เวลาผ่านไปหลายสิบนาที บนถนนที่เงียบสงัดท่ามกลางช่วงเวลาที่มืดค่ำ การวิ่งของไทรเด้นก็ยังคงทำความเร็วอยู่ในระดับสูงมากที่สุด
ผู้ฝึกฝนวิญญาณที่ออกมาทำภารกิจอยู่หลายกลุ่มก็ได้เห็นถึงมันแล้ว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่ามันสุดยอดเป็นอย่างมาก
นี่คือพาหนะที่ผู้ชายทุกคนต้องการมัน ถึงจะสามารถนั่งได้เพียงแค่สองคน ทว่ามันก็เป็นอะไรที่ดีมากอยู่ดี แบบไว้ให้ผู้หญิงนั่งซ้อนท้ายอะไรแบบนี้
[ติ๊ง! ถ้าขับด้วยความเร็วระดับนี้ อีกประมาณ2นาทีก็น่าจะถึงจุดหมายค่ะ]
หน้าต่างโฮโลแกรมได้แสดงผลที่ชัดเจนขึ้นมา ซึ่งมันก็ทำให้เซียงหลินต้องเหลือบมองอยู่เล็กน้อย
ในใจเองก็กำลังเบิกบานอย่างถึงที่สุด
ต้องบอกก่อนว่าระยะห่างจากเมืองมังกรและเทือกเขาซากศพแทบอยู่ไกลกันอีกด้านนึง ถึงจะมีเส้นทางของถนนที่ตัดผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา การเดินทางโดยใช้พลังของตนเองก็เป็นอะไรที่เนิ่นนาน
พาหนะที่มีความเร็วจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด แถมตลอดระยะทางมานี้เขาก็ได้พบเจอกับวิญญาณดีและร้ายอยู่มากมาย แต่พวกมันเองก็ทำได้เพียงแค่มองตามไปตาละห้อยเท่านั้น ไม่อาจจะตามความเร็วของไทรเด้นทันเลยซักนิด
[ติ๊ง! ถึงจุดหมายที่ต้องการแล้วค่ะ]
ไม่นานพวกเขาทั้งสองก็ได้เดินทางมาถึงอาณาเขตของเทือกเขาแห่งซากศพ สถานที่แห่งนี้เป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ถอดยาวไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา อาณาเขตผืนป่าเบื้องล่างแห้งเหี่ยว ต้นไม้สายพันธุ์ต่างๆมากมายยืนต้นล้มตาย
ในบริเวณหลายแห่งเองก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกทึบที่หนาแน่น มาพร้อมกับเสียงคำรามของวิญญาณร้ายที่ดังขึ้นอย่างโหยหวน มันคือสถานที่ต้องห้ามของผู้ฝึกฝนวิญญาณเลยก็ว่าได้
ทั้งสองได้ลงมาจากไทรเด้น ขณะเดียวกันตัวของไฉ่หลินก็จ้องมองไปยังใบหน้าของเขา
"ไม่เก็บไทรเด้นเข้าสู่ชุดมิติไหมสวรรค์หรอคะ? เก็บมันไว้ดีกว่าที่จะปล่อยทิ้งเอาไว้แบบนี้น้า"
คำพูดของหญิงสาวได้ทำให้หัวใจของชายหนุ่มต้องสั่นไหวขึ้นอยู่นิดๆ มันรีบหันขวับมามองด้วยสีหน้าที่ตกใจอยู่ไม่น้อย
"คิคิ ไม่ต้องปิดบังหรอกนายน้อยเซียงหลิน"
"ผู้อื่นรวมถึงต้าจีรู้ถึงคุณสมบัติของชุดคลุมนี้แล้ว"
เมื่อได้ยินว่าเป็นฝีมือของจิ้งจอกสวรรค์
เซียงหลินเองก็แทบพูดอะไรไม่ออก ดูเหมือนประสบการณ์รวมถึงความรู้ของภูติวิญญาณตนนี้จะสูงเป็นอย่างมาก สามารถระบุชุดเซ็ทโบราณอย่างชุดมิติไหมสวรรค์ที่ตัวของเขากำลังสวมใส่ได้ในทันที
"งะ..งั้นเหรอ งั้นผมไม่เกรงใจละ"
ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นก็สบัดชุดคลุมสีดำของตนเองเล็กน้อย
ฮู่มมมมมมมมมมมม!
ทันใดนั้นกระแสพลังงานมิติก็ได้ปรากฏขึ้นที่บริเวณปลายของชุดคลุม พร้อมกับที่มันเริ่มดูดกลืนไทรเด้นให้หายวับเข้าไปอย่างรวดเร็ว
(ใช่จริงๆด้วย!!)
(เป็นชุดเซ็ทโบราณของเทพีอาเธน่า)
ต้าจีที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ทำให้ตัวของไฉ่หลินต้องมองไปยังชายหนุ่มคนนี้อย่างล้ำลึก
"ทีนี้ไทรเด้นน่าจะปลอดภัยแล้วละ"
"ได้เวลาที่จะออกอาละวาดกันแล้ว!!"
เซียงหลินได้แต่บ่นพึมพำออกมา นัยน์ตาเองก็เหลือบมองไปยังหญิงสาวอยู่นิดๆ
ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องชุดมิติไหมสวรรค์ต่อพวกเขาทั้งสองอีก แถมหญิงสาวเองก็ไม่มีจุดประสงค์ที่จะแย่งชิงมันไปจากตัวของเขาอีกด้วย
(ถ้าจะล่าก็ล่าบริเวณอาณาเขตภายนอกนี่แหละ ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดแล้ว)
ขณะนั้นเสียงของต้าจีก็ได้ดังขึ้น ร่างเงาของจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางปรากฏตัวออกมาอยู่เคียงข้างกับไฉ่หลินด้วยความรวดเร็ว
"เข้าใจแล้ว เห็นว่ายิ่งอยู่ใกล้จุดแหล่งพลังวิญญาณ พวกวิญญาณร้ายก็จะยิ่งมีระดับแรงก์ที่สูงเพิ่มมากขึ้น"
เซียงหลินพยักหน้ารับอยู่เล็กน้อย ดวงตาเองก็จ้องมองไปยังอาณาเขตอันดำมืดที่อยู่เบื้องหน้า
หลังจากที่โลกใต้พิภพผสานเข้ากับภูมิภาคต่างๆของโลกมนุษย์ สภาพแวดล้อมของมันก็ได้แปรเปลี่ยนไปโดยปริยาย โดยเฉพาะกับแหล่งพลังวิญญาณที่ค่อนข้างจะหนาแน่น ผู้ฝึกฝนวิญญาณเรียกสถานที่พวกนี้ว่าเขตต้องห้ามของนรก
เรียกตามชื่อที่น่าสะพรึงกลัวของพวกมัน
แล้วไม่ว่าจะที่ไหนๆเมื่อมีการรวมตัวกันของพลังวิญญาณที่หนาแน่น ในสถานที่ดังกล่าวก็จะเต็มไปด้วยวิญญาณร้ายรูปแบบระดับสูง พวกมันใช้แหล่งพลังนี้ในการพัฒนารวมถึงยกระดับของตนเองขึ้น
ไม่ว่าเป็นป่าวิญญาณมืด เทือกเขาซากศพ ภูเขาวิญญาณร้าย วิหารสถานโบราณ
สถานที่ๆต่างที่ว่ามาทั้งหมดของโลกมนุษย์ พวกมันล้วนมีอาณาเขตต้องห้ามของนรกทั้งสิ้น
ถ้าผู้ฝึกฝนวิญญาณไม่แกร่งกล้าหรือมีพลังวิญญาณระดับแรงก์ที่สูงมากพอ พวกเขาก็จะทำการลงมือล่าวิญญาณร้ายอยู่ในระดับรอบนอกเท่านั้น
ไม่จำเป็นก็จะไม่เข้าไปยังอาณาเขตที่ลึกมากกว่านี้ เพราะพวกเขาเองก็ไม่อยากจะเอาชีวิตไปทิ้งยังไงกันละ
"เทพอาชูร่า ได้เวลาที่คุณต้องลงมือแล้ว"
เมื่อสิ้นคำสั่ง ประกายแสงสีดำทมิฬก่อตัวขึ้นที่เบื้องหลังของชายหนุ่ม มันเต็มไปด้วยพลังวิญญาณที่หลั่งไหลกระจายไปทั่ว
ร่างเงาผิวสีแทนขนาดใหญ่ได้ปรากฏตัวขึ้น รูปลักษณ์เป็นเหมือนกับมนุษย์ทุกประการ ม่านตาสีส้มเบิกกว้างส่องประกาย เส้นผมสีขาวโพลนตั้งชัน เป็นผู้ที่มีสามเศียรและหกกร เศียรที่หนึ่งใบหน้าจะเกรี้ยวกราด เศียรที่สองหน้าจะยิ้มแย้ม เศียรที่สามตรงกลางจะเป็นหน้าเรียบเฉย แถมยังมีเขาที่โค้งงองอกออกมาทั้งสามหัว แขนทั้งหกข้างเองก็กางสยายออกอย่างยิ่งใหญ่ บริเวณลำคอก็มีลูกประคำสีส้มที่เรืองรองเจิดจรัส ข้อแขนรวมถึงชิ้นส่วนต่างๆเองก็สวมใส่ชุดเกราะที่ดูแข็งแกร่ง รอบตัวประดับประดาเอาไว้ด้วยเครื่องเรือนโบราณที่น่าทึ่ง
"นี่คือ.. ภูติวิญญาณระดับเทพมายา"
"เทพแห่งสงคราม เทพมารคลั่งอาชูร่า "
ไฉ่หลินตาลุกวาวเมื่อได้เห็นถึงหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่มากที่สุด แม้แต่ต้าจีเองก็ยังหัวใจเต้นระรัวขึ้น ดวงตาเรียวเล็กดูเบิกกว้างอยู่ไม่น้อย
(ใช่แล้ว รูปลักษณ์ของเขาชั่งน่าเกรงขามจริงๆ ไม่แตกต่างไปจากประวัติที่เคยได้ยินเลยซักนิด!!)
ทั้งสองเพื่อเคยได้เห็นภูติวิญญาณอย่างเทพอาชูร่าที่แท้จริงเป็นครั้งแรก
"................."
เทพอาชูร่าเมื่อเห็นสายตาของต้าจีจ้องมองเข้ามาก็ไม่ได้สนใจ ตัวของเขายังยืนกอดอกของตนเองด้วยความเย่อหยิ่ง ต่อให้จะเป็นภูติวิญญาณระดับเทพมายาเหมือนกัน ตัวของมันก็ยังอยู่เหนือกว่าไปอีกระดับนึง เหนือยิ่งกว่ารูปแบบใดๆของทวยเทพหรืออสูรศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด
"เหอะๆ ต้องรอไว้ถึงระดับSSก่อนใช่ไหม?"
"ตัวของเขาถึงสามารถพูดคุยสื่อสารได้น่ะ"
เซียงหลินเหมือนจะเสียดายที่ภูติวิญญาณของตนเองยังไม่สามารถพูดคุยได้
เขาได้เห็นผู้ฝึกฝนวิญญาณหลายคนที่มีภูติวิญญาณประจำตัวที่สามารถพูดได้ เอ่อหลางเสินของท่านอาจารย์ ฟูมะโคทาโร่ของตาแก่หลิงหาน แวร์วูฟของตาแก่สเวน แล้วยังมีจิ้งจอกสวรรค์ของไฉ่หลิน
ทุกคนรอบตัวของเขาล้วนมีภูมิวิญญาณประจำตัวที่อยู่ในระดับSSขึ้นไป พวกเขาสามารถเปิดสติรวมถึงความนึกคิดของตนเองขึ้นมาได้แล้ว
(ใช่แล้วละ ตราบใดที่ภูติวิญญาณประจำตัวสามารถพัฒนาไปจนถึงระดับSSได้แล้ว)
(พวกเขาจะสามารถเปิดสติปัญญารวมถึงความนึกคิดของตนเองขึ้น ไม่มีหนทางลัดอะไรทั้งสิ้น)
(ทำได้เพียงแค่นี้เท่านั้นแหละ)
เหมือนต้าจีจะเห็นความคิดทั้งหมดของเซียงหลิน นางจึงได้พูดอธิบายให้กับชายหนุ่มนั่นเข้าใจ
"หึหึ ไม่ใกล้แล้วมันก็ไม่ไกล"
"คิดว่าอย่างงั้นไหมคู่หูของข้า?"
เซียงหลินยกมือตบอกของเทพอาชูร่าด้วยรอยยิ้ม การกระทำของเขาก็ทำให้เทพอาชูร่าต้องพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
ตอนนี้ตัวของมันรู้แล้วว่าเจ้านายของตนนั่นพิเศษมากยิ่งกว่าคนอื่นๆ จากการที่มันได้สัมผัสด้วยตนเอง เพียงแค่สังหารก็สามารถยกระดับพลังวิญญาณขึ้นได้ ใช้เวลาเพียงแค่นิดเดียวก็สามารถยกระดับได้อย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว
เรื่องที่เกิดขึ้นมันเองก็อยากจะเอ่ยถามกับเจ้านายตัวน้อยเช่นเดียวกัน
ไว้รอให้ถึงอนาคตก็คงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
"คิคิ นี่มันน่าสนใจมากจริงๆ!!"
ไฉ่หลินที่เห็นพวกเขาสนิทสนมกันก็หัวเราะออกมาอย่างคึกคัก
"งั้นผู้อื่นขอดูพลังของนายน้อยเซียงหลินหน่อยละกัน แน่นอนว่าผู้อื่นจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการต่อสู้ด้วยหรอกนะ ยกเว้นก็แต่ว่านายน้อยจะเกิดเป็นอันตรายอะไรขึ้นมา เมื่อนั่นเราจะสั่งให้ต้าจีลงมือช่วยเหลือในทันที"
....
เกล็ดความรู้ท้ายเรื่อง
ในสมัยฤคเวทไม่มีการแบ่งชนชั้นระหว่างเทพเทวดากับอสูร พอกำเนิดเกิดคำภีร์รามยณะ ก่อนอาชูร่า เทพนักรบปีศาจ ผุ้ที่มีอยู่เพื่อการต่อสู้ เทพแห่งสงคราม อาชูร่าผู้ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง เทพเจ้าที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายยักษ์ที่มาพร้อมกับใบหน้าที่ดูน่าเกรงขามและโหดเหี้ยมดุดันไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ได้ เทพเจ้าผู้ซึ่งมีแต่อารมณ์แห่งความโกรธ ใช้กำลังตัดสินทุกสิ่งเราจะพาไปทำความรู้จักท่านกันอย่างลึกซึ้งกัน
อาชูร่า (Ashura) เป็นเทพแห่งสงครามที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ ลักษณะภายนอกมีแขนขาเหมือนกับมนุษย์ส่วนที่ดูแตกต่างออกไปจะเป็นศีรษะและจำนวนแขนที่มีมากถึง 6 กร ส่วนมนุษย์จะมีเพียงแค่ 2 แขนเท่านั้น อาชูร่าผู้ที่เป็นเทพถูกกราบไหว้บูชาในสถานะของเทพเจ้า ในบางความเชื่อของแต่ละศาสนาบางก็ว่า อาชูร่าเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวในสถานะที่เป็นเทพอสูรผู้ยิ่งใหญ่
ต้นกำเนิดที่แท้จริงของอาชูร่านั้นมีมายาวนานมากกว่า3,000ปี ก่อนคริสตศักราชเสียอีก ชาวเผ่าอารยันและชาวเผ่าอิหร่านโบราณมีการค้นพบว่าพวกเขาได้มีเทพอาชูร่าเป็นเทพที่พวกเขากราบไหว้บูชามาแต่ดั้งเดิม ชนเผ่านี้มีพื้นฐานมาจากเอเชียกลาง มีการตั้งแยกเผ่าไปทางดินแดนประเทศอิหร่านยาวไปถึงเปอร์เซียโบราณที่มีการกราบไหว้เทพเจ้าสูงสุดอย่าง เทพอหุระมาซดะ (เทพแห่งไฟ)
ส่วนทางสายชาวอารยันที่ประเทศอินเดียนั้นจะมีการค้นพบว่าพวกเขากราบไหว้เทพเจ้าสูงสุดก็คือ พระอินทร์หรืออินทราเทพนั้นเอง จะเห็นได้ว่าไม่ว่าชนเผ่าหรือเชื้อชาติไหนก็จะมีเทพเจ้าที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก จุดที่ดูคล้ายกันของเทพเจ้าพวกเขาคือต้องเกี่ยวกับไฟหรือแสงสว่าง เมื่อกาลเวลาเดินต่อมาได้เกิดพระพุทธศาสนาของนิกายมหายานก็มีการนำเทพเจ้าแห่งไฟมากราบไหว้บูชา เพื่อปกป้องศาสนาอีกด้วย
อาชูร่า ในแต่ละประเทศแต่ละศาสนานั้นมีการออกเสียงที่แตกต่างกันออกไป ในทางศาสนาพุทธนิกายมหายานจะเรียกว่า อาชูร่า ในทางประเทศญี่ปุ่นจะมีการออกเสียงนามนี้ว่า อสูระ เป็นการออกเสียงรูปแบบสันสกฤต ซึ่งอาชูร่าในภาคนี้จะมีหน้าที่ปกป้องพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นเทพผู้พิทักษ์เลยก็ว่าได้ ผู้ซึ่งทำลายความชั่วร้าย กำจัดเหล่าหมู่มาร อาชูร่า จะไม่มีรูปลักษณ์ที่ตายตัว
แต่จุดที่จะเด่นชัดนั้นคือท่านจะเป็นเทพที่มีความเจิดจรัสและงดงามเป็นที่สุดท่านผู้มีสติปัญญาที่ชาญฉลาดและยังมีเมตตากรุณาที่ใหญ่ยิ่งจะหาที่เปรียบท่านมิได้เลย อาชูร่าเป็นตัวแทนแห่งไฟหรือแสงอาทิตย์เปรียบได้กับความสว่างที่ไม่มีรูปร่างที่ดูตายตัวแล้วแต่วัฒนธรรมแล้วแต่ละศาสนา แต่สิ่งที่เหมือนอีกอย่างคือท่านจะเป็นเทพสุงสุดซึ่งมีหน้าที่ขับไล่สิ่งชั่วร้ายทั้งมวล ถือเป็นผู้ทำลายล้างที่แข็งแกร่งมากที่สุด