หลังจากที่หานหมิงพบกับวิญญาณของต้วนหลิงเฉินแล้ว หานหมิงก็ส่งเซลล์สีทองเข้าไปในจิตวิญญาณของต้วนหลิงเฉิน กระแสพลังสีทองไหลแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของวิญญาณที่ใกล้สลาย มันคล้ายกับเชือกเส้นสุดท้ายที่ยึดเศษเสี้ยวแห่งการมีอยู่ของต้วนหลิงเฉินเอาไว้ไม่ให้หลุดลอยไปในความว่างเปล่า
ต้วนหลิงเฉินรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเขาเฝ้ามองทุกกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยไม่เอ่ยปากห้ามแม้แต่น้อย ไม่มีการต่อต้าน ไม่มีแม้แต่ความสงสัยในดวงตา มีเพียงความสงบที่แฝงไว้ด้วยความเข้าใจ เพราะต่อให้เขาต้องการเขาก็ไม่สามารถต่อต้านมันได้อยู่ดี
เมื่อเซลล์สีทองฝังลงอย่างสมบูรณ์ หานหมิงก็ยกมือขึ้นเรียกพลังโชคของตนเองไหลเข้าสู่วิญญาณที่กำลังจะหายไปของต้วนหลิงเฉิน ลำแสงบางเบาส่องประกายสีทองอ่อนๆ มันโอบล้อมวิญญาณของต้วนหลิงเฉินไว้เหมือนแสงอรุณอันอบอุ่น
หานหมิงมองภาพเบื้องหน้าด้วยความเฉยชา เขาเสียโชคทั้งหมดที่ได้มาจากทั้งของอู๋จ้าว หรือว่าจะเป็นโชคที่หามาได้ก่อนหน้านี้เขาเสียมันไปทั้งหมดจนถึงที่เขาต้องไปข่มขู่เต๋าสวรรค์ของโลกใบนี้ให้นำโชคมาให้เขาเพื่อใช้ฟื้นฟูต้วนหลิงเฉิน เมื่อต้วนหลิงเฉินฟื้นขึ้นมาได้นิดหน่อยแล้วหานหมิงก็นั่งลงตรงหน้าต้วนหลิงเฉิน ก่อนจะเริ่มต้นพูดคุยถึงเรื่องต่างๆ
พวกเขาคุยกันอยู่สักพัก ก่อนที่หานหมิงจะถามว่าต้วนหลิงเฉินจะทำอะไรต่อ ต้วนหลิงเฉินตอบเป้าหมายของเขานั้นเรียบง่าย เขาไม่ได้ต้องการฟื้นคืนชีพ สิ่งที่เขาอยากได้... นั้นคือเขาจะสืบทอดเจตจำนงของเขามรดกทุกอย่างให้กับหานหมิง และเมื่อหานหมิงพบลูกหลานของเขาก็อยากจะให้ส่งมอบมรดกให้พวกเขาบางส่วนเท่านั้น
หานหมิงมีแผนในใจอยู่แล้ว เขาพูดอ้อมๆ เพื่อชักจูงต้วนหลิงเฉินช้าๆ
เขาเสนอให้เปิดสุสานลับแห่งนี้ภายในอีกสองวันข้างหน้า พร้อมกำหนดเงื่อนไขบางอย่าง ใครจะเข้ามาในสุสานลับ ต้องมีการบ่มเพาะไม่มากเกินไป ซึ่งต้วนหลิงเฉินเองก็ไม่คัดค้าน เพราะสุดท้ายสิ่งที่เขาต้องการก็คือผู้สืบทอด
ในความจริง สุสานลับแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่ซ่อนสมบัติ มันคืออาวุธระดับพระเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นในอดีตกาล เพียงแต่ปัจจุบันมันพังไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แรกเริ่มหานหมิงคิดจะมอบมันให้กับศิษย์ของเขาเพื่อเป็นรับผลตอบแทนจากระบบ แต่สุดท้ายระบบของเขากลับปฏิเสธโดยอ้างว่าตอนนี้มันไม่สามารถมอบผลตอบแทนในระดับพระเจ้าให้กับหานหมิงได้ เพราะระดับของระบบมันต่ำเกินไป มันไม่สามารถตามทันความเร็วการพัฒนาของหานหมิงได้ทัน
เขาพยายามโต้เถียงกับระบบอยู่พักหนึ่งว่าไม่ต้องเอาอาวุธระดับพระเจ้าก็ได้ ก่อนจะถอนหายใจและยอมแพ้ในท้ายที่สุดแต่ระบบมันก็ให้โอกาสผลตอบแทน 10,000 เท่า 3 ครั้งมาให้เขาเป็นคำขอโทษ พร้อมทำการอัพเกรดตัวเองทันที
หลังจากเถียงกับระบบไม่สำเร็จ เขาก็กลับมาพูดคุยกับต้วนหลิงเฉินต่อว่าให้เปิดสุสานลับนี้แบบไม่จำกัด ไม่ต้องเลือก ไม่ต้องคัดคน ให้ใครก็ตามที่มีความสามารถและดวงเข้ามาได้อย่างเสรี ให้โชคชะตาเป็นคนคัดกรองเองว่าจะมีใครคู่ควรกับสิ่งที่อยู่ภายในหรือไม่
ต้วนหลิงเฉินพยักหน้ารับช้าๆ เขาเองก็ไม่อยากฝืนสวรรค์เช่นกัน ที่จริงแล้ว เขาก็หวังว่าจะมีคนบางคนที่มีสายเลือดของเขาเข้ามาเพื่อรับช่วงต่อในสิ่งที่เขาสร้างไว้
เมื่อทุกอย่างตกลงกันได้แล้ว หานหมิงก็เริ่มดำเนินการในทันที
เขาใช้ทรัพยากรที่ได้จากการลงทุนในศิษย์และระบบคืนมาให้เป็นพลังงานให้กับสุสานลับแห่งนี้ซึ่งเขาใช้ทรัพยากรไปทั้งหมดเลยยกเว้นสมุนไพรบางส่วนและหุ่นเชิด ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นอาวุธ คัมภีร์ ไฟประหลาดหายากและสมบัติอื่นถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงในการซ่อมแซมและเปิดใช้งานสุสานลับนี้ทั้งหมด หานหมิงกลับมาจนอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ในเวลานั้น
หลังจากเปิดใช้สุสานลับได้แล้วเขาก็กำหนดเงื่อนไขการบ่มเพาะสูงสุดที่สามารถเข้ามายังพื้นที่ของสุสานลับนี้ได้ต้องไม่เกินไปกว่าอมตะแห่งสวรรค์ พร้อมเมื่ออยู่ในสุสานลับทุกคนจะมีการบ่มเพาะในระดับนักบุญเท่ากันทุกคน และทันทีที่เงื่อนไขนี้เสร็จสิ้น พลังที่หลงเหลืออยู่ในสุสานก็เกือบจะหมดลงไป
จนหานหมิงต้องไปขอยืมพลังจากเต๋าสวรรค์อีกครั้ง เพื่อกำหนดเงื่อนไขว่าคนที่ดูดซับพลังงานอมตะจากโลกเบื้องบนเกิน 3 ปี เมื่อเข้ามาในสุสานลับพวกเขาจะไม่สามารถใช้พลังของร่างกายพิเศษตัวเองได้และพลังการต่อสู้ของพวกเขาจะลดลงด้วย หลังจากนั้น หานหมิงก็เดินทางออกนอกสุสานชั่วครู่
เขาไปจับสัตว์วิญญาณนับไม่ถ้วนจากทั่วทั้งดินแดน ทั้งสายพันธุ์หายาก ทั้งสัตว์ป่าที่ควบคุมยาก และแม้แต่สัตว์ที่ไม่ควรจะมีอยู่ในโลกนี้ พวกมันถูกลากเข้ามาและกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ของสุสานลับ ตอนแรกพวกมันต่อต้านแต่เมื่อพบกับสภาพแวดล้อมที่นี่พวกมันก็เริ่มสงบลง
สัตว์ที่ผู้บ่มเพาะต่อสู้กันก่อนหน้านี้นั้นไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิมในสุสานลับแห่งนี้ตั้งแต่แรกแล้ว สัตว์ร้ายทุกตัวล้วนถูกนำเข้ามาโดยหานหมิงเองทั้งหมด
สิ่งที่เขาต้องการก็เพื่อสร้างความวุ่นวายภายในสุสานลับนี้ให้มากที่สุด เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเขาเองได้ทำสิ่งต่างโดยมีคนจับจ้องน้อยที่สุด และสิ่งที่เขาทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อสิ่งเดียวเท่านั้น... นั้นคือโชคของคนที่เข้ามาในสุสานลับแห่งนี้ เขาลงทุนไปมากมายแต่ผลลัพธ์นั้นมันคุ้มค่าแน่นอนโดยที่ความมั่นใจมันมาจากการทำนายของเขาเอง
สองวันหลังจากสุสานลับเปิดออก เขาขอให้ต้วนหลิงเฉินส่งเสียงไปทั่วโลกรวมถึงโลกเบื้องบนด้วย แต่ดูเหมือนว่าเสียงของต้วนหลิงเฉินมันจะส่งไปไม่ถึงโลกเบื้องบน แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไป ผู้ฝึกตนจากทั่วทุกมุมโลกต่างหลั่งไหลเข้ามาในสุสานลับ ซึ่งหานหมิงก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อการต่อสู้เริ่มต้นกลิ่นเลือดเริ่มอบอวลอยู่ตามรอยแตกร้าวของผืนดิน หานหมิงไม่ได้ใส่ใจพวกนั้นมาก เขาส่งศิษย์ของตัวเองไปรวบรวมโชคของศัตรูในอนาคตของตัวเองก่อนที่เขาจะมุ่งหน้าไปยังใจกลางของสุสานลับอีกครั้ง เพื่อพบกับต้วนหลิงเฉิน
วันนี้เขามีเป้าหมายชัดเจน เขาต้องโน้มน้าวให้ต้วนหลิงเฉินยอมใช้เลือดของผู้ฝึกตนในการรักษาตัว ฟื้นฟูจิตวิญญาณที่กำลังสลายไปอย่างช้าๆ
แต่ระหว่างทาง เขากลับสัมผัสบางอย่างที่น่าสนใจเล็กน้อย นั้นคือ เย่หลิน เด็กหนุ่มที่เขาเคยให้เซลล์สีทองไว้ก่อนหน้านี้ปรากฏตัวในสุสานนี้ด้วยเช่นกันพร้อมแฝงตัวอยู่ในกลุ่มของตระกูลอู๋ ในตอนที่เย่หลินถูกโจมตีโดยสัตว์วิญญาณตะขาบที่หานหมิงปล่อยไว้ เลือดของเขาไหลออกมาเพียงเล็กน้อย ทว่าในชั่วขณะเดียวกันนั้นเอง กลิ่นเลือดกลับทำให้หานหมิงต้องหยุดชะงัก
มันไม่ใช่แค่กลิ่นของเลือดธรรมดา แต่มันกลับให้ความรู้สึกถึงต้วนหลิงเฉินเล็กๆ น้อย ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะชัดเจนจนเขาปฏิเสธไม่ได้ เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มขึ้นมา
เขารู้ในทันทีว่าจะใช้เรื่องนี้สร้างแรงผลักดันให้ต้วนหลิงเฉินยอมมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และแผนนี้ก็ได้ผลเกินคาด
หลังจากที่เขาพาเย่หลินไปพบต้วนหลิงเฉินแล้ว พร้อมกับทำการมอบมรดกต่างๆ เสร็จแล้วและเย่หลินอยู่ในช่วงเวลาตรัสรู้ หานหมิงได้พยายามอธิบายเรื่องประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้เลือดของผู้ฝึกตน ต้วนหลิงเฉินยังคงสงบนิ่ง เขาไม่สนใจที่จะฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง ต้วนหลิงเฉินรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังใช้เขาให้เป็นเครื่องมือ และในตอนแรกเขาก็ไม่ยินยอม
แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังของเย่หลินและได้รับเห็นภาพในอดีตของเด็กหนุ่มผู้นั้น ความทรงจำมากมาย ความพยายาม ความโดดเดี่ยว ความโหดร้ายที่เขาพบเจอและเจตจำนงอันแน่วแน่ที่แทบไม่ต่างจากเขาในวัยเยาว์ ต้วนหลิงเฉินก็เริ่มลังเล และในที่สุด เขาก็ตอบตกลงในที่สุด
เหตุผลหลักๆ มันไม่ใช่เพราะคำพูดของหานหมิง ซึ่งหานหมิงก็รู้ว่าเหตุผลจริงๆ ของต้วนหลิงเฉินคือเขาอยากช่วยเหลือเย่หลินอย่างแท้จริง ด้วยการมอบประสบการณ์ทั้งชีวิตที่เขามี เขาหวังว่าจะได้ชี้แนะแก่เด็กคนหนึ่งก่อนที่ตนเองจะสลายหายไปตลอดกาล
ความจริงแล้ว ร่างกายที่แท้จริงของต้วนหลิงเฉินได้หมดอายุขัยไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถฟื้นฟูด้วยวิธีธรรมดาใดๆ ได้อีกต่อไป สิ่งที่เหลืออยู่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเจตจำนงที่เปราะบางยิ่งกว่าละอองฝุ่น หานหมิงรู้ดีว่าต่อให้เขาเก่งแค่ไหน ต่อให้เขามีระบบหรืออะไร ก็ไม่อาจหาสิ่งที่ใช้รักษาได้ทันเวลาอยู่ดี ทางเดียวที่เหลืออยู่คือพลังชีวิตจากผู้ที่ตายภายในสุสานลับแห่งนี้
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากต้วนหลิงเฉิน หานหมิงก็เริ่มลงมือทันที เขาส่งหุ่นเชิดอมตะกระจายไปทั่วทั้งสุสานเพื่อติดตั้งรูปแบบพิเศษที่เขาเตรียมไว้ล่วงหน้า รูปแบบโลหิตกลืนสวรรค์ มันคือรูปแบบที่เขาสร้างมันขึ้นมาเองเพื่อเตรียมไว้ใช้กับตัวเองในอนาคต
รูปแบบนี้จะทำหน้าที่ย่อยสลายซากศพทั้งหมดให้กลายเป็นพลังวิญญาณบริสุทธิ์ และดูดกลืนอายุขัยของผู้ตายมาเป็นพลังเลี้ยงวิญญาณของต้วนหลิงเฉิน โดยสามารถดึงอายุขัยได้ประมาณหนึ่งในสิบจากผู้ฝึกตนทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่มีระดับบ่มเพาะสูงขึ้น เช่นระดับจักรพรรดิหรืออมตะ รูปแบบนี้จะดึงได้เพียงหนึ่งในพันหรืออาจน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการบ่มเพาะของแต่ละคน
แต่ที่เขาไม่ได้วางรูปแบบโลหิตกลืนสวรรค์ไว้เมื่อสองวันก่อนแต่พึ่งจะมาสร้างมันวันนี้ เพราะหานหมิงรู้ว่าผู้ที่มาสุสานในครั้งนี้ไม่ใช่แค่คนธรรมดา แต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถและไหวพริบสูง หากเขาลงมือติดตั้งรูปแบบก่อนเวลาอาจถูกจับพิรุธได้โดยง่าย ดังนั้นเขาจึงเลือกจะทำหลังจากที่สุสานเปิดแล้ว เพื่อให้ทุกอย่างดูปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทุกอย่างดำเนินไปในทิศทางที่หานหมิงวางแผนไว้แทบทั้งหมด โชคชะตาเหมือนจะอยู่ข้างเขา ไม่ว่าจะเป็นพลังชีวิตของเหล่าผู้ฝึกตนที่ตายลง พลังวิญญาณที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่ผลพลอยได้จากซากสัตว์วิญญาณระดับสูงที่เขาจัดการวางไว้ตั้งแต่แรก ทุกสิ่งหลอมรวมกลายเป็นโชคมหาศาลหลายเท่าตัวที่ไหลเข้ามาสู่มือของเขาโดยแทบไม่ต้องเปลืองแรงเพิ่ม
แต่แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็สะดุดลงเมื่อการมาถึงของชายชุดสีทอง ตัวแปรที่ไม่มีอยู่ในคำทำนายของหานหมิง เพียงแค่การปรากฏตัวของเขาก็เกือบจะทำลายแผนทุกอย่างที่หานหมิงสั่งสมไว้ แต่ในโชคร้ายก็มีโชคดีนั้นคือการมาของบรรพบุรุษตระกูลโจว ที่ช่วยหยุดชายชุดสีทองและสีดำเอาไว้ได้ก่อนที่หานหมิงจะมาเก็บงานในตอนที่ชายชุดสีทองนั้นถูกพิษของชายชราจากตระกูลโจวจนการบ่มเพาะหายไปหมดแล้ว
แต่แม้จะได้รับชัยชนะ หานหมิงก็ไม่ได้รู้สึกว่าทุกอย่างปลอดภัย
ศพและเลือดของทั้งสองคนเขาไม่ได้ทำลายทิ้ง และแน่นอนว่าเขาก็ไม่กล้าใช้งานมันหรือว่าเอาไปให้ต้วนหลิงเฉินกินด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เขาฆ่าได้ในตอนนั้น... มันเป็นเพียงแค่ร่างจำแลง ไม่ใช่ตัวจริง
เขารู้ดีว่าตัวจริงของทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่ และในตอนนี้ก็กำลังแอบตามเขาอยู่ในเงาของเขาอย่างเงียบๆ ราวกับเงาที่ไร้เสียง พวกมันคอยจ้องมองเขา และรออะไรบางอย่างอยู่
แต่หานหมิงก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เขาทำเป็นไม่รู้อะไร เพราะเขารู้ว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาจะจัดการพวกเขาทั้ง 2 คนเนื่องจากพลังการบ่มเพาะที่พวกเขาใช้ได้มันอยู่ที่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นจากการกดทับของสุสานลับ
ที่สำคัญ... เขายังมีทางหนีทีไล่อยู่เสมอ หากทุกอย่างควบคุมไม่ได้ เขาสามารถขอความช่วยเหลือจากเต๋าสวรรค์ของโลกเบื้องบนได้ และถ้าไม่ไหวเขายังสามารถเปิดประตูพาพวกมันเข้าสู่มิติพิเศษของระบบได้ทันที และในที่แห่งนั้น เขาสามารถเอาชนะทั้ง 2 คนได้อย่างแน่นอน