หลังจากที่ ราชาบาร์ธาซ่าร์ได้จบชีวิตของมันลงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มากมาย ที่อาณาจักรแห่งมอนเดียร์เหล่าเชื้อพระวงศ์เดิมของอาณาจักรถูกสังหารจนสิ้น เรื่องราวเหล่านี้เซย์รินไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยหลังจากที่สิ้นสุดการต่อสู้เด็กหนุ่มได้ติดต่อไปยังบาสเตียน พ่อบ้านสุดแกร่งผู้มีระดับพลังเทวะ ขั้นที่ 5และเหล่าผู้ติดตามของเซย์รินทุกคนให้เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้
ภายหลังที่ทุกคนมาถึงเซย์รินได้มอบหมายงานหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้เป็นของบาสเตียนเมื่อแจกแจงทุกอย่างเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว เซย์รินก็เข้าสู่สภาวะนิททรามันหลับลึกยาวนานไปถึง 6 เดือนเต็มเนื่องจากตัวมันนั้นได้ฝืนใช้พลังมากเกินกว่าขีดจำกัดของมันที่ควรจะมีในระหว่างนี้เองที่เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้สติ ทางด้านบาสเตียนได้ออกคำสั่งกวาดล้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในอนาคตและเหลือแต่พวกที่ยอมจำนนแต่โดยดีเท่านั้นหลังจากที่จัดการกับศึกภายในเสร็จบาสเตียนก็ได้ออกประกาศตามเสียงตามสายเพื่อให้ทำความเข้าใจกับประชาชนพื้นเมืองเดิมของอาณาจักรมอนเดียร์
หลังจากเสร็จสิ้นการประกาศพวกมันไม่เพียงจะไม่โกรธแค้นแต่พวกมันกับแหกปากโห่ร้องด้วยความดีใจทั่วทั้งอาณาจักรประชาชนทุกหลังคาเรือนล้วนจัดงานเฉลิมฉลองนั้นก็เป็นเพราะผู้ปกครองคนใหม่อาณาจักรแห่งมอนเดียร์นั้นประกาศปรับลดภาษีเพียงแค่ไม่กี่สตางค์จากเดิมที่ถูกเก็บจนแทบจะหมดตัวแล้วแบบนี้จะไม่ทำให้พวกมันดีใจได้อย่างไรจากแต่เดิมที่พวกมันไม่ได้คาดหวังอะไรเลยเกี่ยวกับผู้ปกครองเมืองเลยแต่ในยามนี้นั้นประชาชนแห่งอาณาจักรมอนเดียร์เต็มไปด้วยความหวังและความฝันอันยิ่งใหญ่
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าผู้ปกครองเมืองคนใหม่จิตใจของมันกว้างยิ่งนักต่อไปนี้พวกเราคงจะอยู่ดีกินดีขึ้น”
“ข้าเองก็หวังว่าพวกมันจะรักษาคำพูดหลังจากที่ปล่อยคำพูดที่สวยหรูกับพวกเราและข้าก็เคยได้ยินว่าผู้ปกครองเมืองของเรานั้นยังเป็นเพียงแค่รุ่นเยาว์เท่านั้นจะฝากความหวังของอาณาจักรมอนเดียร์ไว้ที่มันได้ไหมนะ”
“เจ้าบ้าเอ๊ย…รุ่นเยาว์ แล้วเป็นอย่างไรยุคสมัยนี้ความแข็งแกร่งสำคัญที่สุดต่อให้เจ้าเซย์รินอะไรนั่นเป็นเด็กที่ไม่อย่านมแม่ แต่ถ้ามันมีความแข็งแกร่งที่มากพอมันก็คู่ควรกับการเป็นผู้นำของพวกเรา แม้แต่ราชาบาร์ธาซ่าร์ก็ยังต้องสิ้นชื่อลงก็เป็นเพราะมันแม้แต่คนราชวงศ์เดิม ยังโดนผู้ติดตามของมันล่าสังหารจนสิ้น”
เหล่าผู้คนภายในอาณาจักรพวกมันต่างก็พูดถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้อย่างออกรสเพราะนี่คือการเริ่มศักราชใหม่ของอาณาจักรแห่งมอนเดียร์อย่างแท้จริงทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง
เรื่องมันยังไม่จบเพียงเท่านี้ทางด้านบาสเตียนได้ส่งจดหมายเตือนไปยังบางอาณาจักรที่คาดว่าอาจจะเป็นศัตรูของเซย์รินหรืออาจจะมีพวกแนวคิดที่ไม่ดีไม่ร้ายหลังจากที่พวกมันได้รับจดหมายฉบับนี้แล้วไม่มีใครเลยสักคนที่จะมีความรู้สึกโมโหโกรธาแต่ในทางกับกันพวกมันต่างก็มีความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน
แม้แต่ราชาบาร์ธาซ่าร์ ที่มีความแข็งแกร่งลำดับ2 ของมวลมนุษย์ ยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำอะไรมันได้แล้วพวกตนล่ะจะมีความสามารถมากพอได้อย่างไรอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่มเซย์รินก็ไม่ต่างอะไรไปจากมดปลวกที่สุดแสนจะไร้ค่ามีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่
“ไม่ได้การแล้วข้าต้องรีบเอาของขวัญไปให้มันไปขอโทษมันข้ายังไม่อยากตาย ไม่อยากตาย”
พวกมันต่างก็มีความคิดเห็นเช่นเดียวกันคือต้องส่งสิ่งของที่ล้ำค่าที่สุดมีราคาที่สุดเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ต่อให้พวกมันสูญเสียแค่ไหนพวกมันก็ต้องรับให้ได้แม้สมบัตินั้นจะเป็นสมบัติประจำตระกูลก็ตาม เพียงระยะเวลาไม่กี่วันหลังจากที่พวกมันได้รับจดหมายพวกมันต่างก็เดินทางอย่างรีบเร่งบนถนนทางเข้าอาณาจักรเต็มไปด้วยรถเกวียน สำหรับขนทรัพย์สมบัติมากมาย ยาวไกลจนสุดสายตา
แต่พวกมันก็ต้องผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้พบหน้ากับเซย์รินมีเพียงบาสเตียนเท่านั้นที่อยู่รอคอยพวกมันอยู่ ในยามนี้นั้นอาณาจักรแห่งมอนเดียร์ครึกครื้นเป็นอย่างมากเพราะมีผู้คนเข้าออกเมืองกันเป็นว่าเล่นผู้คนทั้งอาณาจักรเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใสวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในที่สุดเซย์รินได้ฟื้นตืนขึ้นมาจากการหลับใหลเป็นเวลานานภาพตรงหน้าของเด็กหนุ่มในยามนี้เต็มไปด้วยคนคุ้นเคย ยูริ เอลซ่า แชลเทียร์และคนอื่นๆต่างอยู่กันอย่างพร้อมหน้า แม้แต่ ซันซัสราชาแห่งอาณาจักรอาราเธียร์ก็มากับเขาด้วย
“เซย์รินในที่สุดเจ้าก็ฟื้นขึ้นมาสักทีเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้านั้นรู้สึกเป็นกังวลมากน้อยเพียงไร”
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มลืมตาตื่นเอลซ่าเธอเป็นคนแรกที่ตอบสนองได้ไวที่สุดพร้อมทั้งวิ่งเข้าไปหาโอบกอดเซย์รินในทันที ราวกับเกรงกลัวว่าเด็กหนุ่มจะจางหายไปยูริ และ แชลเทียร์ก็เกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเช่นนี้เช่นกัน
“ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าทุกคนที่ทำให้ต้องรอนานจนถึงขนาดนี้ คงจะเกิดเรื่องราวขึ้นมากมายเลยซินะในระหว่างที่ข้านั้นยังไม่รู้สึกตัว คงจะลำบากพวกเจ้าแล้ว”เซย์รินบอกกล่าวด้วยความเสียใจจากใจจริงที่ตัวเองนั้นนอนไม่ได้สตินานถึงเพียงนี้อันเป็นผลข้างเคียงจากการใช้พลังเวทจนเกินตัวจนเข้าสู่สภาวะหลับใหล
“ฮ่าฮ่า เจ้าหนุ่มตัวเจ้านั้นอย่าได้กล่าวโทษต่อตัวเองเลย หากไม่ได้เจ้าทุกคน ภายใน ณที่แห่งนี้คงไม่ได้อยู่อย่างปกติสุขเช่นนี้หรอก เจ้าได้ช่วยเหลือผู้คนมากมายของทั้ง2 อาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรบราเรี่ยนอาณาจักรคราว แม้กระทั่งผู้คนของมอนเดียร์ยังมีคนนิยมชมชอบเจ้า”
ราชาซันซัส กล่าวชื่นชมเซย์รินจากใจจริงหากเป็นตัวมันเองเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้ค่อนข้างที่จะตึงมือของมันพอสมควรแต่กับเซย์รินนั้นไม่ตัวมันสามารถจัดการแก้ปัญหาได้ด้วยตัวคนเดียวพร้อมทั้งนี้มันยังมีเหล่าบริวารที่ไว้ใจได้มากมายไม่ใช่เพียงแค่ไว้ใจได้เท่านั้นแต่พวกมันทุกคนล้วนแต่มีความแข็งแกร่ง
“เป็นเช่นนั้นหรือ?”เมื่อเซย์รินได้ยินคำพูดปลอบใจที่มาจากราชาซันซัสตัวมันนั้นก็เบาใจไปมากนักความรู้สึกผิดหรือกล่าวโทษตัวเองที่อาจทำตัวเป็นภาระคนอื่นจึงลดน้อยลงไป
เด็กหนุ่มใช้เวลาพักฟื้นอีกเพียงไม่กี่วันนั้นมันก็เข้าสู่สภาวะปกติอย่างสมบูรณ์เมื่อมันหายดีแล้วตัวมันก็เดินชมไปทั่วทั้งอาณาจักรมอนเดียร์ เหล่าฝูงชนต่างให้การต้อนรับเซย์รินด้วยความอบอุ่นและให้ความเคารพนับถือจากใจจริงคนทุกคนล้วนนิยมชมชอบผู้แข็งแกร่งพวกมันทุกคนต่างก็เชื่อว่าเซย์รินนั้นจะต้องเป็นผู้นำอาณาจักรที่ดีอย่างแน่นอน
“ต่อไปนี้จะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอย่างไรดีเซย์ริน หรือจะให้เรียกว่า ท่านราชาแห่งมอนเดียร์ดีล่ะเจ้าหนู”
ซันซัสหยอกล้อเด็กหนุ่มด้วยความชอบใจ ปกติมันไม่ใช่คนขี้เล่นนักแต่ดูเหมือนว่าการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มนั้นจะช่วยลดสภาวะความตึงเครียดให้มันอย่างมากมายมหาศาลเซย์รินก็เปรียบเสมือนผู้นำของคนหนุ่มสาวยุคใหม่
“เอาเท่าที่ท่านสบายใจก็แล้วกัน” ถึงแม้เซย์รินในยามนี้นั้นจะเป็นผู้ปกครองอาณาจักรแต่ก็คงเป็นแต่ในนามเท่านั้นเรื่องงานราชการทั้งหมดคงต้องยกให้กับบาสเตียนจัดการไปเรื่องหน้าปวดหัวเช่นนี้เด็กหนุ่มไม่ค่อยอยากจะวุ่นวายนัก
“ท่านซันซัสข้าคิดดูแล้วว่าตัวข้านั้นชั่งแสนจะอ่อนแอเสียเหลือเกิน”
เด็กหนุ่มบอกกล่าวด้วยความอ่อนหล้าจากใจจริงและจิตใจของมันในยามนี้นั้นเต็มไปด้วยความห่อเหี่ยว
“เฮ้ยเฮ้ย เจ้าหนู ตัวเจ้านั้นอายุเพียงเท่านี้แต่กับมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ราวกับสัตว์ประหลาดร้ายหากเจ้าเรียกตนเองว่าอ่อนแอ แล้วตัวข้าที่แก่จะลงโลงอยู่แล้วจะเรียกตัวเองว่าอะไรเรียกว่ามดปลวกอย่างงั้นรึ ข้าคิดว่าตัวของเจ้านั้นได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้ว”ราชาซันซัสบอกกล่าวกับเด็กหนุ่มด้วยความมั่นใจ
“ท่านยังไม่เข้าใจเวลาที่ข้าได้เดินทางไปยังทวีปมืดนั้นมันทำให้ข้าเองรู้สึกแย่เพียงไรตัวข้านั้นรู้สึกว่าตัวเองนั้นอ่อนแอจนดูไร้ค่ายิ่งกว่าอะไรเกือบที่จะเอาชีวิตไปทิ้งเป็นเพราะความไร้พลังของตนเองมีสถานที่มากมายภายในนั้นที่ตัวเองไม่สามารถที่จะก้าวข้ามไปได้พวกเราในยามนี้นั้นไม่ต่างอะไรกับพวกกบในกะลาทั้งที่ว่าโลกไปนี้นั้นกว่าใหญ่เหล่าผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงมีมากมายที่เรายังไม่อาจเคยพบเคยเห็น
“เห้อ….”แล้วเจ้าจะเอายังไงต่อเจ้าหนูซันซัสพูดด้วยความเหนื่อยใจมันก็คงจะเป็นจริงอย่างที่เซย์รินว่าโลกใบนี้นั้นมันกว้างใหญ่จนเกินไปมีสิ่งตั้งมากมายที่ยังไม่เคยถูกค้นพบ
“ข้าจะออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆของโลกเพื่อยกระดับขีดพลังความสามารถของตนเอง สถานที่แรกที่ข้าจะเดินทางไปก็คือเผ่ามารเพื่อเดินทางไปพบคนผู้นึงตามคำสัญญา”
“เจ้าอย่าบอกข้านะว่าจะเดินทางไปหาอดีตจอมมารผู้นั้น”เรื่องราวเล่าขารของมันนั้นเป็นดังตำนานผู้ที่สังหารมนุษย์ไปมากกว่า10 ล้านคน ไม่มีผู้ใดไม่หวาดกลัวเมื่อได้ยินนามของมันกริมจอ อดีตจอมมารเมื่อ หนึ่งหมื่นปีก่อน