ลิขิตฟ้าปราบมาร

    บทที่ 43 : เมื่อเพลิงวิญญาณตื่นขึ้น

            เซียวอวิ๋นกลับไม่ได้ลงมือทันที เขาเดินผ่านเหวินซานไปสองก้าว ก่อนหยุดอยู่ข้างเสาหินกลางถ้ำที่อาเหมียวถูกมัดติดอยู่ "จริงสิ..."

            เซียวอวิ๋นเหลือบมองเด็กหนุ่มที่หมดสติ ก่อนหัวเราะเบา ๆ "เจ้ารู้หรือไม่ว่า สหายของเจ้าผู้นี้ดื้อด้านเพียงใด" 

            เขายื่นมือออกไป ใช้ปลายฝักกระบี่ยกคางของอาเหมียวขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่บวมช้ำและเต็มไปด้วยคราบเลือด "ข้าถามเพียงไม่กี่คำ มันกลับปิดปากเงียบ ไม่ยอมตอบสิ่งใด"

            ศีรษะของอาเหมียวเอียงตกไปด้านหนึ่งทันทีที่เซียวอวิ๋นลดฝักกระบี่ลง

            เซียวอวิ๋นมองภาพนั้น ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม "สุดท้าย... ข้าจึงต้องใช้วิธีที่หนักมือขึ้นเสียหน่อย"

            สายตาของเหวินซานกวาดมองร่างของอาเหมียว เชือกเส้นหนารัดข้อมือทั้งสองข้างติดกับเสาหินจนเกิดรอยเลือด เสื้อผ้าหลายแห่งฉีกขาด ใต้รอยขาดเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและบาดแผล ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มอยู่เสมอบัดนี้กลับบวมช้ำ มุมปากมีคราบเลือดแห้งติดอยู่

            เหวินซานไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่สายตาที่มองเซียวอวิ๋น เพียงแต่มือที่กำกระบี่อยู่แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            เซียวอวิ๋นเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา "โกรธหรือ?"

            เหวินซานเงยหน้าขึ้น "เจ้าพูดจบแล้วหรือยัง"

            รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย 

            เหวินซานกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งผิดคาด "หากจบแล้ว ก็ถอยเท้าออกมาจากตัวเขาเสีย"

            ความเงียบเข้าปกคลุมถ้ำอยู่ชั่วขณะ ก่อนเซียวอวิ๋นจะหัวเราะ "ฮ่า ๆ ๆ! แล้วหากข้าไม่ถอยเล่า?"

            เขาจงใจยกเท้าขึ้น ก่อนเหยียบลงบนแผลของอาเหมียว และในวินาทีนั้น 

            วาบ! 

            รูม่านตาของเหวินซานหดลง

            เซียวอวิ๋นที่กำลังหัวเราะพลันหายไปจากจุดเดิม

            เหวินซานแทบมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย เขาเห็นเพียงประกายจากคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาถึงเบื้องหน้าในพริบตา

            เคร้ง!! 

            เหวินซานยกกระบี่ขึ้นรับตามสัญชาตญาณ

            ทันทีที่กระบี่ทั้งสองปะทะกัน แรงกระแทกมหาศาลก็ระเบิดออก!

            ปัง!

            แขนขวาของเหวินซานชาวาบ ร่างทั้งร่างถูกกระแทกจนถอยหลังติดกันหลายก้าว ฝ่าเท้าครูดกับพื้นหินเป็นทางยาว เลือดลมภายในอกปั่นป่วนจนแทบกระอักออกมา

            เพียงกระบี่เดียว เขาก็สัมผัสได้ทันทีถึงช่องว่างระหว่างขั้นสี่กับขั้นห้า

            เซียวอวิ๋นกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งหลัก 

            ฟ้าว! 

            ร่างของเขาตามมาติด ๆ กระบี่ในมือพลิกกลับ ก่อนฟันเฉียงจากด้านข้าง 

            เหวินซานเร่งใช้ก้าวสายลม บิดหลบอย่างฉิวเฉียด 

            ฉัวะ! 

            แต่ยังช้าไปครึ่งจังหวะ คมกระบี่เฉือนผ่านต้นแขน เลือดสดพลันสาดกระเซ็น 

            เหวินซานกัดฟัน ไม่แม้แต่จะเหลือบมองบาดแผล เขาฝืนกดเลือดลมที่กำลังปั่นป่วน ก่อนกระชับกระบี่ในมือแน่น

            "ต้วนต้วน!"

            "อึ๊บ!" เจ้าหนอนอ้วนที่ซ่อนตัวอยู่ในแขนเสื้อโผล่หัวออกมา ราวกับเข้าใจสิ่งที่เหวินซานต้องการโดยไม่จำเป็นต้องอธิบาย

            มันกระโดดขึ้นไปเกาะบนไหล่ของเขา พองแก้มจนกลม ก่อนอ้าปากพ่นออกไปเต็มแรง"ฟู่!"

            หมอกพิษสีม่วงจาง ๆ พุ่งออกจากปาก

            ทว่า…

            มันกลับมีเพียงสายบาง ๆ เท่านั้น หมอกพิษที่เคยสามารถปกคลุมพื้นที่โดยรอบได้ในพริบตา คราวนี้กลับพ่นออกมาได้ไม่ถึงหนึ่งจั้งก็เริ่มเบาบางลง ก่อนสลายไปในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ 

            "อึ๊บ?!" ต้วนต้วนชะงัก มันพองแก้มอีกครั้ง "ฟู่!"

            ปุ… 

            คราวนี้มีเพียงควันสีม่วงจาง ๆ ก้อนเล็กหลุดออกจากปาก ลอยอยู่ได้เพียงชั่วครู่ก็จางหายไป 

            ต้วนต้วนเบิกตากลมโต "อึ๊บ...?" มันก้มมองท้องของตัวเองอย่างงุนงง ก่อนพยายามพ่นอีกครั้ง "ฟู่!"

            ไม่มีอะไรออกมาอีกแล้ว เหวินซานเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจขึ้นมาทันที ที่ผ่านมา ต้วนต้วนกินสมุนไพรพิษและดูดซับหมอกพิษภายในหุบเขาหมื่นพิษเข้าไปเป็นจำนวนมาก พิษเหล่านั้นถูกสะสมเอาไว้ภายในร่าง ก่อนถูกนำออกมาใช้ในยามต่อสู้

            แต่หลังจากพ่นพิษออกไปหลายครั้ง พิษที่สะสมเอาไว้คงถูกใช้จนแทบหมดสิ้นแล้ว นับตั้งแต่ออกจากหุบเขาหมื่นพิษ ต้วนต้วนก็ไม่ได้กินสมุนไพรพิษหรือดูดซับพิษชนิดใดเพิ่มเติมอีก

            เหวินซานเข้าใจขึ้นมาราง ๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา ต้วนต้วนเพิ่งแสดงพิษรุนแรงทุกครั้งหลังจากกินหรือดูดซับสิ่งมีพิษเข้าไป

            "เข้าใจแล้ว..." เหวินซานพึมพำ

            ต้วนต้วนหันมามองเขาด้วยสีหน้าหงอย ๆ "อึ๊บ"

            "ไม่เป็นไร" เหวินซานยกมือแตะหัวมันเบา ๆ "เจ้าทำดีแล้ว"

            แต่เพียงชั่วขณะที่เขาเสียสมาธิ 

            "ต่อสู้กับข้า เจ้ายังกล้าหันไปสนใจสัตว์เลี้ยงอีกหรือ?" เสียงเย็นเยียบดังขึ้นตรงหน้า

            รูม่านตาของเหวินซานหดวูบ  

            ตูม!

            ฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณกระแทกเข้าใส่กลางอก

            ปัง!

            ร่างของเหวินซานปลิวกระเด็นไปอัดกับกำแพงหินด้านหลัง แรงปะทะทำให้ผนังถ้ำยุบแตก เศษหินกระเด็นออกไปรอบด้าน 

            "อึก!" เลือดสดทะลักออกจากมุมปาก กระบี่ในมือหลุดกระเด็นออกไปไกลหลายจั้ง

            อีกฝ่ายค่อย ๆ เดินเข้ามาทีละก้าว "นี่คือทั้งหมดที่เจ้ามีแล้วหรือ?"

            สายตาของเซียวอวิ๋นเหลือบไปยังหนอนอ้วน เห็นเจ้าตัวเล็กพองตัวขึ้นสุดแรง หมายจะพ่นพิษออกมาอีกครั้ง 

            สุดท้ายกลับมีเพียงลมหายใจแผ่ว ๆ หลุดออกจากปาก เซียวอวิ๋นเห็นดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา "ดูเหมือนแม้แต่หนอนของเจ้า... ก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว"

            เหวินซานใช้มือยันพื้น พยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ออกแรง ความเจ็บปวดก็แล่นไปทั่วหน้าอกจนแขนสั่น 

            เซียวอวิ๋นหยุดอยู่เบื้องหน้า กระบี่ในมือถูกยกขึ้นอย่างช้า ๆ "จบแล้ว"

            วูบ! 

            ปลายกระบี่แทงตรงเข้าหาหน้าอกของเหวินซาน!

            ต้วนต้วนเบิกตากว้าง "อึ๊บ!!"

            ทันใดนั้นเอง "น้องเหวิน" เสียงแผ่วเบาดังขึ้น เหวินซานเบิกตากว้าง ร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งกลับพุ่งเข้ามาขวางตรงหน้าโดยไม่รู้ว่ามาจากไหน 

            ตั้งแต่ก่อนเหวินซานมาถึง อาเหมียวใช้เศษหินคมที่อยู่หลังเสาค่อย ๆ เสียดเชือกทีละน้อย แม้ข้อมือจะถูกบาดจนเลือดไหล เขาก็ไม่หยุด และในวินาทีที่เซียวอวิ๋นหันหลังให้ เชือกเส้นสุดท้ายก็ขาดลง

            ฉึก! 

            คมกระบี่แทงทะลุแผ่นหลังของอาเหมียว ปลายกระบี่โผล่ออกมาจากหน้าอก เลือดสดไหลอาบเสื้อผ้าทันที ในวินาทีนั้น โลกทั้งใบของเหวินซานราวกับหยุดนิ่ง

            "อ...อาเหมียว..." เหวินซานเสียงสั่น 

            อาเหมียวไอออกมาเป็นเลือด แต่กลับฝืนยิ้ม รอยยิ้มที่คุ้นเคย เหมือนทุกครั้งที่ทั้งสองพบกัน "ฮะ... ครั้งนี้... ให้...ข้าปกป้องน้องเหวิน...เอง..." สิ้นคำ เด็กหนุ่มรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ผลักเหวินซานออกไปสุดแรง 

            เหวินซานล้มกลิ้งไปอีกด้าน ขณะที่เซียวอวิ๋นกระชากกระบี่กลับออกจากร่างของอาเหมียวในทันที 

            เลือดจำนวนมากพุ่งออกจากอกของอาเหมียว ร่างเล็กทรุดลง เหวินซานรีบคลานเข้าไป ประคองอีกฝ่ายไว้ "อาเหมียว! อาเหมียว อย่าหลับ! ข้ามียา!" เหวินซานล้วงขวดโอสถออกมาอย่างลนลาน แต่สองมือกลับสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จุกขวดที่ปกติเปิดได้ในพริบตา วันนี้กลับเปิดเท่าไรก็ไม่ออก “บัดซบ... เปิดสิ!”

            อาเหมียวส่ายหน้าเบา ๆ ริมฝีปากซีดเผือด "ไม่...ทัน...แล้ว..." เขายิ้มอีกครั้ง แม้เลือดจะไหลออกจากมุมปากไม่หยุด "น้องเหวิน... คราวหน้า... อย่าลืม...เลี้ยงข้าว...ข้านะ..." น้ำเสียงค่อย ๆ แผ่วลง ดวงตาที่เคยเปล่งประกายสดใส เริ่มเลือนลาง 

            เหวินซานจับมือของอาเหมียวแน่น “ไม่... เจ้าห้ามตาย”

            เหวินซานกดมือลงบนบาดแผล พยายามห้ามเลือดอย่างลนลาน


            “ข้าสั่งให้เจ้ามีชีวิตอยู่... ได้ยินหรือไม่?”


            “อาเหมียว... ข้าสั่งเจ้าอยู่!” แต่อาเหมียวกลับไม่มีแรงตอบอีกแล้ว รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า แต่ลมหายใจได้หยุดลงถาวร มือที่จับแขนเสื้อของเหวินซาน ค่อย ๆ คลายออก ก่อนร่วงลงกระทบพื้น

            ทั่วทั้งถ้ำตกอยู่ในความเงียบ เหวินซานนั่งนิ่ง โอบร่างของอาเหมียวไว้ในอ้อมแขน 

            เซียวอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ "เสียใจหรือ ก็แค่เด็กโง่คนหนึ่ง ตายแทนเจ้า... นับว่าไม่เสียเปล่า" คำพูดนั้นราวกับเข็มนับหมื่นเล่ม ทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจของเหวินซาน 

            เขาค่อย ๆ ก้มหน้าลง สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เลือดไหลออกมาตามซอกนิ้วเสียงของเด็กหนุ่มแผ่วเบา “เซียวอวิ๋น... วันนี้เจ้าต้องชดใช้” 

            ภายในห้วงลึกอันมืดมิดของตันเถียน ก้อนหินสีดำสนิทพลันสั่นสะเทือนแผ่วเบา เปลวเพลิงสีแดงฉานดุจโลหิตที่ถูกผนึกอยู่ภายในกระพือวูบขึ้น ราวกับสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวของเหวินซาน 

            ผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเดียว ทุกสิ่งก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม 

            เหวินซานค่อย ๆ ทรุดกายลงประคองร่างไร้ลมหายใจของอาเหมียวให้นอนราบกับพื้น มือข้างหนึ่งยังคงรองท้ายทอยไว้จนกระทั่งศีรษะของสหายวางลงบนพื้นหิน พร้อมกับใช้ปลายนิ้วมือปิดเปลือกตาที่เบิกค้างของสหายสนิทลง ก่อนจะลุกขึ้นยืน มือที่สั่นเทาก็ล้วงควานเข้าไปในชายเสื้อเพื่อเอาโอสถออกจากมิติ

            เขาพลิกฝ่ามือ ก่อนขวดหยกบรรจุโอสถจะปรากฏขึ้นในมือ ทำให้เซียวอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจ “เจ้าคิดจะทำบ้าอะไรของเจ้า” แต่เหวินซานกลับไม่ปริปากเอ่ยคำตอบใด ๆ ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ เขากระชากเปิดจุกขวดหยกออก แล้วเทเม็ดโอสถฟื้นฟูวิญญาณสามเม็ดรวดลงบนฝ่ามือ ก่อนจะโยนพวกมันทั้งหมดเข้าปากแล้วกลืนลงคอไปในคราวเดียว 

            สีหน้าของเซียวอวิ๋นแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “เจ้าเสียสติไปแล้วจริง ๆ สินะ”

            ฤทธิ์ยาจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการหลอมละลายและดูดซึมทีละน้อย หากดึงดันกลืนกินเข้าไปหลายเม็ดพร้อม ๆ กัน พลังวิญญาณมหาศาลจะทะลักระเบิดออกภายในร่างกาย และสำหรับผู้ที่มีเส้นวิญญาณไม่แข็งแกร่งพอ ย่อมต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสจากธาตุไฟเข้าแทรกอย่างแน่นอน

            พลังยาสามสายระเบิดออกพร้อมกัน ความเจ็บปวดแล่นผ่านเส้นวิญญาณราวกับถูกฉีกออกจากภายใน เส้นเลือดบริเวณลำคอและแขนปูดขึ้น ขณะที่เลือดสดไหลออกจากมุมปาก 

            พลังวิญญาณที่เกือบจะแห้งเหือดไปก่อนหน้า กลับถูกกระตุ้นให้ฟื้นคืนกลับมารวดเร็วดั่งปาฏิหาริย์ ทำให้เหวินซานกำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด 

            พริบตานั้น พื้นหินใต้ฝ่าเท้าก็แตกร้าวแหลกละเอียดกระจาย พร้อมกับร่างของเขาที่พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากแล่ง คมกระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกันกลางอากาศจนเกิดประกายไฟสว่างวาบ ในครานี้ เหวินซานไม่มีความคิดที่จะถอยหลังอีกแม้แต่ก้าวเดียว เสียงโลหะเสียดสีและปะทะกันดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วทั้งโถงถ้ำอันมืดมิด

            ทุกครั้งที่พลังวิญญาณในร่างกายเริ่มลดลง มือข้างที่ว่างก็จะควานล้วงเข้าไปในชายเสื้อ โอสถเม็ดแล้วเม็ดเล่าถูกกลืนกินลงท้องครั้งแล้วครั้ง

            จนเซียวอวิ๋นเริ่มมีสีหน้าเขียวคล้ำด้วยความตื่นตะลึงและหวาดผวา ก่อนจะตวาด “เจ้ารนหาที่ตายนักใช่ไหม” สิ้นคำ เขาวาดกระบี่ฟันเฉือนลงบนหัวไหล่ของเหวินซานจนเนื้อฉีกเลือดสาดกระเซ็น 

            เด็กหนุ่มกลับไม่ยอมถอยร่นแม้แต่ครึ่งก้าว กลับอาศัยจังหวะนั้นแทงปลายกระบี่สวนเข้าที่สีข้างของเซียวอวิ๋น จนเขาผวากระโดดถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าว พร้อมกับโลหิตสีแดงฉานที่ไหลรินออกจากบาดแผลลึก ทำให้เขาก้มลงมองรอยแผลของตนเอง ก่อนที่ใบหน้าจะบิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวโกรธ

            เซียวอวิ๋นกัดปลายนิ้วมือตนเอง แล้วป้ายคราบเลือดสดลงตรงกึ่งกลางหว่างคิ้ว “โลหิตมารผลาญชีพ” เสียงคำนั้น ไอหมอกโลหิตสีแดงเข้มก็พวยพุ่งระเบิดทะลักออกมาจากทั่วทุกขุมขนของเซียวอวิ๋น ส่งผลให้เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนพองขยาย ดวงตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต และพลังชีวิตภายในร่างกายถูกเผาผลาญทิ้ง เพื่อแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นพลังวิญญาณมหาศาล 

            ทำให้กลิ่นอายพลังของเขาก้าวกระโดดพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายของเซียวอวิ๋นพุ่งทะยานจากขั้นห้า ผ่านขั้นหกและขั้นเจ็ด ก่อนหยุดลงที่จุดสูงสุดของขั้นแปด พร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านกดทับลงทั่วบริเวณถ้ำ จนพื้นหินแข็งแกร่งแตกปริร้าวเป็นทางยาว

            ในขณะที่ใบหน้าของเหวินซานซีดเผือดไร้สีเลือด เนื่องจากช่องว่างของพลังที่เดิมทีห่างกันเพียงหนึ่งขั้น บัดนี้กลับกว้างกลายเป็นสี่ขั้นเต็มตัว ส่งผลให้ร่างของเซียวอวิ๋นเลือนหายไปจากสายตา ก่อนที่เหวินซานจะทันได้ยกกระบี่ขึ้นตั้งรับ ร่างทั้งร่างก็ถูกแรงกระแทก ซัดจนลอยละลิ่วทะลุหินจนแตกกระจาย กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแตกหัก

            และยังไม่ทันที่ร่างจะร่วงหล่นกระแทกพื้น หมัดหนักหน่วงราวก้อนเหล็กก็กระแทกอัดเข้าที่กลางช่องท้องเต็มแรง จนเลือดคำโตพุ่งออกจากปาก ก่อนที่ร่างจะกระแทกอัดเข้ากับผนังถ้ำหินแข็งอีกครั้งจนเกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ 

            เซียวอวิ๋นก้าวเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยเยาะเย้ย “ลุกขึ้นมาสิ”

            เหวินซานกัดฟันพยายามใช้แขนยันกายลุกขึ้นยืน เส้นวิญญาณทั่วทั้งร่างที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว แต่เขาก็ยังคงฝืนยันกายลุกขึ้นจนได้ ทำให้สีหน้าของเซียวอวิ๋นฉายแววอำมหิต ก่อนจะซัดฝ่ามือกระแทกเหวินซานร่วงลงไปนอนกับพื้นอีกครั้ง

            เด็กหนุ่มเทเม็ดโอสถฟื้นฟูวิญญาณอีกหลายเม็ดออกมา แล้วกลืนพวกมันลงคอไปทั้งหมดในคราวเดียว ส่งผลให้พลังยาอันมหาศาลที่สะสมเกินขีดจำกัดปะทุระเบิดออกพร้อมกันภายในคราวเดียว

            ผิวหนังทั่วร่างของเหวินซานเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เส้นเลือดฝอยปูดโปนขยายใหญ่จนน่ากลัว และพลังวิญญาณดิบเถื่อนพุ่งพล่านไปตามเส้นวิญญาณ

            ท่ามกลางความเจ็บปวดรุนแรง จนภาพตรงหน้าพร่ามัวมองไม่เห็นสิ่งใด แม้ว่าเขาจะรู้ตัวดีอยู่แก่ใจว่าหากยังดึงดันกลืนกินเข้าไปอีกแม้แต่เม็ดเดียว ร่างกายนี้คงระเบิดเป็นจุล แต่เหวินซานกลับเอื้อมมือหยิบโอสถอีกเม็ดขึ้นมาโดยไม่ลังเล 

            ในขณะที่เหวินซานโยนเม็ดโอสถสุดท้ายเข้าปาก แล้วเคี้ยวกลืนมันลงไป ก่อนฝืนยกกระบี่ขึ้นชี้ตรงไปยังอีกฝ่ายด้วยมือที่สั่นระริก ลมหายใจหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมหนัก พร้อมกับเอ่ย “ข้าบอกแล้วไง วันนี้แหละคือวันที่เจ้าต้องตาย” ทำให้สีหน้าของเซียวอวิ๋นบิดเบี้ยว

            ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งมาด้วยความเร็ว คมกระบี่อาบโลหิตแทงทะลุผ่านหน้าอกของเด็กหนุ่ม ส่งผลให้ดวงตาทั้งสองข้างของเหวินซานเบิกกว้าง พร้อมกับหยดเลือดอุ่น ๆ ที่ไหลรินหยดลงตามแนวคมกระบี่ ก่อนหยดลงกระทบพื้นหิน

            ติ๋ง... ติ๋ง…

            เซียวอวิ๋นยืนอยู่ตรงหน้า ก้มมองเขาราวกับชัยชนะถูกตัดสินแล้ว  “จบสิ้นกันเสียที”

            พรวด!

            เขากระชากกระบี่ออก เลือดสดสาดตามคมกระบี่ ร่างของเหวินซานสั่นสะท้าน ก่อนหัวเข่าจะทรุดฮวบลงกระแทกพื้น

            กระบี่ในมือหลุดร่วงจากปลายนิ้ว

            เคร้ง!

            เหวินซานพยายามยันกายขึ้นอีกครั้ง แต่แขนทั้งสองกลับไม่ตอบสนอง แม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่อาจขยับได้ดังใจ

            ฤทธิ์ของโอสถที่เขาฝืนกลืนลงไปก่อนหน้านี้กำลังย้อนกลับมาเล่นงานอย่างหนัก เส้นวิญญาณสายสำคัญหลายสายขาดสะบั้น พลังที่เคยไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งภายในร่างกำลังดับวูบลง

            บาดแผลทั่วร่างมีมากมายนับไม่ถ้วน พลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายกำลังรั่วไหลออกทางรอยแตกร้าวของเส้นวิญญาณทีละน้อย จนต้องยอมรับว่าเขาพ่ายแพ้แล้ว

            แม้จะยอมกลืนกินโอสถจนร่างกายแทบระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ สุดท้ายก็ยังคงต้องพ่ายแพ้อยู่ดี ทำให้สายตาที่พร่าเลือนใกล้ดับมืดของเหวินซานค่อย ๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่ร่างไร้ลมหายใจของอาเหมียว ภาพอันน่าเวทนานั้นก็ทำให้บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกภายในอกเสื้อขาดผึงลงในชั่วพริบตา

            มันไม่ใช่ความเศร้าโศกเสียใจอีกต่อไป แม้กระทั่งความหวาดกลัวต่อความตายก็หายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือโทสะที่เดือดพล่านอยู่ในอก รุนแรงเสียจนเหวินซานไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนจะสามารถเกลียดชังผู้ใดได้ถึงเพียงนี้

            ก่อนที่เสียงแหบพร่าจะหลุดเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก “ข้าจะฆ่าเจ้า” พร้อมกับปลายนิ้วมือที่ควรจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง กลับค่อย ๆ จิกลงบนพื้นหิน

            ในวินาทีนั้นเอง ภายในห้วงลึกแห่งตันเถียน เมล็ดเพลิงสีแดงที่สงบนิ่งมาโดยตลอด พลันกระตุกวูบขึ้นหนึ่งจังหวะ ตามด้วยครั้งที่สองที่ตามมาติด ๆ ส่งผลให้อักขระโบราณบนก้อนหินสีดำส่องประกายแสงสว่างวาบขึ้นพร้อมเพรียงกัน 

            ในครั้งนี้ เมล็ดเพลิงไม่ได้ดิ้นรนพยายามหลบหนีการกักขังอีกต่อไป แต่มันกำลังจ้องมองตรงมาที่เหวินซาน ราวดั่งสัตว์ร้ายบรรพกาลที่หลับใหลมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ได้ค้นพบเหยื่ออันโอชะที่มันเฝ้ารอคอยมาตลอด

            ความเกลียดชัง โทสะ กลิ่นอายโลหิต และเจตจำนงสังหารที่ไม่เคยรุนแรงถึงเพียงนี้ ราวกับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้แก่มัน

            เปลวเพลิงเส้นแรกพลันลุกวาบ ตามมาด้วยเส้นที่สองและเส้นที่สาม ก่อนเปลวไฟจะลามไปทั่วทั้งเมล็ดเพลิง และโหมลุกขึ้นในคราเดียว

            เซียวอวิ๋นถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว สีหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเย้ยหยันหายไป แทนที่ด้วยความตกตะลึง "กลิ่นอายนี้... " เขาจ้องเหวินซานเขม็ง กลิ่นอายร้อนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม ทำให้แม้แต่พลังวิญญาณในร่างของเขายังเริ่มสั่นไหว ราวกับกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง

            ครืนนน... 

            ภายในตันเถียน หินสีดำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระสีทองที่เคยสงบนิ่งเริ่มเรืองแสงสว่างขึ้นทีละเส้น เปลวเพลิงสีแดงภายในพยายามพุ่งชนผนึกครั้งแล้วครั้งเล่า 

            ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! 

            ทุกครั้งที่มันปะทะ เส้นวิญญาณของเหวินซานก็ปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกหลอมด้วยเหล็กแดง 

            "อ๊ากกก!" เหวินซานคำรามออกมา เลือดสดไหลออกจากมุมปาก ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ไอร้อนลอยออกมาตามรูขุมขน

            ความตกใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของเซียวอวิ๋นเพียงชั่วครู่ ก่อนแววตาคู่นั้นจะฉายประกายโลภขึ้นมาแทนที่ เซียวอวิ๋นหัวเราะลั่น "ฮ่า ๆ ๆ! สวรรค์เข้าข้างข้าจริง ๆ! ไม่นึกเลย... จะเจอมันอยู่ในตัวเจ้า!" ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น "ขอเพียงนำตัวเจ้าไปมอบให้ไท่จื่อ* ข้าจะได้รับรางวัลมหาศาล!"

            สิ้นเสียง เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ครั้งนี้เร็วกว่าทุกครั้ง แต่ยังไม่ทันถึงตัวเหวินซาน หินสีดำภายในตันเถียนพลันสั่นครืนขึ้นอีกครั้ง 

            วูม! 

            เหวินซานชะงัก ในตอนแรก บนผิวหินสีดำปรากฏอักขระสีทองเพียง หนึ่งเส้น เท่านั้น กระทั่งระดับการบ่มเพาะของเขาค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น อักขระบนหินจึงปรากฏเพิ่มตามมา จากหนึ่งเป็นสอง และจากสองเป็นสาม จนถึงตอนนี้ บนหินสีดำมีอักขระสีทองปรากฏให้เห็นทั้งหมดเพียงสามเส้น

            ทว่าในชั่วขณะนั้นเอง 

            วาบ! 

            อักขระสามเส้นเดิมส่องประกายเจิดจ้าขึ้นพร้อมกัน และถัดจากพวกมัน เส้นที่สี่ปรากฏขึ้น จนกระทั่ง เส้นที่เก้า!

            เสียงแหวกอากาศอันแหลมคมก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า

            ฟ้าว!

            เสียงกระบี่ของเซียวอวิ๋นดึงสติของเหวินซานกลับคืนมาในทันที คมกระบี่พุ่งตรงเข้าหาลำคอ!

            เหวินซานกัดฟัน พยายามยกกระบี่ขึ้นรับ แต่แขนขวาที่บาดเจ็บหนักกลับสั่นจนควบคุมไม่ได้ พลังวิญญาณในตันเถียนเองก็เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

            มือของเขาขยับขึ้นได้ไม่ถึงครึ่ง ก็ตกลงอีกครั้ง ‘ไม่ไหว ร่างกายมาถึงขีดจำกัดแล้ว’

            คมกระบี่ในสายตาขยายใหญ่ขึ้นทุกขณะ ความตายกำลังเข้ามาใกล้เสียจนเหวินซานสัมผัสได้ถึงไอเย็นจากคมกระบี่ 'หรือว่า... จะจบเพียงเท่านี้...'

            ในช่วงเวลาที่ความคิดนั้นผุดขึ้น สายตาของเขากลับเหลือบผ่านเซียวอวิ๋นไปยังด้านหลังโดยไม่ตั้งใจ

            อาเหมียวยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางกองเลือด ภาพตรงหน้าพลันพร่าเลือนไปชั่วขณะ เสียงหัวเราะของอาเหมียวผุดขึ้นในความทรงจำ 

            เพียงเพราะในเวลานั้น เขาอ่อนแอเกินไป นิ้วมือของเหวินซานที่แทบไร้เรี่ยวแรงพลันกำด้ามกระบี่แน่นขึ้น "ข้า..."

            ดวงตาของเขาค่อย ๆ ปิดลง ท่ามกลางเสียงคมกระบี่ที่กำลังพุ่งเข้ามา ความคิดหนึ่งกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด "...ไม่อยากเสียใครอีกแล้ว" และทันทีที่ถ้อยคำนั้นดังขึ้นภายในใจ

            ตึก! ส่วนลึกของตันเถียน เมล็ดเพลิงพลันเต้นขึ้น

            หินสีดำกลับไม่พยายามกดเมล็ดเพลิงอีก ตรงกันข้าม อักขระสีทองทั้งเก้าสาย ค่อย ๆ แยกออกจากกัน ราวกับเปิดทางให้บางสิ่ง 

            วูม... 

            เมล็ดเพลิงวิญญาณที่ดิ้นรนมาตลอด กลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด มันลอยเข้าหาหินสีดำช้า ๆ ก่อนแตะลงบนผิวหินเบา ๆ ราวกับ มันกำลังยอมรับเจ้าของใหม่ 

            ครืนนน... 

            หินสีดำสั่นสะเทือนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนกลายเป็นละอองแสงสีดำทอง ไหลรวมเข้าสู่ตันเถียนของเหวินซาน ในขณะเดียวกัน เมล็ดเพลิงวิญญาณก็แปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟขนาดเล็ก ลอยอยู่ใจกลางตันเถียน มันไม่ได้ถูกผนึกอีกต่อไป 

            เหวินซานลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างมีเปลวเพลิงสีแดงลุกวาบเพียงชั่วขณะ 

            เซียวอวิ๋นหยุดนิ่ง หัวใจของเขาเต้นแรง "ไม่ เป็นไปไม่ได้... เมล็ดเพลิงวิญญาณยอมรับเจ้าแล้ว!" 


    *ไท่จื่อ (太子) หมายถึง องค์รัชทายาท หรือมงกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นพระราชโอรสผู้ที่จะขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหรือฮ่องเต้พระองค์ต่อไปในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนโบราณ 

    คล้ายกับเรื่องลิขิตฟ้าปราบมาร ที่คุณอ่าน