จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 57 เรื่องที่ผกผัน

            ใบหน้าของถงอวิ๋นเฟยดูดุร้ายขึ้นพลังอันแข็งแกร่งก็ปะทุขึ้นมาราวกับน้ำป่าที่เชี่ยวกรากจนไม่อาจมีผู้ใดหยุดยั้งไว้ได้

            เมื่อรู้สึกถึงอาการบาดเจ็บที่แสนสาหัสขึ้นเรื่อยๆ ของฉินอวี่ถงอวิ๋นเฟยก็รู้สึกสบายใจอย่างมาก ในครั้งแรกที่เขาเห็นฉินอวี่ความรังเกียจและความเคียดแค้นก็ระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงและถงอวิ๋นเฟยเองก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลของเรื่องนี้ได้ ดูเหมือนว่าเขาได้สัมผัสกับผู้เป็นศัตรูกันมาแต่กำเนิด แต่เพราะมีสยงท่าเทียนอยู่ด้วยถงอวิ๋นเฟยจึงไม่สามารถทำอะไรฉินอวี่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องหลอกล่อให้ฉินอวี่ยอมประลองชี้เป็นชี้ตายกับตนเอง

            นับตั้งแต่รู้ว่าตระกูลขวงสยงมีโอกาสทำให้ตระกูลตนเองต้องเดือดร้อนถงอวิ๋นเฟยก็พะว้าพะวังมากขึ้นเรื่อยๆจนเขาต้องการยืมมืออี้จ้านเทียนเพื่อสังหารฉินอวี่

            ในช่วงไม่กี่วันมานี้เขาได้พยายามชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในการสังหารฉินอวี่ หลังจากพิจารณาดูแล้วเขาก็รู้สึกได้ว่าความพะว้าพะวังของตนเองนั้นมาจากสยงท่าเทียนเขาจึงเคยคิดจะปล่อยฉินอวี่ไป แต่ก็ยังรู้สึกอย่างคลุมเครือว่าหากเขาปล่อยฉินอวี่ไป เช่นนั้นแล้วถ้าคิดจะสังหารฉินอวี่ในอนาคตคงจะเป็นเรื่องยากเสียแล้วและฉินอวี่ก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังได้

            แม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะไม่รู้ว่าทำไมตนเองจึงตั้งใจมุ่งร้ายฉินอวี่ได้มากถึงเพียงนี้แต่ความรู้สึกเช่นนี้กลับไม่เคยเกิดขึ้นกับบุคคลอื่นมาก่อนดังนั้นมันจะต้องมีเหตุผลบางอย่างอยู่แน่นอนถงอวิ๋นเฟยเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเองมาตลอดดังนั้นในครั้งนี้เขาจึงตั้งใจใช้พลังทั้งหมดของเขาเพื่อจัดการสังหารฉินอวี่

            แต่สิ่งที่ถงอวิ๋นเฟยนึกไม่ถึงคือฉินอวี่ผู้นี้มีพลังอสุนีลึกลับอยู่ในตัวพลังอสุนีลึกลับที่หลั่งไหลสู่ร่างกายเมื่อไม่นานนี้ทำให้ถงอวิ๋นเฟยได้รับบาดเจ็บไปไม่เบาเลย เป็นเพราะยังกังวลว่าฉินอวี่จะออมมือไว้ถงอวิ๋นเฟยจึงรีบเรียกใช้ร่างยุทธ์ทองคำเพื่อป้องกันทั่วทั้งร่างพลังความแข็งแกร่งในร่างกายได้พัฒนาไปอย่างมากเขาต้องการเร่งให้การต่อสู้จบโดยเร็ว และสังหารฉินอวี่เสีย

            แม้ว่าระดับการฝึกฝนจะถูกระงับไว้แต่ด้วยพลังอันแข็งแกร่งของร่างยุทธ์ทองคำ ทำให้ถงอวิ๋นเฟยยังคงมีความมั่นใจในการกำจัดฉินอวี่เป็นอย่างยิ่ง

            แล้วก็เป็นไปตามที่เขาคาดเอาไว้ แม้ว่าฉินอวี่จะมีความแข็งแกร่งแต่เมื่อต้องเผชิญกับพลังของร่างยุทธ์ทองคำ นับว่าเขากลับอ่อนแอไปโดยสิ้นเชิง

            หมัดที่หนักอึ้งถูกชกออกไปครั้งแล้วครั้งเล่าพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของฉินอวี่ ร่างกายของฉินอวี่รู้สึกได้ถึงแรงของหมัดที่ชกเข้ามาจนร่างแทบแตกออกสิ่งนี้ทำให้ถงอวิ๋นเฟยยิ่งตื่นเต้นอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปถงอวิ๋นเฟยก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

            ในเวลานี้ดูเหมือนว่าฉินอวี่จะได้รับบาดเจ็บไปทั้งตัวทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยเลือดแต่การโจมตีในแต่ละครั้งของเขากลับทำให้ถงอวิ๋นเฟยยิ่งรู้สึกว่าตนเองมีความแข็งแกร่งขึ้นยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของฉินอวี่ตอนนี้ก็เต็มไปด้วยลำแสงสีแดงเลือด และยิ่งฉินอวี่บาดเจ็บมากขึ้นเท่าไรลำแสงสีแดงเลือดก็จะเปล่งประกายมากขึ้นตามไปด้วยสิ่งนี้ทำให้ถงอวิ๋นเฟยรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

            “หมัดยุทธ์ทองคำ!”ถงอวิ๋นเฟยได้เผยทักษะการต่อสู้ของเผ่ายุทธ์ทองคำออกมาทันทีหมัดขวาของเขาปล่อยแสงสีทองพุ่งออกไปเบื้องหน้าก่อตัวเป็นหมัดสีทองที่มีขนาดใหญ่เปล่งประกายราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังแผดเผาพุ่งโจมตีตรงเข้าหาศีรษะของฉินอวี่ทันที

            ฉินอวี่ที่บาดเจ็บไปทั่วร่างได้ถอยหลังออกไปพลางใช้แขนทั้งสองข้างป้องศีรษะเอาไว้

            “ตูม!”

            พลังอันแข็งแกร่งดั่งสัตว์ร้ายระเบิดออกร่างกายของฉินอวี่ลอยตีลังกาออกไปราวกับดาวตก กระแทกใส่ม่านแสงพลังเวทอย่างรุนแรง

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังปีนลุกขึ้นมา เขาก็กระอักเลือดออกมาทันทีที่แขนของเขาเริ่มมีกระดูกและเลือดเผยออกมาให้เห็นอย่างรางๆ ทันทีที่เขาลุกขึ้นยืนถงอวิ๋นเฟยก็โจมตีเข้ามาอีกครั้ง หมัดทั้งสองของเขาเต็มไปด้วยสีทองที่แพรวพราววนเวียนใส่ศีรษะของฉินอวี่ทั้งซ้ายขวา และพูดเสียงเบาๆ “หมัดยุทธ์ทำลายฟ้า”

            “ท่านพี่... รีบสกัดเร็วเข้าสิ!”ฉินเสวี่ยที่อยู่บนที่นั่งชั้นบนอดที่จะลุกขึ้นยืนไม่ได้ จากนั้นจึงตะโกนออกไป

            ฉินจ้านยังคงนั่งตัวตรงด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด มือที่กำหมัดไว้แน่นเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำผู้อาวุโสโม่ก็แสดงท่าทีเคร่งขรึม หากฉินอวี่ไม่สามารถต้านทานหมัดทั้งสองนี้ได้เกรงว่าคงต้องตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่

            “พ่ายแพ้แล้วหรือ?” จื่อซวินเอ๋อมองไปทางฉินอวี่ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยดวงตาที่พร่ามัวและพึมพำกับตนเอง

            “พี่ฉิน รีบสกัดไว้สิ” หลงอวี่เอ่ยขึ้นพร้อมร่างกายที่สั่นเทาเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความกังวลใจ

            “รีบสกัดไว้สิ!” หวังผิงเอนตัวไปข้างหน้า กำหมัดทั้งสองข้างไว้แน่น และตะโกนร้องในใจหากฉินอวี่ตายไป แล้วจะทำอย่างไรเรื่องเพลิงแอ่งธรณีล่ะ?

            “มันจบแล้วหรือ?” อี้จ้านเทียนพูดอย่างเฉยเมยดวงตาของเขาอดไม่ได้ที่จะมองตรงไปทางสยงท่าเทียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเมื่อเขาเห็นสีหน้าท่าทางที่ดูไม่ใส่ใจของสยงท่าเทียน อี้จ้านเทียนก็ตกตะลึง

            รอยยิ้มแห่งความเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของถงอวิ๋นเฟยขณะที่เขากำลังมั่นใจว่าฉินอวี่จะต้องตายอย่างแน่นอนแล้วนั้น จู่ๆฉินอวี่ก็เงยหน้าขึ้นมา แม้ว่าเขาจะโชกไปด้วยเลือดทั่วทั้งร่างจนมองไม่เห็นหน้าตาแต่ดวงตาลึกๆ ทั้งสองนั้น กลับเผยให้เห็นสีที่แปลกประหลาด ริมฝีปากของฉินอวี่ค่อยๆขยับ และพูดขึ้นช้าๆ

            “เจ้า ต่อยเสร็จแล้วหรือยัง?”

            ในขณะที่หมัดทั้งสองข้างกำลังกระแทกศีรษะทั้งสองด้านของฉินอวี่ศีรษะของเขาก็เอนไปข้างหน้าเล็กน้อย มือขวาของเขาเกิดเป็นลำแสงสีแดงก่ำจากนั้นหมัดที่แฝงไปด้วยภาพลวงกว่าแปดสายก็พุ่งตรงไปยังหน้าอกของถงอวิ๋นเฟย

            “ตูม บึ้ม บึ้ม!”ม่านแสงพลังเวทสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรงเกิดเป็นความวุ่นวายโกลาหลในขณะเดียวกันผู้ชมทั่วทั้งสนามประลองก็เงียบลงทันที มองฉากที่ปรากฏขึ้นอย่างเฉื่อยชา

            ในตอนนี้เหตุการณ์ที่พวกเขาคิดเอาไว้กลับไม่เกิดขึ้น ทุกสิ่งกลับกันไปหมดถงอวิ๋นเฟยถูกโจมตีจนกระเด็นออกไปพลังแสงสีแดงทั่วร่างของฉินอวี่ก่อตัวเป็นเปลวเพลิงสีแดงเลือดที่กำลังเผาไหม้อย่างรุนแรงขณะที่ถงอวิ๋นเฟยกำลังกระเด็นลอยออกไปนั้น ฉินอวี่ก็ก้าวออกไปข้างหน้าอย่างดุเดือดและปรากฏตัวขึ้นข้างกายของถงอวิ๋นเฟยในตอนนี้หมัดข้างขวาของเขาก็เปล่งประกายแสงเจิดจ้าจากนั้นหมัดข้างขวาที่มีภาพลวงตานับไม่ถ้วนก็กระแทกเข้ากับใบหน้าของถงอวิ๋นเฟยราวกับมีพลังที่มากมายมหาศาล

            “ปึง!”

            ถงอวิ๋นเฟยล้มลงกับพื้นอย่างรุนแรง แรงสั่นสะเทือนอันทรงพลังทำให้สนามประลองต้องสั่นสะท้านจากนั้นฉินอวี่จึงต่อยหมัดซ้ายออกไปใส่ช่องท้องของถงอวิ๋นเฟยตามด้วยหมัดข้างขวาที่ทรงพลังราวกับจะระเบิดฟ้าดินให้แยกออกจากกันหมัดแล้วหมัดเล่าถูกต่อยลงบนใบหน้าของถงอวิ๋นเฟย

            “เจ้าอยากจะฆ่าข้ามิใช่หรือ? เข้ามาสิ!!!” ฉินอวี่ส่งเสียงตวาดออกไปจากนั้นก็ต่อยไปด้วยพลังหมัดที่รุนแรงอีกครั้ง

            “ปัง!”

            “ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!”

            ทั่วทั้งสนามประลองสั่นสะท้านเพราะหมัดที่ทรงพลังของฉินอวี่ดวงตาของทุกคนต่างเบิกกว้าง เมื่อเห็นภาพสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ แต่ละคนต่างตกตะลึงด้านผู้อาวุโสจางรีบลุกขึ้นยืนทันทีด้วยท่าทีที่นิ่งขรึมจนน่ากลัว

            “นี่มันอะไรกัน?”

            “เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ฉินอวี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่มิใช่หรือ?เพราะอะไร...เพราะอะไรจึงมีพลังที่น่ากลัวเช่นนี้ปะทุขึ้นมาในวินาทีสุดท้ายได้?”

             ...

            ทุกคนตกตะลึง ทั่วทั้งสนามประลองเงียบสนิทมีเพียงเสียงกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงเท่านั้น ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึกๆแม้กระทั่งอี้จ้านเทียน หวังผิง ชายหนุ่มชุดขาวและเหล่าผู้มีพรสวรรค์ในทางตะวันออกของแดนนภาชิงเหลียนต่างก็ตกตะลึงเป็นอย่างมากเช่นกันแม้ว่าพวกเขาจะได้ยินเสียงเหล่านี้ แต่ก็ยากที่จะยอมรับการโจมตีดังกล่าวได้

            ในเวลาเดียวกัน ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งของเมืองหลักเทียนอู่ผู้อาวุโสในชุดธรรมดาคนหนึ่งกำลังดื่มด่ำสุราคำโต ดวงตาทั้งสองของเขาแดงก่ำมีปื้นสีแดงจากการดื่มปรากฏบนใบหน้าราวกับหยดโลหิต ขณะที่ฉินอวี่กำลังปะทุพลังจู่ๆ ผู้อาวุโสก็เงยหน้าขึ้นมา และพูดอย่างประหลาดใจ “พลังว่านจ้ง? เขาเป็นคนของสำนักยุทธ์ว่านจ้งหรือ? ก็ไม่ใช่...”ยังไม่ทันพูดจบ ร่างของผู้อาวุโสก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงศิลาวิญญาณก้อนหนึ่งที่ทิ้งเอาไว้บนโต๊ะ

            เมื่อผู้อาวุโสปรากฏตัวอีกครั้งเขาก็อยู่ในสนามประลองแล้วเขาคว้าคนคนหนึ่งด้วยมือข้างเดียวแล้วขว้างออกไปจากนั้นก็นั่งดูการต่อสู้ที่อยู่ด้านล่าง

            “นี่คือพลังว่านจ้งสองชั้น พลังอสุนีลึกลับ ขั้นปราณเสถียรระดับต้นยิ่งกว่านั้น เพียงแค่ระยะเวลาอึดใจเดียวกลับปลดปล่อยออกมาได้ถึงแปดหมัดหรือจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ในชีพจรอักษรสวรรค์ ไม่สิ...ผู้มีพรสวรรค์ในชีพจรอักษรสวรรค์ทำไมจึงต้องวิ่งมาประลองกับคนเผ่ายุทธ์ทองคำถึงที่นี่?หากไม่ใช่เช่นนั้น...ก็ต้องเป็นเพราะพลังในร่างกายของเขาคือพลังว่านจ้งสิ” ผู้อาวุโสที่หน้าแดงก่ำพึมพำกับตนเอง

            ขณะที่ผู้อาวุโสกำลังครุ่นคิดอย่างสงสัยหมัดของฉินอวี่ก็ถูกปล่อยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกขมขื่นก็คือ พื้นดินทั่วทั้งบริเวณเริ่มแตกร้าวรอยแยกเริ่มปรากฏหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แม้จะปล่อยหมัดออกมามากมายถึงเพียงนี้แล้วก็ยังไม่สามารถโจมตีม่านแสงสีทองที่จุดกลางระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟยได้เลย

            แม้ว่าใบหน้าของถงอวิ๋นเฟยจะไม่บุบสลายเพราะมีพลังจากม่านแสงสีทองคอยปกป้อง เขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักแต่แรงสะท้อนที่เกิดจากการกระแทกของหมัดที่มาจากฉินอวี่ ก็ทำให้เขารู้สึกวิงเวียนหลายหมัดก่อนหน้านี้ยังนับว่าไม่เท่าไร แต่ท้ายที่สุดเขาก็ถูกแรงสะท้อนนั้นกระแทกจนหมดสติไป โดยมีเลือดไหลออกมาจากมุมปาก

            “ทำลายเสียเดี๋ยวนี้!” ดูเหมือนว่าฉินอวี่จะหมดความอดทนปล่อยหมัดระเบิดฟ้ากระแทกลงไปอีกครั้งและหมัดครั้งนี้แฝงไปด้วยพลังว่านจ้งที่ทรงพลังผนวกกับพลังของอสุนีลึกลับอีกห้าสายและสายหนึ่งในนั้นได้รับการหล่อเลี้ยงจากเมล็ดพันธุ์คืนชีพ

            “ตูม!” หมัดข้างหนึ่งกระแทกลงมาอย่างรุนแรง

            ม่านแสงสีทองที่ปกคลุมถงอวิ๋นเฟยเกือบจะเดือดพล่าน และในเวลานี้ฉินอวี่ก็ปล่อยหมัดออกมาอีกครั้ง หมัดที่ปล่อยออกมาครั้งนี้แฝงมาด้วยพลังอสุนีลึกลับจำนวนสองสายที่ถูกหล่อเลี้ยงโดยเมล็ดพันธุ์คืนชีพ

            “ปัง!”

            ทันใดนั้น ลำแสงสีทองที่ปกคลุมถงอวิ๋นเฟยก็แตกออกฉินอวี่ที่มีใบหน้าดุร้ายได้ยกหมัดขึ้นและปล่อยออกมาอีกครั้งกระแทกเข้ากึ่งกลางระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟยอย่างจัง

            “หยุดเดี๋ยวนี้!”มือขนาดยักษ์ข้างหนึ่งคว้าหมัดข้างขวาของฉินอวี่เอาไว้ในทันทีผู้อาวุโสจางปรากฏตัวขึ้นที่ด้านข้างของฉินอวี่ในวินาทีนั้นขัดขวางการโจมตีของฉินอวี่

            “ไปให้พ้น!” ฉินอวี่ตวาดออกไปด้วยสีหน้าที่โกรธจัด พยายามดิ้นออกจากมือของผู้อาวุโสจางแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไร้ประโยชน์

            เมื่อมองไปยังถงอวิ๋นเฟยซึ่งนอนอยู่บนพื้นด้วยสภาพที่มีเลือดไหลออกจากปากและได้ยินเสียงตวาดของฉินอวี่ ใบหน้าของผู้อาวุโสจางก็โกรธขึ้นมาทันทีเขามองไปทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่เคียดแค้น หากไม่ใช่เพราะมีสายตาของทุกคนจ้องมองอยู่เขาก็อาจจะฆ่าฉินอวี่ไปแล้ว

            ด้านฉินจ้านที่นั่งนิ่งมาตลอดได้ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าที่ดุร้ายและดวงตาของผู้อาวุโสโม่ก็เปล่งประกายด้วยความอำมหิตเช่นกันก่อนจะพูดอย่างเคร่งขรึม “เผ่ายุทธ์ทองคำเล็กๆ... คิดจะสังหารคุณชายสาม...หากรู้ว่าจะมีวันนี้ ตอนนั้นคงจะ...”

            “หมาเฒ่า เจ้าไม่มียางอายหรืออย่างไร เจ้ากล้าจะทำร้ายพี่ใหญ่ของข้าตระกูลขวงสยงจะต้องทำลายเผ่ายุทธ์ทองคำของเจ้าให้ย่อยยับ”

            “สหายผู้นี้ ข้าว่าเจ้าพูดผิดแล้ว เด็กเขากำลังตีกันผู้ใหญ่อย่างเจ้าจะเข้ามายุ่งทำไมกัน หรือเป็นเพราะว่าเผ่ายุทธ์ทองคำพ่ายแพ้ไม่เป็น? เอิ๊ก...” ในขณะเดียวกันมีเสียงสองเสียงดังขึ้นเกือบจะพร้อมเพรียงกัน