ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 45 ประตูทั้งสามบานและดวงจิตผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา

            หลังประตูที่บานใหญ่อ้าเปิดออก..

            พูดตรง ๆ ว่าแสบตาเอาเรื่อง เพราะในห้องมันสว่างวาบซะยิ่งกว่าร้านทองเยาวราชช่วงลดราคา

            ต้นตอของแสงนั่นก็คือศิลาก้อนใหญ่เบ้อเร่อ รูปร่างกลมกลึงเป๊ะ ๆ เหมือนมีใครขยันแกะจนคล้ายพระอาทิตย์เข้าไปทุกที

            ด้านล่างศิลาก็มีสมบัติวางกองอยู่แบบไม่อายใคร

            ทองคำ เพชรพลอย แร่สารพัดสาย แถมสาดแสงกระทบแล้วก็เล่นเอาตาพร่าเหมือนจะโดนของ สมบัติเหล่านี้กระจายเกลื่อนขนาดนี้ เจ้าของต้องรวยขนาดไหนถึงไม่สนว่ามันจะหายไปวันไหน

            หรือแค่ขี้เกียจเก็บก็ไม่รู้เหมือนกัน

            พอผมกวาดตาผ่านกองสมบัติเหล่านั้นไป ด้านหน้าพวกเราสี่คนก็มีประตูใหญ่อยู่สามบาน บานแต่ละบานขนาดไม่เท่ากัน ลวดลายก็อย่างกับจงใจให้คนเลือกผิด

            บานซ้ายสุดขนาดกลาง มีลายดวงตะวันผสมดวงจันทร์ สลักไว้แบบขู่ไม่ให้ใครกล้าเปิดเล่น ๆ

            บานกลางนี่คล้ายเปลวเพลิงเลย สีสันประดับเพชรไพลินตั้งแต่แดงชาดไปถึงเหลืองขาว สะท้อนแสงซะร้อนตาไม่แพ้แดดตอนเที่ยง

            บานขวาสุดนี่ก็ลายแปลกสุด!

            ตรงกลางมีรูปผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ตรงหน้าท้องยังฝังพลอยไพลินเป็นรูปเปลวเพลิงอีก คล้ายกับของบานที่สองแต่ขนาดย่อมกว่า เห็นแล้วสงสัยว่าประตูพวกนี้จะเอาไว้ใช้แกล้งคนหรือเปล่า

             

            หนานหงชุนเป็นคนแรกที่อุทานออกมา เหมือนเด็กเปิดเจอถุงขนมในตู้เย็นห่อสุดท้าย

            “สมบัติในนี้..

            มีค่าเท่ากับทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของแคว้นหงสาฯ ของข้าแน่ ๆ

            เจ้าของสถานที่แห่งนี้ต้องเป็นผู้มั่งคั่งอย่างแน่นอน”

            ว่าจบ เขาก็คว้าก้อนเพชรลูกเบ้อเร่อขึ้นมาหมุนส่องเล่นเหมือนนักค้าพลอยผู้เชี่ยวชาญ

            ส่วนผมน่ะเหรอ.. เอาจริง ๆ ผมก็เข้าใจอาการตะลึงตาค้างของเขาอยู่เหมือนกัน เพราะของที่วางเกลื่อนอยู่นี่ ต่อให้เอาไปเปิดแคว้นใหม่ซักแคว้นก็คงเหลือเงินพอไว้เลี้ยงชีพตอนแก่ได้อีกหลายร้อยปีด้วยซ้ำ

            แล้วถ้าคิดว่านี่เป็น สุสานของเทพกระบี่ อดีตเจ้าสำนักรุ่นแรกแล้วละก็ มันไม่แปลกหรอกที่เขาจะรวยจนวางสมบัติเล่นเป็นเบี้ยได้แบบนี้

            ส่วนโหวหวังน่ะเหรอ?

            มันเฉยเมยสุดในกลุ่มเลย หมอนั่นแค่ปรายตามองพวกเพชรและกองทองด้วยสีหน้าเหมือนเห็นขนมขบเคี้ยวในห้องโถง มันไม่แคร์ของพวกนี้หรอก

            เพราะเกิดในตระกูลซุนที่รวยติดอันดับตลอดกาล สิ่งเดียวที่นายน้อยหน้าขนมองหาคือคัมภีร์ หรืออะไรที่พอจะอัปเกรดพลังมันได้

            ถ้ามันหาหนังสือดี ๆ ได้สักเล่มจากสุสานของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา วิชานั้นคงเป็นวิชาระดับตำนาน

            ใครล่ะจะกล้าประเมินค่าคัมภีร์ของเจ้าสำนักรุ่นแรกที่คิดเพลงกระบี่โบยสวรรค์ขึ้นมาเองกับมือ

            ถ้าเป็นผมนะ ผมก็อยากได้เหมือนกันแหละ

             

            ส่วนผู้หญิงคนเดียวของกลุ่ม หนานหงเซียเธอไม่ได้ชายตามองของพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ กลับเดินดิ่งไปทางประตูบานที่สามอย่างเดียว สีหน้าก็ไม่ใช่คนกลัว แต่เต็มไปด้วยความอยากรู้แบบที่ผมเห็นบ่อยในหนังสายลับ

            บานประตูนั้นมันมีรูปสลักผู้หญิงพร้อมเปลวเพลิงตรงหน้าท้อง เหมือนทำมารอต้อนรับนางโดยเฉพาะ อาจเป็นเพราะเธอผู้หญิงคนเดียวในห้อง แถมยังมาจากแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ ดินแดนที่ยกตนถือเป็นลูกหลานของวิหคเพลิง

             

            ส่วนผมในตอนนั้นเหมือนอะไรบางอย่างดึงดูดเข้าไปโดยอัตโนมัติ

            เจ้าก้อนศิลาเบ้อเริ่มนั่น มันส่องแสงแรงซะจนต้องหรี่ตา

            ทรงกลมเหมือนพระอาทิตย์ตอนกลางวันแสก ๆ แบบที่ใครเห็นก็รู้ว่าคงไม่ใช่หินกรวดข้างถนนแน่ แถมนัยน์ตาผมตอนนั้น..

            ใช่ครับ.. ตาสีทองของผมเอง

            มันเหมือนรู้ด้วยซ้ำว่าของบักเอ้บนี่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณแบบล้นทะลัก พลังที่แค่เดินเข้าใกล้ก็รู้สึกว่าขนอ่อนลุกทั้งตัว

            ตอนนั้นมือผมค่อย ๆ ยื่นออกไปโดยไม่รู้ตัว

            อยากลองแตะมันสักหน่อย..

            ของที่เปล่งพลังขนาดนี่ มันจะรู้สึกยังไงถ้าได้สัมผัสโดยตรง?

             

            แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะได้แตะอะไร

            "เป็นข้า.. ข้าจะไม่แตะมันหรอกหนาเจ้าทารกน้อย.."

            เสียงนั้นดังขึ้นมาข้างในหัวจนผมหยุดชะงักทันที!

            เสียงนี้.. ผมจำมันได้แม่น แม้จะเคยได้ยินแค่ครั้งเดียวก่อนหน้านี้ แต่มันก็คือเสียงของชายแก่ไร้นามผู้นั้น!

            เสียงของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา เทพกระบี่ที่ใครต่อใครต่างกล่าวขาน

             

            ยังไม่ทันได้หันหาต้นเสียง ก้อนศิลาก็เปล่งคลื่นพลังบางอย่างออกมา

            คลื่นนั้นสั่นสะเทือนบางเบา ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนรูปร่างต่อหน้าต่อตา

            ผมยืนมองอยู่ตรงนั้น รู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลงเล็กน้อย ร่างโปร่งใสที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางแสง เป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่โปร่งเสียจนแทบมองไม่เห็นใบหน้า

            “อืม..

            เร็วกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เยอะ..

            ราวกับเพียงฝันหนึ่งตื่นเท่านั้นเอง..”

            ดวงจิตที่รูปร่างเหมือนชายชรานั่นพูดพร้อมกับยกแขนขึ้นบิดตัวเบา ๆ ท่าทางอย่างกับคนพึ่งงัวเงียตื่นนอนหลังงีบยาวเป็นร้อยปี

             

            ผมหยุดมองร่างโปร่งแสงตรงหน้าอยู่นาน ก่อนจะเผลอหลุดปากออกไปทั้งอย่างนั้น

            “ท่านคือผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา..

            ท่านคือเจ้าของสุสานแห่งนี้?”

             

            คำถามของผมดูจะจุดชนวนบางอย่างเข้าอย่างจัง

            “ใช่แล้ว.. สำนักนั้นเป็นข้าที่เป็นคนก่อตั้งเอง

            แล้วข้าสร้างสำนักที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น เหตุใดข้าต้องระเห็จมาสร้างสุสานที่ป่าอันห่างไกลและเปล่าเปลี่ยวด้วย?

            หลุมศพของข้าก็ต้องอยู่ที่สำนักสี่ขุนเขาถึงจะถูก..

            อีกอย่าง..

            พวกเจ้าเห็นหลุมศพสักหลุมหรือไม่!

            ไม่เห็น!

            แล้วเจ้าเอาอะไรมาคิดว่าที่นี่คือสุสานของข้ากัน!

            เด็กรุ่นหลังนี่นับวันยิ่งเขลาลงจริง ๆ”

             

            ผมยืนฟังไปคิ้วกระตุก

            แค่ตอบว่าไม่หรือใช่นี่มันยากมากนักหรือยังไง ทำไมไอ้ภาพราง ๆ ตรงหน้าถึงต้องโมโหผมด้วย!

            คือผมก็ถามด้วยความสุภาพแล้วนะ ไม่ได้ใช้คำหยาบสักหน่อย จะเหวี่ยงใส่ทำไมเนี่ย?

             

            โชคดีที่โหวหวังมันไหวตัวทัน เอ่ยถามต่ออย่างสุภาพกว่าเดิมเยอะ

            “ละ..แล้ว ที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการใดหรือท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง?”

             

            แน่นอน..

            คำตอบก็ไม่หลุดจากความเป็นคุณตาเวอร์ชันบ่นลูกหลาน

            “เจ้าพวกทารกพวกนี้ขี้สงสัยเสียจริง!”

            เขาบ่นพลางเกาหัวเหมือนคนหงุดหงิด

            “ที่นี่มันก็ต้องเป็นที่สำหรับพวกเจ้าอย่างไรเล่า!

            พวกเจ้าไม่เห็นคำทำนายที่ข้าเป็นคนเขียนแปะไว้หรือ?

            ไอ้ที่กล่าวถึงพวกเด็กเหลือขอทั้งห้าคนน่ะ!

            แล้วพวกเจ้าไม่ต้องถามให้มากความเรื่องคำทำนายว่าพวกข้าบรรพบุรุษของพวกเจ้ารู้ได้อย่างไร! โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า พลังสถิตมังกรครามอยู่!

            การทำนายนั่นก็มาจากนางนั่นแหละ!”

            โอเคครับคุณปู่..

            ถ้าจะอธิบายแบบกราดเกรี้ยวใส่กันขนาดนี้ ผมก็ขอนั่งฟังเงียบ ๆ ละกัน

             

            เอาจริง ๆ นะ พวกนายคิดว่าผมจะรู้สึกยังไงกับตาแก่นี่?

            ก็ลองคิดดู ผมกับโหวหวังแค่ถามคำถามธรรมดา ๆ ใส่น้ำเสียงสุภาพ แต่ตาแก่คนนั้นกลับตอบกลับมาด้วยพลังความหงุดหงิดระดับว่าผมชอบวิ่งไปกดกริ่งหน้าบ้านแกอย่างนั้นแหละ

            แถมยังเหน็บแนมคนรุ่นหลังว่าเขลานู่นนี่นั่นอีก!

            คือ.. โอเค..

            ผมก็เข้าใจนะว่าแกอาจจะเพิ่งตื่น หรือบางทีอาจจะงีบมาเป็นพันปีจนลืมวิธีเข้าสังคมไปแล้ว

            แต่แบบนี้มันก็น่าตั้งคำถามอยู่ดีใช่ไหมล่ะ ว่าไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนถึงได้เปิดฉากเหวี่ยงใส่กันขนาดนี้

             

            “อ่า.. คงเป็นเพราะข้าเพิ่งตื่นนอนเลยทำให้หงุดหงิดไปบ้าง ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย”

            ตาดวงจิตนั้นคงเห็นสีหน้าของพวกผมตอนนั้นล่ะสิ ถึงได้รีบกลบเกลื่อนด้วยคำขอโทษแบบนั้น

            ก็เอาเถอะ..

            ตื่นจากการจำศีลหลักพันปี แล้วโดนคนรุ่นหลังถามจี้ทันที ใครมันจะอารมณ์ดีเนอะ?

            “เอาใหม่ ๆ”

            แกกระแอมหนึ่งที แล้วเริ่มต้นใหม่ราวกับมีสคริปต์ซ้อมไว้ในหัว

            “ใช่แล้ว ข้าคือผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา

            ส่วนที่แห่งนี้..

            ข้าได้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการเก็บเศษเสี้ยวของดวงจิตของข้าเอาไว้เพื่อใช้ชี้แนะและนำทางพวกเจ้าให้พร้อมสำหรับศึกใหญ่ ตามคำทำนายของสหายของข้าที่มีพลังสถิตมังกรคราม

            นางได้ทำนายเอาไว้ตั้งแต่ในยุคของข้า ว่าในยุคของพวกเจ้าจะมีภัยร้ายอุบัติขึ้น ซึ่งร้ายแรงพอ ๆ กับยุคของข้า”

             

            เอาจริง ๆ ตอนนั้นทั้งห้องเงียบกริบ

            ไม่ใช่เพราะไม่มีใครอยากพูด แต่เพราะทุกคนกำลังพยายามประมวลผลว่าคำว่า 'ภัยร้ายพอ ๆ กับยุคของข้า' นี่มันแปลว่าอะไร

            ก็อย่างที่เคยเล่าไป ว่ายุคสมัยของตาแก่นี่น่ะ มันคือช่วงเวลาที่ถูกขีดฆ่าทิ้งจากหน้าประวัติศาสตร์ ถูก 'ลบ' ออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์

            แล้วพอได้ยินว่าคนจากยุคนั้นยังลงทุนสร้างสถานที่บ้า ๆ แบบนี้ไว้เผื่ออนาคต

            มันก็พอจะเดาได้แหละ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะเผชิญ..

            อาจจะไม่ใช่เรื่องขำ ๆ แน่นอน

             

            “แล้วท่านเทพกระบี่.. ภัยร้ายที่ท่านกล่าวถึงนั้นจะเกิดขึ้นวันใด?”

            หนานหงชุนเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกมาก่อน ดูเหมือนเจ้าหมอนั่นจะเริ่มรู้สึกร้อนรนในฐานะผู้ท้าชิงบัลลังก์ของแคว้นหงสาฯ

            มันจำเป็นต้องรู้ให้แน่เพื่อจะได้ไปเตรียมตัวรับมือถูกทาง

             

            “อีกไม่นาน...”

            คำพูดสั้น ๆ ของดวงจิตนั้น เหมือนเสียงเคาะระฆังในอกดังพร้อมกันทั้งห้อง

            ผมไม่แน่ใจว่าคนอื่นรู้สึกยังไง แต่ตัวผมนี่แหละ..

            มือเย็นไปหมดแล้ว

            แล้วแกก็ไม่พูดเปล่า ดันหันไปพูดกับหนานหงชุนด้วยเสียงที่ฟังดูเหมือนปลอบโยนแต่ก็แทงใจยังไงไม่รู้

            “แต่พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล..

            เจ้าทารกรุ่นหลังสกุลหนาน..

            เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้าโดยตรง แต่เกี่ยวกับพวกมันสองคน ลูกหลานตระกูลหลิวและลูกหลานตระกูลซุน

            เพราะมันคือคนที่หนึ่งกับคนที่สามในคำทำนายของข้า”

            จังหวะนั้นแหละ

            ผมหันไปสบตากับไอ้หน้าขนโดยไม่ได้นัดหมาย ส่วนสองพี่น้องราชวงศ์หนานก็หันขวับมามองเราสองคนด้วยสีหน้าคล้ายจะพูดว่า 'เอ๊ะ! พวกนายเหรอ?'

            พวกนายที่อยู่ตรงนี้คงเคยได้ยินคำทำนายบ้าบอนั่นใช่ไหม เรื่องห้ายอดยุทธ์ที่แปะไว้ทุกสาขาของสำนักสี่ขุนเขา?

            และตอนนี้ดูเหมือนชื่อผมกับเจ้าโหวหวังจะถูกเขียนไว้บนคำทำนายนั่นแล้วเรียบร้อย

             

            จะให้บอกว่ารู้สึกยังไงเหรอ?

            ก็ทั้งรู้สึกดีและรู้สึกแย่ไปพร้อม ๆ กัน

            การที่ผมเป็นคนที่หนึ่งในคำทำนาย ก็ได้ทำให้คำพูดที่ผมลั่นเอาไว้ที่สำนักเป็นจริง ทำให้ไอ้หน้าขนเพื่อนของผมได้แต่ยิ้มเจื่อน

            แต่สิ่งที่แย่คือการที่อยู่ ๆ ผมกลับต้องมาแบกอะไรบ้า ๆ นี่ไว้บนบ่าน่ะสิ..

            แย่ชะมัด..

             

            “เอ่อ...ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง ฉันไม่น่าใช่คนในคำทำนายแน่ ๆ ฉันมั่นใจ!”

            โหวหวังพูดพลางเหล่ตามาทางหนานหงเซียแบบ..

            เอาเป็นว่า.. ท่าทางมันเหมือนวัวสันหลังหวะก็แล้วกัน

            คือจะไม่ให้มันร้อนตัวได้ยังไงล่ะ เพราะถ้าพวกนายจำได้ คำทำนายข้อที่สามมันเขียนไว้ว่า 'มากมายนงคราญ' แบบนี้ใครได้ฟังก็คงนึกภาพโหวหวังยืนอยู่กลางฮาเร็มทันทีอะ

            แน่นอนว่ามันอาจจะรู้สึกดีลึก ๆ แต่ไอ้ปัญหาคือ...ดันมีคนที่มันกำลังจีบอยู่มายืนฟังอยู่ตรงนี้ด้วยเนี่ยสิ!

            แถมคนพูดยังเป็นตำนานแห่งแผ่นดิน ความเชื่อถือยิ่งมีมาก

             

            “ย่อมเป็นเจ้า...”

            เสียงของดวงจิตนั่นพูดขึ้น พร้อมชี้นิ้วมาที่หลังมือขวาของเจ้าโหวหวัง

            “คนที่มีตราประทับปราณราชันวานรแดงคือคนที่สาม เมื่อในมือเจ้ามีตราประทับนั้น

            ก็ย่อมเป็นเจ้า!

            ซึ่งมันเหมือนกับของบรรพบุรุษของเจ้า ซุน เหลียนเช่อ ไม่มีผิด

            แน่นอนว่าเจ้าใช่.. เจ้าทารกน้อยตระกูลซุน..

            เจ้าคือคนที่สามที่ 'มากเมีย' ตามคำทำนายที่ข้าเขียนเอาไว้”

            เอ่อ.. ตาแก่นั่นเหมือนจงใจเน้นเสียงคำว่า 'มากเมีย' เป็นพิเศษ

            ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าดวงจิตเขาไม่ชอบหน้าโหวหวังหรือมีเรื่องบาดหมางกับบรรพบุรุษของมันกันแน่ ถึงได้จงใจหักหน้ามันแบบนี้

             

            “มากเมีย?”

            หนานหงเซียว่าเสียงเบา แต่สายตานี่ไม่เบาเลย

            เธอหรี่จ้องใส่โหวหวังเหมือนจะเผาให้ละลายคาที่

             

            ไอ้เจ้าคนหน้าขนนั่นรีบไอเสียงดังแบบไม่เนียนเอาซะเลย

            “แค๊ก..! แค๊ก..! ท่านว่ากระไรหนา ฉันได้ยินไม่ถนัด ฤาว่าท่านหมายถึง คนที่ 'มั่งมี' เป็นแน่”

            ผมนี่อยากจะเอามือปิดหน้าหนีเลยจังหวะนั้น

            มุกแกล้งไอนั่นมันโบราณจนควรเอาไปแช่ในพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว ยังกล้าใช้ต่อหน้าหญิงที่ตัวเองจีบอยู่อีกเหรอ

            และบอกตามตรงนะ พวกนายได้ยินเหมือนผมใช่ไหม? ชัดเป๊ะเลยว่าท่านผู้ก่อตั้งสำนักพูดว่า 'มากเมีย' ไม่ใช่ 'มั่งมี'

             

            “เอาตามเจ้าสบายใจ.. เจ้าทารกน้อย”

            ตาแก่ว่าพลางผายมือไปทางประตูด้านหลังสามบานนั่น

            ผมหันไปมองประตูพวกนั้นอีกครั้ง จำได้ลาง ๆ ว่าตอนแรกที่เข้ามาก็เห็นแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรขนาดนั้น เพราะตอนนั้นมัวแต่ตะลึงกับแสง กับสมบัติ กับตาเฒ่าที่โผล่มาแบบไม่ให้ตั้งตัว

            “แต่แรกที่พวกเจ้าเข้ามาคงเห็นประตูทั้งสามบานนี้แล้ว

            ประตูสามบานนี้ข้าได้สร้างเอาไว้ให้พวกเจ้าโดยเฉพาะ”

            ดวงจิตของผู้ก่อตั้งกล่าวพลางชี้นิ้วไปทีละบานอย่างมีจริต..

            เอ่อ.. ไม่สิ.. อย่างมีจังหวะ

            แล้วนิ้วแกก็มาหยุดที่บานแรก พร้อมพูดต่อแบบไม่เปิดโอกาสให้ใครได้แทรก

            “ประตูบานแรกเป็นของเจ้า.. ทารกรุ่นหลังตระกูลหลิว..

            เจ้าที่มีตราประทับปราณของหวงหลง ราชันมังกรผู้ถือครองพลังปราณทั้งสองสายและพลังปราณธาตุทั้งสี่

            ด้านหลังประตูบานนั้น ข้าจะทำให้เจ้าสามารถผสานปราณทั้งสองสายเข้าหากัน”

             

            แค่ได้ยินถึงตรงนี้ ผมแทบจะเผลอยื่นมือเปิดประตูเองเลยด้วยซ้ำ

            พวกนายไม่เข้าใจหรอก ว่าผมวิ่งหาคำตอบเรื่องนี้มาทั้งชีวิตแล้ว การมีพลังปราณสองสายในร่างไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก มันเหมือนการที่คุณเอาน้ำกับน้ำมันมาผสมกัน

            มันอยู่ด้วยกันได้ แต่ไม่เคยกลืนกันได้เลย

            แล้วอยู่ดี ๆ มันก็บอกว่าจะช่วยผสานสองสิ่งนี้ให้รวมกันได้

            มันคือสิ่งที่ผมปรารถนามาตลอด..

             

            “ประตูบานที่สอง.. เป็นของเจ้า.. ทารกรุ่นหลังสกุลหนาน”

            ตาแก่ว่าพลางชี้นิ้วไปทางหนานหงชุนแบบไม่ให้ลุ้นอะไรทั้งสิ้น

            “ภายในประตูบานนี้จะเป็นด่านทดสอบทำให้เจ้าปลุกเปลวนิพพานที่เป็นพลังทางสายเลือดของเจ้าให้ตื่นขึ้นมาได้”

            ผมหันไปมองหนานหงชุนแบบลอบ ๆ

            ไม่ใช่อะไรหรอก.. ผมแค่กำลังคิดว่า ไอ้เปลวนิพพานที่ว่าเนี่ย..

            มันชื่อโคตรเท่ไปเลย ฟังดูแล้วแบบ 'ราชันย์เพลิงผู้จะเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ด้วยท่าทีสุขุม' อะไรทำนองนั้นเลย

            “แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่คนในคำทำนาย แต่ศึกใหญ่ที่เป็นศึกซ้อมก่อนภัยพิบัติที่แท้จริงจะเกิดขึ้น เจ้าในฐานะลูกหลานของหนาน เฟิงจี่

            เจ้าจะต้องช่วยเหลือพวกมันในศึกซ้อมศึกนั้น”

            แล้วก็มาอีกประโยคที่ทำให้บรรยากาศในห้องตึงขึ้นอีกรอบ

            'ศึกซ้อมก่อนภัยพิบัติ'

            ฟังดูเหมือนบทนำของเรื่องใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้น

            และแน่นอน ไม่ว่าใครในห้องนี้ก็ไม่มีทางหลุดจากเกมนี้ไปได้ง่าย ๆ แน่ ไม่เว้นแม้แต่ไอ้หน้านิ่งอย่างหนานหงชุน

             

            “เปลวนิพพาน...!”

            หนานหงเซียถึงกับอุทานออกมาราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางอก

            ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ยินแม้แต่ประโยคถัดมาที่กล่าวถึงศึกซ้อมอะไรนั่นด้วยซ้ำ

            สีหน้าตะลึงงันของยัยนั่นบอกทุกอย่างว่าตกใจจนโสตประสาทปิดรับไปแล้วเรียบร้อย

            แต่ก็ไม่แปลกหรอก..

            เปลวนิพพานเนี่ย มันไม่ใช่พลังธรรมดา ๆ ที่ใครก็มีได้บนยุทธทวีปหรอกนะ

            ถ้าให้เปรียบง่าย ๆ ก็เหมือนบอกว่า 'ปวงอัคคี' ของร่างสถิตวิหคเพลิงคือราชาแห่งไฟ ส่วนเปลวนิพพานนี่ก็คือราชินีแห่งเปลวอัคคี

            เป็นรองแค่หนึ่งในสายปราณธาตุไฟ แต่อยู่เหนือกว่าทุกสิ่งในปราณธาตุสายนี้

             

            และที่แคว้นหงสาฯ ยังครองความยิ่งใหญ่มาได้หลายพันปีน่ะ ส่วนหนึ่งก็เพราะไอ้เพลิงบ้านี่แหละ

            เพราะเปลวนิพพานเป็นไฟที่ไม่ได้แค่เผา แต่สามารถกลืนกินเปลวอื่นให้ดับลงราวกับเจ้าของมันเหยียบเพลิงพวกนั้นไว้ใต้เท้าได้จริง ๆ

            และที่พีคที่สุดก็คือ..

            ถ้าคนที่ปลุกเปลวนิพพานได้ไม่อยากดับไฟปราณของตัวเอง..

            ไฟนั้นก็ไม่มีใครดับมันได้เลยด้วย!

            เรียกได้ว่าเป็นไฟเวอร์ชัน 'ข้าไม่ยอม ก็ดับข้าไม่ได้' อย่างแท้จริง

             

            แต่ใช่ว่าพลังสายนี้นั้นจะไม่มีข้อเสีย..

            ปัญหาคือ.. การจะปลุกมันน่ะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

            พวกนายอย่าคิดว่าชาวราชวงศ์หนานทุกคนมีแล้วใช้ได้หมดนะ

            เพราะเปลวนิพพานต้องถูกปลุกขึ้นมาในสถานการณ์ 'เป็นหรือตาย' เท่านั้น

            ถ้าไม่ได้หลุดเข้าไปใกล้ประตูผี ก็ไม่มีวันดึงไฟนี้ออกมาได้เลย

            เพราะงั้น บนยุทธทวีปในยุคนี้ เลยมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ปลุกมันสำเร็จ

            และหนึ่งในนั้นก็คือกษัตริย์องค์ปัจจุบันของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์

            ใช่ครับ.. อาก๊งหรือคุณตาของผมนั่นแหละ..

             

            ตอนนั้นดวงจิตของตาเฒ่าก็ผายมือไปทางประตูบานที่สาม

            แต่พอถึงคิวบานนี้ เขากลับนิ่ง ไม่พูดอะไรทั้งนั้น แค่เหลือบมองหนานหงเซียอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโบกมือให้ประตูสองบานแรกเปิดออกแทน

            ซึ่งไม่ต้องรอใครชี้นิ้วสั่ง ตัวของผมกับหนานหงชุนก็โดดพุ่งเข้าไปในประตูของตัวเองแทบจะทันทีแบบไม่ลังเล พร้อมเสียงปิดประตูดังปังปิดท้ายราวกับตัดอนาคตให้เรียบร้อย

            และก่อนประตูจะปิดสนิท ผมยังแอบได้ยินเสียงตาแก่นั่นพูดว่า

             

            “เอาล่ะ..!

            ประตูบานที่สามเป็นของเจ้าทั้งสองคน โดยจะเป็นอะไรที่สนุกและเข้าทางเจ้าที่สุดแล้ว..

            เจ้าทารกตระกูลซุน”

            ใช่ครับ..

            ตลอดเวลาที่ผมเล่าเรื่องซุนโหวหวังให้พวกนายฟ้ง พวกนายน่าจะรู้ว่าอะไรที่ 'เข้าทาง' และ 'สนุก' สำหรับซุนโหวหวัง

            มันต้องเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ ๆ

             

            จากนั้นเสียงก็เงียบไป.. ผมถูกขังอยู่ในประตูที่มีเพียงกลิ่นสมุนไพรที่อบอวน

            แต่ผมจะเล่าต่อจากสิ่งที่โหวหวังมันเล่าให้ผมฟังนิดหน่อยละกัน

             

            แล้วประตูบานที่สามก็เปิดออก ส่งตัวโหวหวังกับหนานหงเซียพุ่งเข้าไปในห้องเหมือนมีมือผีล่องหนดันพวกมันเข้าไปเอง

            ด้านในน่ะเหรอ?

            ไม่มีอะไรเลย..

            เว้นแต่ 'เตียงหลังเดียว' กลางห้อง

            แล้วพวกนายคิดว่าโหวหวังจะมีปฏิกิริยายังไง?

            มันยืนนิ่งไปเลย! ไม่พูด! ไม่จา! เหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างไปชั่วครู่

             

            “อย่างไรเจ้าทารกน้อยตระกูลซุน..

            เจ้าชอบหรือไม่?

            เตียงนั้นข้าสั่งทำพิเศษเลยหนาตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่

            เด้งดีสู้สุดใจสมใจเจ้าแน่”

            ผมว่าแค่ประโยคนี้ก็เกินพอแล้วนะที่จะทำให้คนปกติต้องหน้าแดง

            แต่ไม่!

            มันยังไม่จบ!

             

            “ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง..

            นี่หมายความว่าอย่างไร?”

            โหวหวังมันยังกล้าถามอีก!

            คำว่า 'เตียงเด้งดี' มันก็น่าจะมีความหมายเดียวไม่ใช่เหรอ

             

            แล้วพวกนายเดาไม่ผิดหรอก..

            ตาแก่นั่นหันกลับมามองแบบ..

            สีหน้านั่นคือ 'ข้ากำลังมองคนโง่แบบเงียบ ๆ แต่เกินเยียวยา' ชัด ๆ

            “ห้องที่มีแต่เตียงนอน..

            ข้างกายของเจ้าคือโฉมงามสะคราญ..

            หากเจ้าไม่รู้ถึงความหมายที่ข้าสื่อ..

            เจ้าก็ไม่สมควรเกิดเป็นลูกเป็นหลานของซุนเหลียนเช่อแล้ว เจ้าทารกน้อย”