่ฟานมองซ่งฉือที่กำลังทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชิงเสวี่ย ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมา แต่เขายังคงคุมสติและตอบกลับเรียบๆ
"ข้าไม่ได้พึ่งโชค... แต่ท่านต่างหาก ระวังตัวไว้เถอะ ความมั่นใจอาจจะเป็นหลุมศพของท่านเอง"
"ปากดีนักนะ!" ซ่งฉือทำท่าจะชักกระบี่ แต่ติดกฎห้ามต่อสู้นอกเวที เขาจึงได้แต่สะบัดหน้า "หึ! ฝากไว้ก่อนเถอะ ไปกันเถอะแม่นางชิงเสวี่ย อย่าให้เสนียดจัญไรติดตัวท่านเลย"
ชิงเสวี่ยมองเย่ฟานอีกครั้งด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะยอมเดินตามซ่งฉือออกไปเพื่อตัดรำคาญ
หลี่หมิง ที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่บนอัฒจันทร์ใกล้ๆ ส่ายหัวด้วยความระอา "เฮ้อ... เจ้าหนุ่มซ่งฉือนี่มันน่ารำคาญจริงๆ ขัดจังหวะพระนางเขาคุยกัน แถมยังปากเสียอีก"
หลี่หมิงหยิบกล้วยหอมลูกหนึ่งที่ "ยืม" มาจากคนดูข้างๆ ขึ้นมากินจนหมด เหลือแต่เปลือกสีเหลืองสดในมือ เขามองไปที่ซ่งฉือที่กำลังเดินเชิดหน้าชูคอทำท่าทางยิ่งใหญ่ต่อหน้าธารกำนัลและชิงเสวี่ย
"เอาสักหน่อยก็แล้วกัน..."
[The World!]
สิ้นเสียงในใจของหลี่หมิง โลกทั้งใบพลันกลายเป็นสีขาวดำ ทุกสรรพสิ่งหยุดนิ่งสนิท!
นกที่กำลังบินหยุดค้างกลางอากาศ เศษฝุ่นหยุดลอยคว้าง ซ่งฉือหยุดชะงักในท่าที่กำลังก้าวเท้าอย่างมั่นใจ ใบหน้าเชิดขึ้นฟ้า
หลี่หมิงลุกจากที่นั่ง เดินผิวปากอย่างสบายอารมณ์ลงไปที่ทางเดิน เขาบรรจงวาง เปลือกกล้วย ไว้ตรงจุดที่เท้าของซ่งฉือกำลังจะย่ำลงไปพอดีเป๊ะ จัดองศาให้สวยงามที่สุด
"เรียบร้อย..." หลี่หมิงเดินกลับมานั่งที่เดิม หยิบชาขึ้นมาจิบ
[เวลาเดินต่อ...]
วูบ!
ทุกอย่างกลับมาเคลื่อนไหวตามปกติ ซ่งฉือที่กำลังก้าวเท้าด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม เหยียบลงไปบนเปลือกกล้วยเจ้ากรรมเต็มแรง!
พรืดดดด!
"เหวอออ!"
ร่างของอัจฉริยะสำนักกระบี่เมฆาครามลอยละลิ่วเสียหลัก ขาชี้ฟ้า หน้าทิ่มดินอย่างแรง!
โครม!
ซ่งฉือหน้ากระแทกพื้นหินเสียงดังสนั่นลั่นทางเดิน ฝุ่นตลบขึ้นมา ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาบัดนี้จูบกับพื้นดินเต็มๆ ท่ามกลางสายตาของศิษย์สำนักต่างๆ และชิงเสวี่ยที่เดินอยู่ข้างๆ
"อุ๊บ..." ชิงเสวี่ยถึงกับหลุดขำออกมาเล็กน้อย ก่อนจะรีบเอามือปิดปาก
"ใคร! ใครมันบังอาจ..." ซ่งฉือรีบลุกขึ้นมาด้วยความอับอาย หน้าแดงก่ำยิ่งกว่าลูกตำลึงสุก เขาตะโกนลั่น "ใครเอาเปลือกกล้วยมาทิ้งไว้ตรงนี้!"
แต่รอบข้างไม่มีใครเลย นอกจากความว่างเปล่า ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
หลี่หมิงที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์หัวเราะคิกคักกับเย่ฟานและหลิวรั่วเฉิน "ดูสิ... เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ สมน้ำหน้าจริงๆ พื้นคงลื่นนะ ระวังหน่อยสิพ่อหนุ่มอัจฉริยะ ฮ่าๆๆ"
เย่ฟานมองอาจารย์ของเขาด้วยความทึ่ง แม้เขาจะไม่รู้ว่าอาจารย์ทำได้อย่างไร แต่เขารู้ดีว่านี่คือการเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ที่แสบสันที่สุด!