บทที่92
ตระกูลหลี่ล่มสลาย
ชายอีกสองคนรวมถึงสตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มต่างหันขวับไปยังชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ที่สุดในทันทีแววตาทั้งสามจับจ้องอย่างคาดคั้นโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำใด
ก่อนที่หนึ่งในนั้นชายหนุ่มที่มีท่าทีสบาย ๆ ที่สุด จะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขบขันแต่แฝงความสงสัยไว้ในที
"ศิษย์น้องเมืองบ้านเกิดของเจ้าผู้ฝึกตนในนี้...ใจดีขนาดยอมลดมือให้กับมนุษย์ธรรมดาเชียวหรือ?"
เมื่อได้ยินคำถามนั้นชายหนุ่มเจ้าของบ้านเกิดกลับไม่ตอบในทันทีดวงตาของเขาเลื่อนมองไปยังทิศที่เหตุการณ์เพิ่งจบลงเมื่อครู่ สีหน้าเริ่มขรึมลงขณะที่คิ้วของเขาค่อย ๆ ขมวดเข้าหากันช้า ๆ ราวกับกำลังไตร่ตรองบางสิ่ง
ท่าทางของเขาไม่ได้ตอบตรง ๆแต่ความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้ากลับส่งสัญญาณที่ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ
ศิษย์พี่อีกคนที่ก่อนหน้านี้เอาแต่นั่งเบื่อหน่ายตลอดทางเอ่ยถามขึ้นบ้างเสียงของเขาเย็นลงกว่าเดิมเล็กน้อย "ไม่ใช่เรื่องปกติ...อย่างนั้นหรือ?"
ชายหนุ่มผู้นั้นเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
สัญญาณนั้นเพียงพอให้ทุกคนเข้าใจว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในเมืองอวี้หยางที่พวกเขาเคยได้ยิน
ท่าทางของชายหนุ่มที่เคยขี้เบื่อก็เปลี่ยนไปทันทีจากเฉื่อยชาเป็นจริงจัง ใบหน้าเขากลับมาตึงเครียดอีกครั้งความรู้สึกไม่ชอบมาพากลเริ่มก่อตัวในใจของทุกคน
ขณะนั้นเอง สตรีผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่เฝ้าสังเกตทุกสิ่งอย่างเงียบงัน ก็ก้าวเท้านำไปข้างหน้าเสียงของนางเรียบและเด็ดขาด
"เข้าไปในเมืองกันเถอะ"
ไม่มีใครกล่าวค้าน ไม่มีใครลังเลทุกคนเงียบเสียงและเดินตามหลังนางเข้าไป ภายในเมืองอวี้หยาง
…
บนถนนเส้นใหญ่ของเมืองอวี้หยางในยามเที่ยงวันแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาบนพื้นหินสีเทาที่ร้อนระอุ ผู้คนสัญจรไปมาด้วยท่าทีเร่งรีบแต่กลับไม่มีผู้ใดไม่หันไปเหลือบมองร่างของบุคคลทั้งสี่ที่กำลังเดินเรียงหน้าอยู่กลางถนน
อาภรณ์สีฟ้าครามลวดลายเมฆาขาวของพวกเขาดึงดูดสายตาของผู้คนด้วยกลิ่นอายของชนชั้นสูงจากสำนักใหญ่ยิ่งได้เห็นท่วงท่าและบุคลิกของแต่ละคนยิ่งตอกย้ำความโดดเด่นของกลุ่มนักเดินทางชุดนี้
"เหตุใดศิษย์พี่หญิงถึงไม่ให้เอารถม้าเข้ามาด้วยเล่าขอรับ?"ชายหนุ่มที่ดูสบาย ๆ ที่สุดในกลุ่มถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจพลางเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผากด้วยสีหน้าย่นย่อ
สตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มผู้เป็นศิษย์พี่หญิงและผู้นำโดยปริยายของกลุ่มเดินนำอยู่ด้านหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเคย นางส่ายหน้าช้า ๆแล้วเอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉย
"สถานที่แห่งนี้...แปลกเกินไป พวกเราควรระวังไว้ก่อน"
หลังจากนั้นทั้งสี่เดินทางต่อเนื่องผ่านถนนหลากสาย เสียงจอแจของผู้คนค่อย ๆ ห่างหายไปจนในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงสถานที่ที่ตั้งใจไว้
แต่เพียงแค่ย่างก้าวแรกเมื่อเข้าสู่เขตแดนเป้าหมายสีหน้าของชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ที่สุดในกลุ่มก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเขาเบิกตากว้าง ร่างหยุดนิ่งราวกับถูกตรึงไว้ด้วยบางสิ่ง
ดวงตาทั้งสี่คู่จับจ้องภาพเบื้องหน้าซากปรักหักพังของจวนตระกูลหลี่
กำแพงที่เคยสูงตระหง่านพังทลายจนกลายเป็นเพียงกองหินและซากไม้จวนหลังงามที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจในเมืองอวี้หยางมาบัดนี้กลับไร้ซึ่งร่องรอยของผู้คน เงียบเชียบจนแม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังดังเกินไป
สตรีผู้นำกลุ่มขมวดคิ้วแน่นน้ำเสียงของนางฟังดูเคร่งเครียดยิ่งกว่าครั้งใด "เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งหันไปมองเพื่อนร่วมสำนักของตนเองผู้ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ที่สุดในกลุ่ม พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัยปนระแวดระวัง
"ศิษย์น้อง...นี่คือตระกูลของเจ้าจริง ๆ หรือ?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนกระบี่ที่เสียบแทงกลางอกชายหนุ่มผู้ถูกถามใบหน้าของเขาซีดเผือดสลับแดงคล้ำด้วยความเดือดดาล เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนร่างกายสั่นเทา ริมฝีปากสั่นระริกก่อนจะเปล่งเสียงอันเต็มไปด้วยความโกรธเคืองออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
"เหตุใด...เหตุใดมันจึงเป็นเช่นนี้!"
เสียงของเขาแผดก้องท่ามกลางความเงียบงันของลานกว้างที่เคยมีชีวิตชีวามาบัดนี้มีเพียงกลิ่นธุลีและเศษซากความทรงจำ
ทันใดนั้นเองก็ราวกับชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องพบกับโชคร้าย มีบุรุษผู้ฝึกตนคนหนึ่งซึ่งมีอายุยังไม่มากนักเดินผ่านมาโดยบังเอิญ เขาสวมอาภรณ์ธรรมดาสีหน้าท่าทางไม่ต่างจากผู้ฝึกตนในเมืองทั่วไปทันทีที่เดินเข้ามาใกล้พื้นที่ซากจวนตระกูลหลี่เขาก็พบว่ามีกลุ่มคนแปลกหน้ากำลังยืนเงียบ ๆ จ้องมองซากปรักหักพังอยู่
ในตอนแรก ชายผู้นั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรมากตั้งใจเพียงจะเดินผ่านจุดนั้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่า…
วูบหนึ่งร่างของชายหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ที่สุดในกลุ่มกลับขยับขึ้นอย่างฉับพลันคล้ายภูตผีที่ปรากฏเบื้องหน้าโดยไร้สุ้มเสียง
ร่างของเขาเคลื่อนไหวเพียงชั่วพริบตาเดียวก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าผู้ฝึกตนผู้นั้นโดยไม่ทันให้ตั้งตัวราวกับถูกกระแสพลังบางอย่างสะกดขาไว้ ร่างของชายผู้โชคร้ายชะงักงันก่อนที่สายตาจะเบิกโพลงอย่างตื่นตระหนก
“อึก!”
ยังไม่ทันจะหลบหนีฝ่ามือของชายหนุ่มผู้โกรธเกรี้ยวก็ยื่นออกไปคว้าจับลำคอของอีกฝ่ายแน่นแล้วก็ยกสูงขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายร่างของผู้ฝึกตนในขอบเขตเพียงแค่ปรับแต่งพลังนั้นดิ้นพราดสองมือยกขึ้นตะเกียกตะกายพยายามดันแขนของอีกฝ่ายออกด้วยความตื่นกลัวสุดขีด
ใบหน้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากสั่นระริกทว่าเสียงของชายหนุ่มใบหน้าอ่อนเยาว์กลับดังก้องชัดเจนขึ้นมาในความเงียบ
“เหตุใด…เหตุใดจวนตระกูลของข้าจึงกลายเป็นเช่นนี้!?”
เสียงตะโกนนั้นปนไปด้วยความโกรธความคลั่ง และความไม่อาจยอมรับความจริงได้ ผู้ฝึกตนผู้นั้นพยายามจะอธิบายเสียงของเขาตะกุกตะกักเพราะลมหายใจถูกบีบแน่น
“คือ... คือว่า...ตระกูลหลี่... โดน... มนุษย์... ผู้หนึ่ง... ล้างตระกูล...”
แม้จะไร้เรี่ยวแรงแทบสิ้นแต่ด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด เขายังคงพยายามจะอธิบายเรื่องที่ตนเองรู้ให้หมด
ทว่า เมื่อคำว่า “มนุษย์ผู้หนึ่ง” หลุดออกมาเท่านั้นดวงตาของชายหนุ่มผู้นั้นกลับแดงก่ำ ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งจนไม่อาจสะกดได้อีกต่อไป
“บัดซบ!!” เขาตะโกนลั่น ดวงตากวาดกลิ่นอายสังหารออกมาราวกับปีศาจในร่างมนุษย์
ปราณวิญญาณที่สะสมอยู่ในฝ่ามือพลันระเบิดออกอย่างรุนแรงเปล่งประกายเป็นลำแสงพลังอันบ้าคลั่งที่อัดเข้าใส่ร่างของชายผู้โชคร้ายโดยตรง
ตูม!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกลางอากาศพลันกลายเป็นสายโลหิตและเศษชิ้นเนื้อกระจัดกระจายออกไปรอบทิศ
ไม่มีแม้แต่โอกาสจะร้องขอชีวิตไม่มีแม้แต่ร่างที่หลงเหลือ
ภายในลมหายใจเพียงหนึ่งเดียวชีวิตของผู้ฝึกตนผู้นั้นก็สลายกลายเป็นเพียงรอยโลหิตที่หลงเหลือบนพื้นหินแห่งเมืองอวี้หยางเท่านั้น