บทที่ 39
ในที่สุดเหตุการณ์ร้ายในวันนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ตำรวจได้หลักฐานจากกล้องวงจรปิด และคลิปวิดีโอที่แน่นหนาพอจะมัดตัวเสี่ยตงพร้อมเหล่าบอดี้การ์ดให้ติดคุกโดยห้ามประกันตัวได้โดยทันที ส่วนพยานที่เห็นเหตุการณ์ก็มีมากมายที่จะบ่งบอกการกระทำที่มีพิรุธของผู้ต้องหาได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่อาจตามตัวชายลึกลับสองคนที่เข้ามาช่วยหญิงสาวผู้เสียหายได้ก็ตาม แต่ทางของเมล่อนนั้นเธอจะเดินทางไปให้การที่สถานีตำรวจ พร้อมกับทนายความชื่อดังที่พี่สาวของเธอจัดหาให้ในวันรุ่งขึ้น และแน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นข่าวดังระดับประเทศเลยทีเดียว ส่วนด้านของกรในตอนนี้ตัวของเขา และเดวิดกำลังยืนนิ่งก้มหน้าสำนึกผิดผิดอยู่ในห้องของผู้ดูแลภายในโบสถ์ หลังจากที่ทั้งสองคนกลับมาถึงที่นี่พร้อมกับถังลู่ก็ถูกเรียกให้เข้าไปพบอย่างเร่งด่วน แต่เมื่อเข้ามาในห้องแล้วตัวของผู้ดูแลโบสถ์เองกลับยืนนิ่งหันหลังมองออกไปนอกหน้าต่างไม่พูดไม่จา แน่นอนว่าสภาพการเช่นนี้ใครมาเห็นต้องเข้าใจได้ทันที ว่าถังลู่นั้นคงกำลังพยายามคลายอารมณ์ความโกรธเอาไว้ให้เย็นลงก่อน ไม่อย่างนั้นคงจะต้องระเบิดออกมาใส่ลูกน้องทั้งสองคนเป็นแน่“อะแฮ่มๆ พวกคุณจะทำหน้าเศร้าอีกนานไหม?” ถังลู่หันมาถามกับคนทั้งสองที่ยืนเงียบอยู่นานแล้ว“เอิ่ม...คุณถังว่ายังไงนะครับ” เดวิดเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความสงสัย แม้แต่กรเองก็ยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่หัวหน้าพูดด้วยอีกคน“ผมคิดว่าพวกคุณทำได้ดีมาก ขอชื่นชมจากใจเลยล่ะ!” ถังลู่กล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง และชูนิ้วโป้งขึ้นทั้งสองมือ“เอ๋? คุณถังไม่ได้จะว่าเราเหรอครับ” กรถามกลับด้วยความประหลาดใจ“ไม่ๆ ผมไม่ทำแบบนั้นหรอก แล้วก็คุณเดวิดพวกเราก็อยู่ด้วยกันมานานนี่คุณยังไม่เข้าใจผมอีกเหรอ พวกคุณช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนนะ พวกเราเป็นเทพก็ต้องทำความดีสิจริงไหม” ผู้ดูแลโบสถ์หนุ่มหน้าสวยยังคงยิ้มน่าชื่นตาบาน นอกจากเขาจะไม่ว่าอะไรแล้วยังเหมือนว่าจะชอบสิ่งที่ทั้งสองทำเป็นอย่างมาก แต่เดวิดก็ยังมีความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยบางอย่าง เกี่ยวกับการแสดงออกของหัวหน้าของตน เขาจึงเลือกกล่าวถามกลับไปตามตรงเพื่อคลายข้อสงสัยที่มีอยู่ในใจ“คุณถังครับแต่สิ่งที่พวกผมทำนั้น นอกจากจะเป็นการเข้าไปแทรกแซงกับมนุษย์เกินกว่าภารกิจของเราแล้ว ยังทำให้ตัวตนของเทพเกือบจะเปิดเผยต่อสาธารณะ แบบนี้อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ในอนาคตไม่ใช่เหรอครับ แม้แต่ในคู่มือเทพก็เคยเตือนเรื่องแสดงพลังต่อหน้ามนุษย์เอาไว้แล้ว”“ฮ่ะๆๆ ไม่หรอกๆ ไม่ต้องกังวลไปเกี่ยวกับเรื่องนั้น ตราบใดที่เราไม่ได้บอกว่าเราเป็นเทพตรงๆก็ไม่มีใครรู้สักหน่อย อย่าลืมสิว่าหน้าที่ของเรามันต่างจากของคุณกรเขานะ” ถังลู่นั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งพร้อมกับกล่าวอธิบายมาเล็กน้อยอย่างไม่กังวลกับข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้น“เฮ้อ! นั่นสินะครับ สำหรับทูตสวรรค์การปกป้องมนุษย์ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราจริงๆ” เดวิดยอมรับในคำกล่าวของผู้ดูแลโบสถ์ เมื่อนึกถึงหน้าที่ซึ่งทำให้เขาต้องมาอยู่ที่โบสถ์แห่งนี้ ทางด้านของกรเมื่อได้ยินว่าทั้งสองคนพูดถึงเรื่องที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจซึ่งมันก็แสดงออกผ่านสีหน้าที่ไม่อาจปกปิดได้ ถังลู่ที่เห็นอย่างนั้นก็ไม่ได้กังวลเรื่องความลับอะไร แถมยังเปิดโอกาสให้กามเทพฝึกหัดได้ซักถามอีกด้วย“คุณกรมีเรื่องอะไรสงสัยก็ถามมาได้เลยนะครับ การที่พวกเราต้องทำงานด้วยกันอีกนาน ผมก็อยากให้เชื่อใจกันไว้” สายตาของถังลู่ที่จ้องมองไปยังกามเทพหนุ่ม นั่นเหมือนกับว่าเขาสามารถเข้าใจความคิดของคนตรงหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง“คือว่า...ที่พวกคุณสองคนบอกว่าเป็นทูตสวรรค์นี่มันคืออะไรอย่างนั้นเหรอครับ แล้วมันต่างจากผมยังไง?” สุดท้ายกามเทพหนุ่มขี้สงสัยก็ต้องถามออกมาตามตรง“อ้าว! นี่คุณกรยังไม่รู้เหรอครับ?” เดวิดประหลาดใจมากที่คนข้างๆไม่รู้เรื่องสำคัญแบบนี้“ยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณกรเขายังไม่รู้เลยล่ะครับคุณเดวิด เอาเป็นว่าผมจะอธิบายความสำคัญของมันให้คุณได้เข้าใจตอนนี้ก็แล้วกันนะคุณกร เพราะมันอาจจะเป็นเป้าหมายชีวิตของคุณในอนาคตก็ได้” ท่าทางของถังลู่เหมือนกับว่าเขาต้องการที่จะเล่าเรื่องนี้ให้กรฟังมากกว่าความสงสัยของกามเทพหนุ่มเองเสียด้วยซ้ำ อย่างที่เหล่าเทพทุกคนทราบเกี่ยวกับเควสต่างๆก็คือ หลังจากสามารถทำได้สำเร็จผลตอบแทนที่ได้ก็กลายมาเป็นแต้มให้กับพวกเขาสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมทั้งยังมีสิ่งที่เรียกว่าแต้มสะสมสิ่งนี้จะไม่ถูกหักออกแม้ว่าจะใช้แต้มที่ได้รับหมดไปแล้วก็ตาม ซึ่งเมื่อแต้มสะสมนี้มากขึ้นไปจนถึงขั้นหนึ่ง ระดับของเทพก็จะเพิ่มขึ้น และพวกเขาจะสามารถรับเควสที่มีระดับสูงขึ้นพร้อมกับค่าตอบแทนเป็นแต้มที่มากขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่ได้รับเพิ่มเติมขึ้นมาไม่ใช่เพียงแค่นั้นมันยังรวมถึงสวัสดิการที่มากขึ้นตามระดับด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตำแหน่งงานเฉพาะทาง โดยที่ตำแหน่งงานเฉพาะทางนี้สามารถเลือกได้ตั้งแต่ระดับสี่ขึ้นไป แต่บางตำแหน่งจะสามารถเลือกรับได้ก็ต่อเมื่อระดับสูงกว่านั้น เช่นตำแหน่งทูตสวรรค์นี้ที่ต้องมีระดับห้าขึ้นไป และมีเงื่อนไขพิเศษบางอย่างถึงจะเลือกเป็นได้ ซึ่งค่าตอบแทนของมันก็จะพิเศษกว่าเทพที่ไม่ได้รับตำแหน่งงานอยู่บ้างแล้วแต่ภาระหน้าที่นั้นๆ“กว่าจะได้ตำแหน่งทูตสวรรค์มานี่ก็ไม่ใช่ง่าย ต้องผ่านเควสทดสอบก่อนตั้งหลายรูปแบบ แถมพอได้มาเป็นแล้วก็มีงานประจำตำแหน่งให้ทำอีก แต่ข้อดีก็คือไม่ต้องไปงานเป็นจ็อบๆที่มีความเสี่ยงสูงที่จะผิดพลาดได้ล่ะนะ เป็นไงน่าสนใจใช่รึเปล่านี่เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่เหล่าเทพแห่งไลเทนเนียใฝ่ฝันมากเลยทีเดียว” ถังลู่บรรยายมายืดยาวทั้งหมดให้กรฟังก็เพื่อต้องการบอกว่าหนทางที่ตัวเองเลือกนี้มันดีขนาดไหน“สรุปก็คือคุณถังเบื่องานภาคสนามก็เลยเลือกมาทำงานประจำนั่งโต๊ะแทนสินะครับ แต่ที่จริงงานประเภทนี้ไม่ได้มีแค่ทูตสวรรค์นี่ครับ ยังมีตำแหน่งอื่นอีกตั้งเยอะอย่างพวกที่ทำงานอยู่ส่วนกลางในฮอล์ออฟไลท์นั่นอีก” กรพูดออกมาตรงๆเพราะเขาคิดว่าการมาอยู่ประจำบนโลกมนุษย์นั้นอาจจะไม่ใช่หนทางที่สะดวกสบายสำหรับเทพเท่าไรนัก และมันจะต้องมีเหตุผลส่วนตัวของถังลู่อยู่แน่นอน“อะแฮ่มๆๆ นี่คุณจะไม่ให้ผมภาคภูมิใจกับงานนี้หน่อยเลยรึไง แต่ก็ช่างเถอะเอาเป็นว่าทั้งผม และคุณเดวิดชอบใช้ชีวิตเป็นบาทหลวงอยู่ในโลกแบบนี้ ก็เลยเลือกที่จะเป็นทูตสวรรค์คอยมอบคำสอนให้แก่มนุษย์อย่างที่เห็นนี่ไงล่ะ” บาทหลวงรูปหล่อเสยผมขึ้นพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจ‘เฮ้อ! พูดแค่นี้ก็ต้องเก๊กด้วยเหรอครับเนี่ย’ กรพยักหน้ายอมรับความคิดเห็นของหัวหน้า แต่ภายในใจเขารู้สึกว่าถังลู่นั้นออกจะเกินๆคนปกติไปสักหน่อย แต่เหมือนกับว่าเรื่องราวจะไม่ได้จบลงง่ายดายเพียงเพราะถังลู่พูดจบ สายตาของผู้ดูแลโบสถ์อายุหลายร้อยปีผู้นี้จู่ๆจากยิ้มแย้มใจดี กลับกลายเป็นร้อยยิ้มอำมหิตขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ เขาพุ่งตัวขึ้นจากเก้าอี้แล้วเข้าประชิดตัวของกรอย่างรวดเร็วโดยที่กามเทพหนุ่มยังไม่ทันตั้งตัว“อ้อ! คุณกรครับคุณยังคงไม่ได้สังเกตอย่างหนึ่งสินะว่าทั้งผม แล้วก็คุณเดวิดอยู่ในร่างกายทิพย์ไม่ใช่ครึ่งเทพเหมือนกับคุณ นั่นก็เพราะว่าพวกเราเลือกสกิลที่ใช้สร้างร่างครึ่งเทพขึ้นมาเพื่ออาศัยปะปนกับมนุษย์ได้ยังไงล่ะครับ และด้วยระดับที่สูงจึงสามารถติดตั้งสกิลได้หลากหลาย หนึ่งในนั้นที่ผมเลือกก็คือสกิล ‘อ่านใจ’ ” ถังลู่อธิบายออกมายืดยาว และเน้นเสียงหนักไปที่ชื่อสกิลซึ่งเขาเลือกมา ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่ผู้ดูแลโบสถ์ชราแต่หน้าอ่อนต้องการจะสื่อไม่ใช่เพียงแค่การให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น“เฮ้ย! ขะ...ขอโทษด้วยคร้าบบบบบบ...”