บทที่ 8
ซากเทวะระดับทองแดงขั้นกลาง
ในความรู้ของจางหยุนในยามนี้ ซากเทวะมีทั้งหมดสามระดับ ซากเทวะทองแดง ซากเทวะเงิน ซากเทวะทองคำ
ส่วนร่างของชายชราผู้บำเพ็ญ ที่เขานำมาหลอมเป็ซากเทวะ ในยามนี้เป็เพียงแค่ซากเทวะระดับทองแดง
ตามความรู้ของจางหยุนซากเทวะระดับทองแดง น่าจะเป็จุดเริ่มต้น เป็ขั้นที่ต่ำที่สุดเพราะแบบนั้นมันเองก็น่าจะเทียบเท่ากับ ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียน
ส่วนซากเทวะระดับเงินแล้วก็ระดับทองคำ มันน่าจะเทียบเท่ากับระดับพลังที่เหนือกว่าผนึกตันเถียน แต่จางหยุนไม่รู้ว่าระดับพลังที่อยู่เหนือกว่าระดับผนึกตันเถียนคืออะไร
สุดท้ายแล้วข้อมูลเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญเพียรของเขานั้นน้อยเกินไป
จางหยุนเลิกคิดเกี่ยวกับเื่ซากเทวะระดับเงินแล้วก็ระดับทองคำ ในตอนนี้สิ่งที่เขาควรจะให้ความสนใจมากที่สุดก็คือซากเทวะระดับทองแดงที่เขามีอยู่ในตอนนี้ ควรตั้งใจหล่อเลี้ยงมันให้ระดับของมันเพิ่มขึ้น
ถ้าเกิดว่าระดับพลังของมันเพิ่มขึ้นจากระดับทองแดงขั้นต้น ไประดับทองแดงขั้นกลางเร็วเร็ว มันก็จะเทียบเท่าเท่ากับว่าเขามีข้ารับใช้ที่เป็ผู้บำเพ็ญระดับผลึกตันเถียนขั้นกลาง
เมื่อมองเห็นว่ามันใกล้จะเช้าแล้ว จางหยุนรีบลุกขึ้นจากนั้นก็เดินทางกลับไปที่เมือง
เดินทางกลับถึงเมืองเมื่อกลับไปยังบ้านพักตนเองก็รีบพักผ่อนอย่างรวดเร็ว จางหยุนคิดว่าต่อจากนี้ เขาจะใช้เวลาใน่กลางคืนออกมาฝึกฝนบริเวณสุสาน เพราะแบบนั้น่เวลากลางวัน เป็่เวลาที่ใช้ในการพักผ่อน
หลังจากที่พักผ่อนแล้วเมื่อใกล้ๆ่เย็น จางหยุนก็เดินทางออกไปนอกเมืองอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ใช้เวลาทั้งคืนในการฝึกฝนอยู่ภายในสุสานนอกเมือง
และชีวิตของจางหยุนก็ดำเนินเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
การใช้ชีวิตของจางหยุนค่อนข้างที่จะเรียบง่าย สำหรับเขาแล้วภายในเมืองเป่ยอัน คนที่เขารู้จักก็มีเพียงแค่ครอบครัวของหวังซุนเท่านั้น
จางหยุนไม่คิดจะผูกสัมพันธ์กับผู้ใดเพิ่ม เป็เพราะว่าเขารู้ดีว่า สักวันหนึ่งตนเองก็ต้องเดินทางออกไปจากเมืองแห่งนี้
ในตอนนี้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้ว จางหยุนไม่รู้ว่าตนเองจะกลับโลกเดิมของตัวเองได้หรือเปล่า
แต่สำหรับสิ่งที่นำพาเขามาที่โลกใบนี้ มันก็คือโลงศพสีดำที่ติดตัวเขาอยู่ โลงศพสีดำผูกติดกับเส้นทางแห่งการบำเพ็ญ
เช่นนั้นถ้าเกิดว่าเขาอยากจะกลับไปที่โลกเดิมของตนเอง ก็มีแต่ต้องถามความลับของโลงศพสีดำนี้ และนั่นก็คือการก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรเรื่อยๆเท่านั้น
สำหรับเมืองเป่ยอันในยามนี้ จางหยุนคิดว่ามันเองก็เป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้น สักวันเขาก็ต้องจากไปทำเมืองแห่งนี้
ถ้าเกิดว่ามีความสัมพันธ์กับผู้คนภายในเมืองมากเกินไป ในยามที่ต้องจากกันก็ต้องรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นอีก
เพราะแบบนั้นจางหยุนจึงเลือกที่จะ สนิทสนมกับเพียงแค่ครอบครัวของหวังซุนเท่านั้น
จางหยุนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเก็บเนื้อเก็บตัวภายในเมืองเป่ยอัน เกี่ยวกับเื่ค่าครองของเขาในเมืองแห่งนี้ มันไม่ได้เป็ปัญหาเลยแม้แต่น้อย
ถึงอย่างไรในยามนี้เขาก็ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้ว ปราณิญญาที่ได้รับมาส่งเสริมให้เขานั้นมีความสามารถที่เหนืุ์
สำหรับผู้บำเพ็ญคนนึง ต่อให้เป็ขอบเขตผนึกตันเถียน ที่เป็ขอบเขตแรกที่สุดแต่การจัดหาสัตว์ป่า ภายในป่ารอบๆเมืองแล้วก็สังหารนั้นเป็เื่ที่ง่ายดายมาก
เพราะแบบนั้นจางหยุนมักจะใช้เวลาว่างๆ ที่เหลือจากการฝึกฝนในการเข้าไปสังหารสัตว์ป่าในป่า หลังจากนั้นก็นำเอามันออกมาขายภายในเมืองเป่ยอัน
สำหรับเมืองมนุษย์ธรรมดาและในยุคสมัยนี้ เพียงแค่ล่าสัตว์ป่าใหญ่อย่างเช่นเสือหรือหมีป่าไม่กี่ตัว ก็สามารถได้รับค่าครองชีพตลอดเดือนแล้ว
เพราะแบบนั้นค่าครองชีพของจางหยุน ภายในเมืองเป่ยอันจึงไม่ใช่ปัญหา
จางหยุนใช้ชีวิตเช่นนี้วนไปเรื่อยๆ จนผ่านไปถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ เขาเข้าออกภายในป่านอกเมืองราวกับเป็สวนหลังบ้านของตนเอง
ในวันนี้หลังจากที่ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มๆ
ท้องฟ้า้าถูกทาบทับไปด้วยสีดำสนิท ในยามราตรีที่มืดมิดเมฆานำปกคลุมไปทั่วท้องๆนภา
ภายในผืนป่าบริเวณนอกเมืองเป่ยอัน สุสานนอกเมืองในยามนี้ยังคงเต็มไปด้วยความเงียบสงบ
ใต้ต้นไม้ใหญ่แสงตะเกียงส่ายไหวไปมา ร่างของจางหยุนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ล้อมรอบไปด้วยสุสานมากมาย ในยามนี้ปราณิญญาภายในผืนป่านอกเมืองแห่งนี้ พวกมันกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของจางหยุนอย่างบ้าคลั่ง
โลงศพสีดำสนิทขนาดจิ๋วลอยอยู่บนฝ่ามือของจางหยุน ปราณิญญาบางส่วนที่ถูกดึงดูดเข้ามาก็ถูกแบ่งแยกเข้าไปในโลงศพสีดำด้วยในเวลาเดียวกัน
ในขณะที่กำลังฝึกฝนอยู่ อยู่ๆจางหยุนก็หยุดการฝึกฝนของตนเองลง ดวงตาทั้งสองข้างที่กำลังพับปิดอยู่เปิดขึ้น
“ทะลวงแล้วงั้นหรือ” จางหยุนพึมพำออกมา
เขายกฝ่ามือของตัวเองขึ้นมา โลงสีดำที่ลอยอยู่บนฝ่ามือ คลายแสงสีดำสนิทเส้นหนึ่งออกมาจากโลงศพ มันพุ่งไม่ด้านหน้าอย่างรวดเร็วก่อนที่จะปรากฏกลายเป็ร่างของชายชรา ที่ถูกหลอมกลายเป็ซากเทวะ
เพียงแต่ว่าร่างศพของชายชราในตอนนี้ มันดูแตกต่างจากในตอนแรกอย่างชัดเจน
ไม่เพียงแค่เนื้อหนังที่ดูอุดมสมบูรณ์ขึ้น แต่ว่าแรงกดดันที่ปล่อยออกมาจากร่างของมันกับมีมากขึ้นหลายเท่า ราวกับว่ามีการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกดินภายในร่างกายของมัน
จางหยุนจ้องมองร่างซากเทวะที่อยู่ด้านหน้า ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมา
“ซากเทวะระดับทองแดงขั้นกลาง” จางหยุนกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
เขาใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น ในการหล่อเลี้ยงซากเทวะ ใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนในการหล่อเลี้ยงก็สามารถทำให้มันเลื่อนจากซากเทวะทองแดงขั้นต่ำเลื่อนขึ้นสู่ขั้นกลาง
ความรวดเร็วในการเลื่อนการฝึกฝนเช่นนี้ เกรงว่าต่อให้เป็ผู้ฝึกตนคนไหนก็ต้องรู้สึกละอายใจ
เป็เพราะว่าสร้างเทวะระดับทองแดงขั้นกลาง มันเองก็เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในขอบเขตผลึกตันเถียนขั้นกลาง
ต้องรู้ก่อนว่าในตอนนี้ตัวของจางหยุน เขาฝึกฝนมาหนึ่งเดือนเต็มๆหลังจากที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นหนึ่ง แต่ว่าในตอนนี้เขายังไม่ได้ทะลวงขอบเขตเลยด้วยซ้ำ
เพราะแบบนั้นความเร็วในการฝึกฝนในตอนนี้ ต่อให้เป็จางหยุนเมื่อเทียบกับซากเทวะที่อยู่ด้านหน้า ก็เทียบเท่ากับว่าการบำเพ็ญของเขาเชื่องช้าราวกับเต่าเดิน