ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 41 เงินตรา..ตราเงิน ตอน เก้า(ซุนโหวหวัง)

    ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง

             

            เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเบื้องบน เป็นเสียงของใครคนหนึ่งซึ่งฉันเองยังไม่อาจลืมได้

            แม้นไม่เห็นหน้า แต่แววคำพูดนั้นเปี่ยมด้วยเจตนาร้ายเสียจนขนที่ต้นคอยังลุกชัน

            “ค้นให้ทั่ว!! ข้าไม่เชื่อว่าพวกมันจะหนีไปไหนได้ไกล!!”

            ฉันกลั้นใจนิ่งอยู่ในเงามืดของโพรงไม้ แอบชำเลืองมองพวกมันผ่านช่องเล็ก ๆ ระหว่างเปลือกไม้ที่ผุพัง

            ชายคนนั้นในมือถือโซ่สี่เส้น แต่ละเส้นล่ามสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายจิ้งจอกไว้แน่นหนา

            “ไป.. เจ้าทั้งสี่ตัวคงจำกลิ่นของนางได้!

            หากสามารถจับนางกลับมาให้ข้าได้ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย..

            ข้าจะตกรางวัลให้พวกเจ้า!!”

            พูดจบ เสียงโซ่ทั้งสี่สายพลันหายไปในอากาศ ราวกับละลายกลายเป็นควันจาง

            พวกสัตว์อสูร..จิ้งจอกหรืออะไรก็ตามที พลันพุ่งออกไปรวดเร็วเหมือนวิญญาณล่องหนที่ได้กลิ่นเลือด

            ถึงพวกมันจะฟังคำพูดของเจ้าของไม่รู้เรื่องสักเสี้ยวคำ แต่ความเคยชินเรื่อง 'กลิ่น = รางวัล' นั้นไม่ต้องแปล

            แค่เห็นพวกมันก้มสูดกลิ่นพล่านไปทั่ว ฉันก็รู้แล้วว่างานนี้...

            เราคงไม่รอดกันง่าย ๆ แน่...

             

            บริเวณแถวโพรงไม้ใหญ่นั้น เสียงหายใจของเราสองคนดังแว่วอยู่ในความมืด ฉันเองก็หอบอยู่บ้าง แต่ยังพอควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอได้

            ส่วนแม่หงเซีย..เสียงของนางไม่ปกตินัก จังหวะหายใจบางช่วงถี่กระชั้น บางช่วงกลับเนิบนาน ราวกับร่างกายกำลังต่อต้านความเจ็บปวดที่สั่งเข้ามาไม่หยุด

            “ท่านชายซุน.. ข้าเป็นภาระให้ท่านอีกแล้ว..”

            น้ำเสียงของนางแผ่วเบาเต็มที ฟังแล้วฉันก็รู้สึกคล้ายคนถูกชกกลางอก

            แขนข้างขวาของนางมีแผลใหญ่น่ากลัวอยู่ไม่น้อย เป็นแผลที่ถูกคมเขี้ยวของอสูรกัด

            ตอนนี้นางทำได้เพียงขยับปลายนิ้ว ริมฝีปากเม้มแน่นแทบทุกคราที่ลองขยับแขนขึ้น

            จะให้ฉันมองว่านางเป็นภาระน่ะฤๅ? เหลวไหลสิ้นดี..

             

            “ชู่...ว์ เงียบก่อนเถิด แลกินนี่เสีย”

            ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มือค่อย ๆ ยื่นโอสถในขวดเดิมที่เคยใช้ให้นางตรงหน้า

            “แม่มิใช่ภาระอะไรทั้งสิ้น ฤๅต่อให้เป็น..

            ฉันก็ยินดีแบกแม่ไว้บนแผ่นหลังจนถึงปลายทาง”

            พูดไปฉันก็เฝ้ามองดวงตาที่พร่ามัวจากความเจ็บของนางอย่างระมัดระวัง แล้วจึงหยิบขวดยาอีกกระปุกหนึ่งออกมา

            คราวนี้เป็นยาทา มิใช่เพื่อแกล้งหรือทำให้นางเขินอายดังครั้งก่อน ฉันตั้งใจรักษาแผลให้นางจริง ๆ

            มือของฉันค่อย ๆ บรรจงแตะปากแผล ลูบไล้อย่างเบามือ ไม่ให้นางสะดุ้งหรือร้องด้วยความเจ็บแม้แต่น้อย

            ฉันพยายามที่สุดแล้ว.. เพื่อให้นางไม่ต้องรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า

            และเพื่อให้หัวใจของฉัน.. ไม่ต้องรู้สึกเสียใจภายหลัง

             

            แม่หงเซียยิ้มน้อย ๆ ขึ้นมา เป็นรอยยิ้มที่ดูปนเปไปด้วยความขมขื่นและเหนื่อยล้าเต็มที

            “หากร้ายที่สุด..

            เพียงท่านทิ้งข้าเอาไว้...”

            คำพูดของนางทำเอาฉันสะอึก!

            นี่นางบ้าไปแล้วฤๅไร? คิดว่าฉันจะปล่อยให้นางนอนตายอยู่ตรงนี้คนเดียวอย่างนั้นฤๅ?

            ถ้าแค่ตัวฉันต้องตายเพื่อให้นางรอด ฉันก็ไม่มีวันลังเลแม้แต่นิดเดียว

            “เพ้อเจ้ออะไรเช่นนั้นเล่าแม่หงเซีย! ฉันไม่มีวันทิ้งแม่ไปไหนทั้งสิ้น

            หากจะรอด.. เราก็รอดด้วยกัน

            หากจะตาย.. ก็ตายเป็นศพนอนเคียงกัน!”

            ที่ฉันพูดไป.. เปล่าเลย.. มิใช่เพื่อเกี้ยวพาราสีนางแต่อย่างใด

            ในยามที่คนหนึ่งกำลังเหนื่อยอ่อนและหมดหวัง ฉันก็แค่อยากให้ถ้อยคำของฉันเป็นไม้ยันให้พอประคองใจนางไว้บ้าง

            แต่ดูเหมือน.. คำพูดนั้นจะเดินลึกเข้าไปในใจของนางยิ่งกว่าที่ฉันคาดไว้เสียอีก

             

            แม่หงเซียยิ้มขึ้นเล็กน้อย สายตาของนางทอดมามองที่ฉันที่กำลังตั้งใจทายาให้

            น่าเสียดาย.. ภายในโพรงไม้นั้นมืดนัก มืดเสียจนแม้แต่นางก็เห็นฉันได้เพียงแค่เงาเคล้า ๆ เท่านั้น

            นางไม่อาจมองเห็นใบหน้าของฉันได้ชัดเจน ใบหน้าที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจนักว่านางอยากเห็นมันไปทำไม

            “ก็ได้.. ข้าจะไม่ตาย

            เพื่อท่าน..”

            น้ำเสียงของนางแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงลมที่ลอดเปลือกไม้มา แต่มันกลับดังก้องในใจฉันเสียยิ่งกว่าเสียงกลองรบ

            ฉันชะงัก.. ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหยุดมือที่ทายาไปตั้งแต่เมื่อใด

            และในเสี้ยวนั้นเอง..

            มืออีกข้างของนางที่ยังใช้การได้ของนาง ก็เอื้อมมาคลำหาบนใบหน้าฉันเบา ๆ

            นางออกแรงผลักน้อย ๆ ให้หน้าฉันหันไปทางที่นางอยู่

            “ข้าอยู่ตรงนี้..

            ท่านชายซุน..”

            เสียงนั้นเบานัก แต่กลับหนักแน่นเสียจนอ้อมแขนฉันเกือบเผลอกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

             

            บะวู้..........!!

            เสียงคำรามของอ้ายพวกอสูรดังขึ้นเสียจนฉันสะดุ้งสุดตัว

            เอาเถิด..

            กำลังจะมีช่วงเวลาดี ๆ กับแม่หงเซียอยู่แท้ ๆ อ้ายพวกบ้านี่ดันมาขัดเสียได้

             

            ฉันกับนางหันขวับไปที่ปากโพรงไม้อย่างพร้อมเพรียงกัน

            เสียงมันใกล้มากจนน่าตกใจ และเมื่อเพ่งตามองออกไป ก็แล.. เห็นเงายาวคล้ายสุนัขจิ้งจอกทอดตัวอยู่ตรงปลายถ้ำ

            แน่นอน...

            ฉันจำมันได้ดี 'จิ้งจอกประกายเหมันต์' สัตว์อสูรที่ขึ้นชื่อเรื่องจมูกไวอย่างหาใดเปรียบ

            แต่ใช่ว่ามันจักไร้จุดอ่อน..

            อ้ายพวกนี้นั้นสายตาแย่เสียยิ่งกว่าฉันตอนอดนอนสามวันติดกัน มองอะไรเกินห้าเมตรยังลำบาก โดยเฉพาะในยามค่ำเช่นนี้ ดวงตาของมันคงแทบมองอะไรไม่เห็นเลย

            โชคดีที่ฉันเคยเจออ้ายพวกนี้มาก่อน เลยเตรียมสมุนไพรกลิ่นฉุนกับโอสถไว้กลบกลิ่นกายทั้งของฉันและแม่หงเซียเรียบร้อย

            รวมถึงกลบกลิ่นเลือดเจือจางของนางได้ด้วยโอสถที่ฉันทาให้เมื่อครู่นี้

            ฉันก็หวังว่า..

            มันจะได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น

             

            ตอนนี้เงาของเจ้าจิ้งจอกประกายเหมันต์ค่อย ๆ ย่อลง ฉันรู้ทันทีว่ามันกำลังเดินตรงมาทางเรา..

            ตรงมาที่ฉันกับแม่หงเซีย..

             

            ใบหูของมันตั้งชันขึ้น บิดไปมาราวกับพยายามสอดฟังเสียงใดจากภายในโพรงไม้

            จมูกของมันไม่อยู่นิ่ง สูดดมพื้นที่ทางเข้าถ้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประหนึ่งกำลังไล่ตามกลิ่นแปลกปลอมของมนุษย์

            ฉันเห็นมันสูดกลิ่นแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ มันจึงเงยหน้าขึ้น และใช้ดวงตาแดงฉานดั่งไพลินสาดมองเข้ามาภายในโพรงไม้ทางเรา

            ประกายตานั้นเมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์.. น่ากลัวเสียยิ่งกว่าฝันร้าย

            ฉันไม่กล้าปล่อยให้เสียงใดเล็ดลอด จึงรีบใช้มือข้างหนึ่งปิดปากแม่หงเซียเอาไว้ ส่วนอีกข้าง.. ฉันงับริมฝีปากของตนเองแน่นเพื่อกลั้นลมหายใจ

            โพรงไม้นี้กลวงโบ๋นั้น.. เสียงใดที่เล็ดลอดออกไป แม้เพียงแค่ลมหายใจก็อาจสะท้อนก้องให้อ้ายอสูรสัตว์นั่นได้ยิน

            ต้องนิ่งที่สุด..

            จนกว่าจะพ้นจากรัศมีของมัน

             

            ฉันค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะเศษหินเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ตัว..

            หยิบขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะดีดปลายนิ้วส่งหินก้อนนั้นพุ่งออกไปยังปากโพรงไม้

            เสียงกระทบเบา ๆ ดังขึ้นในความมืด เงียบพอจะไม่ปลุกทั้งป่า แต่พอจะดึงความสนใจของอ้ายอสูร

            จิ้งจอกประกายเหมันต์หันขวับไปยังต้นเสียงทันที ใบหูซ้ายขวาของมันบิดไปมาอย่างฉับไว ก่อนจะกระโจนวิ่งออกไปจากถ้ำ

            ฉันกลั้นหายใจเงียบ ๆ พร้อมภาวนาให้โชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง

             

            หลังจากอ้ายอสูรจิ้งจอกวิ่งหายลับไปในเงาไม้ ฉันก็สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างคนที่เกือบจมน้ำขึ้นฝั่ง

            หากมันยังยืนดมอยู่ตรงนั้นอีกสักนาทีเดียวละก็..

            ฉันคงได้เป็นจอมยุทธ์ผู้สิ้นชีพเพราะขาดอากาศหายใจแน่ ๆ

            ฉันเกือบจะสลบไปก่อนเพราะอดกลั้นลมหายใจนานเกินควร

            “โชคดีเหลือเกิน.. ที่อ้ายสี่ขานั่นตาไม่ดีเอาเสียเลย

            มิเช่นนั้น ฉันกับแม่คงถูกลากออกไปย่ำหน้าประจานกันเสียแล้ว”

            ฉันผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ขณะค่อย ๆ ถอนฝ่ามือจากแก้มนวลของแม่หงเซีย

            ยังดี..

            ที่อ้านสี่ขานั่นไปเสียก่อน ไม่งั้นฉันคงต้องกลายเป็นศพหล่อ ๆ ตายใต้ต้นไม้ไปแล้ว

            “อย่างไรแม่หงเซีย..? แผลทุเลาลงบ้างหรือยัง?”

             

            “เริ่มรู้สึกชา ๆ บ้างแล้ว”

            แม่หงเซียกล่าวตอบเสียงเบา ฉันได้แต่พยักหน้าน้อย ๆ อย่างโล่งอก

            ฉันรู้ว่านางยังเจ็บ แต่การที่นางรู้สึกได้นั่นแปลว่าเส้นประสาทมิได้เสียหาย

             

            “ดีนัก...

            เช่นนั้นพักสักประเดี๋ยวหนึ่งเถิด แลฉันจักพาแม่ออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย”

             

            “ท่านจะพาข้าไปที่ใด?

            ที่นี่มีทั้งจิ้งจอกประกายเหมันต์ ไหนจะพวกจอมยุทธ์พวกนั้นอีก..

            พวกเราหนีไปตอนนี้มิเท่ากับวิ่งไปตามแสงไฟหรอกหรือ?”

             

            “แต่อยู่ที่นี้ก็ไม่เท่ากับ--!”

             

            บะวู้.....บะวู้......บะวู้......บะวู้......!

            ฉันกำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่ทันใดนั้น!

            เสียงคำรามแหลมสูงของอ้ายจิ้งจอกประกายเหมันต์ดังขึ้นรอบทิศ!

            ไม่ใช่ตัวเดียว

            แต่เป็นทั้งสี่ตัว!!

            เสียงมันคล้ายจะส่งสัญญาณให้กันและกัน และที่สำคัญ..

            มันดังมาจากรอบด้านรอบตัวฉัน

            ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพตอนที่ฉันดีดหินออกไปก็ผุดวาบเข้ามาในหัวทันที

            บ้าจริง..

            เมื่อครู่ฉันใช้มือข้างที่ไม่ได้สัมผัสยาในการโยนหินออกไป

            นั่นหมายความว่ากลิ่นกายของฉันติดอยู่บนหินก้อนนั้นเต็ม ๆ

            แลตอนนี้..

            มันพากันล้อมทางเข้าโพรงไม้ไว้หมดแล้ว!

             

            ทันทีทันใด!!

            ฉันเรียกกระบองเหล็กดำออกมาถือมั่นในมือขวา ขณะมือซ้ายโอบกอดแม่หงเซียไว้แนบอกให้มั่นที่สุดเท่าที่จะทำได้

            ลมหายใจยังไม่ทันขาดช่วง ฉันก็ออกวิ่งทันที ใช้กระบองในมือฟาดเปลือกไม้ที่ขวางทางเพื่อเบิกเส้นทางออกจากโพรงไม้แห่งนี้

            และทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นด้านนอก!

            อ้ายอสูรจิ้งจอกสองตัวกระโจนเข้าใส่ อ้าปากกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวคมประหนึ่งใบมีด

            แต่ฉันไวกว่า กระบองในมือควงซ้ายขวาอย่างคล่องแคล่ว ฟาดเข้าใส่ปากของพวกมันเสียงดังสนั่นจนกามแทบแหลกคาปาก

            ยังไม่จบเพียงเท่านั้น

            ฉันเหยียบซากของเจ้าจิ้งจอกตัวหนึ่งที่ร่วงลง ใช้มันแทนบันไดดีดร่างของตัวเองให้พุ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง

            ไม่มีเวลาจะลังเลแม้แต่วินาทีเดียว

             

            “กอดฉันให้แน่นไว้แม่หงเซีย!!”

            ฉันตะโกนบอกโดยไม่เหลือเวลาคิดมากนัก พลางกัดฟันกรอด กระบองในมือเริ่มสั่นคลอนด้วยพลังปราณที่เอ่อล้นจนแทบระเบิดออกมา

            ฉันพุ่งไปข้างหน้า ดวงตาปะทะเข้ากับก้อนหินใหญ่ขวางทางอย่างจัง ไม่ต้องคิดมาก ฉันกระแทกกระบองเข้าใส่ทันที

            ก้อนหินแตกกระจายเสียงดังสะท้าน! เศษหินลอยฟุ้งขึ้นในอากาศ

            โดยไม่ปล่อยให้โอกาสสูญเปล่า ฉันสะบัดข้อมือหมุนกระบองฟาดซ้ายขวาใส่เศษหินเหล่านั้นราวกับควงพลองในงานเชิดสิงโต

            สายตาฉันกวาดหาเป้าหมายทันควันก่อนจะส่งเศษหินพุ่งใส่จิ้งจอกประกายเหมันต์สองตัว กับจอมยุทธ์อีกสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุด

            ไม่มีเวลาหยุดดูว่าลูกเตะจะโดนเป้าไหม ฉันเพียงแต่อาศัยแรงส่งตะบึงเท้าไปข้างหน้าอย่างสุดแรงเกิด ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง

            “แม่หงเซีย..

            ถ้าแม่สามารถบอกฤๅไม่ว่าข้างหลังมีคนตามมีกี่คน!”

             

            “เจ็ดคน!!

            หนึ่งในนั้นคือจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นที่จับตัวข้าได้เมื่อครู่”

            แม่หงเซียรีบบอกฉันทันทีที่ฉันร้องถาม..

            นางพูดเร็วและแน่นอน จนฉันเองยังขนลุก

            ฟังแค่นั้นก็พอจะเดาได้แล้วว่าทางข้างหน้านั้นมีแต่เสือรอขย้ำอยู่

             

            “เจ็ดเลยฤๅ!!”

            ฉันกัดฟันกรอดทันทีที่ได้ยินตัวเลขนั้น!

            พอคนตามมาก็มากอยู่แล้ว ยังจะมีจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีปะปนมาด้วยอีกฤๅนี่

            สถานการณ์นี้

            ย่ำแย่ในย่ำแย่จริง ๆ ให้ตายดับ

             

            แลยิ่งรู้เช่นนั้น..

            ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าที่ผ่านมาใช้ชีวิตได้เหลวแหลกยิ่งนัก

            หากฉันเพียรฝึกวิชามากกว่านี้ ด้วยพลังสถิตพรสวรรค์ติดตัวที่ฉันมี

            การจักเป็นจอมยุทธ์ระดับเดียวกับอ้ายคนที่ตามติดมานั้นเรียกว่าไม่เกินมือนัก

            ฉันได้แต่บอกกับตนเอง ว่าหากฉันรอดกลับไปได้..

            ฉันสัญญา..

            ฉันจะขยันฝึกให้มากกว่านี้

            ฉันรู้ตัวดีว่าแต่ไหนแต่ไรฉันก็เหลิงกับพลังของตน!

            ก็ใครใช้ให้ฉันเป็นผู้สืบสายราชันวานรแดง หนึ่งในสองราชันวานรแห่งปีวอกเล่า?

            แต่เพราะความเหลิงนั่นเอง ฉันถึงได้ละเลยการฝึกฝน ไม่เหมือนเจ้าเพื่อนคิ้วบางที่ฝึกไม่เว้นวัน

            แต่มาเสียใจตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก

            สิ่งที่ฉันต้องทำให้ได้ในตอนนี้ คือพาแม่หงเซียหนีออกไปให้รอดเสียก่อน..

            ค่อยว่ากันเรื่องฝึกฝนอีกที..

             

            ฟิ้ว...!!

            เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาจากทางด้านหลังของฉันเอง ฉันรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่ไม่ธรรมดา

            มันไม่ใช่แค่พลังปราณธรรมดา แต่แฝงเปลวเพลิงที่ร้อนแรงจนน่าขนลุก ราวกับจะเผาทั้งแผ่นหลังให้มอดไหม้ในพริบตาเดียว

             

            ฉันไม่มีเวลาคิดให้มากไปกว่านั้น

            สัญชาตญาณสั่งให้ฉันปักกระบองเหล็กดำลงกับพื้นแทบจะในทันที ใช้มันแทนเสาค้ำยันร่างที่พุ่งเร็วเกินกว่าจะหยุดได้ทัน

            แรงเหวี่ยงจากความเร็วที่สะสมไว้ยังไม่หมด ฉันจับกระบองแน่น หมุนตัวคว้างหนึ่งรอบ หลบเปลวเพลิงที่แผดเข้ามาใกล้จนรู้สึกร้อนวูบวาบทั่วหลัง

            รอดไปได้หวุดหวิด และยังไม่ล้ม

            แม้นฝีเท้าจะชะงักไปหน่อยหนึ่ง แต่ก็ยังเร็วพอให้พุ่งต่อได้โดยไม่กลิ้งลงกับพื้นให้ขายขำใคร

             

            “ท่านชายซุน!!

            ทางซ้ายของท่านชาย!!”

            เสียงแม่หงเซียดังเตือนขึ้นมาฉับพลัน และแทบไม่ต้องรอให้สมองสั่งการ

            กระบองในมือฉันก็ปัดตวัดใส่จอมยุทธ์คนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว

            แต่อย่างว่า..

            ฉันมิได้ยกตนแต่กระบองเหล็กดำของฉันมันร้ายกาจก็จริง แต่จะให้สำแดงเดชอย่างแท้จริงก็ต้องใช้สองมือควบกัน

            และตอนนี้..

            แขนข้างซ้ายของฉันยังต้องโอบกอดนางไว้แน่น

            กระบวนท่าที่ควรจะรุนแรงเต็มขั้นเลยลดเหลือแค่เจ็ดส่วน แรงกระแทกก็ได้แค่พอเบี่ยงดาบของอีกฝ่ายออกไปเท่านั้น ยังไม่พอจะหยุดมันจริงจังได้เลย

            แต่จะให้หยุดวิ่งเพื่อหันกลับไปสู้?

            ไม่มีทาง..

            ฉันยังต้องพานางหนีต่อให้ถึงที่สุด

             

            “ขวามือ!!”

            เสียงแม่หงเซียตะโกนขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แม้นจักเหนื่อยล้า แต่ยังเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

            นางพยายามช่วยเท่าที่สภาพของนางจะเอื้ออำนวย

            ทำตัวคล้ายหอสั่งการขนาดย่อม คอยระบุทิศทางศัตรูให้ฉันรู้ตัวก่อนที่มันจะเข้ามาถึง

            และแม้นจักเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย..

            แต่มันช่วยฉันได้มากกว่าที่นางคิดนัก

             

            ฉันกระชับอ้อมแขนที่โอบแม่หงเซียให้แน่นขึ้น แล้วตบฝ่าเท้าลงบนพื้นอย่างแรงเพื่อเร่งแรงเหวี่ยง

            จังหวะนั้นฉันหมุนตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกวาดกระบองเหล็กดำในแนวขวางเข้าหาจอมยุทธ์เบื้องหน้า ฟาดมันเข้าไปสุดแรงที่เหลืออยู่

            ถึงจักใช้ได้เพียงมือเดียว เพราะอีกมือยังต้องโอบร่างของแม่ไว้แน่น แต่แรงเหวี่ยงที่ฉันสะสมจากการหมุนตัวก็พอจะทดแทนกำลังที่ขาดไปได้

            กระบองในมือนั้นฟาดเข้าใส่เต็มรัก จนร่างของจอมยุทธ์คนนั้นปลิวกระเด็นไปไกลหลายเมตร ไม่ต่างจากใบไม้ที่ถูกพายุซัด

             

            ทว่าทางหางตา...

            ฉันเห็นร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาทางด้านหลัง

            เป็นไอ้จอมยุทธ์ตัวเดิมที่ฉันปล่อยมันไว้คราวก่อน คราวนี้มันคงไม่คิดจะปรานีอะไรอีกแล้ว

            และจังหวะนั้น!!

            แรงเหวี่ยงจากเมื่อครู่ของฉันก็หมดสิ้นไปแล้ว

            ให้หมุนตัวกลับไปรับการโจมตี?

            เป็นไปไม่ได้!

            แขนข้างหนึ่งยังต้องประคองแม่หงเซียไว้แน่น ไม่ให้แม้แต่ชายผ้าของนางโดนรอยดาบอีก

            ฉันตัดสินใจในชั่วขณะ! แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

            ฉันหันหลังให้คมดาบนั่น!

            หวังเพียงให้มันฝังลงมาที่แผ่นหลังของฉันแทนที่จะเฉือนร่างของนาง

             

            เคร้ง...!!

            เสียงปะทะดังสนั่นพร้อมแรงสะท้อนที่ผลักร่างฉันพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว

            ฉันไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด!

            ดวงตาฉันเบิกกว้างทันทีที่รู้ตัวว่าดาบของมันไม่ได้ฟันลงมาที่ฉันอย่างที่ควรเป็น

            กลับกัน มันถูกหยุดไว้

            ฉันเหลือบมองกลับไปเล็กน้อย แลสิ่งที่เห็น..

            ทำเอาใจฉันสั่นไหวไม่แพ้เปลวไฟ..

            แม่หงเซีย! นางใช้มือขวาที่บาดเจ็บเรียกดาบของตนเองขึ้นมา และรับคมดาบนั้นไว้แทนฉัน

            นางเป็นคนที่ช่วยฉันไว้..

            ช่วยพวกเราเอาไว้!

            แรงปะทะที่สะท้อนกลับไม่เพียงทำให้ฉันไม่บาดเจ็บ แต่มันยังส่งแรงช่วยฉันออกวิ่งต่อไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม

             

            “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ แม่หงเซีย?”

            ฉันถามพลางเหลือบมองอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดตรวจดูด้วยซ้ำ แต่เสียงลมหายใจของนางแปลกไปเล็กน้อยจนฉันอดถามออกมาไม่ได้

             

            “ละ...เล็กน้อย..”

            ฉันเหลือบมองมือข้างขวาของแม่หงเซียทันทีที่ได้ยินคำตอบ โลหิตแดงสดไหลรินลงมาตามแขนราวกับไม่สนใจเลยว่านางเพิ่งผ่านอะไรมา

            นางฝืนมาก ตอนที่เรียกดาบขึ้นมารับการโจมตีเมื่อครู่

            นั่นน่ะมือข้างที่นางบาดเจ็บอยู่แท้ ๆ

            แรงปะทะจากดาบนั่นคงกระแทกเข้าไปถึงแผลเก่าที่หัวไหล่ ฉันเห็นก็รู้แล้วว่าความเจ็บจักต้องไม่ธรรมดา

            แต่นางยังกลั้นไว้ได้ คงเพราะฤทธิ์ของยาระงับปวดที่ฉันให้ไว้ก่อนหน้า

            ฉันไม่อยากจักนึกเลย..

            ว่าถ้ายานั่นหมดฤทธิ์ลงเมื่อไร..

            นางจะต้องปวดเจ็บขนาดไหน...