ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเบื้องบน เป็นเสียงของใครคนหนึ่งซึ่งฉันเองยังไม่อาจลืมได้
แม้นไม่เห็นหน้า แต่แววคำพูดนั้นเปี่ยมด้วยเจตนาร้ายเสียจนขนที่ต้นคอยังลุกชัน
“ค้นให้ทั่ว!! ข้าไม่เชื่อว่าพวกมันจะหนีไปไหนได้ไกล!!”
ฉันกลั้นใจนิ่งอยู่ในเงามืดของโพรงไม้ แอบชำเลืองมองพวกมันผ่านช่องเล็ก ๆ ระหว่างเปลือกไม้ที่ผุพัง
ชายคนนั้นในมือถือโซ่สี่เส้น แต่ละเส้นล่ามสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายจิ้งจอกไว้แน่นหนา
“ไป.. เจ้าทั้งสี่ตัวคงจำกลิ่นของนางได้!
หากสามารถจับนางกลับมาให้ข้าได้ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย..
ข้าจะตกรางวัลให้พวกเจ้า!!”
พูดจบ เสียงโซ่ทั้งสี่สายพลันหายไปในอากาศ ราวกับละลายกลายเป็นควันจาง
พวกสัตว์อสูร..จิ้งจอกหรืออะไรก็ตามที พลันพุ่งออกไปรวดเร็วเหมือนวิญญาณล่องหนที่ได้กลิ่นเลือด
ถึงพวกมันจะฟังคำพูดของเจ้าของไม่รู้เรื่องสักเสี้ยวคำ แต่ความเคยชินเรื่อง 'กลิ่น = รางวัล' นั้นไม่ต้องแปล
แค่เห็นพวกมันก้มสูดกลิ่นพล่านไปทั่ว ฉันก็รู้แล้วว่างานนี้...
เราคงไม่รอดกันง่าย ๆ แน่...
บริเวณแถวโพรงไม้ใหญ่นั้น เสียงหายใจของเราสองคนดังแว่วอยู่ในความมืด ฉันเองก็หอบอยู่บ้าง แต่ยังพอควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอได้
ส่วนแม่หงเซีย..เสียงของนางไม่ปกตินัก จังหวะหายใจบางช่วงถี่กระชั้น บางช่วงกลับเนิบนาน ราวกับร่างกายกำลังต่อต้านความเจ็บปวดที่สั่งเข้ามาไม่หยุด
“ท่านชายซุน.. ข้าเป็นภาระให้ท่านอีกแล้ว..”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบาเต็มที ฟังแล้วฉันก็รู้สึกคล้ายคนถูกชกกลางอก
แขนข้างขวาของนางมีแผลใหญ่น่ากลัวอยู่ไม่น้อย เป็นแผลที่ถูกคมเขี้ยวของอสูรกัด
ตอนนี้นางทำได้เพียงขยับปลายนิ้ว ริมฝีปากเม้มแน่นแทบทุกคราที่ลองขยับแขนขึ้น
จะให้ฉันมองว่านางเป็นภาระน่ะฤๅ? เหลวไหลสิ้นดี..
“ชู่...ว์ เงียบก่อนเถิด แลกินนี่เสีย”
ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มือค่อย ๆ ยื่นโอสถในขวดเดิมที่เคยใช้ให้นางตรงหน้า
“แม่มิใช่ภาระอะไรทั้งสิ้น ฤๅต่อให้เป็น..
ฉันก็ยินดีแบกแม่ไว้บนแผ่นหลังจนถึงปลายทาง”
พูดไปฉันก็เฝ้ามองดวงตาที่พร่ามัวจากความเจ็บของนางอย่างระมัดระวัง แล้วจึงหยิบขวดยาอีกกระปุกหนึ่งออกมา
คราวนี้เป็นยาทา มิใช่เพื่อแกล้งหรือทำให้นางเขินอายดังครั้งก่อน ฉันตั้งใจรักษาแผลให้นางจริง ๆ
มือของฉันค่อย ๆ บรรจงแตะปากแผล ลูบไล้อย่างเบามือ ไม่ให้นางสะดุ้งหรือร้องด้วยความเจ็บแม้แต่น้อย
ฉันพยายามที่สุดแล้ว.. เพื่อให้นางไม่ต้องรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
และเพื่อให้หัวใจของฉัน.. ไม่ต้องรู้สึกเสียใจภายหลัง
แม่หงเซียยิ้มน้อย ๆ ขึ้นมา เป็นรอยยิ้มที่ดูปนเปไปด้วยความขมขื่นและเหนื่อยล้าเต็มที
“หากร้ายที่สุด..
เพียงท่านทิ้งข้าเอาไว้...”
คำพูดของนางทำเอาฉันสะอึก!
นี่นางบ้าไปแล้วฤๅไร? คิดว่าฉันจะปล่อยให้นางนอนตายอยู่ตรงนี้คนเดียวอย่างนั้นฤๅ?
ถ้าแค่ตัวฉันต้องตายเพื่อให้นางรอด ฉันก็ไม่มีวันลังเลแม้แต่นิดเดียว
“เพ้อเจ้ออะไรเช่นนั้นเล่าแม่หงเซีย! ฉันไม่มีวันทิ้งแม่ไปไหนทั้งสิ้น
หากจะรอด.. เราก็รอดด้วยกัน
หากจะตาย.. ก็ตายเป็นศพนอนเคียงกัน!”
ที่ฉันพูดไป.. เปล่าเลย.. มิใช่เพื่อเกี้ยวพาราสีนางแต่อย่างใด
ในยามที่คนหนึ่งกำลังเหนื่อยอ่อนและหมดหวัง ฉันก็แค่อยากให้ถ้อยคำของฉันเป็นไม้ยันให้พอประคองใจนางไว้บ้าง
แต่ดูเหมือน.. คำพูดนั้นจะเดินลึกเข้าไปในใจของนางยิ่งกว่าที่ฉันคาดไว้เสียอีก
แม่หงเซียยิ้มขึ้นเล็กน้อย สายตาของนางทอดมามองที่ฉันที่กำลังตั้งใจทายาให้
น่าเสียดาย.. ภายในโพรงไม้นั้นมืดนัก มืดเสียจนแม้แต่นางก็เห็นฉันได้เพียงแค่เงาเคล้า ๆ เท่านั้น
นางไม่อาจมองเห็นใบหน้าของฉันได้ชัดเจน ใบหน้าที่ฉันเองก็ไม่แน่ใจนักว่านางอยากเห็นมันไปทำไม
“ก็ได้.. ข้าจะไม่ตาย
เพื่อท่าน..”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงลมที่ลอดเปลือกไม้มา แต่มันกลับดังก้องในใจฉันเสียยิ่งกว่าเสียงกลองรบ
ฉันชะงัก.. ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหยุดมือที่ทายาไปตั้งแต่เมื่อใด
และในเสี้ยวนั้นเอง..
มืออีกข้างของนางที่ยังใช้การได้ของนาง ก็เอื้อมมาคลำหาบนใบหน้าฉันเบา ๆ
นางออกแรงผลักน้อย ๆ ให้หน้าฉันหันไปทางที่นางอยู่
“ข้าอยู่ตรงนี้..
ท่านชายซุน..”
เสียงนั้นเบานัก แต่กลับหนักแน่นเสียจนอ้อมแขนฉันเกือบเผลอกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
บะวู้..........!!
เสียงคำรามของอ้ายพวกอสูรดังขึ้นเสียจนฉันสะดุ้งสุดตัว
เอาเถิด..
กำลังจะมีช่วงเวลาดี ๆ กับแม่หงเซียอยู่แท้ ๆ อ้ายพวกบ้านี่ดันมาขัดเสียได้
ฉันกับนางหันขวับไปที่ปากโพรงไม้อย่างพร้อมเพรียงกัน
เสียงมันใกล้มากจนน่าตกใจ และเมื่อเพ่งตามองออกไป ก็แล.. เห็นเงายาวคล้ายสุนัขจิ้งจอกทอดตัวอยู่ตรงปลายถ้ำ
แน่นอน...
ฉันจำมันได้ดี 'จิ้งจอกประกายเหมันต์' สัตว์อสูรที่ขึ้นชื่อเรื่องจมูกไวอย่างหาใดเปรียบ
แต่ใช่ว่ามันจักไร้จุดอ่อน..
อ้ายพวกนี้นั้นสายตาแย่เสียยิ่งกว่าฉันตอนอดนอนสามวันติดกัน มองอะไรเกินห้าเมตรยังลำบาก โดยเฉพาะในยามค่ำเช่นนี้ ดวงตาของมันคงแทบมองอะไรไม่เห็นเลย
โชคดีที่ฉันเคยเจออ้ายพวกนี้มาก่อน เลยเตรียมสมุนไพรกลิ่นฉุนกับโอสถไว้กลบกลิ่นกายทั้งของฉันและแม่หงเซียเรียบร้อย
รวมถึงกลบกลิ่นเลือดเจือจางของนางได้ด้วยโอสถที่ฉันทาให้เมื่อครู่นี้
ฉันก็หวังว่า..
มันจะได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น
ตอนนี้เงาของเจ้าจิ้งจอกประกายเหมันต์ค่อย ๆ ย่อลง ฉันรู้ทันทีว่ามันกำลังเดินตรงมาทางเรา..
ตรงมาที่ฉันกับแม่หงเซีย..
ใบหูของมันตั้งชันขึ้น บิดไปมาราวกับพยายามสอดฟังเสียงใดจากภายในโพรงไม้
จมูกของมันไม่อยู่นิ่ง สูดดมพื้นที่ทางเข้าถ้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประหนึ่งกำลังไล่ตามกลิ่นแปลกปลอมของมนุษย์
ฉันเห็นมันสูดกลิ่นแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ มันจึงเงยหน้าขึ้น และใช้ดวงตาแดงฉานดั่งไพลินสาดมองเข้ามาภายในโพรงไม้ทางเรา
ประกายตานั้นเมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์.. น่ากลัวเสียยิ่งกว่าฝันร้าย
ฉันไม่กล้าปล่อยให้เสียงใดเล็ดลอด จึงรีบใช้มือข้างหนึ่งปิดปากแม่หงเซียเอาไว้ ส่วนอีกข้าง.. ฉันงับริมฝีปากของตนเองแน่นเพื่อกลั้นลมหายใจ
โพรงไม้นี้กลวงโบ๋นั้น.. เสียงใดที่เล็ดลอดออกไป แม้เพียงแค่ลมหายใจก็อาจสะท้อนก้องให้อ้ายอสูรสัตว์นั่นได้ยิน
ต้องนิ่งที่สุด..
จนกว่าจะพ้นจากรัศมีของมัน
ฉันค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะเศษหินเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ตัว..
หยิบขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะดีดปลายนิ้วส่งหินก้อนนั้นพุ่งออกไปยังปากโพรงไม้
เสียงกระทบเบา ๆ ดังขึ้นในความมืด เงียบพอจะไม่ปลุกทั้งป่า แต่พอจะดึงความสนใจของอ้ายอสูร
จิ้งจอกประกายเหมันต์หันขวับไปยังต้นเสียงทันที ใบหูซ้ายขวาของมันบิดไปมาอย่างฉับไว ก่อนจะกระโจนวิ่งออกไปจากถ้ำ
ฉันกลั้นหายใจเงียบ ๆ พร้อมภาวนาให้โชคยังเข้าข้างอยู่บ้าง
หลังจากอ้ายอสูรจิ้งจอกวิ่งหายลับไปในเงาไม้ ฉันก็สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างคนที่เกือบจมน้ำขึ้นฝั่ง
หากมันยังยืนดมอยู่ตรงนั้นอีกสักนาทีเดียวละก็..
ฉันคงได้เป็นจอมยุทธ์ผู้สิ้นชีพเพราะขาดอากาศหายใจแน่ ๆ
ฉันเกือบจะสลบไปก่อนเพราะอดกลั้นลมหายใจนานเกินควร
“โชคดีเหลือเกิน.. ที่อ้ายสี่ขานั่นตาไม่ดีเอาเสียเลย
มิเช่นนั้น ฉันกับแม่คงถูกลากออกไปย่ำหน้าประจานกันเสียแล้ว”
ฉันผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ขณะค่อย ๆ ถอนฝ่ามือจากแก้มนวลของแม่หงเซีย
ยังดี..
ที่อ้านสี่ขานั่นไปเสียก่อน ไม่งั้นฉันคงต้องกลายเป็นศพหล่อ ๆ ตายใต้ต้นไม้ไปแล้ว
“อย่างไรแม่หงเซีย..? แผลทุเลาลงบ้างหรือยัง?”
“เริ่มรู้สึกชา ๆ บ้างแล้ว”
แม่หงเซียกล่าวตอบเสียงเบา ฉันได้แต่พยักหน้าน้อย ๆ อย่างโล่งอก
ฉันรู้ว่านางยังเจ็บ แต่การที่นางรู้สึกได้นั่นแปลว่าเส้นประสาทมิได้เสียหาย
“ดีนัก...
เช่นนั้นพักสักประเดี๋ยวหนึ่งเถิด แลฉันจักพาแม่ออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย”
“ท่านจะพาข้าไปที่ใด?
ที่นี่มีทั้งจิ้งจอกประกายเหมันต์ ไหนจะพวกจอมยุทธ์พวกนั้นอีก..
พวกเราหนีไปตอนนี้มิเท่ากับวิ่งไปตามแสงไฟหรอกหรือ?”
“แต่อยู่ที่นี้ก็ไม่เท่ากับ--!”
บะวู้.....บะวู้......บะวู้......บะวู้......!
ฉันกำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่ทันใดนั้น!
เสียงคำรามแหลมสูงของอ้ายจิ้งจอกประกายเหมันต์ดังขึ้นรอบทิศ!
ไม่ใช่ตัวเดียว
แต่เป็นทั้งสี่ตัว!!
เสียงมันคล้ายจะส่งสัญญาณให้กันและกัน และที่สำคัญ..
มันดังมาจากรอบด้านรอบตัวฉัน
ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพตอนที่ฉันดีดหินออกไปก็ผุดวาบเข้ามาในหัวทันที
บ้าจริง..
เมื่อครู่ฉันใช้มือข้างที่ไม่ได้สัมผัสยาในการโยนหินออกไป
นั่นหมายความว่ากลิ่นกายของฉันติดอยู่บนหินก้อนนั้นเต็ม ๆ
แลตอนนี้..
มันพากันล้อมทางเข้าโพรงไม้ไว้หมดแล้ว!
ทันทีทันใด!!
ฉันเรียกกระบองเหล็กดำออกมาถือมั่นในมือขวา ขณะมือซ้ายโอบกอดแม่หงเซียไว้แนบอกให้มั่นที่สุดเท่าที่จะทำได้
ลมหายใจยังไม่ทันขาดช่วง ฉันก็ออกวิ่งทันที ใช้กระบองในมือฟาดเปลือกไม้ที่ขวางทางเพื่อเบิกเส้นทางออกจากโพรงไม้แห่งนี้
และทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นด้านนอก!
อ้ายอสูรจิ้งจอกสองตัวกระโจนเข้าใส่ อ้าปากกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวคมประหนึ่งใบมีด
แต่ฉันไวกว่า กระบองในมือควงซ้ายขวาอย่างคล่องแคล่ว ฟาดเข้าใส่ปากของพวกมันเสียงดังสนั่นจนกามแทบแหลกคาปาก
ยังไม่จบเพียงเท่านั้น
ฉันเหยียบซากของเจ้าจิ้งจอกตัวหนึ่งที่ร่วงลง ใช้มันแทนบันไดดีดร่างของตัวเองให้พุ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง
ไม่มีเวลาจะลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
“กอดฉันให้แน่นไว้แม่หงเซีย!!”
ฉันตะโกนบอกโดยไม่เหลือเวลาคิดมากนัก พลางกัดฟันกรอด กระบองในมือเริ่มสั่นคลอนด้วยพลังปราณที่เอ่อล้นจนแทบระเบิดออกมา
ฉันพุ่งไปข้างหน้า ดวงตาปะทะเข้ากับก้อนหินใหญ่ขวางทางอย่างจัง ไม่ต้องคิดมาก ฉันกระแทกกระบองเข้าใส่ทันที
ก้อนหินแตกกระจายเสียงดังสะท้าน! เศษหินลอยฟุ้งขึ้นในอากาศ
โดยไม่ปล่อยให้โอกาสสูญเปล่า ฉันสะบัดข้อมือหมุนกระบองฟาดซ้ายขวาใส่เศษหินเหล่านั้นราวกับควงพลองในงานเชิดสิงโต
สายตาฉันกวาดหาเป้าหมายทันควันก่อนจะส่งเศษหินพุ่งใส่จิ้งจอกประกายเหมันต์สองตัว กับจอมยุทธ์อีกสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
ไม่มีเวลาหยุดดูว่าลูกเตะจะโดนเป้าไหม ฉันเพียงแต่อาศัยแรงส่งตะบึงเท้าไปข้างหน้าอย่างสุดแรงเกิด ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง
“แม่หงเซีย..
ถ้าแม่สามารถบอกฤๅไม่ว่าข้างหลังมีคนตามมีกี่คน!”
“เจ็ดคน!!
หนึ่งในนั้นคือจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นต้นที่จับตัวข้าได้เมื่อครู่”
แม่หงเซียรีบบอกฉันทันทีที่ฉันร้องถาม..
นางพูดเร็วและแน่นอน จนฉันเองยังขนลุก
ฟังแค่นั้นก็พอจะเดาได้แล้วว่าทางข้างหน้านั้นมีแต่เสือรอขย้ำอยู่
“เจ็ดเลยฤๅ!!”
ฉันกัดฟันกรอดทันทีที่ได้ยินตัวเลขนั้น!
พอคนตามมาก็มากอยู่แล้ว ยังจะมีจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีปะปนมาด้วยอีกฤๅนี่
สถานการณ์นี้
ย่ำแย่ในย่ำแย่จริง ๆ ให้ตายดับ
แลยิ่งรู้เช่นนั้น..
ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าที่ผ่านมาใช้ชีวิตได้เหลวแหลกยิ่งนัก
หากฉันเพียรฝึกวิชามากกว่านี้ ด้วยพลังสถิตพรสวรรค์ติดตัวที่ฉันมี
การจักเป็นจอมยุทธ์ระดับเดียวกับอ้ายคนที่ตามติดมานั้นเรียกว่าไม่เกินมือนัก
ฉันได้แต่บอกกับตนเอง ว่าหากฉันรอดกลับไปได้..
ฉันสัญญา..
ฉันจะขยันฝึกให้มากกว่านี้
ฉันรู้ตัวดีว่าแต่ไหนแต่ไรฉันก็เหลิงกับพลังของตน!
ก็ใครใช้ให้ฉันเป็นผู้สืบสายราชันวานรแดง หนึ่งในสองราชันวานรแห่งปีวอกเล่า?
แต่เพราะความเหลิงนั่นเอง ฉันถึงได้ละเลยการฝึกฝน ไม่เหมือนเจ้าเพื่อนคิ้วบางที่ฝึกไม่เว้นวัน
แต่มาเสียใจตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก
สิ่งที่ฉันต้องทำให้ได้ในตอนนี้ คือพาแม่หงเซียหนีออกไปให้รอดเสียก่อน..
ค่อยว่ากันเรื่องฝึกฝนอีกที..
ฟิ้ว...!!
เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาจากทางด้านหลังของฉันเอง ฉันรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่ไม่ธรรมดา
มันไม่ใช่แค่พลังปราณธรรมดา แต่แฝงเปลวเพลิงที่ร้อนแรงจนน่าขนลุก ราวกับจะเผาทั้งแผ่นหลังให้มอดไหม้ในพริบตาเดียว
ฉันไม่มีเวลาคิดให้มากไปกว่านั้น
สัญชาตญาณสั่งให้ฉันปักกระบองเหล็กดำลงกับพื้นแทบจะในทันที ใช้มันแทนเสาค้ำยันร่างที่พุ่งเร็วเกินกว่าจะหยุดได้ทัน
แรงเหวี่ยงจากความเร็วที่สะสมไว้ยังไม่หมด ฉันจับกระบองแน่น หมุนตัวคว้างหนึ่งรอบ หลบเปลวเพลิงที่แผดเข้ามาใกล้จนรู้สึกร้อนวูบวาบทั่วหลัง
รอดไปได้หวุดหวิด และยังไม่ล้ม
แม้นฝีเท้าจะชะงักไปหน่อยหนึ่ง แต่ก็ยังเร็วพอให้พุ่งต่อได้โดยไม่กลิ้งลงกับพื้นให้ขายขำใคร
“ท่านชายซุน!!
ทางซ้ายของท่านชาย!!”
เสียงแม่หงเซียดังเตือนขึ้นมาฉับพลัน และแทบไม่ต้องรอให้สมองสั่งการ
กระบองในมือฉันก็ปัดตวัดใส่จอมยุทธ์คนหนึ่งที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว
แต่อย่างว่า..
ฉันมิได้ยกตนแต่กระบองเหล็กดำของฉันมันร้ายกาจก็จริง แต่จะให้สำแดงเดชอย่างแท้จริงก็ต้องใช้สองมือควบกัน
และตอนนี้..
แขนข้างซ้ายของฉันยังต้องโอบกอดนางไว้แน่น
กระบวนท่าที่ควรจะรุนแรงเต็มขั้นเลยลดเหลือแค่เจ็ดส่วน แรงกระแทกก็ได้แค่พอเบี่ยงดาบของอีกฝ่ายออกไปเท่านั้น ยังไม่พอจะหยุดมันจริงจังได้เลย
แต่จะให้หยุดวิ่งเพื่อหันกลับไปสู้?
ไม่มีทาง..
ฉันยังต้องพานางหนีต่อให้ถึงที่สุด
“ขวามือ!!”
เสียงแม่หงเซียตะโกนขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แม้นจักเหนื่อยล้า แต่ยังเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
นางพยายามช่วยเท่าที่สภาพของนางจะเอื้ออำนวย
ทำตัวคล้ายหอสั่งการขนาดย่อม คอยระบุทิศทางศัตรูให้ฉันรู้ตัวก่อนที่มันจะเข้ามาถึง
และแม้นจักเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย..
แต่มันช่วยฉันได้มากกว่าที่นางคิดนัก
ฉันกระชับอ้อมแขนที่โอบแม่หงเซียให้แน่นขึ้น แล้วตบฝ่าเท้าลงบนพื้นอย่างแรงเพื่อเร่งแรงเหวี่ยง
จังหวะนั้นฉันหมุนตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกวาดกระบองเหล็กดำในแนวขวางเข้าหาจอมยุทธ์เบื้องหน้า ฟาดมันเข้าไปสุดแรงที่เหลืออยู่
ถึงจักใช้ได้เพียงมือเดียว เพราะอีกมือยังต้องโอบร่างของแม่ไว้แน่น แต่แรงเหวี่ยงที่ฉันสะสมจากการหมุนตัวก็พอจะทดแทนกำลังที่ขาดไปได้
กระบองในมือนั้นฟาดเข้าใส่เต็มรัก จนร่างของจอมยุทธ์คนนั้นปลิวกระเด็นไปไกลหลายเมตร ไม่ต่างจากใบไม้ที่ถูกพายุซัด
ทว่าทางหางตา...
ฉันเห็นร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาทางด้านหลัง
เป็นไอ้จอมยุทธ์ตัวเดิมที่ฉันปล่อยมันไว้คราวก่อน คราวนี้มันคงไม่คิดจะปรานีอะไรอีกแล้ว
และจังหวะนั้น!!
แรงเหวี่ยงจากเมื่อครู่ของฉันก็หมดสิ้นไปแล้ว
ให้หมุนตัวกลับไปรับการโจมตี?
เป็นไปไม่ได้!
แขนข้างหนึ่งยังต้องประคองแม่หงเซียไว้แน่น ไม่ให้แม้แต่ชายผ้าของนางโดนรอยดาบอีก
ฉันตัดสินใจในชั่วขณะ! แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
ฉันหันหลังให้คมดาบนั่น!
หวังเพียงให้มันฝังลงมาที่แผ่นหลังของฉันแทนที่จะเฉือนร่างของนาง
เคร้ง...!!
เสียงปะทะดังสนั่นพร้อมแรงสะท้อนที่ผลักร่างฉันพุ่งไปข้างหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว
ฉันไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด!
ดวงตาฉันเบิกกว้างทันทีที่รู้ตัวว่าดาบของมันไม่ได้ฟันลงมาที่ฉันอย่างที่ควรเป็น
กลับกัน มันถูกหยุดไว้
ฉันเหลือบมองกลับไปเล็กน้อย แลสิ่งที่เห็น..
ทำเอาใจฉันสั่นไหวไม่แพ้เปลวไฟ..
แม่หงเซีย! นางใช้มือขวาที่บาดเจ็บเรียกดาบของตนเองขึ้นมา และรับคมดาบนั้นไว้แทนฉัน
นางเป็นคนที่ช่วยฉันไว้..
ช่วยพวกเราเอาไว้!
แรงปะทะที่สะท้อนกลับไม่เพียงทำให้ฉันไม่บาดเจ็บ แต่มันยังส่งแรงช่วยฉันออกวิ่งต่อไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม
“บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ แม่หงเซีย?”
ฉันถามพลางเหลือบมองอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดตรวจดูด้วยซ้ำ แต่เสียงลมหายใจของนางแปลกไปเล็กน้อยจนฉันอดถามออกมาไม่ได้
“ละ...เล็กน้อย..”
ฉันเหลือบมองมือข้างขวาของแม่หงเซียทันทีที่ได้ยินคำตอบ โลหิตแดงสดไหลรินลงมาตามแขนราวกับไม่สนใจเลยว่านางเพิ่งผ่านอะไรมา
นางฝืนมาก ตอนที่เรียกดาบขึ้นมารับการโจมตีเมื่อครู่
นั่นน่ะมือข้างที่นางบาดเจ็บอยู่แท้ ๆ
แรงปะทะจากดาบนั่นคงกระแทกเข้าไปถึงแผลเก่าที่หัวไหล่ ฉันเห็นก็รู้แล้วว่าความเจ็บจักต้องไม่ธรรมดา
แต่นางยังกลั้นไว้ได้ คงเพราะฤทธิ์ของยาระงับปวดที่ฉันให้ไว้ก่อนหน้า
ฉันไม่อยากจักนึกเลย..
ว่าถ้ายานั่นหมดฤทธิ์ลงเมื่อไร..
นางจะต้องปวดเจ็บขนาดไหน...