โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 42: เสียงหัวเราะจากเงามืด

    บทที่ 42: เสียงหัวเราะจากเงามืด

     

     

     

    ไม่นานมานี้ผมเพิ่งประสบกับปัญหาอย่างหนึ่งที่สร้างความเจ็บปวดใจให้เหลือเกิน...นั่นคือการที่เทสขโมยเสื้อฮู้ดของผมไป

     

    เจ้าตัวยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าแค่ขอยืม แต่ลึกๆ ผมรู้ดีว่าฮู้ดตัวนั้นคงไปลับไม่กลับมาอีกแล้ว

     

    เธอเปรียบเสมือนหลุมดำแห่งเครื่องแต่งกายที่คอยดูดกลืนความนุ่มสบายไปจนหมดสิ้นทิ้งให้ผมต้องเผชิญกับโลกอันโหดร้ายที่ไร้ฮู้ดคอยเยียวยาจิตใจ

     

    เหตุผลที่เธอใช้ขู่เข็ญเอาจากผมก็คือความผิดพลาดตอนออกล่าครั้งล่าสุดที่ทำให้เสื้อผ้าของเธอขาดวิ่น แต่ก็นะ...ใครจะไปตรัสรู้ล่ะว่าเจ้าหมาป่าสีชาดบ้านั่นจะเก่งขนาดนั้น?

     

    ผมยืนยันคำเดิมว่ามันไม่ใช่ความผิดของผมสักนิดเดียว

     

    อันที่จริง ด้วยค่าความทนทานที่เพิ่มขึ้นผมแทบไม่สะทกสะท้านต่อสภาพอากาศที่เย็นลงแบบนี้เลยด้วยซ้ำแถมไอ้ฮู้ดเจ้าปัญหานั่นก็แค่วางแหมะอยู่ในกระเป๋ากีฬามาตั้งนานโดยที่ผมไม่ได้แตะต้องมันเลยด้วย

     

    แต่... แต่นั่นมันของผมไง!ของที่ผมเป็นเจ้าของนะเว้ย!

     

    แต่เอาเถอะ... ช่างมันก็ได้

     

    เหลือเวลาอีกเพียงสิบวันก่อนจะหมดเวลาเควสต์ประจำชั้นผมจึงตัดสินใจแยกตัวออกมาล่าเพียงลำพังโดยจัดเตรียมเสบียงเพียงเนื้อตากแห้งกับน้ำไม่กี่ขวดใส่กระเป๋าแล้วมุ่งหน้าเข้าป่าทันที

     

    ผมอยากลองปล่อยให้คนพวกนั้นลองเอาตัวรอดกันเองดูสักสองสามวันบ้าง

     

    แฮดวินดูจะไม่ชอบใจการตัดสินใจนี้เลยสักนิดซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงคิดไม่ต่างกัน แต่ลึกๆ ผมรู้ว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุดเพราะบางคนเริ่มพึ่งพาผมมากเกินไปจนหยุดพัฒนาตัวเอง และเอาแต่เดินตามหลังผมต้อยๆ

     

    แน่นอนว่าการทิ้งไปแบบนี้อาจทำให้พวกเขาต้องเจ็บตัวหรือถึงขั้นเอาชีวิตไม่รอดแต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้พวกเขาเดินตามก้นผมไปเรื่อยๆ จนต้องไปตายกันหมดในอนาคต

     

    หากมองว่าโลกนี้คือเกมชั้นแรกมันก็ควรจะเป็นระดับที่ง่ายที่สุดไม่ใช่หรือไง?

     

    สำหรับผมอันตรายในตอนนี้ไม่ได้ดูเหนือบ่ากว่าแรงนักแต่ผมกลับรู้สึกว่าการเติบโตของตัวเองเริ่มจะช้าลงจนน่าหงุดหงิด

     

    ผมไม่อยากกลายเป็นพวกที่ต้องพึ่งพาสังคมจนสูญเสียสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเลยขอปลีกตัวออกมาทบทวนตัวเองสักพักแล้วค่อยกลับไป

     

    และเหตุผลสำคัญอีกอย่าง...ผมเริ่มกังวลว่าตัวเองกำลังผูกพันกับพวกนั้นมากเกินไปแล้ว

     

    ป่าแห่งนี้ยังคงเงียบเชียบเหมือนเคยพอไม่มีเทสคอยช่วยสอดแนม ผมก็รู้สึกว่าตัวเองเปราะบางขึ้นเป็นกองแต่น่าแปลกที่ผมกลับไม่ได้เกลียดความรู้สึกเสี่ยงตายแบบนี้เลย

     

    มานายังคงไหลเวียนอยู่ในร่างผ่านวงจรมานาอย่างเป็นจังหวะทักษะ [การรับรู้มานา]ของผมคอยส่งคลื่นพลังออกไปรอบตัวระลอกแล้วระลอกเล่าราวกับระบบโซนาร์

     

    แม้ระยะตรวจจับจะยังไม่กว้างขวางนักแต่ก็ถือว่าพอถูไถไปได้ในยามฉายเดี่ยว

     

    ผมคอยเช็กหน้าต่างภารกิจเป็นระยะน่าเสียดายที่ยังไม่มีเควสต์รองใหม่โผล่มาให้เชยชมเลยแต่ด้วยนิสัยอย่างไอ้ระบบหน้าเลือดนี่ผมมั่นใจว่ามันต้องกำลังซุ่มเตรียมอะไรที่เผ็ดแสบทรวงไว้รอผมแน่นอน

     

    และแล้วศัตรูตัวแรกก็ปรากฏตัวขึ้น...มันคือหมาป่าธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง

     

    [หมาป่า เลเวล 2]

     

    "น่าสงสารแกหลงมาทำอะไรในเขตเลเวลสูงแบบนี้กันหือ?"

     

    มันทำท่าดมกลิ่นผมแวบเดียวแล้วตัดสินใจเผ่นแนบไปทันทีแต่เสียใจด้วยนะความเร็วระดับนั้นน่ะหนีผมไม่พ้นหรอก

     

    ผมอัดมานาเข้าสู่ร่างแล้วพุ่งชาร์จใส่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามันหลายขุมก่อนจะปิดฉากด้วยการ... ตบ

     

    ใช่ครับผมตบหน้าไอ้หมาผู้น่าสงสารตัวนั้นเข้าเต็มรักจนมันเซถลาเสียอาการ ผมไม่รอช้าซ้ำไปอีกฉาดใหญ่จนมันร่วงลงไปนอนสลบเหมือด

     

    ผมหยิบเศษชิ้นส่วนสุดท้ายของเครื่องรางก็อบลินชาแมนออกมาแล้วจัดการมัดติดกับขนหมาป่าตัวนั้นอย่างประณีต

     

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมทำแบบนี้เพราะผมตั้งใจจะใช้พวกมันช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจาก เจ้าหมีเถ้าถ่านเฮงซวยนั่นจนถึงตอนนี้ก็น่าจะมีหมาป่าสัก 7ตัวแล้วล่ะที่วิ่งพล่านอยู่ในป่าพร้อมเศษเครื่องรางติดตัว

     

    หรือพวกมันจะทำหล่นหายไปแล้วก็ช่างเถอะแค่เอาไอ้ของอัปมงคลนี่ไปให้ไกลตัวผมก็พอ

     

    "สรุปแกคืออะไรกันแน่เนี่ย?อุปกรณ์ติดตามตัวหรือไง?"

     

    ผมบ่นพึมพำพลางพิจารณาเจ้าเศษเครื่องราง

     

    เอาเถอะ... ช่างมันผมลุกขึ้นยืนแล้วตัดสินใจปล่อยให้หมาป่าดวงกุดตัวนั้นรอดตายไปแต่อาจจะแอบลูบหัวมันด้วยความเอ็นดูไปสักสองสามทีก่อนจากมาละนะ

     

    [แบทเทินโทรลล์ เลเวล 9]

     

    ผมรักษาจังหวะการไหลเวียนของมานาให้คงที่ทั้งในร่างกายและใบดาบพร้อมจะเปิดใช้งาน การสั่นพ้อง ได้ทุกเสี้ยววินาที

     

    ผมค่อยๆก้าวเท้าเข้าหามอนสเตอร์เบื้องหน้า เจ้าแบทเทินโทรลล์ ตัวนี้ใหญ่ กว่าโทรลล์ตัวแรกที่พวกเราเคยเจอเพียงเล็กน้อยแต่มันดูปราดเปรียวกว่าอย่างเห็นได้ชัด

     

    ในมือของมันถือกะบองยักษ์ที่ดูเหมือนโค่นต้นไม้มาทั้งต้นเพื่อทำเป็นอาวุธแถมตามตัวยังมีรอยสักสีแดงประหลาดลามไปทั่วผิวหนัง

     

    ครั้งนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะลองสู้กับมันแบบแฟร์ๆ ดูสักตั้ง

     

    ผมสัมผัสได้ถึงคลื่นมานาที่ปะทุออกมาจากร่างของมันก่อนที่กะบองยักษ์จะถูกเหวี่ยงเข้าใส่พร้อมเสียงคำรามกึกก้องกัมปนาท

     

    การโจมตีนั้นรวดเร็วอย่างน่าประทับใจ และอยู่ในระดับที่ผมควรจะหลบได้ไม่ยาก...ทว่าผมเลือกที่จะไม่หลบ

     

    ผมอัดมานาเคลือบใบดาบเพื่อป้องกันไม่ให้มันพังยับเยินจากการปะทะพร้อมกับเปิดใช้งานทักษะ การจัดสรรพลังงานจลน์ ขั้นสูงสุดเท่าที่จะทำได้

     

    ตึง!

     

    อาวุธของเราปะทะกันอย่างจังแทนที่แขนของผมจะหักสะบั้นลงในทันทีผมกลับสัมผัสได้ว่าแรงทำลายล้างมหาศาลนั้นอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเพราะถูกทักษะของผมดูดซับเอาไว้

     

    ถึงอย่างนั้นมันก็ยังหนักหน่วงจนผมต้องกัดฟันครางออกมาภายใต้แรงกดดันอันมหาศาล

     

    เนื่องจากผมยังไม่เชี่ยวชาญพอจะแปรรูปพลังงานที่กักเก็บไว้มาใช้จู่โจมกลับผมจึงเลือกที่จะปล่อยให้มันระเบิดออกไปรอบข้างแทนจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกขนาดเล็กแผ่กระจายออกจากจุดที่ปะทะกันในทันที!

     

    เจ้าโทรลล์คำรามลั่นก่อนจะฟาดกะบองซ้ำมาที่เดิมคราวนี้ผมตั้งดาบบล็อกไว้อีกครั้งซึ่งผลลัพธ์น่าพึงพอใจเพราะผมดูดซับแรงกระแทกได้มากกว่าหนแรก

     

    แม้จะยังถูกผลักจนเสียหลักไปบ้างแต่ก็ยังทรงตัวได้มั่นคงพอจะรับมือการโจมตีระลอกถัดไปได้ทันท่วงทีพร้อมกับระเบิดคลื่นกระแทกจากการดูดซับพลังงานออกไปรอบตัวอีกหน

     

    ในการปะทะไม่กี่จังหวะหลังจากนั้นผมยังคงเน้นตั้งรับเพื่อลับคมฝีมือ ทุกครั้งที่ดาบปะทะกับกะบองผมรู้สึกได้ว่าตัวเองควบคุมมานาได้ละเอียดและรวดเร็วขึ้นการเปิดใช้งานทักษะเริ่มลื่นไหลจนลดการสูญเสียมานาโดยเปล่าประโยชน์ลงได้มาก

     

    ผมเริ่มทดลองควบคุมพลังงานที่ดูดซับมาได้บางส่วนแล้วดีดมันกลับไปที่อาวุธของมันเพื่อทำลายจังหวะ

     

    ผมมุดหลบลูกเตะเงอะงะของมันอย่างว่องไวก่อนจะใช้ดาบยันกะบองยักษ์เอาไว้ แต่คราวนี้ผมไม่ปล่อยให้พลังงานระเบิดทิ้งเปล่าๆผมรวบรวมมันสร้างเป็นคลื่นกระแทกขนาดย่อมเล็งซัดกลับไปที่ตัวมันโดยตรง!

     

    เจ้าโทรลล์เซถลาไปข้างหลังเล็กน้อยแต่มันกลับยิ่งบ้าคลั่ง ร่างกายของมันปลดปล่อยงมานาออกมามหาศาลจนรอยสักบนผิวเริ่มเปล่งแสงเจิดจ้า

     

    คราวนี้ผมเลือกที่จะฉากหลบปล่อยให้กะบองยักษ์ฟาดลงพื้นจนดินระเบิดกระจายไปทั่ว ในจังหวะที่มันเสียหลักผมพุ่งเข้าประชิดตัวแล้วตวัดดาบฟันเข้าที่ขาเหนือหัวเข่าของมันจนขาดสะบั้น!

     

    ใบดาบส่งเสียงครางฮึมจากการใช้งานการสั่นพ้อง

     

    ในขณะที่มันกำลังจะล้มคว่ำลงผมก็ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าอก พร้อมกับตวัดดาบตัดกะบองของมันจนขาดครึ่งก่อนจะกระโดดถอยฉากออกมาเพื่อตั้งหลัก

     

    ผมหอบหายใจพลางพยายามคุมสติ เพื่อพยายามควบคุมการสั่นพ้องเอาไว้การใช้ทักษะหลายๆ อย่างพร้อมกับดูจะดึงสมาธิของผมพอสมควร

     

    หลังจากที่ตั้งสติได้ผมก็เร่งการไหลของวงจรมานาอีกครั้ง เพื่อเผด็จศึก ทว่าก่อนที่จะทันได้ออกตัว ข้อความจากระบบก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า

     

    [คุณสังหารแบทเทินโทรลล์  เลเวล 9 สำเร็จ]

     

    โอ้...ดูเหมือนผมจะฟันไปโดนจุดสำคัญเข้าให้แฮะ

     

    ผมเกือบจะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่เห็นมอนสเตอร์ตัวนั้นสิ้นใจตายง่ายกว่าที่คิด

     

    ก็นะ... จบแล้วสินะ

     

    แต่ทว่าในจังหวะที่ความตึงเครียดกำลังจะคลายลงผมกลับสัมผัสได้ถึงร่องรอยมานาบางเบาที่ขอบระยะของ การรับรู้มานา

     

    ผมจึงรีบเร่งส่งคลื่นมานาออกไปเพื่อตรวจสอบทันทีแต่ความรู้สึกนั้นกลับเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย

     

    หือ?

     

    ผมพุ่งตัวไปยังทิศทางนั้นด้วยความรวดเร็วแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่ามันหายวับไปโดยไม่ทิ้งรอยมานาหลงเหลือไว้แม้แต่นิดเดียว

     

    ตัวอะไรกันแน่?

     

    ป่ารอบตัวเริ่มแผ่ซ่านความรู้สึกอันตรายออกมาทันทีความเงียบงันปกคลุมไปทั่วทุกทิศทางจนน่าขนลุก

     

    จู่ๆ ผมก็สัมผัสได้ถึงมานาจากด้านหลัง!

     

    แต่พอตั้งสมาธิจดจ่อไปตรงนั้นมันก็หายวับไปทันทีในแบบที่อธิบายไม่ได้ เหงื่อกาฬเริ่มไหลซึมเต็มแผ่นหลังผมตัดสินใจพุ่งหนีออกมาจากจุดนั้นโดยไม่ลังเล

     

    ผมใช้มานาเสริมพลังกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่จนตอนนี้ผมวิ่งได้เร็วพอๆ กับม้า และยังใช้ สมาธิ คอยช่วยควบคุมทิศทางให้พุ่งฝ่าดงไม้ไปได้อย่างแม่นยำ

     

    ผ่านไปไม่กี่นาทีผมหยุดพักเพื่อหอบเอาอากาศเข้าปอดพลางคิดว่าสะบัดมันหลุดแล้วแน่ๆ...ทว่าคลื่นมานาสายเดิมกลับปรากฏขึ้นที่ขอบระยะการรับรู้อีกครั้ง!

     

    ให้ตายเถอะ!

     

    ผมออกวิ่งอีกสิบนาทีต่อเนื่องเค้นมานาผ่านวงจรมานาเพื่อเพิ่มกำลังขาจนกล้ามเนื้อร้อนผ่าวโชคดีที่มานาสำรองในตอนนี้มีมากพอจะประคองสภาพนี้ไว้ได้นานพอดู

     

    แต่ไม่ว่าผมจะเร่งความเร็วแค่ไหนผมก็ยังคงสัมผัสได้ถึงกระแสมานาเดิมอยู่ที่ขอบระยะการรับรู้เสมอ

     

    ตอนแรกผมพยายามจะวิ่งหนีแต่นานวันเข้าก็เริ่มรู้สึกว่ามันกำลังพยายาม ล่อ ผมไปที่ไหนสักแห่งผมจึงเลือกที่จะเลี่ยงเส้นทางนั้น

     

    มีอยู่จังหวะหนึ่งที่ผมลองพุ่งเข้าหามันเพื่อเผชิญหน้าแต่มันก็หายตัวไป และกลับมาโผล่ข้างหลังผมภายในเวลาไม่ถึงนาที!

     

    ในระหว่างที่หนี ผมพยายามปรับจูนการรับรู้มานา จนขยายระยะออกไปได้อีกหน่อยทว่าไอ้ตัวปริศนานั่นก็ขยับตามเหมือนเงาตามตัวมันรักษาระยะห่างไว้อย่างเหนียวแน่นที่ขอบเขตการรับรู้ของผมเสมอ ไม่ขาดไม่เกิน

     

    ผมหยุดวิ่งลมหายใจถี่กระชั้นจนอกกระเพื่อม กล้ามเนื้อล้าจนสั่นระริก เหงื่อไหลโทรมกาย

     

    จู่ๆเสียงที่ฟังดูเหมือนการหัวเราะก็แว่วดังมาจากระยะไกลพร้อมกับการปรากฏตัวของมันที่ขอบระยะการตรวจจับอีกครั้ง

     

    ไอ้เวรเอ๊ย...เริ่มจะน่ารำคาญแล้วนะเนี่ย จะสู้ก็เข้ามาสู้สิวะ!

     

    ราวกับมันจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นอีกหนก่อนที่ตัวตนนั้นจะหายวับไป...

     

    ดูท่าว่าคืนนี้ผมคงไม่ได้นอนแล้วล่ะ

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน