หลังประตูที่บานใหญ่อ้าเปิดออก..
พูดตรง ๆ ว่าแสบตาเอาเรื่อง เพราะในห้องมันสว่างวาบซะยิ่งกว่าร้านทองเยาวราชช่วงลดราคา
ต้นตอของแสงนั่นก็คือศิลาก้อนใหญ่เบ้อเร่อ รูปร่างกลมกลึงเป๊ะ ๆ เหมือนมีใครขยันแกะจนคล้ายพระอาทิตย์เข้าไปทุกที
ด้านล่างศิลาก็มีสมบัติวางกองอยู่แบบไม่อายใคร
ทองคำ เพชรพลอย แร่สารพัดสาย แถมสาดแสงกระทบแล้วก็เล่นเอาตาพร่าเหมือนจะโดนของ สมบัติเหล่านี้กระจายเกลื่อนขนาดนี้ เจ้าของต้องรวยขนาดไหนถึงไม่สนว่ามันจะหายไปวันไหน
หรือแค่ขี้เกียจเก็บก็ไม่รู้เหมือนกัน
พอผมกวาดตาผ่านกองสมบัติเหล่านั้นไป ด้านหน้าพวกเราสี่คนก็มีประตูใหญ่อยู่สามบาน บานแต่ละบานขนาดไม่เท่ากัน ลวดลายก็อย่างกับจงใจให้คนเลือกผิด
บานซ้ายสุดขนาดกลาง มีลายดวงตะวันผสมดวงจันทร์ สลักไว้แบบขู่ไม่ให้ใครกล้าเปิดเล่น ๆ
บานกลางนี่คล้ายเปลวเพลิงเลย สีสันประดับเพชรไพลินตั้งแต่แดงชาดไปถึงเหลืองขาว สะท้อนแสงซะร้อนตาไม่แพ้แดดตอนเที่ยง
บานขวาสุดนี่ก็ลายแปลกสุด!
ตรงกลางมีรูปผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ตรงหน้าท้องยังฝังพลอยไพลินเป็นรูปเปลวเพลิงอีก คล้ายกับของบานที่สองแต่ขนาดย่อมกว่า เห็นแล้วสงสัยว่าประตูพวกนี้จะเอาไว้ใช้แกล้งคนหรือเปล่า
หนานหงชุนเป็นคนแรกที่อุทานออกมา เหมือนเด็กเปิดเจอถุงขนมในตู้เย็นห่อสุดท้าย
“สมบัติในนี้..
มีค่าเท่ากับทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของแคว้นหงสาฯ ของข้าแน่ ๆ
เจ้าของสถานที่แห่งนี้ต้องเป็นผู้มั่งคั่งอย่างแน่นอน”
ว่าจบ เขาก็คว้าก้อนเพชรลูกเบ้อเร่อขึ้นมาหมุนส่องเล่นเหมือนนักค้าพลอยผู้เชี่ยวชาญ
ส่วนผมน่ะเหรอ.. เอาจริง ๆ ผมก็เข้าใจอาการตะลึงตาค้างของเขาอยู่เหมือนกัน เพราะของที่วางเกลื่อนอยู่นี่ ต่อให้เอาไปเปิดแคว้นใหม่ซักแคว้นก็คงเหลือเงินพอไว้เลี้ยงชีพตอนแก่ได้อีกหลายร้อยปีด้วยซ้ำ
แล้วถ้าคิดว่านี่เป็น สุสานของเทพกระบี่ อดีตเจ้าสำนักรุ่นแรกแล้วละก็ มันไม่แปลกหรอกที่เขาจะรวยจนวางสมบัติเล่นเป็นเบี้ยได้แบบนี้
ส่วนโหวหวังน่ะเหรอ?
มันเฉยเมยสุดในกลุ่มเลย หมอนั่นแค่ปรายตามองพวกเพชรและกองทองด้วยสีหน้าเหมือนเห็นขนมขบเคี้ยวในห้องโถง มันไม่แคร์ของพวกนี้หรอก
เพราะเกิดในตระกูลซุนที่รวยติดอันดับตลอดกาล สิ่งเดียวที่นายน้อยหน้าขนมองหาคือคัมภีร์ หรืออะไรที่พอจะอัปเกรดพลังมันได้
ถ้ามันหาหนังสือดี ๆ ได้สักเล่มจากสุสานของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา วิชานั้นคงเป็นวิชาระดับตำนาน
ใครล่ะจะกล้าประเมินค่าคัมภีร์ของเจ้าสำนักรุ่นแรกที่คิดเพลงกระบี่โบยสวรรค์ขึ้นมาเองกับมือ
ถ้าเป็นผมนะ ผมก็อยากได้เหมือนกันแหละ
ส่วนผู้หญิงคนเดียวของกลุ่ม หนานหงเซียเธอไม่ได้ชายตามองของพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ กลับเดินดิ่งไปทางประตูบานที่สามอย่างเดียว สีหน้าก็ไม่ใช่คนกลัว แต่เต็มไปด้วยความอยากรู้แบบที่ผมเห็นบ่อยในหนังสายลับ
บานประตูนั้นมันมีรูปสลักผู้หญิงพร้อมเปลวเพลิงตรงหน้าท้อง เหมือนทำมารอต้อนรับนางโดยเฉพาะ อาจเป็นเพราะเธอผู้หญิงคนเดียวในห้อง แถมยังมาจากแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ ดินแดนที่ยกตนถือเป็นลูกหลานของวิหคเพลิง
ส่วนผมในตอนนั้นเหมือนอะไรบางอย่างดึงดูดเข้าไปโดยอัตโนมัติ
เจ้าก้อนศิลาเบ้อเริ่มนั่น มันส่องแสงแรงซะจนต้องหรี่ตา
ทรงกลมเหมือนพระอาทิตย์ตอนกลางวันแสก ๆ แบบที่ใครเห็นก็รู้ว่าคงไม่ใช่หินกรวดข้างถนนแน่ แถมนัยน์ตาผมตอนนั้น..
ใช่ครับ.. ตาสีทองของผมเอง
มันเหมือนรู้ด้วยซ้ำว่าของบักเอ้บนี่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณแบบล้นทะลัก พลังที่แค่เดินเข้าใกล้ก็รู้สึกว่าขนอ่อนลุกทั้งตัว
ตอนนั้นมือผมค่อย ๆ ยื่นออกไปโดยไม่รู้ตัว
อยากลองแตะมันสักหน่อย..
ของที่เปล่งพลังขนาดนี่ มันจะรู้สึกยังไงถ้าได้สัมผัสโดยตรง?
แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะได้แตะอะไร
"เป็นข้า.. ข้าจะไม่แตะมันหรอกหนาเจ้าทารกน้อย.."
เสียงนั้นดังขึ้นมาข้างในหัวจนผมหยุดชะงักทันที!
เสียงนี้.. ผมจำมันได้แม่น แม้จะเคยได้ยินแค่ครั้งเดียวก่อนหน้านี้ แต่มันก็คือเสียงของชายแก่ไร้นามผู้นั้น!
เสียงของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา เทพกระบี่ที่ใครต่อใครต่างกล่าวขาน
ยังไม่ทันได้หันหาต้นเสียง ก้อนศิลาก็เปล่งคลื่นพลังบางอย่างออกมา
คลื่นนั้นสั่นสะเทือนบางเบา ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนรูปร่างต่อหน้าต่อตา
ผมยืนมองอยู่ตรงนั้น รู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลงเล็กน้อย ร่างโปร่งใสที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางแสง เป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่โปร่งเสียจนแทบมองไม่เห็นใบหน้า
“อืม..
เร็วกว่าที่ข้าคิดเอาไว้เยอะ..
ราวกับเพียงฝันหนึ่งตื่นเท่านั้นเอง..”
ดวงจิตที่รูปร่างเหมือนชายชรานั่นพูดพร้อมกับยกแขนขึ้นบิดตัวเบา ๆ ท่าทางอย่างกับคนพึ่งงัวเงียตื่นนอนหลังงีบยาวเป็นร้อยปี
ผมหยุดมองร่างโปร่งแสงตรงหน้าอยู่นาน ก่อนจะเผลอหลุดปากออกไปทั้งอย่างนั้น
“ท่านคือผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา..
ท่านคือเจ้าของสุสานแห่งนี้?”
คำถามของผมดูจะจุดชนวนบางอย่างเข้าอย่างจัง
“ใช่แล้ว.. สำนักนั้นเป็นข้าที่เป็นคนก่อตั้งเอง
แล้วข้าสร้างสำนักที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น เหตุใดข้าต้องระเห็จมาสร้างสุสานที่ป่าอันห่างไกลและเปล่าเปลี่ยวด้วย?
หลุมศพของข้าก็ต้องอยู่ที่สำนักสี่ขุนเขาถึงจะถูก..
อีกอย่าง..
พวกเจ้าเห็นหลุมศพสักหลุมหรือไม่!
ไม่เห็น!
แล้วเจ้าเอาอะไรมาคิดว่าที่นี่คือสุสานของข้ากัน!
เด็กรุ่นหลังนี่นับวันยิ่งเขลาลงจริง ๆ”
ผมยืนฟังไปคิ้วกระตุก
แค่ตอบว่าไม่หรือใช่นี่มันยากมากนักหรือยังไง ทำไมไอ้ภาพราง ๆ ตรงหน้าถึงต้องโมโหผมด้วย!
คือผมก็ถามด้วยความสุภาพแล้วนะ ไม่ได้ใช้คำหยาบสักหน่อย จะเหวี่ยงใส่ทำไมเนี่ย?
โชคดีที่โหวหวังมันไหวตัวทัน เอ่ยถามต่ออย่างสุภาพกว่าเดิมเยอะ
“ละ..แล้ว ที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการใดหรือท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง?”
แน่นอน..
คำตอบก็ไม่หลุดจากความเป็นคุณตาเวอร์ชันบ่นลูกหลาน
“เจ้าพวกทารกพวกนี้ขี้สงสัยเสียจริง!”
เขาบ่นพลางเกาหัวเหมือนคนหงุดหงิด
“ที่นี่มันก็ต้องเป็นที่สำหรับพวกเจ้าอย่างไรเล่า!
พวกเจ้าไม่เห็นคำทำนายที่ข้าเป็นคนเขียนแปะไว้หรือ?
ไอ้ที่กล่าวถึงพวกเด็กเหลือขอทั้งห้าคนน่ะ!
แล้วพวกเจ้าไม่ต้องถามให้มากความเรื่องคำทำนายว่าพวกข้าบรรพบุรุษของพวกเจ้ารู้ได้อย่างไร! โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า พลังสถิตมังกรครามอยู่!
การทำนายนั่นก็มาจากนางนั่นแหละ!”
โอเคครับคุณปู่..
ถ้าจะอธิบายแบบกราดเกรี้ยวใส่กันขนาดนี้ ผมก็ขอนั่งฟังเงียบ ๆ ละกัน
เอาจริง ๆ นะ พวกนายคิดว่าผมจะรู้สึกยังไงกับตาแก่นี่?
ก็ลองคิดดู ผมกับโหวหวังแค่ถามคำถามธรรมดา ๆ ใส่น้ำเสียงสุภาพ แต่ตาแก่คนนั้นกลับตอบกลับมาด้วยพลังความหงุดหงิดระดับว่าผมชอบวิ่งไปกดกริ่งหน้าบ้านแกอย่างนั้นแหละ
แถมยังเหน็บแนมคนรุ่นหลังว่าเขลานู่นนี่นั่นอีก!
คือ.. โอเค..
ผมก็เข้าใจนะว่าแกอาจจะเพิ่งตื่น หรือบางทีอาจจะงีบมาเป็นพันปีจนลืมวิธีเข้าสังคมไปแล้ว
แต่แบบนี้มันก็น่าตั้งคำถามอยู่ดีใช่ไหมล่ะ ว่าไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหนถึงได้เปิดฉากเหวี่ยงใส่กันขนาดนี้
“อ่า.. คงเป็นเพราะข้าเพิ่งตื่นนอนเลยทำให้หงุดหงิดไปบ้าง ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย”
ตาดวงจิตนั้นคงเห็นสีหน้าของพวกผมตอนนั้นล่ะสิ ถึงได้รีบกลบเกลื่อนด้วยคำขอโทษแบบนั้น
ก็เอาเถอะ..
ตื่นจากการจำศีลหลักพันปี แล้วโดนคนรุ่นหลังถามจี้ทันที ใครมันจะอารมณ์ดีเนอะ?
“เอาใหม่ ๆ”
แกกระแอมหนึ่งที แล้วเริ่มต้นใหม่ราวกับมีสคริปต์ซ้อมไว้ในหัว
“ใช่แล้ว ข้าคือผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา
ส่วนที่แห่งนี้..
ข้าได้สร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการเก็บเศษเสี้ยวของดวงจิตของข้าเอาไว้เพื่อใช้ชี้แนะและนำทางพวกเจ้าให้พร้อมสำหรับศึกใหญ่ ตามคำทำนายของสหายของข้าที่มีพลังสถิตมังกรคราม
นางได้ทำนายเอาไว้ตั้งแต่ในยุคของข้า ว่าในยุคของพวกเจ้าจะมีภัยร้ายอุบัติขึ้น ซึ่งร้ายแรงพอ ๆ กับยุคของข้า”
เอาจริง ๆ ตอนนั้นทั้งห้องเงียบกริบ
ไม่ใช่เพราะไม่มีใครอยากพูด แต่เพราะทุกคนกำลังพยายามประมวลผลว่าคำว่า 'ภัยร้ายพอ ๆ กับยุคของข้า' นี่มันแปลว่าอะไร
ก็อย่างที่เคยเล่าไป ว่ายุคสมัยของตาแก่นี่น่ะ มันคือช่วงเวลาที่ถูกขีดฆ่าทิ้งจากหน้าประวัติศาสตร์ ถูก 'ลบ' ออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์
แล้วพอได้ยินว่าคนจากยุคนั้นยังลงทุนสร้างสถานที่บ้า ๆ แบบนี้ไว้เผื่ออนาคต
มันก็พอจะเดาได้แหละ ว่าสิ่งที่เรากำลังจะเผชิญ..
อาจจะไม่ใช่เรื่องขำ ๆ แน่นอน
“แล้วท่านเทพกระบี่.. ภัยร้ายที่ท่านกล่าวถึงนั้นจะเกิดขึ้นวันใด?”
หนานหงชุนเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกมาก่อน ดูเหมือนเจ้าหมอนั่นจะเริ่มรู้สึกร้อนรนในฐานะผู้ท้าชิงบัลลังก์ของแคว้นหงสาฯ
มันจำเป็นต้องรู้ให้แน่เพื่อจะได้ไปเตรียมตัวรับมือถูกทาง
“อีกไม่นาน...”
คำพูดสั้น ๆ ของดวงจิตนั้น เหมือนเสียงเคาะระฆังในอกดังพร้อมกันทั้งห้อง
ผมไม่แน่ใจว่าคนอื่นรู้สึกยังไง แต่ตัวผมนี่แหละ..
มือเย็นไปหมดแล้ว
แล้วแกก็ไม่พูดเปล่า ดันหันไปพูดกับหนานหงชุนด้วยเสียงที่ฟังดูเหมือนปลอบโยนแต่ก็แทงใจยังไงไม่รู้
“แต่พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวล..
เจ้าทารกรุ่นหลังสกุลหนาน..
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเจ้าโดยตรง แต่เกี่ยวกับพวกมันสองคน ลูกหลานตระกูลหลิวและลูกหลานตระกูลซุน
เพราะมันคือคนที่หนึ่งกับคนที่สามในคำทำนายของข้า”
จังหวะนั้นแหละ
ผมหันไปสบตากับไอ้หน้าขนโดยไม่ได้นัดหมาย ส่วนสองพี่น้องราชวงศ์หนานก็หันขวับมามองเราสองคนด้วยสีหน้าคล้ายจะพูดว่า 'เอ๊ะ! พวกนายเหรอ?'
พวกนายที่อยู่ตรงนี้คงเคยได้ยินคำทำนายบ้าบอนั่นใช่ไหม เรื่องห้ายอดยุทธ์ที่แปะไว้ทุกสาขาของสำนักสี่ขุนเขา?
และตอนนี้ดูเหมือนชื่อผมกับเจ้าโหวหวังจะถูกเขียนไว้บนคำทำนายนั่นแล้วเรียบร้อย
จะให้บอกว่ารู้สึกยังไงเหรอ?
ก็ทั้งรู้สึกดีและรู้สึกแย่ไปพร้อม ๆ กัน
การที่ผมเป็นคนที่หนึ่งในคำทำนาย ก็ได้ทำให้คำพูดที่ผมลั่นเอาไว้ที่สำนักเป็นจริง ทำให้ไอ้หน้าขนเพื่อนของผมได้แต่ยิ้มเจื่อน
แต่สิ่งที่แย่คือการที่อยู่ ๆ ผมกลับต้องมาแบกอะไรบ้า ๆ นี่ไว้บนบ่าน่ะสิ..
แย่ชะมัด..
“เอ่อ...ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง ฉันไม่น่าใช่คนในคำทำนายแน่ ๆ ฉันมั่นใจ!”
โหวหวังพูดพลางเหล่ตามาทางหนานหงเซียแบบ..
เอาเป็นว่า.. ท่าทางมันเหมือนวัวสันหลังหวะก็แล้วกัน
คือจะไม่ให้มันร้อนตัวได้ยังไงล่ะ เพราะถ้าพวกนายจำได้ คำทำนายข้อที่สามมันเขียนไว้ว่า 'มากมายนงคราญ' แบบนี้ใครได้ฟังก็คงนึกภาพโหวหวังยืนอยู่กลางฮาเร็มทันทีอะ
แน่นอนว่ามันอาจจะรู้สึกดีลึก ๆ แต่ไอ้ปัญหาคือ...ดันมีคนที่มันกำลังจีบอยู่มายืนฟังอยู่ตรงนี้ด้วยเนี่ยสิ!
แถมคนพูดยังเป็นตำนานแห่งแผ่นดิน ความเชื่อถือยิ่งมีมาก
“ย่อมเป็นเจ้า...”
เสียงของดวงจิตนั่นพูดขึ้น พร้อมชี้นิ้วมาที่หลังมือขวาของเจ้าโหวหวัง
“คนที่มีตราประทับปราณราชันวานรแดงคือคนที่สาม เมื่อในมือเจ้ามีตราประทับนั้น
ก็ย่อมเป็นเจ้า!
ซึ่งมันเหมือนกับของบรรพบุรุษของเจ้า ซุน เหลียนเช่อ ไม่มีผิด
แน่นอนว่าเจ้าใช่.. เจ้าทารกน้อยตระกูลซุน..
เจ้าคือคนที่สามที่ 'มากเมีย' ตามคำทำนายที่ข้าเขียนเอาไว้”
เอ่อ.. ตาแก่นั่นเหมือนจงใจเน้นเสียงคำว่า 'มากเมีย' เป็นพิเศษ
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าดวงจิตเขาไม่ชอบหน้าโหวหวังหรือมีเรื่องบาดหมางกับบรรพบุรุษของมันกันแน่ ถึงได้จงใจหักหน้ามันแบบนี้
“มากเมีย?”
หนานหงเซียว่าเสียงเบา แต่สายตานี่ไม่เบาเลย
เธอหรี่จ้องใส่โหวหวังเหมือนจะเผาให้ละลายคาที่
ไอ้เจ้าคนหน้าขนนั่นรีบไอเสียงดังแบบไม่เนียนเอาซะเลย
“แค๊ก..! แค๊ก..! ท่านว่ากระไรหนา ฉันได้ยินไม่ถนัด ฤาว่าท่านหมายถึง คนที่ 'มั่งมี' เป็นแน่”
ผมนี่อยากจะเอามือปิดหน้าหนีเลยจังหวะนั้น
มุกแกล้งไอนั่นมันโบราณจนควรเอาไปแช่ในพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว ยังกล้าใช้ต่อหน้าหญิงที่ตัวเองจีบอยู่อีกเหรอ
และบอกตามตรงนะ พวกนายได้ยินเหมือนผมใช่ไหม? ชัดเป๊ะเลยว่าท่านผู้ก่อตั้งสำนักพูดว่า 'มากเมีย' ไม่ใช่ 'มั่งมี'
“เอาตามเจ้าสบายใจ.. เจ้าทารกน้อย”
ตาแก่ว่าพลางผายมือไปทางประตูด้านหลังสามบานนั่น
ผมหันไปมองประตูพวกนั้นอีกครั้ง จำได้ลาง ๆ ว่าตอนแรกที่เข้ามาก็เห็นแล้ว แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรขนาดนั้น เพราะตอนนั้นมัวแต่ตะลึงกับแสง กับสมบัติ กับตาเฒ่าที่โผล่มาแบบไม่ให้ตั้งตัว
“แต่แรกที่พวกเจ้าเข้ามาคงเห็นประตูทั้งสามบานนี้แล้ว
ประตูสามบานนี้ข้าได้สร้างเอาไว้ให้พวกเจ้าโดยเฉพาะ”
ดวงจิตของผู้ก่อตั้งกล่าวพลางชี้นิ้วไปทีละบานอย่างมีจริต..
เอ่อ.. ไม่สิ.. อย่างมีจังหวะ
แล้วนิ้วแกก็มาหยุดที่บานแรก พร้อมพูดต่อแบบไม่เปิดโอกาสให้ใครได้แทรก
“ประตูบานแรกเป็นของเจ้า.. ทารกรุ่นหลังตระกูลหลิว..
เจ้าที่มีตราประทับปราณของหวงหลง ราชันมังกรผู้ถือครองพลังปราณทั้งสองสายและพลังปราณธาตุทั้งสี่
ด้านหลังประตูบานนั้น ข้าจะทำให้เจ้าสามารถผสานปราณทั้งสองสายเข้าหากัน”
แค่ได้ยินถึงตรงนี้ ผมแทบจะเผลอยื่นมือเปิดประตูเองเลยด้วยซ้ำ
พวกนายไม่เข้าใจหรอก ว่าผมวิ่งหาคำตอบเรื่องนี้มาทั้งชีวิตแล้ว การมีพลังปราณสองสายในร่างไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก มันเหมือนการที่คุณเอาน้ำกับน้ำมันมาผสมกัน
มันอยู่ด้วยกันได้ แต่ไม่เคยกลืนกันได้เลย
แล้วอยู่ดี ๆ มันก็บอกว่าจะช่วยผสานสองสิ่งนี้ให้รวมกันได้
มันคือสิ่งที่ผมปรารถนามาตลอด..
“ประตูบานที่สอง.. เป็นของเจ้า.. ทารกรุ่นหลังสกุลหนาน”
ตาแก่ว่าพลางชี้นิ้วไปทางหนานหงชุนแบบไม่ให้ลุ้นอะไรทั้งสิ้น
“ภายในประตูบานนี้จะเป็นด่านทดสอบทำให้เจ้าปลุกเปลวนิพพานที่เป็นพลังทางสายเลือดของเจ้าให้ตื่นขึ้นมาได้”
ผมหันไปมองหนานหงชุนแบบลอบ ๆ
ไม่ใช่อะไรหรอก.. ผมแค่กำลังคิดว่า ไอ้เปลวนิพพานที่ว่าเนี่ย..
มันชื่อโคตรเท่ไปเลย ฟังดูแล้วแบบ 'ราชันย์เพลิงผู้จะเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ด้วยท่าทีสุขุม' อะไรทำนองนั้นเลย
“แม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่คนในคำทำนาย แต่ศึกใหญ่ที่เป็นศึกซ้อมก่อนภัยพิบัติที่แท้จริงจะเกิดขึ้น เจ้าในฐานะลูกหลานของหนาน เฟิงจี่
เจ้าจะต้องช่วยเหลือพวกมันในศึกซ้อมศึกนั้น”
แล้วก็มาอีกประโยคที่ทำให้บรรยากาศในห้องตึงขึ้นอีกรอบ
'ศึกซ้อมก่อนภัยพิบัติ'
ฟังดูเหมือนบทนำของเรื่องใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้น
และแน่นอน ไม่ว่าใครในห้องนี้ก็ไม่มีทางหลุดจากเกมนี้ไปได้ง่าย ๆ แน่ ไม่เว้นแม้แต่ไอ้หน้านิ่งอย่างหนานหงชุน
“เปลวนิพพาน...!”
หนานหงเซียถึงกับอุทานออกมาราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางอก
ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ยินแม้แต่ประโยคถัดมาที่กล่าวถึงศึกซ้อมอะไรนั่นด้วยซ้ำ
สีหน้าตะลึงงันของยัยนั่นบอกทุกอย่างว่าตกใจจนโสตประสาทปิดรับไปแล้วเรียบร้อย
แต่ก็ไม่แปลกหรอก..
เปลวนิพพานเนี่ย มันไม่ใช่พลังธรรมดา ๆ ที่ใครก็มีได้บนยุทธทวีปหรอกนะ
ถ้าให้เปรียบง่าย ๆ ก็เหมือนบอกว่า 'ปวงอัคคี' ของร่างสถิตวิหคเพลิงคือราชาแห่งไฟ ส่วนเปลวนิพพานนี่ก็คือราชินีแห่งเปลวอัคคี
เป็นรองแค่หนึ่งในสายปราณธาตุไฟ แต่อยู่เหนือกว่าทุกสิ่งในปราณธาตุสายนี้
และที่แคว้นหงสาฯ ยังครองความยิ่งใหญ่มาได้หลายพันปีน่ะ ส่วนหนึ่งก็เพราะไอ้เพลิงบ้านี่แหละ
เพราะเปลวนิพพานเป็นไฟที่ไม่ได้แค่เผา แต่สามารถกลืนกินเปลวอื่นให้ดับลงราวกับเจ้าของมันเหยียบเพลิงพวกนั้นไว้ใต้เท้าได้จริง ๆ
และที่พีคที่สุดก็คือ..
ถ้าคนที่ปลุกเปลวนิพพานได้ไม่อยากดับไฟปราณของตัวเอง..
ไฟนั้นก็ไม่มีใครดับมันได้เลยด้วย!
เรียกได้ว่าเป็นไฟเวอร์ชัน 'ข้าไม่ยอม ก็ดับข้าไม่ได้' อย่างแท้จริง
แต่ใช่ว่าพลังสายนี้นั้นจะไม่มีข้อเสีย..
ปัญหาคือ.. การจะปลุกมันน่ะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
พวกนายอย่าคิดว่าชาวราชวงศ์หนานทุกคนมีแล้วใช้ได้หมดนะ
เพราะเปลวนิพพานต้องถูกปลุกขึ้นมาในสถานการณ์ 'เป็นหรือตาย' เท่านั้น
ถ้าไม่ได้หลุดเข้าไปใกล้ประตูผี ก็ไม่มีวันดึงไฟนี้ออกมาได้เลย
เพราะงั้น บนยุทธทวีปในยุคนี้ เลยมีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ปลุกมันสำเร็จ
และหนึ่งในนั้นก็คือกษัตริย์องค์ปัจจุบันของแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์
ใช่ครับ.. อาก๊งหรือคุณตาของผมนั่นแหละ..
ตอนนั้นดวงจิตของตาเฒ่าก็ผายมือไปทางประตูบานที่สาม
แต่พอถึงคิวบานนี้ เขากลับนิ่ง ไม่พูดอะไรทั้งนั้น แค่เหลือบมองหนานหงเซียอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโบกมือให้ประตูสองบานแรกเปิดออกแทน
ซึ่งไม่ต้องรอใครชี้นิ้วสั่ง ตัวของผมกับหนานหงชุนก็โดดพุ่งเข้าไปในประตูของตัวเองแทบจะทันทีแบบไม่ลังเล พร้อมเสียงปิดประตูดังปังปิดท้ายราวกับตัดอนาคตให้เรียบร้อย
และก่อนประตูจะปิดสนิท ผมยังแอบได้ยินเสียงตาแก่นั่นพูดว่า
“เอาล่ะ..!
ประตูบานที่สามเป็นของเจ้าทั้งสองคน โดยจะเป็นอะไรที่สนุกและเข้าทางเจ้าที่สุดแล้ว..
เจ้าทารกตระกูลซุน”
ใช่ครับ..
ตลอดเวลาที่ผมเล่าเรื่องซุนโหวหวังให้พวกนายฟ้ง พวกนายน่าจะรู้ว่าอะไรที่ 'เข้าทาง' และ 'สนุก' สำหรับซุนโหวหวัง
มันต้องเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ ๆ
จากนั้นเสียงก็เงียบไป.. ผมถูกขังอยู่ในประตูที่มีเพียงกลิ่นสมุนไพรที่อบอวน
แต่ผมจะเล่าต่อจากสิ่งที่โหวหวังมันเล่าให้ผมฟังนิดหน่อยละกัน
แล้วประตูบานที่สามก็เปิดออก ส่งตัวโหวหวังกับหนานหงเซียพุ่งเข้าไปในห้องเหมือนมีมือผีล่องหนดันพวกมันเข้าไปเอง
ด้านในน่ะเหรอ?
ไม่มีอะไรเลย..
เว้นแต่ 'เตียงหลังเดียว' กลางห้อง
แล้วพวกนายคิดว่าโหวหวังจะมีปฏิกิริยายังไง?
มันยืนนิ่งไปเลย! ไม่พูด! ไม่จา! เหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างไปชั่วครู่
“อย่างไรเจ้าทารกน้อยตระกูลซุน..
เจ้าชอบหรือไม่?
เตียงนั้นข้าสั่งทำพิเศษเลยหนาตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่
เด้งดีสู้สุดใจสมใจเจ้าแน่”
ผมว่าแค่ประโยคนี้ก็เกินพอแล้วนะที่จะทำให้คนปกติต้องหน้าแดง
แต่ไม่!
มันยังไม่จบ!
“ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง..
นี่หมายความว่าอย่างไร?”
โหวหวังมันยังกล้าถามอีก!
คำว่า 'เตียงเด้งดี' มันก็น่าจะมีความหมายเดียวไม่ใช่เหรอ
แล้วพวกนายเดาไม่ผิดหรอก..
ตาแก่นั่นหันกลับมามองแบบ..
สีหน้านั่นคือ 'ข้ากำลังมองคนโง่แบบเงียบ ๆ แต่เกินเยียวยา' ชัด ๆ
“ห้องที่มีแต่เตียงนอน..
ข้างกายของเจ้าคือโฉมงามสะคราญ..
หากเจ้าไม่รู้ถึงความหมายที่ข้าสื่อ..
เจ้าก็ไม่สมควรเกิดเป็นลูกเป็นหลานของซุนเหลียนเช่อแล้ว เจ้าทารกน้อย”